หลุมดำมีกี่ประเภท แต่ละประเภท ต่างกันอย่างไร

หลุมดำมีกี่ประเภท แต่ละประเภท ต่างกันอย่างไร
หลุมดำ (Black Hole) ตอนที่ 1: หลุมดำมีทางออกเสมอ

ความหมายของหลุมดำโดยทั่วไปก็คือ อาณาบริเวณของอวกาศและเวลา ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในสภาวะภายใต้แรงโน้มถ่วงอันมหาศาล โดยที่เราไม่อาจมองเห็นตัวตนของมันได้ (แต่จะสามารถมองเห็นมันผ่านวิธีการอ้อมแทน เช่น การสังเกต ‘จานพอกพูนมวล’ (accretion disk) ที่เปล่งแสงออกมาอยู่ภายใต้ ‘รังสีเอกซ์’ (X-ray) หรือสังเกตจากปรากฏการณ์ ‘เลนส์ความโน้มถ่วง’ (gravitational lens)) ก็อย่างที่บอกว่าหลุมดำนั้นก็คือ อาณาบริเวณของอวกาศและเวลา ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในภาวะภายใต้แรงโน้มถ่วงอันมหาศาล แล้วแรงโน้มถ่วงที่ว่ามหาศาลนี้

หลุมดำ (Black Hole) ตอนที่ 2: แสงก็หนีออกมาไม่ได้ เมื่อความโน้มถ่วงสูงเป็นอนันต์

วัตถุที่สนามความโน้มถ่วงสูง (gravitational fields) จนไปทำให้แม้แต่แสงก็ไม่อาจหนีออกมาได้นั้น เคยได้ถูกพิจารณาถึงความเป็นไปได้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 โดย นักปรัชญาและบาทหลวงชาวอังกฤษที่ชื่อ ‘จอห์น มิเชลล์’ (John Michell) และนักคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศษที่ชื่อ ‘ปีแยร์-ซีมง ลาปลัส’ (Pierre-Simon Laplace) แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับการแก้โจทย์ปัญหาสมัยใหม่ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่กล่าวถึงคุณสมบัติของหลุมดำเอาไว้อย่างละเอียดในความเป็นจริง ได้ถูกค้นพบโดยนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันที่ชื่อ ‘คาร์ล ชวาทซ์ชิลท์’ (Karl Schwarzschild) ในปี 1915 ที่ว่ากันว่าเขาคือบุคคลแรกของโลกที่สามารถแก้โจทย์ในสมการที่จัดได้ว่าซับซ้อนที่สุดอย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้สำเร็จ (แต่ในภายหลังจากที่เขาแก้สมการสุดโหดนี้สำเร็จ ในปีถัดไปเขาก็ต้องจบชีวิตลงด้วยโรค ‘เพมฟิกัส’ (pemphigus) อย่างน่าเสียดาย)

5 เรื่องพิศวงของหลุมดำ

หลุมดำมีกี่ประเภท แต่ละประเภท ต่างกันอย่างไร

หลุมดำ (Black Hole)

1.หลุมดำคืออะไร

หมายถึง เทหวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง เราจึงมองไม่เห็นใจกลางของหลุมดำ หลุมดำจะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเองเรียกว่าขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) ที่ตำแหน่งรัศมีชวาร์สชิลด์ (Schwarzchild Radius) ถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปในขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุจะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าความเร็วแสงจึงจะหลุดออกจากขอบฟ้าเหตุการณ์ได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่วัตถุใดจะมีความเร็วมากกว่าแสง วัตถุนั้นจึงไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป เมื่อดาวฤกษ์ที่ มีมวลมหึมาแตกดับลง มันอาจจะทิ้งสิ่งที่ดำมืดที่สุด ทว่ามีอำนาจทำลายล้างสูงสุดไว้เบื้องหลัง นักดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “หลุมดำ”

