การเป็นประชาธิปไตยของเกาหลีใต้

นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของเกาหลีใต้สมัยเมื่อ 40 ปีที่แล้วถูกฝ่ายรัฐบาลทหารจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก คนไหนไม่ถูกจับก็ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ฝ่ายรัฐบาลของเกาหลีใต้สมัยนั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างจริงจัง การถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบแทบจะไม่มีเลย

เกาหลีใต้ เลิกเป็นเผด็จการได้อย่างไร?

เกาหลีใต้ เลิกเป็นเผด็จการได้อย่างไร? SpokeDark : โรซี่ จรรยา วงศ์สุรวัฒน์ แห่ง SpokeDark จะมาคุยเรื่องขบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อเป็นประชาธิปไตยของประเทศเกาหลีใต้ เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเกาหลีใต้ทั้ง 6 ยุคสาธารณรัฐ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านสงครามเกาหลี และอยู่ภายใต้เผด็จการทหารยาวนานกว่า 40 ปี ทั้ง อี ซึง-มัน ถึง ปัก จุงฮี และ ชอน ดูฮวาน และ โร แทอู ประเทศนี้เขามีอะไรเหมือนหรือต่างอะไรกับประเทศไทย
เส้นทางประชาธิปไตยในเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีประชาธิปไตยที่แข็งแรงประเทศหนึ่ง แม้หลังเป็นอิสระจากจักรวรรดิญี่ปุ่นจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารนานถึง 10 กว่าปี และพึ่งมีการเลือกตั้งครั้งแรก ในปี 1987
30 กว่าปีที่ผ่านมา เส้นทางประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ ผ่านการต่อสู้ การสูญเสียชีวิตไม่ต่างจากหลายประเทศ แต่ท้ายที่สุดเกาหลีใต้ก็สามารถพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ขึ้นมาอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก
ติดตามนิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ พูดคุยกับนักวิชาการ นักการเมือง และประชาชนในเกาหลีใต้ เกี่ยวกับบทเรียนและเส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ ในรายการพื้นที่ชีวิต ตอน เส้นทางประชาธิปไตยในเกาหลีใต้
ทำไมเกาหลีเหนือถึงแยกกับเกาหลีใต้

เริ่มต้น… ของการแบ่งแยกประเทศของเกาหลี

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แนวโน้มของการแบ่งประเทศเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อ 8 กันยายน พ.ศ. 2488 เมื่อสหรัฐเข้าควบคุมภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลี และโซเวียตเข้าควบคุมภาคเหนือ โดยใช้เส้นขนาน(ละติจูด,เส้นรุ้ง)ที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง รัฐบาลชั่วคราวถูกยกเลิกเพราะสหรัฐเห็นว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ในครั้งแรกการแบ่งแยกนี้เป็นการชั่วคราว และจะให้เอกราชแก่เกาหลีเมื่อสี่ชาติมหาอำนาจคือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต อังกฤษ และจีน จัดการปกครองในเกาหลีสำเร็จ

ในการประชุมไคโรเมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 กำหนดให้เกาหลีเป็นชาติอิสระ และการประชุมล่าสุดที่ยัลตาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ตกลงให้เกาหลีเป็นรัฐในอารักขาของชาติมหาอำนาจสี่ชาติ ต่อมา 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 โซเวียตยกทัพจากไซบีเรียเข้าสู่เกาหลีโดยไม่มีการต่อต้าน ญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2488 มีการประชุมที่มอสโกเพื่อตกลงเกี่ยวกับอนาคตของเกาหลี โดยกำหนดให้เป็นรัฐในอารักขา 5 ปี และรวมส่วนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐและโซเวียตเข้าด้วยกัน มีการประชุมกันอีกครั้งที่กรุงโซลแต่องค์การตั้งประเทศใหม่ยังไม่ลุล่วง เดือนกันยายน พ.ศ. 2490 สหรัฐส่งปัญหาเกาหลีเข้าสู่สหประชาชาติเพื่อให้เกาหลีเป็นรัฐเดียวที่มีเอกภาพ แต่ผลจากสงครามเย็นทำให้สหรัฐวางแผนคุ้มกันเกาหลีเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เกิดการแยกประเทศเมื่อ พ.ศ. 2491 เกิดเป็นสองประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครองต่างกัน สหประชาชาติยอมรับสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นตัวแทนเกาหลีในสหประชาชาติเพียงรัฐเดียวเมื่อ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2491 สงครามเกาหลีระเบิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2493 เมื่อเกาหลีเหนือยกทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 องศาบุกเข้าโจมตีเกาหลีใต้ เป็นการยุติความพยายามในขณะนั้นที่จะรวมประเทศทั้งสองอย่างสันติ สงครามดำเนินไปจนมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2496

