กำเนิดจักรวาล ก่อนจะมีบิ๊กแบง

ย้อนกลับไปราว 14,000 ล้านปีก่อนจักรวาลของเรายังคงเป็นแค่จุดเล็กๆยิ่งกว่าอะตอม ที่มีความหนาแน่นและความร้อนสูงจนไม่อาจประเมินค่าได้ ก่อนที่มันจะถูกทำให้ระเบิดออกแบบทันทีทันใด จนก็ให้เกิดทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ทั้งอวกาศ, สสาร, พลังงาน และ เวลา!

หน่วยของอนุภาคที่เล็กที่สุดคืออะตอม แต่เมื่อเธอโตขึ้น ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าที่เล็กกว่าอะตอมคือประจุอิเล็กตรอน และถ้าโตขึ้นแล้วเธอเรียนเจาะลึกเข้าไป เธอจะรู้ว่านักวิทยาศาสตร์เจออนุภาคภายในประจุอิเล็กตรอนแล้วนั่นคือควาร์ก ซึ่งควาร์กมันจะเรียงกันอยู่ ลักษณะเป็นเส้นๆ แต่ควาร์กในอิเล็กตรอนของวัตถุแต่ละชิ้นจะเรียงตัวไม่เหมือนกัน มันเลยมีลักษณะแตกต่าง … สุดท้ายแล้ว ควาร์กแต่ละตัวเรียงต่างกัน เพื่ออะไรไม่ทราบ … แต่ถึงแม้แตกต่างยังไง สุดท้ายทุกสิ่งอย่างก็เหมือนกันทั้งสิ้น ตายไปก็กลับเป็นธุลีดิน

กำเนิดจักรวาล ก่อนจะมีบิ๊กแบง

1.กำเนิดจักรวาล #1: บิ๊กแบง (Big Bang) โดย Sci Ways
2.กำเนิดจักรวาล #2: อะไรมาก่อนบิ๊กแบง โดย Sci Ways
3.กำเนิดเอกภพและดวงอาทิตย์
4.กำเนิดจักรวาล และสรรพสิ่ง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๓
5.ระบบสุริยะ จักรวาล เกิดขึ้นได้อย่างไร
6.สารคดีสำรวจอวกาศ ตอนบิ๊กแบงจุดกำเนิดจักรวาล การค้นหากำเนิดของดาวดวงแรก
7.สารคดี ตอน ต้นกำเนิดจักรวาล มีความเป็นมาอย่างไร
8.สารคดี : |ตอน|กำเนิดโลก
9.กำเนิดโลก ตามหลักพระพุทธศาสนา
10.สาวกโลกอุดร กำเนิดโลกและจักรวาล

ความคิดเห็น เกี่ยวกับ กำเนิดจักรวาล ก่อนจะมีบิ๊กแบง

ยิ่งเรารู้ลึกรู้จัก..จักรวาลมากเท่าไหร่ เราก็จะเข้าใกล้…ศรีธัญญา ขึ้นทุกที😅

ไม่มีหรอกบิ๊กแบง ข้อขัดแย้งง่ายๆคือ “เวลา” เวลาไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เวลาไม่ได้เกิดหลังบิ๊กแบง

หากถ้าบิ๊กแบง…เป็นจุดหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นจักรวาลเคลื่อนที่ขยายออกไป เรายังคำนวณตัวเลขยังไม่สิ้นสุด เกินจิตนาการ คณิตศาสตร์มนุษย์ และเดินทางเกินจินตนาการ หากบิ๊กแบง จุดของเราเป็นแค่บิ๊กแบง จุด ๆ หนึ่งของละอองฝนใลก ของบิ๊กแบงทั้งมวล จะเป็นอย่างไร ไม่คิดมากดีกว่า แค่คิดอย่างเดียว..วิทยาการกาลอวกาศ น่าติดตาม มันสนุก

ถ้าเกิดมีมนุษย์ต่างดาวจริงไปถ้าดาวที่ มนุษย์ต่างดาวอยู่มีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกซัก20-30เท่า แล้วถ้ามนุษย์ต่างดาวมาอยู่บนโลก เขาจะมีพละกำลัง เหมือนซูเปอร์แมนรึเปล่า จะเหมือนมนุษย์ไปดวงจันทร์รึเปล่า

ให้ลองคิดแบบสนุกๆนะ ผมว่าสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์มาจากดาวอื่นด้วยซ้ำ ดาวโลกนั้นมันมีกำเนิดของธรรมชาติเองอยู่แล้ว และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกก่อนพวกเราก้คือ ไดโนเสาร์ มนุษย์อาจจะเคยมีอารยธรรมอันสูงส่งรึอาณาจักรขั้นสูง เคยมีสงครามอวกาศรึได้มีการสูญสิ้นของอาณาจักรไปมีการดับสูญและเกิดขึ้นมาใหม่อีก และมนุษย์เดิมทีไม่ได้มีรูปลักษณ์แบบนี้ก้ได้ เพราะพวกเราคือสิ่งมีชีวิตในจักรวาลและเปลื่ยนรูปลักษณ์ จนมาเป็นรูปลักษณ์ปัจจุบันนี้ ที่เรียกว่ามนุษย์นั้นเอง ระบบของจักรวาลมันคล้ายๆการต่อสะพานที่ไม่มีที่สิ้นสุด เกิดขึ้นและดับและเกิดขึ้นมาใหม่แต่ต่างจากเดิม แต่ก่อนสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆอาจจะอพยบมาจากดาวดวงอื่นที่แสนอันไกลโพ้น จนปัจจุบันมาตั้งรกรากที่โลกเดิมทีเป็นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์ และต่อไปโลกก้คงสูญสลาย และอพยบ ไปอาศัยอยู่ที่ดาวดวงอื่น ที่แสนอันยาวไกลเปนล้านปีแสง และไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาได้ และเมื่อมีการสูญสิ้น ก้เกิดขึ้นใหม่ ต่อไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับจักรวาล ที่ไม่มีที่สิ้นสุด สนุกไหมคับ

