ยุทธเวหา 5 ต่อ 21 เหนือลำปางและการโจมตีทางอากาศเหนือกรุงเทพ

ไทยกับยุทธเวหาในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ศนิโรจน์ ธรรมยศ

บทและบรรยายโดย ศนิโรจน์ ธรรมยศ นักเขียนและนักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียแห่งนครเวลลิงตัน (Victoria University of Wellington) ประเทศนิวซีแลนด์

เคยปฏิบัติภารกิจเป็นผู้สังเกตุการณ์ทางทหาร (United Nation Military Observer : UNMO) ประจำกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ เลสเต รวมทั้งยังเคยปฏิบัติภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

ศนิโรจน์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานหนังสือจำนวน 9 เล่มคือ “The War” เส้นทางสู่สงคราม, ยุทธการขจัดทรราชย์, สมรภูมิรบสะท้านโลกของฮิตเลอร์, ขุมกำลังสะท้านโลกของฮิตเลอร์, 8 ขุนพลของฮิตเลอร์ , มิคาเอล วิทท์มันน์ เสือรถถังไทเกอร์ของนาซี , สงครามเวียดนาม , ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง และชีวประวัติอดอล์ฟ ฮิตเลอร์


ยุทธเวหา 5 ต่อ 21 เหนือลำปางและการโจมตีทางอากาศเหนือกรุงเทพ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทัพฟ้า ศึกยุทธเวหาที่คนไทยมิอาจลืม โดย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

“กำลังในอากาศ เป็นโล่อันแท้จริงอย่างเดียว ที่กันมิให้การสงคราม มาถึงท่ามกลางประเทศของเราได้ ทั้งเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งในการคมนาคมเวลาปกติ” จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ พระบิดากองทัพอากาศ

ยุทธเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย อุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2483

หากย้อนไปในยุคล่าอาณานิคมระหว่างปี พ.ศ. 2430-2450 ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนถึง 5 ครั้ง รวมเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 480,000 ตร.กม. ในพื้นที่ลาวและกัมพูชาในปัจจุบันให้แก่ฝรั่งเศส ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะพยายามยื่นข้อเสนอปรับปรุงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสถูกเยอรมนีเข้ายึดครอง ทำให้มีกำลังทหารไม่เพียงพอที่จะรักษาพื้นที่อินโดจีนฝรั่งเศส จึงขอให้ไทยลงนามในสัญญาไม่รุกรานต่อกัน แต่ขณะเดียวกัน กลับยินยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในเวียดนามและกัมพูชาอันเป็นภัยคุกคามต่อไทย รัฐบาลไทยได้ไปเจรจาเพื่อขอปรับปรุงเส้นเขตแดนแม่น้ำโขงอีกครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธ จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

ยุทธเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย จึงอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2483 เมื่อ นายเรืออากาศตรี ศานิต นวลมณี ผู้บังคับหมวดบินที่ 1 ฝูงบินตรวจการณ์กองบินน้อยผสม อุดรธานี พร้อมด้วย จ่าอากาศโท ประยูร สุกุมลจันทร์ ผู้ทำหน้าที่พลปืนหลัง นำเครื่องบินคอร์แซร์ ขึ้นสกัดเครื่องบินโปเตซ 1 ลำ และเครื่องบินโมราน 5 ลำของฝรั่งเศส ที่บินล้ำน่านฟ้าเขตแดนไทยเข้ามาทางทิศใต้ของ จ.นครพนม การต่อสู้ในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างดุเดือด จ่าอากาศโท ประยูร สามารถยิงเครื่องบินโมรานตก 1 ลำ จนกระทั่งกระสุนหมด นายเรืออากาศตรี ศานิต พยายามนำเครื่องบินกลับเข้ามาในเขต จ.นครพนม โดยมีเครื่องบินข้าศึกไล่ตามอย่างกระชั้นชิด ขณะเดียวกัน นักบินไทย 2 คน ได้นำเครื่องบินฮอว์ค 3 เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนที่การรบจะยุติลงโดยที่ฝ่ายไทยไม่ได้รับอันตรายหรือเสียหายแต่ประการใด