2.การเกิดหลุมดำ

การเกิดหลุมดำในเอกภพโดยทั่วไปก็คือการ เกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravitational Collapse) ของดวงดาว (ดาวฤกษ์) เพราะว่าดวงดาวที่มีอยู่ในเอกภพจะอยู่ในสภาพที่มีสมดุลระหว่างแรง 2 ชนิดที่มีอยู่ในตัวมันเองก็คือ แรงผลักออกจากการที่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ (Nuclear Reaction) ที่อยู่ในใจกลางของดวงดาว และแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางที่เกิดจากขนาดของมวล (Gravitatational Pull) ซึ่งเมื่อดวงดาวได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในของมันจนหมด แรงผลักออกก็ไม่สามารถที่จะต้านแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลางได้ ก็จึงทำให้เกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงนั่นเอง ดวงอาทิตย์ของเราในระบบสุริยะก็สามารถยุบตัวเป็นหลุมดำได้ แต่ยังเป็นเวลาอีกนานมากเพราะมันจะต้องผ่านการวิวัฒนาการอีกหลายขั้นตอน โดยปกติการยุบตัวของดวงดาวจะมีความสมมาตรเชิงทรงกลม (Spherical Symmetry) เพราะเป็นการยุบเข้าสู่ใจกลางโดยตรง ซึ่งก็จะเกิดเป็นหลุมดำชนิดที่ง่ายที่สุดที่เรียกว่า หลุมดำชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild Black Holes) ถ้าการยุบตัวของหลุมดำมีประจุติดไปด้วยและยังมีความสมมาตรเชิงทรงกลม เราจะได้หลุมดำที่เรียกว่า หลุมดำไรส์เนอร์-นอร์ดสเตริม (Reissner-Nordstrom black holes) และถ้าในระหว่างการยุบตัวมีการหมุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นหลุมดำเคอร์ (Kerr black hole) และถ้าการยุบตัวแบบนี้มีประจุรวมอยู่ด้วยเราจะเรียกมันว่าหลุมดำเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman black hole) สำหรับการยุบตัวที่ไม่มีสมมาตรเชิงทรงกลม (non-spherical symmetry) จะเกิดการแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง (gravitational waves)

ชื่อของหลุมดำ ประจุ (Q) โมเมนตัมเชิงมุม (L)

หลุมดำชวาซชิลด์ (Schwarzschild black holes) ไม่มี ไม่มี

หลุมดำเคอร์ (Kerr black holes) ไม่มี มี

หลุมดำไรส์เนอร์-นอร์ดสเตริม (Reissner-Nordstr?m black holes) มี ไม่มี

หลุมดำเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman black holes) มี มี

3.ประเภทของหลุมดำ

1.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) หลุมดำพวกนี้ มีขนาดราว 10-15 เมตรเป็นหลุมดำที่มีมวลเพียงไม่กี่ร้อยล้านตัน มีขนาดเล็กเพียงขนาดของอะตอมเท่านั้น เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิ๊กแบงได้ไม่นาน หลุมดำชนิดนี้จะมีอายุสั้นและจะสลายตัวด้วยการระเบิด แล้วปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา

2.หลุมดำที่เกิดจากวิวัฒนาการของดวงดาวหรือหลุมดำที่ เกิดจากดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว(Stellar black holes) เมื่อดาวฤกษ์ที่มวลมาก ๆ ถึงคราวหมดอายุไข จะเกิดการระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา หากหลังการระเบิดยังหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางของดาวมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มวลใจกลางดาวนั้นจะยุบตัวต่อลงเป็นหลุมดำ