การระเบิดจากจุดจุดเล็กยิ่งกว่าอะตอม.. “ก่อนที่มันจะถูกทำให้ระเบิดออก..” ตรรกะที่ยิ่งคิด ยิ่งทำให้รู้ว่า ทุกสรรพสิ่ง มีผู้สร้าง และผู้ควบคุมดูแล

ระบบธรรมชาติมีเงื่อนไขตามกาลเวลาของมัน เงื่อนไขต่างๆที่เกิดขึ้นสามารถพิสูจณ์ความเป็นมาได้ จะทำให้เห็นว่ามันมีกลไกที่เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ แล้วไม่คิดกันบ้างเหรอว่า ระบบที่สมบูรณ์เหล่านี้ต้องมีผุ้สรรค์สร้างมันขึ้นมา เมฆที่ไม่มีเสาค้ำ ภูเขาที่ไม่มีหมุดยึด

บิกแบงไม่มีจริงเพราะ 1)ยังไม่มีองค์กรใดๆทางวิทยาศาสตร์รับรอง 2)ขัดแย้งกับการค้นพบหลุมดำเมื่อเร็วๆนี้ 3)แต่ก่อน ดร สเตฟาน ฮอว์กิง สนับสนุนบิกแบงเต็มสูบ ภายหลังมีการค้นพบหลุมดำ พี่แกเพ่นหนีบิกแบงไปสนับสนุนททษฎีพหุภพ

การดัดแปลง universe point สมการ paradox universe จะเริ่มแสดงบทบาท เพราะความตระหนักรู้จากการมองเข้าไปในห้วงลึกจักรวาล = การเดินทางผ่านอดีตจักรวาล การแตะต้องอดีตด้วยเทคโนโลยี เป็นการเปลี่ยนปัจจุบันและอนาคตของเอกภพด้วยเช่นกัน การสร้างสสารใดๆก็ตามในการเดินทางเทียบแสงจากอดีต ทำให้เกิด paradox universe จึงพบเห็นเทคโนโลยีที่คิดว่าล้ำยุคไม่ระบุที่มาเดินทางผ่านอวกาศอยู่บ่อยครั้ง ในกลางศตวรรษที่ 20 ถึง ปลายศตวรรษที่ 21 จึงตระหนักรู้ว่ามาจากปัญญาประดิษฐ์ของมนุษย์. ในศตวรรษที่ 24 Warp speed ผ่านแสงอดีต universe ด้วยการดัดแปลงมวลลบ ได้ช้วยหักล้างค่า paradox universe ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ยังส่งผลต่อโลกและห้วงเวลาย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ( วังวนเวลา ) ยุคโบราณเรียก ∆ (วัฏจักรเกิดดับ)

Big Bang เริ่มจากจุดเล็กๆ เล็กกว่าอะตอม แล้วพอระเบิดออกมา แล้วมันก็กำเนิดสสาร แล้วสสารแรกที่กำเนิดขึ้น กับ สสารในปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือไม่ ? สสารเองมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ???

ในเมื่อพลังงานในจักรวาลนี้ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของพลังงานออกไป เพราะฉะนั้นบิ๊กแบงจะเกิดขึ้นเลื่อยๆไม่มีทางสิ้นสุด

ธรรมชาติของสรรพสิ่ง เหมือนจะทำตัวเป็นอนันต์ อนันต์ คำสั้นๆ แต่ดำดิ่งลึกถึงความไม่รู้จบ เพราะมันเป็น อนันต์

เครื่องบินกับแมลงวันอันไหนสร้างยากกว่า ต้องมีผู้ออกแบบทุกสิ่งจักรวานอย่างมีระเบียบ ผุ้สร้างจะเป้นรุปแบบไหนเราก้ไม่รุ้ แต่ไม่เหมือนที่ผุ้สร้าง.สร้างขึ้นมาแน่ .. ส่วนบิ๊กแบง ผุ้สร้างสามารถทำไห้มัน ระเบิดบิ๊กแบงได้ ไม่ใช่หรอ กลไกลเครื่องจักกลที่ดีเยี่ยม เช่น ต้นไม้ ใส่ปุ๋ยขี้เยี่ยวสารอ่ะไรก้แร้วแต่มันทำไห้ออกมาเปน เงาะ องุ่น หวานๆได้ ส่วนตัวผมเชื่อในผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง!!!

ยิ่งพบคำตอบมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งขัดแย้งกันเองกับคำตอบที่พบก่อนหน้า หรือคำถามพวกนี้มันเกินสามัญสำนึกของมนุษย์เราในตอนนี้

เคยได้ยินทฤษฎีอันหนึ่งบอกว่า1+1ไม่เคยได้เท่ากับ2แต่1+1คือคำตอบที่ไม่มีที่สิ้นสุดแต่ทำไมมนุษย์ถึงแค่คิดได้ว่า1+1เท่ากับ2เพราะมันคือคำตอบที่หาได้โดยสมการที่สมองมนุษย์เข้าใจได้แต่ใครจะไปรู้ว่ายังมีทฤษฏีอีกเป็นพันล้านที่หาคำตอบได้ว่า1+1ไม่เคยได้เท่ากับ2เพราะทฤษฏีเหล่านั้นสมองมนุษย์ไม่สามารถหาคำตอบได้นั้นจึงเป็นเหตุผมว่าทำไมมนุษย์ถึงหาคำตอบของคำถามได้แค่นี้

ไม่มีอะไรมาก่อนบิ๊กแบง เพราะไม่มีบิ๊กแบง

เพราะมันเป็นเช่นนั้นเองจึงกำเนินสิ่งนั้นและตั้งอยู่ดับไปเป็นธรรมดา ได้แค่จิตนาการตอนนี้จักรวาลยังคงขยายตัวในอันตราเร่งที่ดูเหมือนว่าแรงโน้มถ่วงจะเอาไม่อยู่อีกต่อไปแล้วยิ่งทำให้ดวงดาวกาแลคซี่ต่างๆมันออกห่างกันไปเรื่อยๆจนเป็นจักรวาลที่หนาวเย็นไม่มีการเกิดดาวฤทษ์ได้อีกเพราะไม่มีวัถตุดิบและยิ่งกาลเวลายาวนานดูเหมือนจะอนันต์จนทุกอย่างเสื่อมสลายจนเป็นแค่หน่วยระดับอะตอนหรืออะไรก็ตามจนทำให้ความเร่งนั้นลดน้อยลงไปแรงโน้มถ่วงกลับมามีพลังขึ้นอีกครั้งและดึงเอาอะตอมมวลหรืออะไรก็ตามกลับเข้ามาหากันอีกครั้งยังจุดเริ่มต้น ได้ความรู้จากเพจนี้เยอะมากเข้าใจง่ายแม้ไม่ได้จบวิทย์ทำมาบ่อยๆนะครับชอบ