ต่อมากองทัพอากาศได้ส่งฝูงบินขึ้นไปโจมตีทางอากาศในนครเวียงจันทน์ ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนี้ ดำเนินการโดยเครื่องบินคอร์แซร์ มี นายเรืออากาศตรี ศานิต เป็นนักบิน และ จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ เป็นพลปืนหลัง ซึ่งในระหว่างปฏิบัติภารกิจเครื่องบินคอร์แซร์ได้ถูกระดมยิงจากภาคพื้น ทำให้ จ่าอากาศเอก เฉลิม เสียชีวิตทันที ขณะที่ถังเชื้อเพลิงถูกยิงทะลุทำให้เครื่องบินเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงนายเรืออากาศตรี ศานิต ถูกยิงเข้าที่หัวเข่าและโดนไฟลวก จึงพยายามนำเครื่องบินกลับมายังเขตแดนไทย และท้ายที่สุดต้องโดดร่มลงที่หนองน้ำของบ้านพานพร้าว อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย โดยนายเรืออากาศตรี ศานิต ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเทพฯ ก่อนจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา

ปรับโครงสร้างกองทัพอากาศใหม่ 5 กองบิน ! 

ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์พิพาทกับอินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นนั้น เป็นเหตุให้กองทัพอากาศไทยได้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกองกำลังทางอากาศใหม่ โดยประกอบไปด้วย 5 กองบิน ได้แก่ กองบินใหญ่ภาคเหนือ กองบินใหญ่ภาคใต้ กองบินหนุน กองบินน้อยผสมที่ 75 และกองบินน้อยผสมที่ 40

ในขณะนั้นเอง ถึงแม้ว่าฝรั่งเศสจะมีกองกำลังทางอากาศที่ได้เปรียบกว่าไทย เนื่องจากว่าฝรั่งเศสมีเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ คือ เครื่องบินแบบโมราน โซลนิเยร์ 406 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว มีความเร็วสูงสุดระหว่าง 480-500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนไทยนั้น มีเครื่องบินขับไล่อยู่ทั้งหมด 6 ฝูงบิน โดยเครื่องบินที่เป็นกำลังสำคัญในการรบ คือ เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 2 เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 3 เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 75 ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีสมรรถนะสูงสุดของไทยในขณะนั้น ความเร็วสูงสุด 435 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ก็ยังมีเครื่องบินโจมตีคอร์แซร์ เครื่องบินโจมตีนาโงยา และเครื่องบินทิ้งระเบิดมาร์ติน

สดุดีวีรชนทหารหาญ แห่งกองบินน้อยที่ 5 

.ก่อนรุ่งสางของวันที่ 8 ธ.ค. 2484 กองกำลังของประเทศญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ก่อนแยกกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ยึดสถานีตำรวจและสถานีรถไฟในตัวเมือง ส่วนอีกกลุ่ม เข้ายึดกองบินน้อยที่ 5 ซึ่งมีพื้นที่ด้านซ้ายติดอ่าวประจวบฯ ด้านขวาติดอ่าวมะนาว โดยญี่ปุ่นวางแผนจะตีขนาบจากทั้งสองด้าน

ทั้งนี้ ทหารญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่า เนื่องจากอาศัยความมืดเข้าวางกำลังพลตลอดแนวสนามบิน ไม่ว่าเหล่าทหารหาญของไทยจะใช้ความพยายามที่จะนำเครื่องบินฮอว์ค 3 เครื่องบินคอร์แซร์วิ่งขึ้น แต่ก็ถูกขัดขวางโดนยิงจนบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย อย่างไรก็ตาม นายเรืออากาศตรี แม้น ประสงค์ดี เป็นผู้เดียวที่นำเครื่องบินฮอว์ค 3 วิ่งขึ้นได้สำเร็จ และพุ่งเป้าจะไปทิ้งระเบิดที่เรือลำเลียงข้าศึก แต่กลับมีความมืดเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ไม่สามารถทิ้งลงเป้าหมายได้