หลุมดำประเภทนี้เกิดจากดาวยักษ์แดง (Red giant stars) ที่มีมวลมากกว่า 3 เท่าของ มวลของดวงอาทิตย์ตามวิวัฒนาการของดวงดาว (Stellar evolution) ส่วนดาวที่มีมวลน้อยกว่านี้ก็จะวิวัฒนาการไปสู่ ดาวแคระขาว (white dwarfs) หรือ ดาวนิวตรอน (neutron stars) หลุมดำประเภทนี้เกิดจากการที่ดาวฤกษ์เผาผลาญพลังงานทุกอย่าง จนหมดสิ้นทำให้เกิดการยุบตัวเป็น singularity (หมายถึงบริเวณที่เป็นอนันต์) ซึ่งถือว่าเป็นจุดตรงกลางของหลุมดำ ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ singularity จะเกิดขึ้นได้เมื่อดวงดาวได้ยุบตัวจนถึง รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild radius) หรือ เรียกว่า ขอบเขตแห่งเหตุการณ์ (Event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตที่ไม่มีอะไรสามารถ หลุดพ้นออกมาได้ (ยกเว้นแต่ว่าใครจะทำความเร็วได้มากกว่าความเร็วแสง แต่ความเป็นไปได้ก็ถูกจำกัดโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ที่กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วแสง )

3.หลุมดำยักษ์หรือหลุมดำมวลยิ่งยวด(Supermassive black holes) หลุมดำจำพวกนี้จะมีมวลมากมายมหาศาล อาจมีมวลมากนับเป็นหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะพบหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ใจกลางของควอซ่าร์ (Quasars) ซึ่งเป็นใจกลางของ galaxy ที่มีการระเบิดเกิดขึ้น และมันดูดดาวจำนวนนับพันล้านดวง รวมถึงก๊าซและฝุ่น ในอวกาศ หรือแม้กระทั่งดาวเคราะห์เข้าไป ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าหลุมดำมวลยิ่งยวด

4.ผลของการตกลงไปในหลุมดำ

ในส่วนนี้จะเป็นการอธิบายว่าจะเกิดอะ ไรขึ้นถ้ามีบางสิ่งตกลงไปในหลุมดำชวาร์สชิลด์ ที่เป็นเป็นไม่หมุนและไม่มีประจุ ส่วนหลุมดำที่หมุนและมีประจุจะมีความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้นมาเมื่อตกลงไป

ที่มาบทความ : หลุมดำ


ความคิดเห็น เกี่ยวกับ หลุมดำมีกี่ประเภท แต่ละประเภท ต่างกันอย่างไร

บางทีผมคิดว่ามันคงเหมือนกับการเกิดน้ำวนที่เวลาเราตีแขนไปมาบนน้ำแล้วมันเกิดน้ำวนขนาดเล็ก ที่เกิดขึ้นได้ และ สลายไปได้อะไรทำนองนั้น

หลุมดำมีการระเบิดเหมือนดวงอาทิตย์ เอามวลตัวเองเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดความร้อน คนข้างนอกอีเว้นจะไม่รู้สึกร้อน แต่คนข้างในอีเว้นลงไปถึงผิวจะร้อนมาก หลุมดำจึงมีการเสียมวล แรงดึงดูดค่อยๆอ่อนจนดูดแสงไม่ได้ ทันใดนั้นเริ่มมีแสงออกมาจากหลุมดำ กลายเป็นดาวนิวตรอนและดาวนิวตรอนก็สูญเสียมวลเกิดการไม่เสถียรระเบิดทองคำไป