เชื่อว่าจักรวาลเป็นระบบ. เเต่ไม่เชื่อในผู้สร้างระบบ มันก็เหมือนกับคนที่ไม่มีเหตุและผลนั้นแหละ

จักรวาลนี้ไม่มีจุดเริ่มและไม่มีจุดจบ เป็นจุดบนวงกลม เหมือนล้อเกวียนหรือล้อรถ

“ถูกสร้าง” การกำหนดและการวางทุกอย่าง มันเป็นไปด้วยความละเอียดอ่อน.. มันจะเป็นไปได้หรอ ถ้าจะบอกว่า มันเป็นไปตามที่มันจะเป็นไปเอง..??

ส่วนตัว คิดว่าการเกิดจากไม่มีอะไรเลยนั้นเป็นไปได้น่าสมมุตว่าความมีอะไรเลยกับมีคลื่นความถี่ขึ้นทำให้อะตอมชั่วคราวหรือแบบโครงสร้างที่ไม่มีพลังงาน

ธาตุทั้งสี่ เป็นพื้นฐาน ของทุกสิ่งที่เห็นเเละไม่เห็นในตอนนี้ ธาตุตรงนี้มีก่อนที่จะเกิด ทุกอย่าง เเม้กระทั่งเวลาด้วยซํ้า เเค่ ความชัดเจน คือธาตุเหล่านี้ ไม่ได้มีอยู่เดิมตั้งเเต่ต้น เหมือนคําถามสุดคลาสสิค ว่ารูปชีวิตมาจากใหน จึงเป็นเรา เป็นเขา คําตอบนี้ ไม่เคยมีอยู่ เเม้ความใกล้เคียง ทั้งทางฟิสิกส์ หรือทาง ชีวะวิศวกรรมก็ตาม คําถามคือ ความว่างเปล่าที่ว่า ถ้ามีอยู่เดิม ก็ต้องก่อนที่จะมีสรรพสิ่ง เราจะเเน่ใจได้อย่างไรว่ามันคือความว่าง ในเมื่อ ในตอนนั้น ไม่มีอากาศเเละเวลา ไม่มีฐาตุพื้นฐานโดยทั้งสิ้น เเค่ อวกาศกับความว่าง เอาเเบบเป็นรูปธรรม ยังไม่มีใครรู้เเม้มกล้เคียงด้วยซํ้า

ความว่างเปล่า ไม่สามารถ สร้างให้ตัวเองมีได้ สสารไม่มีความคิด ไม่สามารถสร้าง สิ่งที่มีความคิดได้ สิ่งไม่มีชีวิต ไม่สามารถสร้าง สิ่งที่มีชีวิตได้

ทฤษฎีนี้เป็นที่ยอมรับเพราะกลัวว่ามันจะวนลูปไม่มีที่สิ้นสุดเลยยกให้เป็นความว่างเปล่าก่อนการมีบิ๊กแบง

ถามว่าอะไรไวกว่าวามเร็วแสง หรือ ไวกว่าอัตราการขยายตัวของจักรวาล ก้อความคิดมนุดนี้ละ เริ่มเข้าใกล้ความไวแสง อาจจะเหนือกว่าในอนาคต

บางครั้งเราต้องเปลี่ยนทฏษฏี แล้วก็หาสมการใหม่หากกฎของฟิสิกซ์เอามาใช้ไม่ได้ ก็หาตัวแปลใหม่ นี่เเหละครับ คณิตศาสตร์ บางคนถามว่าเราเรียนพวกแคลไปทำไม แต่รู้มั้ยว่านักวิทยาศาสตร์เอามาใช้หาคำตอบในเรื่องแบบนี้ได้ เราแค่ตั้งทฎษฏีเเล้วหาสมการแต่สมการต้องไม่ขัดกับกฏฟิสิกซ์ เห้อ แต่กฎฟิสิกซ์เราก็ใช่ว่าจะถูก เราค้นพบพวกกฎฟิสิกซ์ได้แค่ 5%เองถ้าเทียบกับจักรวาลนี้

สมมุติเราเจอขอบจักรวาลซึ้งเป็นกำแพงสูงสุดลูกหูลูกตา มนุษย์เราก็จะสงสัยไปอีกว่า อะไรอยู่หลังกำแพง พูดง่ายๆจิตนการของมนุษย์เรากว้างใหญ่ที่สุดแล้ว

บิ๊กแบงไม่เคยเกิดขึ้นเลย ทั้งสสาร ปฏิสสาร ผม คุณ และทุกสรรพสิ่งในเอกภพและจักรวาลนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริง ทุกอย่างยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม ทุกอย่างที่คุณมองเห็น และสัมผัสได้ มันคือ จิตที่ปรุงแต่งเท่านั้นเอง… …จิต ไม่ใช่ทั้งสสารและปฏิสสาร เพราะฉนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า มันอาจจะเป็นไปได้ แต่มันต้องไม่มีตัวตนอยู่จริง หากการมีตัวตนคือความจริง ใยถึงไม่จีรัง หรือความจีรัง ที่แท้จริง….คือ …ความว่างเปล่า…