กระทั่งรุ่งเช้า สนามบินและโรงเก็บเครื่องบินถูกญี่ปุ่นยึดครองได้สำเร็จ เป็นเหตุให้ผู้บังคับกองบินต้องสั่งเผากองบังคับการบิน คลังยุทธภัณฑ์ และอาคารหมวดเสนารักษ์ เพื่อไม่ให้เหลือไว้เป็นประโยชน์แก่ข้าศึก ก่อนอพยพถอยไปอยู่เชิงเขาล้อมหมวก

ขณะที่รัฐบาลไทยเห็นพ้องว่าไม่มีหนทางใดที่จะต้านทัพญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน จึงลงมติให้ฝ่ายไทยหยุดยิงและยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านได้ ทั่วประเทศได้รับคำสั่งหยุดยิง ยกเว้น กองบินน้อยที่ 5 ซึ่งถูกทหารญี่ปุ่นล้อมอยู่ ทำให้ขาดการสื่อสารกับภายนอก กองบินน้อยที่ 5 จึงยังคงตรึงกำลังต้านญี่ปุ่นอยู่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งรุ่งขึ้นโทรเลขคำสั่งให้หยุดยิงถูกส่งถึงมือ นาวาอากาศตรี หม่อมหลวง ประวาศ ชุมสาย ผู้บังคับกองบินน้อยที่ 5 ช่วงเวลาแห่งการปกป้องเอกราชและอธิปไตยไทย จึงยุติลง

เหตุการณ์ในครั้งนั้น มีทหารไทยพลีชีพ 38 นาย ตำรวจ 1 นาย ยุวชนทหารที่มาช่วยลำเลียงกระสุน 1 นาย และครอบครัวของข้าราชการ 2 คน รวมเป็น 42 คน บาดเจ็บ 27 คน ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 217 นาย และในวันที่ 8 ธ.ค. ของทุกปี ที่บริเวณอนุสาวรีย์วีรชนกองบิน 5 จ.ประจวบฯ จะมีพิธีวางพวงมาลาสดุดีวีรกรรมและบำเพ็ญกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับตลอดมา

สามนักบินผู้กล้าหาญ แห่งวัฒนานคร

ในขณะเดียวกัน นอกจากประเทศญี่ปุ่นจะส่งกำลังพลทั้งทางบกและทางน้ำเข้าโจมตีประเทศไทยแล้ว ยังมีการส่งเครื่องบินโจมตี กิ-30 จำนวน 9 ลำ พร้อมทั้งเครื่องบินขับไล่ กิ-27 จำนวน 11 ลำ มาบินคุ้มกัน จากฐานบินในอินโดจีนฝรั่งเศส เข้าโจมตีสนามบินวัฒนานคร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่ จ.สระแก้ว

ทำให้สามทหารเสือผู้กล้าแห่งวัฒนานคร ได้แก่ นายเรืออากาศเอก ไชย สุนทรสิงห์ , นายเรืออากาศเอก ชิน จิระมณีชัย และนายเรืออากาศ สนิท โพธิเวชกุล ตัดสินใจนำเครื่องบินฮอว์ค 3 จำนวน 3 ลำ เข้าปะทะกับข้าศึกอย่างหาญกล้า ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าเครื่องบินของฝ่ายตรงข้ามมีสมรรถนะเหนือกว่าและมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัวก็ตาม กระทั่งในที่สุด เครื่องบินของเหล่าผู้กล้าทั้ง 3 ลำ ได้ถูกยิงตกทำให้นักบินทั้ง 3 นายเสียชีวิตทันที

วีรกรรมยุทธเวหาที่เอื้อนเอ่ยมาทั้งหมดนี้ นับเป็นความกล้าหาญของลูกทัพฟ้าที่ยอมสละชีพ เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนที่คนไทยทุกคนมิอาจลืมเลือน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอน้อมเชิดชูเกียรติเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อเอกราชและปกป้องอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป.