หลุมดำคือประตูมิติจาก หลุมหนึ่งไปอีกหลุ่มหนึ่งซึ่งในอนาคตมนุษน์จะใช้หลุมดำเป็นการเดินทางด้วยความเร็วที่มากกว่าแสง เพราะมีสิทธิสูงมากเพราะมนุษน์ต่างดาวอาจคือเราในอนาคตโดยการเชื่อมต่อและมนุษย์จะสามารถควบคุมหลุมดำและสามารถย้อนเวลาได้ และแน่นอนว่ามันวาร์ปได้ซึ่งในปัจจุบันได้มีเครื่องเทเลพอทแล้วจาก โลกไปสถานนีอวกาศซึ่งมันใช้พลังงานไม่น้อยเหมือนกัน แน่นอนว่าสารทุกอย่างจะสามารถถูกขวบคุมซึ่งในวกาศจะมีสารที่เป็นสารใหม่ ที่สามารถขวบคุมการเคลื่อนที่ของหลุมดำได้และในอนาคตเราจะเป็นมนุษน์ต่างดาวโดยใช้หลุมดำ [ตัวอย่างการเคลื่อนที่ด้วยหลุมดำ | เครื่องกลที่ทำงานได้และมีสารที่จะควบคุมหลุมดำ(สารนี้จะดูดหลุมดำ) > ยานอวกาศ กดปล่อยหลุมดำ > ระหว่างการวาร์ปสารที่ทำหน้าที่ดูดหลุมดำมันจะดูดกลับเข้ามาซึ่งมันจะประหยัดมาก ] *และมันอาจเป็นที่เก็บของได้ด้วยและในอนาคต*เราจะสามารถย้อนเวลาได้และเราก็จะมีเพื่อนบ้านทุกGalaxyทุกอย่างทั่วจักรวาร ซึ่งมนุษน์ต่างดาวอาจเป็นเพื่อนของเราหรือพวกเราเองที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ไม่ว่าจะเป็นเมืองบ้นของเขาหรืออะไรก็แล้วแต่เขาสามารถนำของเรานั้นย้อนเวลากลับมาว่างบ้านฐานใกล้พวกเราเพราะเคยเป็นบ้านของพวกเขา

แต่ผมเป็น “พวกไม่เชื่อในทฤษฏีสัมพัทธภาพพิเศษ” ไม่เชื่อในเรื่องการ “ถ่างเวลา” อย่างน้อยก็จากความเห็นของ Hawking ก็เป็นอันหนึ่งที่ เขาก็เชื่อว่า “เวลาของเอกภพ มันยังคงดำเนินไปภายในหลุมดำ” ซึ่งตามทฤษฏีสัมพัทธภาพพิเศษแล้ว “เวลามันจะหยุดลงเมื่อแสงไม่สามารถหนีออกมาได้” ความต่อเนื่องของสัมพัทธภาพทั่วไป มีส่วนหนึ่งที่ไปเกี่ยวกับสัมพัทธภาพพิเศษ นั่นคือ “เมื่อความโน้มถ่วงสูงจนแสงหนีออกมาไม่ได้ จะทำให้เวลาหยุดลง” ผมไม่เคยเชื่อเรื่องการถ่างเวลา และ หรือ เวลามันจะสามารถหยุดลงได้ (แม้ว่านาฬิกาแสงอาจจะไม่เดินแล้ว) เวลาของเอกภพจะยังคงดำเนินต่อไป (เพราะว่ามันไม่เคยถ่างออก หรือ มันไม่เคยหยุด) ความเห็นของ Hacking แม้เขาไม่ได้พูดเรื่องเกี่ยวกับการถ่างเวลา แต่เขาก็ชี้ให้เห็นว่า เวลาของเอกภพ (ไม่ใช่ Local Time ในแบบของไอน์สไตน์) มันก็จะยังคงดำเนินต่อไป

เป็นไปได้มั้ย ว่าหลุมดำจะดูสิ่งต่างๆที่อยู่ในระยะเข้าไปเพื่อเป็นรวมเป็นแหล่งสสารตั้งต้นเพื่อใช้ในการดำเนิดดาวเคราะห์ แต่อายุของมนุษย์คงไม่มีทางได้เห็นจุดกำเนินเพราะเฉลี่ยนอายุของคนเราจะอยู่ในช่วงวัย 60 หรือ 70 ปี แต่หลุมดำคงใช้เวลาเป็นล้านๆปีในการรวบรวมสสารให้มีความหนาแน่น