การแบ่งเกาหลี ในปี 1945–1949

บรรดาชาติสัมพันธมิตรตกลงกันในการประชุมพอตสดัม (กรกฎาคม-สิงหาคม 1945) ให้มีการแบ่งเกาหลีอออกเป็นสองส่วน โดยที่ไม่ถามความเห็นของชาวเกาหลี เป็นการขัดแย้งกับข้อตกลงจากการประชุมไคโร

พลโท จอห์น อาร์. ฮอดจ์ ผู้แทนฝ่ายสหรัฐอเมริกาเดินทางมาถึงเมืองอินช็อนในวันที่ 8 กันยายน 1945 เพื่อรับการประกาศยอมแพ้สงครามของญี่ปุ่นในอาณาบริเวณคาบสมุทรเกาหลีใต้ต่อเส้นขนานที่ 38 พลโทฮอดจ์มีอำนาจปกครองเกาหลีใต้ในฐานะผู้บัญชาการรัฐบาลทหารกองทัพสหรัฐอเมริกาในเกาหลี (USAMGIK)

พลโทฮอดจ์คืนอำนาจให้แก่ผู้ปกครองอาณานิคมชาวญี่ปุ่นและกองกำลังตำรวจเกาหลีเดิมที่เคยให้การสนับสนุนญี่ปุ่น รัฐบาลทหารสหรัฐที่ปกครองเกาหลีไม่ให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นของสาธารณรัฐประชาชนเกาหลีซึ่งดำรงอยู่ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากรัฐบาลทหารสหรัฐมีความสงสัยว่ารัฐบาลพลัดถิ่นของเกาหลีนั้นจะเป็นคอมมูนนิสต์

นโยบาลเหล่านี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนชาวเกาหลี นำไปสู่การลุกฮือต่อต้านและสงครามกองโจร ในวันที่ 3 กันยายน 1945 พลโทโยะชิโอะ โคซุกิ ผู้บัญชาการกองกำลังภาคที่สิบเจ็ดของญี่ปุ่น รายงานต่อพลโทฮอดจ์ว่ากองกำลังของโซเวียตได้ลงมาทางใต้ต่ำกว่าเส้นขนานที่ 38 อยู่ที่เมืองแคซอง ซึ่งพลโทฮอดจ์ก็เชื่อข่าวกรองของญี่ปุ่น

คณะกรรมาธิการร่วมสหรัฐอเมริกา-สหภาพโซเวียต เข้าปกครองเกาหลีในเดือนธันวาคม 1945 ตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุมมอสโก (1945) โดยที่ชาวเกาหลีไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาตกลง คณะกรรมาธิการร่วมได้ข้อยุติว่าให้เกาหลีอยู่ในฐานะทรัสตีเป็นเวลาห้าปีแล้วจึงเป็นเอกราช ปกครองโดยรัฐบาลที่มีแนวความคิดทางการเมืองเหมือนกับประเทศแม่ที่ให้การสนับสนุน ประชาชนชาวเกาหลีจึงลุกขึ้นต่อต้านในเกาหลีใต้ บ้างประท้วง บ้างก็ทำการสู้รบ รัฐบาลทหารสหรัฐอเมริกาพยายามจะควบคุมการลุกฮือโดยการออกประกาศห้ามการชุมนุมในวันที่ 8 ธันวาคม 1945 และประกาศให้รัฐบาลปฏิวัติและคณะกรรมาธิการประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนเกาหลีเป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1945

สภาประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (Representative Democratic Council) ฝ่ายขวา นำโดย ซิงมัน รี ผู้มาพร้อมกับกองทัพสหรัฐ คัดค้านภาวะทรัสตี โดยแย้งว่าเกาหลีถูกต่างชาติดยึดครองมานานเกินไปแล้ว พลเอกฮอดจ์เริ่มแยกตัวห่างจากข้อเสนอ แม้มันเริ่มจากรัฐบาลของเขา

ในวันที่ 23 กันยายน 1946 การนัดหยุดงานของคนงานรางรถไฟ 8,000 คนเริ่มในปูซาน การก่อความไม่สงบลามไปทั่วประเทศในเหตุการณ์ที่เรียก การก่อการกำเริบฤดูใบไม้ร่วง ในวันที่ 1 ตุลาคม 1946 ตำรวจเกาหลีฆ่านักศึกษาสามคนในการก่อการกำเริบแทกู ผู้ประท้วงตีโต้ตอบ โดยฆ่าตำรวจ 38 นาย ในวันที่ 3 ตุลาคม ราว 10,000 คนโจมตีสถานีตำรวจยองช็อน ฆ่าตำรวจไป 3 นายและมีได้รับบาดเจ็บอีก 40 นาย ที่อื่น เจ้าของที่ดินและข้าราชการเกาหลีใต้ผู้นิยมญี่ปุ่นราว 20 คนถูกฆ่า USAMGIK ประกาศกฎอัยการศึก

รัฐบาลสหรัฐอ้างว่า คณะกรรมการร่วมไม่มีความสามารถดำเนินความคืบหน้า ตัดสินใจจัดการเลือกตั้งภายใต้ความคุ้มครองของสหประชาชาติ โดยมุ่งหมายสร้างประเทศเกาหลีอันมีเอกราช ทางการโซเวียตและนักคอมมิวนิสต์เกาหลีปฏิเสธให้ความร่วมมือด้วยเหตุว่าการเลือกตั้งจะไม่ยุติธรรม และนักการเมืองเกาหลีใต้จำนวนมากยังคว่ำบาตรด้วย มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในทางใต้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1948 ถูกทำลายด้วยการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 600 คน เกาหลีใต้จัดการเลือกตั้งรัฐสภาอีกสามเดือนให้หลังในวันที่ 25 สิงหาคม

รัฐบาลเกาหลีใต้จากการเลือกตั้งประกาศใช้รัฐธรรมนูญการเมืองแห่งชาติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1948 และเลือกซิงมัน รีเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม

สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1948

ในเขตยึดครองเกาหลีของรัสเซีย สหภาพโซเวียตสถาปนารัฐบาลเกาหลีเหนือซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ นำโดย คิม อิล-ซ็อง ระบอบของประธานาธิบดีรีตัดนักคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายจากการเมืองเกาหลีใต้ เมื่อถูกริบสิทธิเลือกตั้ง พวกเขามุ่งหน้าไปภูเขา เพื่อเตรียมสงครามกองโจรต่อรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่สหรัฐสนับสนุน

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 3 เมษายน 1948 การเดินขบวนเฉลิมฉลองการต่อต้านการปกครองของญี่ปุ่นของเกาหลียุติด้วยการก่อการกำเริบเชจู ซึ่งมีผู้เสียชีวิตระหว่าง 14,000 ถึง 60,000 คน ทหารเกาหลีใต้ก่อกรรมป่าเถื่อนขนานใหญ่ระหว่างการปราบปรามการก่อการกำเริบนั้น ในเดือนตุลาคม 1948 ทหารเกาหลีใต้บางส่วนก่อการกำเริบต่อการจำกัดในกบฏยอซุ–ซูนช็อน