11 เมษายน 1944 ยุทธเวหาเหนือน่านฟ้าลำปาง โดย WarTimeAsia

ย้อนกลับไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ทำการยกพลขึ้นบกในบริเวณต่างๆทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงประเทศไทย แม้นทหาร,ตำรวจ,ชาวบ้าน สู้กับญี่ปุ่นอย่างสุดกำลัง แต่ก็มิอาจต่อต้านกองกำลังของกองทัพอาทิตย์อุทัยที่มีจำนวนมหาศาลได้ ท้ายที่สุดไทยก็ต้องยอมให้ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่านในการสู้รบกับกองกำลังของอังกฤษในประเทศพม่า เพื่อทำการร่วมชาติเอเชียต่อไป…

ต่อมาในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ประเทศไทยที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ทำสัญญาร่วมวงไพบูลย์ร่วมหาเอเชียบูรพากับจักรวรรดิญี่ปุ่นและ วันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 ไทยก็ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสมพันธมิตรซึ่งประกอบไปด้วยอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

ซึ่งการประกาศสงครามในครั้งนั้นเอง ก็ได้แสดงให้เห็นว่าไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบ
.
ย้อนกลับไปก่อนที่ญี่ปุ่นจะโจมตีฐานทัพเรือ Pearl harbor ที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นได้ทำการสู้รบกับจีนอยู่ก่อนแล้ว (อย่างที่ทราบกันดีในชื่อ “สงครามจีนญี่ปุ่นครั้งที่2”) สหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คได้ส่งนักบินอเมริกันมาช่วยจีนแต่เป็นในรูปแบบของอาสาสมัครหรือมีชื่อว่า american volunteer group และได้ตั้งฝูงบินที่มีชื่อว่า flying tiger เพื่อเข้ามาช่วยฝึกนักบินจีนที่ยังไร้ประสบการณ์ เพื่อต่อสู้ทางเวหากับญี่ปุ่น ณ มลฑลยูนหนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน ต่อมาเมื่อครั้นไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงได้โต้ตอบไทยด้วยวิธีต่างๆไม่ว่าจะเป็น คือการทิ้งระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์ โจมตีฐานทัพต่างๆ เป็นต้น
.
ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1944 สหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งเครื่องบิน “P-51 Mastang🛩️” ที่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในสงครามโลก กับ “P-38 Lighting🛩️ “เครื่องบินขับไล่สกัดกั้น รวมกันถึง 21 ลำ มาทำการโจมตีเส้นทางขนส่งยุทธปัจจัยของญี่ปุ่นทางตอนเหนือของไทย
.
ในเวลาขณะนั้นฝั่งไทยก็ได้ทราบข่าวถึงการจะมาโจมตีของฝั่งสหรัฐอเมริกา ไทยไม่รอช้าจึงได้ส่งเครื่องบิน “Nakajima Ki-27 (บ.ข.12)” จำนวน 5 ลำ จากฝูงบินที่16 สนามบินพระบาท จังหวัดลำปาง
ซึ้งประกอบไปด้วย
1. เรืออากาศเอก เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ( ผู้บังคับฝูงบิน)
2. เรืออากาศเอก คำรบ เปล่งขำ
3. พันจ่าอากาศเอก วาสน์ สุนทรโกมล
4. พันจ่าอากาศเอก จุลดิสด์ เดชกุญชร
5. จ่าอากาศเอก ธาดา เบี้ยวไข่มุก