จักรวาลน่าจะมีจุดสิ้นสุดนะบางทีเราอาจอยู่ในหลุมดำอีกอันในหลุมดำอีกทีเท่าที่ดูหลายๆอย่างหลุมดำไม่เคยกลืนกินดวงดาวเลยมีแต่ดูดแก๊สในใจกลางกาแล็คซี่และที่อยู่ของหลุมดำมักจะอยู่ในใจกลางกาแลคซี่ทุกกาแล็คซี่แต่ขนาดของหลุ่มดำนั้นมีขนาดความใหญ่เท่าดวงอาทิตย์24000ดวงเรียงกันเทียบกับโลกแล้วดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลกเราโดยเอาโลกมาเรียงกัน1286000ถึงจะเท่าดวงอาทิตย์1ดวงถึงแม้เราจะถูกดูดเข้าไปก็คงไม่รู้สึกหรอกก็ยังคงสภาพปกติตลอดไปเหมือนเอากระจกเงาสะท้อนกระจกเงาอีกทีดังนั้นจักรวาลคงมีจักรวาลซ้อนกันไปได้เรื่อยๆเหมือนเงาในกระจกสะท้อนกันว่ามะ

จุดกลางแรงดึงดูดของจักรวาลทุกระดับจะอยู่ห่างระนาบโคจรของดวงดาวต่างๆ ที่ 1/4 จาก ความสูงของสนามแม่เหล็กแรงจักรวาล วัตถุจึงถูกดูดจากระนาบดวงดาวด้านบนเป็นร่องลงไป และ แสงเป็นสสารที่เคลื่อนที่เร็วที่สุด เท่าที่นักวิทยาศาสตร์ เข้าใจ ไม่ใช่จาก สสารทั้งหมด เพราะแรงดูดจากหลุมดำก็เร็วแรงกว่าแสงแล้วจนแสงไม่เล็ดรอดออกมา

หลุมดำคือจุดที่สสารไหลเข้ากลาง ไม่เกี่ยวกับเวลาเลยเพราะเวลายังคงดำเนินไปแต่การที่เราจะรับรู้เวลาไม่เกิดเพราะเราจะตายเมื่ออยู่ในหลุมดำ สสารที่มีความละเอียดระดับหนึ่งเท่านั้น ที่จะเหลือจากการไหลเข้าตรงกลาง ด้วยอำนาจดึงดูดของหลุมดำ

หากพิจารณา สนามแม่เหล็กทั่วไป จะมีลักษณะของ ขั้นบวกและลบ บนไหลออกขั้วบวก ล่างลบไหลเข้า บนลมธาตุไหลออก ล่างน้ำธาตุไหลเข้า โดยปรกติเป็นสมดุลของสนามแม่เหล็ก ที่ทำให้เกิด ขึ้น เช่นเดียวกันกับจักรวาล ทุกขนาด ความเข้มสนาม แยกสสารให้ออกเป็นชั้นๆ เกิดสะสม อะตอมธาตุและวัตถุดาวหมุนโคจร วนรอบจุดกลาง ให้เป็นดวงดาว ต่างๆ มีระนาบจากการบิดตัวและองศาจากจุดกลางเล็กน้อย เมื่อเสียสมดุลหรือสมดุลทำลาย จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

1. ไหลเข้าอย่างเดียว สอดคล้องกับ หลุมดำ หรือน้ำท่วมใหญ่ ในศาสนาต่างๆ หากสนามเสียสมดุล ไหลเข้าอย่างเดียว เป็นน้ำธาตุอย่างเดียว วัตถุทั้งหลายก็จะไหลเข้าจุดกลางแล้วถูกสลายไปด้วยพลังงานที่สูง ณ จุดกลาง (ขนาดพลังงานแค่ดวงอาทิตย์ยังอยู่ได้แค่ อะตอมฮีเลียมกับไฮโดรเจน) พลังงานที่ทำให้วัตถุไหลเข้ากลางอย่างเดียวได้ จะมากแค่ไหน แม่แต่แสงยังดับสลาย สนามแม่เหล็กจักวาลยังแตก ยังสลาย จะมีพลังงานมากแค่ไหน สสารที่ละเอียดกว่า สนามแม่เหล็กจักรวาล เท่านั้นจึงจะอยู่ได้