ผมจะบอกความจริงให้ – บิกแบงไม่มี – จุดเริ่มต้นนั้นหาไม่ได้ เพราะอดีตมิติของเราก็แยกมาจากมิติอื่นอีกที – เส้นเวลาลากไปอดีตจะหาจุดเริ่มต้นไม่ได้เพราะมันเป็นอนันต์ – เข้าใจมั้ยคับว่า มิติจะแยกเป็น2ออกตลอดเวลาเหมือนกิ่งไม้ – มิติมีจำนวน เป็นอนันต์ พื้นที่จักรวาลก็มีเป็นอนันต์ ไม่มีจุดตรงกลาง ไม่มีขอบของจักรวาล ไม่มีจุดที่เรียกว่า เป็นจุดตรงกลางจักรวาล ทุกมิติก็มีพื้นที่ไม่สิ้นสุด หาที่สุดไม่ได้ แล้วหาจุดเริ่มไม่ได้ เพราะจุดเริ่มต้นของจักรวาลก็แยกมาจากมิติอื่นอีกทีเป็นอนันต์ – เคยมีฤาษีที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ได้เหาะไปหาขอบของจักรวาล ไม่กินไม่นอน ไม่ขับถ่าย เหาะไป100ปีจนตายคาเหาะ ก็ไม่พบขอบของจักรวาล -พระพุทธเจ้าบอกไว้ดีแล้วว่า จักรวาลหาจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดไม่ได้ เพราะมันเป็นอนันต์

ทฤษฎีบิกแบงถูกเสนอขึ้นราวๆคศ 1920โดยบาดหลวงที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวเนเธอแลนด์ 1)จวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีองค์กรทางวิทยาศาสตร์ใดๆรับรอง 2)บิกแบงขัดแย้งกับหลุมดำ หลุมดำคือของจริง บิกแบงเป็นแค่ทฤษฎีมโน 3)ศ ดร สตีฟาน ฮอว์กิง เมื่อก่อนสนับสนุนบิกแบงเต็มสูบ แกเผ่นหนีจากบิกแบงไปเมื่อมีการค้นพบหลุมดำ เมื่อไม่นานมานี้

แล้ว จุด เล็กๆนั้นมันคือเป็นแค่ จุด เล็กๆเลยใช่ป่าวครับ ก่อนที่จะระเบิดบิกแบง ไม่ได้มี ไม่ได้มีความมืด หรือความว่างป่าว นอกจุด เล็กๆ นั้นใช่หรือป่าวครับ ยกตัวอย่างง่ายๆคือตามวิดิโอเลยนะครับ จุดที่เป็นแสง คือจุดบิ๊กแบง แต่ที่อยู่รอบข้าง คือความมืดและวความว่างป่าว ความมืดและความว่างป่าวนั้นแหละ ที่คิดว่ามันใหญ่กว่าบิ๊กแบง และผมกคิดไปอีกว่า ความมืดและความว่างป่าวมันคือ อะไร ยิ่งคิดยิ่งสับสน กับความกว้างใหญ่ไพรศาลที่ไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้คือความคิดหลุดโลกไปแล้วนะครับ พอเราหลุดโลกออกไปแล้ว ผมก็หันกับมามองโลก ที่แสนจะโครตเล็ก และมนุษย์ ที่แสนจะเล็กสุดๆว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้คืออะไร เราทำไปทำมัย ทรัพยากรก็มีจำกัด ถ้าเรายังฝืนดื้อดึง ดึงทรัพยากรในโลกใบเล็กใบนี้มาใช้โดยไม่มีที่สิ้นสุด แล้วโลกเราจะเป็นยังไงเพราะผมเชื่อว่า กว่ามนุษย์คงหาวิธีที่จะไปอยู่ดาวอื่นได้นั้น คงผ่านไปหลายร้อยปี และอาจจะอีกหลายพันปี แต่ทรัพยาดรที่เรามีนั้นมันจะเหลือไว้ให้ใช้ถึงพันปีหรอ และสงครามอีกเรื่องนึง ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่รบกัน หรือสงครามการค้า เราทำไปทำมัย เราแย่งชิงอำนาจกันไปทำไม ทำไมเราไม่อยู่แบบสันติสุข ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำมาหากิน และกลับไปพึ่งพาตัวเอง เลิกใช้เทคโนโลยี ต่างๆและอยู่แบบเรียบง่าย ทำไมเราไม่ทำแบบนั้น เลือกที่จะพัฒนาแต่สิ่งที่คิดว่าจำเป็นที่สุด พัฒนาร่วมกันทั้งโลก ช่วยเหลือกันทั้งโลกไม่แย่งชิงทรัพยากรกัน เลิกเห็นแก่ตัว เห็นแก่ส่วนรวม อันนี้คือผมหลุดโลกไปแล้วนะเดียวก็คงกลับมาเหมือนคนปกติเช่นเดิม ส่วนใหญ่เวลาที่ผมหลุดโลก คือช่วงเวลาที่ผมได้ฟัง ได้อ่านเรื่องพวกนี้แหละครับ และจะคิดตามและหลุดโลกไปทันทีทันใด จะด่าว่าโลกสวยก็ตามใจนะไม่โกรธ แต่นี้คงสิ่งที่จิตใจผมโหยหาจริงๆ แต่คงไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

ความว่างเปล่าไม่มีอยู่จริง เพราะความว่างเปล่าไม่มีความสามารถที่จะให้กำเนิดสิ่งใดได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีชีวิตหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว และทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นมา อย่าไปเชื่อทฤษฎีที่สมมุติขึ้น เพราะเป็นการสันนิษฐาน ไม่รู้จริง ผู้ตั้งข้อสมมุติก็ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลากำเนิดจักรวาล

ผมว่าพลังงานเกิดที่หลังสะสารนะจริงแล้วพลังงานมันเกิดได้ง่ายมากเลยแค่มีการกระเพื่มหรือขยับตัวนิดหน่อยก็เกิดเป็นอนุภาคของพลังงานได้ละสะสารเองไม่มีแรงดึงดูดอะตัวที่สร้างให้เกิดแรงดึงดูดได้ก็คือพลังงานๆในยุคแรกๆมันไม่หายไปไหนมันฝังตัวอยู่กับสะสารมันจะหายไปได้ก็ต่อเมื่อมันมีจำนวนมากแรงดึงของสะสารทำให้มันอัดกันจนระเบิดเป็นความร้อนสะสารจะดึงดูดพลังงานให้รวมตัวอัดแน่นแรงอัดของพลังงานทำให้มันต้องหาทางออกโดยการหมุนเพื่อการผ่อนครายความอัดแน่นของพลังงาน(อันนี้ต้องดูลมหมุนมันคือแรงอัดของอากาศหรือพลังงานตัวเดียวกันเลย)เมื่อมีการหมุนการเสียดสีทำให้เกิดพลังงานที่เพิ่มมากขึ้นมันมากจนการหมุนเพื่อครายแรงกดของพลังงานไม่ทันกับพลังงานที่ได้รับพลังงานที่อยู่จุดศูนย์กลางจึงระเบิดเป็นความร้อนพลังงานที่วิ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางดึงเอาสะสารที่อยู่ภายนอกเข้ามารวมตัวอัดเป็นส่วนหนึ่งของมันเพิ่มแรงดึงพลังงานให้ห่างไกลไปเรื้อยๆกินรัศมีห่างออกไปเรื้อยๆมีความร้อนเพิ่มขึ้นคู่กับการสร้างพลังงานได้เพิ่มขึ้น

พลังงานที่ไอน์สไตน์เขากล่าวถึงในฮ่วงอวกาศผมคิดว่าความเข้าใจของเขาคงจะเป็นพลังงานที่ไม่มีในโลกหรือมีน้อยมากอย่างบอกว่าสะสารมืดแล้วไอ้ตัวสะสารมืดที่เข้าใจกันนะมันคือพลังงานไฟฟ้าที่โลกของเรานี่ละและมันตัวเดียวที่ทำให้ดวงอาทิตย์ร้อนจนเป็นอย่างที่เห็นเนืองจากสะสารไม่ดึงดูดกันเองมันจึงทำให้ดาวเคราะห์ในวงโคจรไม่ถูกดึงมาชนกับดวงอาทิตย์สะสารดึงพลังงานแต่การที่พลังงานมันสร้างมาได้คงที่กับการสลายไปจึงทำให้พลังงานในรอบนอกๆไม่สามารถดันลงมาในระยะใกล้กับดวงอาทิตย์ได้มันจึงโคจรอยู่ในระยะเดิมของมันแต่ถ้ามีอะไรที่ทำให้มีการสร้างของพลังงานเพิ่มขึ้นมันจะดันให้ดาวเคราะห์วิ่งห่างออกไปจากจุดโคจรเดิมอย่างเช่นโลกสร้างดาวเทียมขึ้นมากมายในวงโคจรมีรถวิ่งอยู่ทุกวันต่อเนืองสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าให้กับโลกเพิ่มขึ้นส่งผลให้พลังงานโลกสูงขึ้นทำให้ดวงจันทร์ลอยห่างออกไปได้เพราะว่าแรงดันของพลังงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างในส่วนของผิวโลกอาจจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เหมือนกัน

ณ จุดเริ่มต้นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากจุดๆเล็กๆเพียงจุดเดียวเล็กยิ่งกว่าอะตอม แต่ถูกอัดแน่นด้วยพลังงาน และ ความร้อน มหาศาลไร้ที่สิ้นสุด (นึกถึงรถยนต์เวลาถูกอัดด้วยเครื่องอัดเหล็กจากรถคันใหญ่ๆถูกอัดด้วยแรงอัดมหาศาลจนเหลือขนาดเล็กเท่าตู้เย็นสี่เหลี่ยม )และเมื่อจุดๆนั้นไม่เสถียร จึงทำให้เสียสมดุลและระเบิดออก แผ่ขยาย พลังงาน และ ความร้อนออกมา จากทุกๆทิศทาง และเกิดขึ้นพร้อมกับแรงโน้วถ่วง ที่ทำหน้าที่พลักและดึงทุกสิ่งด้วยอัตราคงที่ ไม่มากไปน้อยไป จากจุดๆหนึ่งที่เล็กกว่าอะตอม เริ่มขยายใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ จากขนานเท่า อะตอม ไปเป็นเท่าลูกปิงปอง ไปเป็นเท่าโลก ใหญ่ขึ้นๆ ขยายตัวด้วยอัตราความเร็วกว่าแสง มีความร้อน และ พลังงานมหาศาล เมื่อเวลาผ่านไป พลังงาน แปรเปลี่ยนไปมวล กลายเป็นอนุภาค ในวงเล็บ ตามกฏของ E=mc2 โดยไอสไตล์ทำให้ได้รู้ว่า มวลก้อนเล็กๆสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน และ ความร้อนมหาศาลได้ในพริบตา และในกฏทางวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างสามารถเปลี่ยน กลับไปกลับไปได้ หลังงานกลายเป็นมวล,มวลกลายเป็นพลังงานได้เช่นกัน เป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม (อิเล็กตรอน นิวตรอน โปรตรอน อื่นๆ) รวมตัวกันเป็นอะตอม อะตอมสร้าง สสาร(กลุ่มแก๊ส) ต่อมากลุ่มแก๊สรวมตัวกันสร้างเป็นวัตถุต่างๆเป็น เนบิวล่า เป็นกาแลคซี่ เป็นดาวฤกษ์ ดาวดาวเคราะห์

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอวกาศล้วนมีความสมดุลอย่างเหลือเชื่อหรือแค่ความโชคดีหรือมีอะไรสร้างมันขึ้นมา มันเป็นคำถามที่มีคำตอบแล้วในคำตอบก็เกิดเป็นคำถามแบบไม่มีที่สิ้นสุด แล้วที่สิ้นสุดมันอยู่ตรงไหน มันยากที่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่มีอยู่ในห้วงจักรวาลจะหยั่งรู้ได้