เครื่องบินของทหารอากาศไทยต่าง 5 ลำได้ทำการเข้าต่อสู้ตามยุทธวิธีเหนือน่านฟ้าลําปาง เครื่องของเรืออากาศเอกเฉลิมเกียรติ กับ เครื่องของพันจ่าอากาศเอกวาสน์ ได้แยกไปทางทิศเหนือเพื่อเข้าต่อสู้กับเครื่องบินขับไล่8 ลำ แต่เครื่องบินของเรืออากาศเอก เฉลิมเกียรติถูกยิงเข้าที่เครื่องยนต์ทำให้ต้องลงจอดฉุกเฉิน เขาได้รับความบาดเจ็บอย่างหนักแต่อย่างไรก็ดี เขาได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที กลับมาที่ พันจ่าอากาศเอกวาสน์ ที่ต่อสู้กับอีกฝ่ายที่มีอยู่ถึง 8 ลำ แม้เครื่องบินของเขาจะยิงถูกอีกฝั่งนึงเสียหายแต่ว่าเครื่องบินของเขาก็เกิดลุกไหม้ เขาตัดสินใจสละเครื่องกระโดดร่มออกมา สุดท้ายเขาได้รับความบากเจ็บอย่างหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ….
.
ตัดมาที่ฝั่งพันจ่าอากาศเอกจุลดิสด์ ที่เข้าต่อสู้กับเครื่องบินอีก4ลำ แม้เขาจะทำการต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่เครื่องบินของเขาก็ได้รับความเสียหายจนต้องสละเครื่องบิน
.
ทางฝั่งเรืออากาศเอกคำรบ ที่กำลังอยู่ในการต่อสู้นั้นเอง เขาก็เสียเปรียบอย่างหนักเพราะอีกฝ่ายมีเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพและมีจำนวนมากกว่า แม้กระนั้นเขาก็สามารถยิงเครื่องบิน P-51 Mastang ของ ร้อยโท Henry Francis Minco ที่ดิ่งลงมาจากทางด้านหน้าของเครื่องบินของเรืออากาศเอกคำรบเพื่อยิงจากที่สูง แต่เรืออากาศเอกคำรบก็สามารถชะลอความเร็วได้ทัน จึงทำให้เครื่อง P51 ที่กำลังดึงเครื่องขึ้นอยู่ในระยะยิงของร้อยอากาศเอกคำรบพอดี เขาจึงกดยิงทันที ทำให้เครื่องบินP-51 ที่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพที่สุดของร้อยโทHenry Francis Minco ตกทันที…
.
หลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์นั้นเรืออากาศเอก คำรบ เปล่งขำ ก็ได้ชื่อว่าเป็นอีกเสืออากาศที่เก่งกาจอีกคนนึงของประเทศไทย ส่วนเรืออากาศเอกเฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร(ผู้บังคับฝูงบิน)ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญประดับช่อชัยพฤกษ์…..

โดย : @#คุณพระอาทิตย์ ☀️#WartimeAsia #เอเชียยามสงคราม


ยุทธเวหา 5 ต่อ 16 เหนือลำปาง โดย Thai Military Aviation Club

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ไฟของสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงโหมกระหน่ำ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 1944 เครื่องบินขับไล่แบบ P-51 Mustang จำนวน 9 เครื่องจากฝูงบินขับไล่ที่ 25 และเครื่องบินขับไล่แบบ P-38 Lightning จำนวน 7 เครื่องจากฝูงบินขับไล่ที่ 449 กองกำลังทางอากาศของกองทัพบกสหรัฐ (USAAF) ทำการวิ่งขึ้นจากสนามบินยูนนาน ทางตอนใต้ของจีน มุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การทำลายอากาศยานและการขนส่งยุทธภัณฑ์ของญี่ปุ่นทางตอนเหนือของไทย

เวลา 1220 ฝูงบินอเมริกันทั้ง 16 เครื่องปรากฏตัวขึ้นเหนือน่านฟ้าเมืองลำปาง ส่งผลให้ ร.อ. เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร วีรบุรุษจากกรณีพิพาทอินโดจีน พร้อมกับลูกหมู่อีก 2 คนต้องรีบวิ่งไปประจำเครื่องบินขับไล่แบบ Ki-27 Ota ที่จอดอยู่บนลานจอดของสนามบินลำปาง ก่อนจะนำเครื่องบินขับไล่ทั้ง 3 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อไปสมทบกับ Ki-27 อีก 2 เครื่องที่บินลาดตระเวนอยู่ก่อนหน้า