2. ไหลออกอย่างเดียว แตกระเบิดออกไป เลย ลมกรด (ซุปเปอร์โนวา) ที่จะทำลายจักรวาล ให้สสารที่หยาบระดับหนึ่ง ให้สูญสลายไป เหลือหรือกลายเป็นสสารที่ละเอียดยิ่งกว่า การไหลเข้าเสียอีก

ความรู้เรื่อง สนามแม่เหล็กจักรวาล จะเป็นเรื่องที่ จะสามารถ นำมาอธิบาย ปรากฏการณ์ ต่างๆ ของ วัตถุทรงกลมหมุนอิสระ (แสง อะตอม และระบบดาวต่างๆ) ได้มากขึ้น แม้แต่ ระบบสุริยะ ในเชิง สามมิติ ที่ใช้หลักสนามแม่เหล็กของจักรวาล ก็จะเชื่อม ทฤษฎีต่างๆ ให้สอดคล้องกันได้ เช่น ทำไม สูตรคำนวน จุดของดวงอาทิตย์เท่ากับ 0.3 หน่วยดาราศาสตร์ นั่นก็เพราะว่า วงโคจรของดวงอาทิตย์ที่โคจรรอบระบบมีขนาดเส้นรัศมีเท่าๆนั้นจริง และวงโคจรของดาวต่างๆ จะเป็นรูปวงรีเชิงซับซ้อนตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และระนาบโคจรของดวงดาว พิสูจน์ได้ทำความเข้าใจได้ ไม่ต้องสมมติฐานแบบเดาๆ แล้ว ด้วยการทดลอง แม่เหล็กและผงเหล็ก

ส่วนคำอธิบายที่จะ บอกได้ว่า ดาวโลก ไม่ได้หมุนรอบดวงอาทิตย์ ได้อย่างไร และมีสสารอะไรที่อาศัยอยู่บน สนามแม่เหล็กจักรวาล บ้าง อย่างไร นั้นอาจจะมีกล่าวถึงไว้แล้วในศาสนาหลายๆ ศาสนา เช่นกันกับ สสารที่ละเอียดกว่านี้ ก็มีคำอธิบายเอาไว้เช่นกัน

เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งที่กล่าวกันว่าแสงหนีออกมาจากหลุมดำไม่ได้….ในทางปฎิบัติไม่มี สภาวะ Singularity อยู่อย่างแท้จริง…ไม่มีอะไรหรอกที่เข้าไปแล้วจะออกไม่ได้…หลุมดำเป็นแค่ปรากฎการณ์เกิดดับของดาว…ท้ายสุดแล้วตัวหลุมดำเองก็จะสูญสลายไป…เมื่อสิ่งหนึ่งสูญสลายไปจะมีอีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ..นี่คือสัจจะที่แท้จริงของเอกภพ

แสดงไห้เห็นว่าสิ่งที่เร็วกว่าแสงนั้นก็คือแรงโน้มถ่วง หรือว่าแรงโน้มถ่วงดูดทั้งการอวกาศ ซื่งแสงใช้เป็นพื้นที่ในการเดินทาง ผมคิดว่าแสงกับแรงโน้มถ่วงน่าจะมีการเดินทางที่เหมือนกันแต่มีความเร็วกับแรงแตกต่างกันกัน และมีอิธิพลต่อกัน ที่แตกต่าง และยังมีอีกแรงนึงซึ่งยังถกเถียงกันอยู่อี่แรง แรงพลังงานมืด ผมไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ผมคิดว่าแรงทั้ง 4 แรงนี้น่าจะมีสมการร่วมกันได้นะ ไม่รู้มีใครคิดมัย และผมสังเกตุดูว่าแรงทั้ง 4นี้จะไม่มีการเดินทางย้อนกลับ