เริ่มแรกมีแค่กาล อวกาศ แรงทั้งสี่ แรงมาจากไหน ธรรมชาติให้กำเนิดแรงมูลฐานมาโดย เป็นความลับ (พลังมืด) เพราะกาลไม่หยุดนิ่งแสดงว่ามีพลังงานทำให้เวลาเคลื่อนที่ แรงทั้งสี่เดิมยังรวมเป็นแรงเดียวกัน วันดีคืนดีรวมตัวกันเป็นก้อนมีแรงบีบอัดให้แน่นมากขึ้นๆจนเป็นอนุภาคไม่มีมวลเมื่อแรงบีบอัดถึงจุดหนึ่งพลังานจะสูงมากถึงจุดระเบิดเป็นบิ๊กแบง พลังงานและอนุภาคกระเด็นด้วยความเร่งสูงเท่าแสงผ่านสนามฮิกก์ เกิดอันตรกรยากับอนุภาคฮิกก์ จนกลายเป็นอนุภาคมีมวล อนุภาคใดไม่ทำอันตรกริยากับฮิกก์ก็ไม่มีมวล อนุภาคมีมวลที่เล็กที่สุดได้แก่คว้าก คว๊ากรวมตัวกันจากแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม เป็นโปรตอน นิวตรอน โปรตรอน นิวตรอนรวมกับอนุภาคมีมวลอีเล็กตรอนด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นอะตอม อะตอมยึดติดกันด้วยแรงแแ่เหล็กไฟฟ้าเป็นโควาเล้นบอนด์เป็นโมเลกุลของธาตุและสารประกอบ หลายๆโมเลกุลมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดให้มารวมกันเป็นสสารขนาดมหึมาเช่นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ที่เห็นกันในปัจจุบัน

ทุกอย่างเกิดมาจากความว่างเปล่า เริ่มจาก0 เมื่อมี0 ก็ต้องมี1 ก้เหมือนกับพุทธเจ้าสอนเรื่อง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เกิดก็เกิดขึ้นด้วยตังเอง แล้วก็ดับด้วยตัวเอง จักรวาลด้วยตัวเอง เกิดจากสิ่งที่ไม่มี เหมือน เมื่อไม่มีต้นไม้มันจึงมีต้นไม้ เมื่อไม่มีอากาศจึงมีอากาศ เมื่อไม่มีมึงจึงมี ทุกอย่างจะสร้างตัวมันเองตามธรรมชาติ (จักรวาลเกิดจากความว่างเปล่า)แล้วจึงสร้างสิ่งไม่มี ให้มีเเละเชื่อมโยงกัน ให้ตั้งอยู่ และจะดับไปโดยตัวมันเอง จักรวาลก็คืออากาศที่มีธาตุมวลสารรวมตัวกัน

มนุษย์ไม่สามารถรู้ได้หรอกว่า ต้นกำเนิดจักรวาล มาจากไหน ก็แค่สันนิษฐานไปกันต่างๆนาเท่านั้น

ยังไม่มีใครรู้และค้นพบสุดขอบจักวาลในยุคนี้ได้​ มีเพียงแค่คาดเดา​ ถ้าจะกล่าวถึงพระคำภีทางพระพุทธศาสนา​ พระโมคคัลนะ ไปด้วยจิต​กว่าจะถึง ใช้เวลา7วัน​ ถึงจะถึงอีกจักววล1​ได้ จนได้พบพระเจ้า​ หรือ​ พระพุทธเจ้าอีกพระองค์​ ดังนั้น​ เราต้องมียานความเร็วเท่าได…ถึงจะถึงสุดขอบจักวาลก่อนที่เราจะตายเสียก่อน​ อย่าลืมจิตนั้นเร็วกว่าแสง​ เป็น100-1000000เท่า​ ของแสงทั้งหมด​ ต้องใช้วลานานถึง7วัน

ผมลองคิดตามแล้วหาเหตุผลตามที่เขาพูดแล้วมันขัดกันอยู่ดาวฤกษ์คือดาวที่มีดาวบริวารล้อมรอบหลายดวงถ้าคิดอย่างผมดาวบริวารนั้นแหละที่ทำให้เกิดความร้อนในเมื่อดาวแต่ละดวงมีแรงดึงดูดแล้วละหว่างทั้งหมดนี้มันทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นสนามแม่เหล็กส้รางกะแสไฟฟ้ายิ่งสนามใหญ่เท่าไหร่ก็มีกะแสแรงเท่านั้นนี้คือผลที่ทำให้เกิดดาวฤกษ์และดาวส่วนนอกก็มีความร้อนภายใต้เปลือกเพราะเกลี่ยวกับสนามแม่เหล็กนั้นแหละยิ่งดาวที่มีดาวบริวารมากเท่าไหร่พลังงานไฟฟ้าที่ได้จะมากตามเท่านั้นนั้นหมายถึงความร้อนที่ได้ของดาวดวงนั้นด้วยแต่ดวงที่ไม่มีบริวารเลยก็ยังมีสนามแม่เหล็กร่วมกับดาวฤกษ์อยู่ยังมีพลังงานไฟฟ้าเกิดบ้างตามมวลของดาวที่มีในดวงนั้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่สาระคดีบอกว่าดาวฤกษ์ใช้ไนโตรเจนในการสร้างพลังงานความร้อนนั้นมันคงไม่เป็นเรื่องจริงทั้งหมดโดยเฉพาะการระเบิดของดาวฤกษ์ชึ่งการผลิตไนโตรเจนของสนามแม่เหล็กหรือการผลิตพลังงานไฟฟ้าของสนามแม่เหล็กนั้นค่อนค้างคงที่เราจะสังเกตุได้ว่าถ้าดาวบริวารหมุนเร็วขึ้นก็จะสร้างกะแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้แต่เราก็อยู่มาตั้งนานเวลาของของโลกวันเดือนปีก็ยังไม่ต่างจากเดิมเลยใช่ไหมครับฉะนั้นกะแสไฟฟ้าที่ได้น่าจะคงที่ไปเรื้อยๆยกเว้นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กทั้งกาแลกชี่เลยนะครับโอกาสของสะเก็ดดาวหางมีส่วนผลกะทบน้อยครับผมคิดว่าการระเบิดของดาวฤกษ์ในอดีดเป็นได้แต่น้อยมากครับ

จักวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล คงไม่ได้มีโลกของเราเพียงดวงเดียว ที่มีสิ่งมีชีวิต.เเน่นอน. เเต่ไม่ว่าจักรวาลนี้จะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหนก็ตาม. ดวงดาวจะมีมากกี่เเสนล้านๆดวงก็ตาม ก็ย่อมหนีไม่พ้น กฏไตรลักษณ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ทั้งสิ้น.

จักวาลไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีไครอาจแตะจักวาลได้หรีอกาแล็คซี่ ก็แค่เศษฝุ่น ก็เหมือนโลกมายา เหมือนคนมนุษย์ ที่ไม่มีแรงเสถียร คือคนชอบคิดมาก แต่ผมชอบมันคึการคิดและการผ่อนคลาย

มีตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสประมาณว่า ดูก่อนสาวกของเรา พระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเจ้าตามศาสนาอื่นนั้น เราไม่กล่าวว่ามีหรือไม่มี เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปหาว่ามีหรือไม่ เธอทั้งหลายจงมุ่งแต่ทำจิตใจให้สงบ เพื่อการหลุดพ้นเถิด.. คือท่านไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่ รู้แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร เท่าที่ผมเรียนมาน่ะผมแค่เคยบวช ได้นักธรรมเอก.. เรียนมาแบบนี้ เลยอยากแชร์ความรู้ไม่ได้ว่าใคร

*ความจริงต้นกำเนิดของจักรวาลและโลกมันไม่มีเบื้องต้น ! ที่ว่าต้นกำเนิดของโลกอัคคัญญสูตรนั้น ว่าด้วยเฉพาะยุคต้นกัปล์อันนานแสนนานมาแล้ว เฉพาะกัปล์กัปล์เดียวพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่ามันนานแสนนานมากจนนับเป็นตัวเองไม่ได้ แต่พอจะอุปมาได้อยู่พอให้เข้าใจ.แต่ไม่ขอแสดงไว้ในที่นี้. ครั้งที่จักรวาลแปรปรวนครั้งใหญ่ถึงขั้นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ไม่ปรากฏเพราะธาตุน้ำปกคลุมจักรวาล เมื่อดวงอาทิตย์ไม่มีในครานั้น จักรวาลก็ยังไม่เป็นที่ปรากฏ และต้นกัปล์นั้นเป็นช่วงที่ดาวโลกเริ่มเจริญขึ้น และมีสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นที่มายังโลกใบนี้ คือ พรหมโลก ! คืออธิบายไปมากมันก็จะยาวและขี้เกียจพิมพ์ คือสรุปง่ายๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง เดี๋ยวเจริญ…เดี๋ยวเสื่อมๆ วนๆกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ…. ฉะนั้นจงพยายามตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทในชีวิตและการทำความดีต่อตนและผู้อื่นในปัจจุบันด้วยความไม่ประมาทเถิด ! เพราะเรื่องเหล่านี้แม้รู้ไป ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ที่ดีในการที่จะนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบันประจำวันเท่าใดนัก ! ฉะนั้นจงทำความดี มีการให้ การสละ การรักษาศีลเท่าที่จะรักษาได้เถิด มีการถืองดเว้นจากการฆ่าเป็นต้นฯ

สั้นๆ ตอบได้แค่ “ไม่รู้” ครับ
ทั้งนี้ เพราะวิทยาศาสตร์ ตอบได้เฉพาะตามหลักฐานที่มีอยู่
และ “ไม่รู้” นั้น ยังมีแบบ ไม่รู้แบบคาดเดาได้(โดยทำนายจาก Trend ของหลักฐานต่างๆ ที่เรามี)
และไม่รู้แบบคาดเดาไม่ได้ ก็จะไม่เดาเลย เพราะเดาไปก็คือมั่ว ไม่มีอะไรรองรับ 
ทั้งนี้คำว่า “เวลา” ในแบบของเรา มีจุดกำเนิดพร้อมกับบิ๊กแบงครับ
ก่อนนั้นคำว่า “เวลา” ยังไม่มีความหมาย ก็เลยมี ก่อน ไม่ได้
นอกจากจะนิยามคำว่า เวลา ขึ้นใหม่ หรือนิยามคำใหม่ขึ้นมาเลยสำหรับความหมายที่ต้องการ ครับ

หาคำตอบได้พร้อมทฤษฏี และผลการทดลอง(experiment result) หรือผลการสังเกต(observation) 
รับรางวัลโนเบลไปเลยครับ 1 เหรียญ

ส่วน พลังงานเบื้องต้นมาจากไหน ก็ยังไม่มีใครรู้เหมือนกัน
ทั้งนี้ มีทฤษเดาหลายอัน ที่ยังไม่มีหลักฐานเช่นกัน(ยังหาวิธีเพื่อทดลองไม่ได้) แต่ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง
เ่ช่น พลังงานเดิมก็ไม่มีอยู่ แต่เป็นผลจาก Quantum Fluctuation (จากผลของความไม่แน่นอน)
ที่พลังงานที่เท่ากับ0 จะแกว่งเป็นค่า +- ขึ้นมาในบางเวลา (คล่ายกรณีของ Particle pair-production ที่เราทดลองได้)
หรือ พวกที่บอกพลังงานเดิมมีอยู่แล้ว เรื่อง False Vacuum แต่ ที่ 0K ของเรา ก็ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดที่แท้จริง
และ Universe เราเป็นเพียงแค่สถานะที่เสถียรเพียงชั่วคราว (metastable state) เท่านั้น
หรืออีกนัยหนึ่งคือ Ground state ของจักรวาลเราเป็นเพียงแค่ local minimum เท่านั้น ไม่ใช่ global minimum ครับ
ตอบได้ เอาไปอีก 1 เหรียญ

อีกอย่าง บิ๊กแบง มันต่างจากการระเบิดนะครับ
ขอใช้ Balloon Analogy ในการเปรียบเทียบ
ถ้าอ้างอิงในพิกัด 3 มิติ แล้ว บิ๊กแบงไม่มีจุดศูนย์กลาง หรือ มีจุดศูนย์กลางอยู่ทุกที่ ครับ (ถูกทั้งคู่)
คือ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนในจักรวาลก็ตาม แล้วสังเกตรอบตัว จะพบว่า ทุกๆๆ จุดเคลื่อนหนีออกไปด้วยความเร่ง
ในอัตราเท่ากันทั้งหมด(*/**) 

ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงลูกโป่งที่มีลายเป็นตารางสี่เหลี่ยมรอบๆทั่วๆลูก แล้วเป่า
จะเห็นว่า ไม่ว่าอยู่ตรงไหนในผิวลูกโป่ง ทุกๆ ช่อง รอบตัวเรา มันก็จะกว้างหนีเราออกไปเท่ากันทั้งหมด
ในกรณีนี้การเปลี่ยนแปลงของจักรวาล 2 มิติของผิวลูกโป่ง จะมีมิติเพิ่มมาอีกหนึ่ง คือ มิติที่3 เสมือน มิติเวลา เป็นตัวควบคุม
ซึ่งจุดก่อนบิ๊กแบงนั้น มิติที่ 3 (เวลา)ก็ยังไม่เกิด (ตอนลูกโป่งฟีบ) แล้วจุดก่อนหน้าลูกโป่งฟีบคืออะไร มันก็ไม่มีความหมายด้วย

ลองเทียบเคียงกับจักรวาลเรา มี 3 มิติ(***) สิ่งที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมีมิติเพิ่มมาอีก 1 คือ มิติที่4(****) คือ เวลา นั่นเอง
ที่จุด ณ บิ๊กแบงพอดี คือตอนที่ลูกโป่งฟีบ เวลาก็ยังไม่มีความหมาย แล้ว จุดก่อนที่จะมีเวลา มีอะไร จึงไม่มีความหมาย
(“ก่อนที่จะมีเวลา” ก็ขัดแย้งในตัวเองแล้วครับ ถ้ายังไม่มีเวลา จะมี ก่อน ได้ยังไง)

แม้จะไม่เหมือนเป๊ะซะทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายกันเยอะครับลองเทียบดู

หมายเหตุ
* = พูดถึงเมื่อเฉลี่ยโดยรวมทุกด้าน ไม่รวมผลที่เคลื่อนไปยัง great attractor ในโครงตาข่ายจักรวาล
** = ไม่รวมผลเรื่องมี preferred direction จากสิ่งที่เพิ่งส่องได้ไม่นานมานี้แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันซ้ำ
*** = ที่เคยเห็นมีมิติเยอะกว่านั้นเช่น 11 มิติ เพราะเหมือนที่คุณต้องการ”ก่อนจะมีเวลา”จึงต้องสร้างมิติขึ้นเพิ่มเพื่อให้คำนวนได้ในกรอบๆนั้น
**** = มิติที่ 4 ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเวลา มิติทั้งหมด คือ แกนแสดงค่า ที่เรากำหนดขึ้นเพื่อให้ชี้จุดได้ ให้คำนวนได้

เมื่อยังไม่มีเอกภพ ก็ยังไม่มีกาลเวลาครับ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่เราอ้างอิงกับเหตุการณ์
ในเอกภพ ไม่มีเอกภพ ก็ไม่มีนาฬิกา ไม่มีดวงดาวเคลื่อนที่ ไม่มีธาตุสลายตัว ฯลฯ 
แล้วเราจะระบุเวลายังไง 

สรุปว่าสภาวะ ‘ก่อนเอกภพ’ เป็นอฐานะ (เป็นไปไม่ได้)

สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด กับ บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
กาแล็กซี่ส่วนมากมักจะมีหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ที่ใจกลาง การถ่ายภาพโดยตรงจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้แต่แสงก็ไม่สามารภเดินทางออกมาได้ ทฤษฎีที่ทำนายการมีอยู่ของหลุมดำก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่ถูกคิดค้นโดย นักฟิสิกส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเจ้าตัวไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ...
พบหลุมดำขยายตัวโตเร็วที่สุด เท่าที่เคยพบมาในจักรวาล
พบหลุมดำขยายตัวโตเร็วที่สุด เท่าที่เคยพบมาในจักรวาล ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ค้นพบหลุมดำมวลยวดยิ่ง Supermassive black hole ขยายตัวในอัตรารวดเร็วที่เท่าที่เคยมีการค้นพบและบันทึกเอาไว้ โดยหลุมดำนี้ดูดกลืนมวลสารปริมาณเท่าดวงอาทิตย์ทุกๆ2วัน และปลดปล่อยพลังงานเป็นแสงสว่างเจิดจ้าในรูปแบบของเควซาร์อีกด้วย หลุดดำขนาดยักษ์ที่ว่านี้อยู่ห่างจากโลกอยู่ 12,000 ล้านปีแสง มีมวลเท่ากับดวงอาทิคย์มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ 20,000 ล้านดวง ...
มนุษย์ต่างดาวไปไหนหมด?
มนุษย์ต่างดาวไปไหนหมด? นักฟิสิกส์ Enrico Fermi เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น แต่ความรู้สึกของเขานั้นคือ ความสงสัย ที่ว่า "พวกเขาไปไหนกันหมด" เวลามองขึ้นไปในคืนที่ดาวเต็มฟ้า ... มนุษย์ต่างดาวไปไหนหมด? วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป* มนุษย์ต่างดาวไปไหนหมด? มีทั้งหมด 8 คลิปวีดีโอ 1.Fermi Paradox ...
สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล !
สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล !  เมื่อพูดถึงจักรวาลในความหมายของมันก็คือผลรวมของอวกาศและเวลา รวมไปถึงสิ่งต่างๆที่บรรจุอยู่ภายใน เช่น ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ กาแลคซี่ หลุมดำ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดคือ สสารและพลังงานรู้จัก เช่นเดียวกับโลกที่เ้ราอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ และเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งต่างๆอันเป็นผลรวมของจักรวาลดังที่ได้พูดมาทั้งหมด ...
อุณหภูมิและดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา
อุณหภูมิและดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา บ้านของเรา นามว่า โลก เราคงรู้จักกันดีแล้ว แต่ ดาวเพื่อนบ้านของเรา ทั้ง 8 ดวง ในระบบสุริยะ เราจะรู้จักเขาดีหรือไม่ และเราสงสัยไหมว่า มันมีอุณหภูมิเท่าไหร่ เราสามารถไปอยู่อาศัยบนดาวเพื่อนบ้านเราได้มั้ย มาศึกษากัน อุณหภูมิและดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ ...
Copy link
Powered by Social Snap