ด้วยความกล้าหาญของนักบินไทยทั้ง 5 ท่านที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ เครื่อง Ki-27 ที่ด้อยกว่าทั้งในด้านประสิทธิภาพและจำนวนได้เข้าประจัญบานกับเครื่องบินข้าศึกทั้ง 16 เครื่องอย่างห้าวหาญ แต่น้ำน้อยหรือจะสู้กับเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ เพียงไม่นานนัก ผลการรบที่แทบจะรู้ผลล่วงหน้าก็ปรากฏ เจ้านกกระจอกทั้ง 5 เครืองของไทยถูกยิงตก ส่งผลให้นักบิน 1 ท่านเสียชีวิต (พ.อ.อ.วาสน์ สุนทรโกมล) และอีก 4 ท่านได้รับบาดเจ็บ แต่กระนั้น ท่าน ร.อ.คำรบ เปล่งขำ เสืออากาศจากสมรภูมิกรณีพิพาทอินโดจีน ผู้เคยสังหารเครื่องบินขับไล่แบบ Morane 406 ของฝรั่งเศสมาก่อนหน้า ก็ได้ฝากฝีมือไว้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการสอยเจ้าม้าป่า P-51 ลงจากฟากฟ้าได้อีกหนึ่งเครื่อง

ซึ่งจริงๆ แล้ว มีเครื่อง P-51 Mustang ตกทั้งหมด 4 เครื่อง โดยแบ่งเป็น ตกที่ลำปาง 1 เครื่อง พะเยา 1 เครื่อง เชียงราย 1 เครื่อง และที่รัฐไทยเดิม 1 เครื่อง แต่ภายหลังจากสงครามจบลง สหรัฐประกาศยอมรับว่ามีเครื่อง P-51 เพียงเครื่องเดียวที่ตกจากการรบ


๘ มกราคม ๒๔๘๕ ครั้งแรกใน ๑๖๐ ปีที่กรุงเทพฯถูกโจมตี! ถล่มด้วยระเบิดทางอากาศ!! โดย: โรม บุนนาค

ชื่อเต็มของกรุงเทพฯที่ขึ้นต้นว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา…” ซึ่งมีความหมายว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มี่ใครรบชนะได้” และตั้งแต่ปี ๒๓๒๕ ที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา ก็ยังไม่เคยมีอริราชศัตรูรายใดเข้ามาเหยียบถึงชายพระนครได้

แม้ในปี ๒๓๒๘ ขณะที่ยังไม่ทันสร้างกำแพงพระนคร พม่ากรีฑาพลถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน ยก ๙ กองทัพเข้ามาทั้งทางเหนือ ทางใต้ และตะวันตก ขณะที่เรามีกำลังพลเพียง ๓๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงใช้ยุทธวิธีส่งกองทัพเล็กๆไปยันกองทัพพม่าทางเหนือถ่วงเวลาไว้ ส่วนทางใต้ปล่อยให้พม่ายึดไปก่อน แล้วส่งกองทัพใหญ่ของกรมพระราชวังบวรไปรับกองทัพหลวงของพม่าที่เมืองกาญจน์ ล่อให้เข้ามาในชัยภูมิที่ฝ่ายเราได้เปรียบ เมื่อตีกองทัพหลวงของพม่าแตกถอยกลับไปแล้ว ก็เร่งไปจัดการกับพม่าทีละทัพจนแตกพ่ายกลับไปทั้ง ๙ ทัพ

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าอนุแห่งเวียงจันทน์ คนสนิทของราชวงศ์ไทย เกิดน้อยใจที่ขอในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ ถือโอกาสตอนเปลี่ยนรัชกาลคิดว่าจะชิงอำนาจกันวุ่นวาย จึงยกกองทัพเข้ามาโดยหลอกหัวเมืองรายทางว่าทางกรุงเทพฯเรียกให้เข้ามาช่วยรบกับอังกฤษ หวังแค่จะปล้นพระนครให้หายแค้นเท่านั้น ทางกรุงเทพฯรู้ข่าวก็ไปตั้งทัพรับที่ทุ่งส้มป่อย ซึ่งก็คือแถบพระตำหนักจิตรลดารโหฐานนี่เอง แต่เจ้าอนุก็เข้ามาได้แค่ทุ่งสัมฤทธิ์ นครราชสีมา ถูกคุณหญิงโมรวมพลคนโคราชต่อสู้จนต้องถอยกลับไป เข้ามาเหยียบชายพระนครไม่ได้อีกราย