บางทีหลุมดำอาจจะมีที่มีขนาดเล็กมากๆและมันฝังตัวอยู่ในหัวของเรา เช่น เวลาเราตายจิตและความรู้สึกของเราจะไปไหนคับ ผมว่าคงจะเหมือนการนอนหลับวูบลง และจิตของเราที่เคยสามารถควบคุมได้ทั้งร่างกายจะหดเล็กลงเหลือแค่เพียงจุดเล็กระดับที่เล็กมาก และมันให้ความรู้สึกแค่ตรงจุดนั้นจุดเดียว ร่างกายเราไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป หลังจากนั้น จะรู้สึกตกจากที่สูง ไปยังจุดที่ลึกที่สุด มันมืดมิด เป็นเวลานานแต่รู้สึกเหมือนแปบเดียว ในช่วงแว็ปเดียวก็มีแสงสว่างลางๆสรัวๆ มันทำให้เรามึนงงจำอะไรไม่ได้ และ เราก็จะหลับไปอีกครั้ง เพราะจิตหรือสมองเราคงเหนื่อยจากการเดินทาง ทำมัยถึงจำอะไรไม่ได้ เพราะในขณะที่จิตเราตกลงสู่หลุมดำมืด ด้วยแรงเหวี่ยงแรงgขนาดมหาสาร ทำให้จิตหรือกระแสไฟฟ้าในสมองของเรา มันเกิดการช็อคหรือสับสน หรืออาจเพราะจิตหรือสมองของเราและความรู้สึกของเรามันหดเล็กลงมาเหลือแต่เพียงจุดเล็กๆไม่มีที่ว่างพอสำหรับความทรงจำทำให้ความจำของเราเลือนลางและหายไปในที่สุด แต่ในที่สุดมันก็จะขยายใหญ่ขึ้นมาเลื่อยๆตามช่วงเวลาและจิตของเราได้เติบโตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง อะไรอยู่หลังหลุมดำ การเกิดใหม่อาจจะเป็นคำตอบก็ได้

มันยังมี อีกทฤษฏีหนึ่งที่ค้านว่า “มวลสารมันจะอัดแน่นไปกว่านิวตรอนไม่ได้” เมื่อมันพบกับการบีบคั้นมากกว่านั้น พวกมันจะเริ่มทำลายตัวเอง กลายเป็นพลังงานที่ ไม่มีผลทางความโน้มถ่วง และหนีออกมาจากดาวดวงนั้น เพราะว่ามันไม่มีการยืนยัน แต่คิดว่าคงคล้ายกับ Hawking radiation
ภาพที่ได้จากกล้องเมื่อไม่นานนี้ (คงเป็น 10 เมษายน ปีนี้) ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่จะเป็นภาพ ดาวดำ ที่มันอาจมีแต่แสงที่เรามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่หลุมดำ (ที่มันจะดูดแม้แต่แสงทุกๆความถี่เข้าไป)