เป็นเวลาถึง ๑๖๐ ปีก็ไม่เคยมีศัตรูรายใด้เข้ามาเหยียบถึงชายพระนครได้ แต่แล้วในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นซึ่งเตรียมแผนเปิดฉากสงครามมหาเอเซียบูรพา ขณะที่ทางยุโรปเยอรมันกับอิตาลีบุกอังกฤษกับฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในยุโรปแล้ว ญี่ปุ่นวางแผนถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฐานทัพใหญ๋ของอเมริกาที่ฮาวาย โดยไม่ประกาศสงครามก่อนให้รู้ตัว และจะส่งทหารขอผ่านไทยเพื่อไปยึดพม่าและมลายูของอังกฤษ แต่จะบอกไทยล่วงหน้าก็ไม่ได้กลัวความแตก จะให้ทูตเปิดเจรจาในเช้ามืดวันนั้นเลย เผอิญจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งถืออำนาจแต่ผู้เดียวไปตรวจราชการที่มณฑลบูรพา ก็คือเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ไม่มีใครให้คำตอบได้ ญี่ปุ่นก็รอไม่ได้เช่นกัน จึงยกพลขึ้นบกตลอดชายฝั่งด้านตะวันตกของอ่าวไทยตั้งแต่ปัตตานีจนถึงสมุทรปราการ ทหารไทยและคนไทยตลอดจนยุวชนทหารและลูกเสือไม่มีใครยอม ล้มตายกันทั้งสองฝ่าย จน ๐๗.๕๕ น.ของวันนั้นทูตญี่ปุ่นจึงได้พบนายกรัฐมนตรี หลังการประชุม ครม.ด่วน ตอนสายรัฐบาลไทยได้ขอให้ฝ่ายไทยวางอาวุธยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทย ต่อมาก็จำใจต้องเซ็นสัญญาร่วมหัวจมท้ายกับญี่ปุ่นไปเลย แต่หลายคนก็ซ่อนความเต็มใจไว้ คิดว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายชนะแน่ เราจะได้ดินแดนที่อังกฤษกับฝรั่งเศสบีบบังคับเอาไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ คืนมา

เซ็นสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่นไปแล้ว ยังไม่ทันประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา ราว ๐๔.๐๐ น.ของวันที่ ๘ มกราคมต่อมา ในขณะที่คนกรุงเทพกำลังหลับสบายในอากาศของฤดูหนาว ก็ต้องสะดุ้งตกใจตื่นเพราะเสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท เครื่องบินหลายลำครางกระหึ่มอยู่บนฟ้า จากนั้นอีกครู่จึงได้ยินเสียงไซเรน สัญญาณภัยทางอากาศที่เรียกกันว่า “หวอ” ดังขึ้นอย่างโหยหวน เพราะคนเฝ้าสัญญาณก็ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงระเบิดเหมือนกัน เพิ่งลุกขึ้นมาหมุนสัญญาณด้วยมือ

คนกรุงเทพฯไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญกับเรื่องน่ากลัวขนาดนี้ อ่านแต่ข่าวที่อังกฤษฝรั่งเศสและเยอรมันถล่มกันในยุโรป ก็รู้ว่าพิษสงของมันขนาดไหน จึงต่างขวัญกระเจิงวิ่งกันลนลาน หามุมซุกตามซอกที่พอจะซุกได้ ท่ามกลางเสียงระเบิด เสียงเครื่องบินคราง กับเสียงปืนต่อสู้อากาศยาน เป็นเรื่องสยองขวัญครั้งแรกของคนกรุงเทพฯที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์สงคราม

เป้าหมายของการถล่มครั้งนี้ อยู่ที่จุดยุทธศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ทางด้านการคมนาคมขนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่น ได้แก่ชุมทางรถไฟหัวลำโพงและสะพานพระพุทธยอดฟ้า แต่การทิ้งระเบิดในยุคนั้นยังสะเปะสะปะพอควร ระเบิดจึงไปลงแถวเยาวราชและตรอกบีแอลฮั้ว ตรงข้ามถนนกับวัดอนงคาราม ฝั่งธนบุรี ทำให้บ้านเรือนพังไป ๓๐ หลัง คนตายไป ๑๑ คน บาดเจ็บ ๑๑๒ คน ตลอดวันรุ่งขึ้นจึงเห็นคนกรุงเทพฯหอบข้าวหอบของอพยพออกไปนอกเมืองเป็นขบวน เช่นสวนแถวฝั่งธน บางกะปิ แสนแสบ ย่านที่คิดว่าไม่มีจุดยุทธศาสตร์ จนรถราไม่มีพอจะขน หลายคนก็ต้องใช้วิธีเดินแบกของไป

เครื่องบินที่มาถล่มโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมหามิตรอเมริกานี่เอง เที่ยวหลังๆก็มีอังกฤษด้วย ผลัดกันมาถล่มจนกระทั่งกรุงเทพฯไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ตะเกียงกันเป็นปี น้ำประปาก็หยุดไหล การคมนาคม เครื่องอุปโภคบริโภคและยารักษาโรคขาดแคลน ถ้าเกิดขึ้นในวันนี้คงอยู่กันไม่ได้แน่ จนสงครามสงบเพราะญี่ปุ่นยอมแพ้ในปี ๒๔๘๘

มีรายงานเมื่อหลังสงครามครั้งนี้ว่า ประเทศไทยโดนระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรไป ๑๘,๕๘๓ ลูก มีผู้เสียชีวิต ๘,๗๑๑ คน ทำลายอาคาร ๙,๖๑๖ หลัง อีก ๑,๑๙๔ หลังอยู่ในขั้นเสียหาย หัวรถจักรรถไฟพังไป ๗๓ คัน ยานพาหนะอื่นๆอีก ๑๗๓ คัน ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่ตกอยู่ในสถานการณ์สงคราม ขนาดในสงครามกลางเมืองของลาว และเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเล็กๆแห่งนี้เท่านั้น เครื่องบินอเมริกันยังช่วยขนระเบิดไปถล่มถึง ๒๖๐ ล้านลูก รวมหนัก ๒ ล้านตัน โดยเที่ยวบิน ๕๘๐,๓๔๔ เที่ยว เพียงแค่ไม่ให้เวียดนามเหนือรุกเข้ามาช่วยฝ่ายขบวนการประเทดลาวเท่านั้น จนเป็นสถิติโลก

สรุปได้ว่า ที่ทหารญี่ปุ่นเข้ามาเกลื่อนกรุงเทพฯ ก็เข้ามาอย่างมิตร เพื่อจะชวนเข้าร่วมวงไพบูลย์ “เอเซียเพื่อเอเซีย” ขับไล่พวกที่มาล่าอาณานิคมออกไป ส่วนที่อังกฤษอเมริกาขนระเบิดมาถล่มกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มุ่งโจมตีประเทศไทย แต่เพื่อทำลายญี่ปุ่นที่เข้ามากวนใจคนไทยเท่านั้น คนไทยที่รับผลไปก็แค่ลูกหลง

จึงถือได้ว่า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีข้าศึกศัตรูเข้ามาเหยียบชานพระนครหรือเข้ามาทำลายกรุงรัตนโกสินทร์ได้ ที่โดนไปก็โดยมหามิตรผู้หวังดีทั้งน้าน…สัตรูซะที่ไหน

ภาพจากเครื่องบินเมื่อทิ้งระเบิด


Copy link
Powered by Social Snap