ผมเป็นผู้ที่ ไม่เชื่อเรื่องการถ่างเวลาของสัมพัทธภาพพิเศษ (ที่มันถูกตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1905) ติดตามเรื่องราวของมันมาตลอด จนถึงทุกวันนี้ ทฤษฏีที่รวบรวมมาได้ ก็ชี้ว่า “การถ่างเวลาและรวมทั้งสมการถ่างเวลาไม่เป็นจริง” ส่วนเรื่องหลุมดำ เป็นเรื่องที่มีมาก่อนไอน์สไตน์ แต่ไอน์สไตน์มารวมในทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขา ทฤษฏีอันหลังนี้ มีทั้งความเป็นไปได้ และมีบางส่วนที่อาจเป็นไปไม่ได้ ระยะหลังๆนี้ การแคมเปญสัมพัทธภาพพิเศษ น้อยลง หรือ แทบพูดว่า “หายไป” เพราะว่า ยิ่งพยายามพิสูจน์ก็ยิ่งยุ่ง แต่หันมาพูดเรื่องสัมพัทธภาพทั่วไปมากขึ้น (จุดหลวม, ในสายตาผม มันน้อยกว่าสัมพัทธภาพพิเศษ) ทีนี้มันเลยมาเกี่ยวกับหลุมดำ เพราะ สมการของสัมพัทธภาพพิเศษยืนกรานว่า “เวลาจะต้องหยุดภายในหลุมดำ” แต่ผมไม่เชื่อเรื่องการถ่างเวลารวมทั้งการหยุดเวลา ดังนั้นในสมการถ่างเวลาของสัมพัทธภาพพิเศษ จะเกิดหลุมดำไม่ได้ เพราะมันจะทำให้เวลาต้องหยุดลง


สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

เตรียมพบ ดาวเสาร์ใกล้โลก 27 มิถุนายน 2561 นี้
เตรียมพบ ดาวเสาร์ใกล้โลก 27 มิถุนายน 2561 นี้ ในปี 2018 นี้ การเกิดทวิเพ็ญหรือ Blue moon ในเดือนมกราคมและมีนาคม (จันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน) ...
ไม่อยากจะเชื่อ! อีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า ทางช้างเผือกจะชนกาแลกซีอื่น
อีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า ทางช้างเผือกจะชนกาแลกซีอื่น นักดาราศาสตร์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้กาแล็กซีทางช้างเผือก จะชนเข้ากับกาแล็กซีแอนโดรมีดา ซึ่งเป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กับทางช้างเผือกนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยข้อมูลว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกจะชนเข้ากับกาแล็กซีแอนโดรมีดาในอีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า เนื่องจากทั้งสองกาแล็กซีต่างก็ถูกอีกฝ่ายหนึ่งดึงดูดเข้ามาหาจนเกิดการชนกันในที่สุด และหลังจากนั้นอีก 2000ล้านปี จะสองกาแล็กซี่ก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กาแล็กซี ...
เรื่องราวการปรากฏตัว UFO ที่ประเทศไทย
เอเลี่ยน... หลายท่านคงอยากจะเจอตัวเป็นๆซักที อยากจะพิสูตรให้รู้ว่า มันเป็นเรื่องจริงมั้ย หรือ เหลวไหล กันแน่ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลก ก็ได้พบเห็นสิ่งที่ เรียกว่า จานบินUFO ให้เห็นมากมาย และที่ไทยเราเองนี้ ก็มีข่าวการพบเห็น จานบิน ...
สารคดี ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต
สารคดี ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต ชีวิตบนโลกเริ่มต้นขึ้นมานานแล้ว แต่ว่ามันเริ่มได้อย่างไร แล้วทำไมต้องเป็นที่โลก บางคนเชื่อว่ามาจากอุตกาบาต บางคนบอกว่ามันเริ่มจากบึงร้อนๆในโลกยุคแรก ปี 1953 นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งทำให้โลกสะเทือน เมือเขาเสนอคำตอบที่ว่า การจากซุปดึกดำบรรพ์ แต่ทฤษฎีต่างๆนั้นมันจะถูกหรือเปล่า? สารคดี ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต สารคดี ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต (17) 1.สารคดี ...
ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย
ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่? ว่าทำไมนักบินอวกาศถึงไม่มีใครได้ไปดวงจันทร์อีกเลย ทั้งที่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมาก ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป* ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย มีทัี้งหมด 8 คลิปวีดีโอ 1.ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย โดย ShaowGuay TV 2.9 ทฤษฎี ที่อ้างว่า การเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องโกหก โดย hon ...
Copy link
Powered by Social Snap