สหภาพโซเวียตถอนกำลังตามตกลงจากเกาหลีในปี 1948 และกำลังสหรัฐถอนในปี 1949 ในวันที่ 24 ธันวาคม 1949 กำลังเกาหลีใต้ฆ่าประชาชน 86 ถึง 88 คนในการสังหารหมู่มูงย็องและกล่าวโทษอาชญากรรมนั้นต่อกลุ่มโจรปล้นที่เป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อต้นปี 1950 ซิงมัน รีมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักคอมมิวนิสต์ในคุก 30,000 คน และผู้ฝักใฝ่ที่ต้องสงสัยราว 300,000 คนขึ้นทะเบียนในขบวนการให้การศึกษาใหม่สันนิบาติโบโด

กองกำลังของเกาหลีใต้ลดกำลังกองโจรคอมมิวนิสต์ จากเดิม 5,000 นายเป็น 1,000 นายในบริเวณแถบเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม คิม อิล-ซ็อง เชื่อว่าการรบแบบกองโจรจะทำให้กองทัพเกาหลีใต้อ่อนตัวลง และการรุกรานของเกาหลีเหนือยังได้รับการต้อนรับโดยชาวเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก คิม อิล-ซ็อง เริมนำ โจเซฟ สตาลิน เป็นฝ่ายสนับสนุนในการรุกราน ในเดือนมีนาคม 1949 เดินทางไปมอสโกเพื่อพยายามโน้มน้าวสตาลิน

เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1949 กองทัพเกาหลีเหนือจำนวน 1,000 จู่โจมกองทัพเหนือและครอบครอบเส้นขนานที่ 38 กองทหารราบที่ 2 และ 18 ของหน่วย ROKA ปะทะครั้งแรกในเมือง Kuksa-bong (เส้นขนาน ที่ 38) และเมือง Ch’ungmu

การเมืองการปกครองของเกาหลีใต้

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2491 คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งเป็นสองส่วนโดยเส้นละติจูดที่ 38 องศาเหนือ (มักเรียกว่าเส้นขนาน 38) โดยสหภาพโซเวียตดูแลเกาหลีเหนือมีการปกครองระบอบสังคมนิยม ส่วนสหรัฐอเมริกาดูแลเกาหลีใต้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย

สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประมุขของประเทศคือประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ทางตุลาการ ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 จังหวัด และ 6 เขตการปกครอง (โซล ปูซาน อินชอน แตกู ควังจู แตชอน)

ประเทศเกาหลีใต้แบ่งออกเป็น 8 จังหวัด (โท), 1 จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ (ทึกบย็อลจาชี-โด), 6 มหานคร (ควังย็อก-ชี), 1 นครพิเศษ (ทึกบย็อล-ชี) และ 1 นครปกครองตนเองพิเศษ (ทึกบย็อลจาชี-ชี) และยังมีการแบ่งเป็นส่วนย่อยอีกหลายส่วน เช่น เมือง (ชี), อำเภอ (คุน), เขต (คู), ตำบล (อึบ), เขตปกครองท้องถิ่น (มย็อน), แขวง (ทง) และหมู่บ้าน (รี)

หมายเหตุการแปล: ถึงแม้ว่าคำว่านครพิเศษ มหานคร จังหวัด และเมืองนั้นจะเป็นคำแปลเขตการปกครองของเกาหลีใต้ที่คุ้นเคยกันในภาษาไทย แต่คำแปลเช่นอำเภอ เขต ตำบล เขตปกครองท้องถิ่น แขวง และหมู่บ้าน ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในภาษาไทย

การแบ่งเขตการปกครองระดับจังหวัด การแบ่งเขตการปกครองระดับจังหวัดเป็นการแบ่งเขตการปกครองขั้นแรกภายในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ จังหวัด จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ มหานคร นครพิเศษ และนครปกครองตนเองพิเศษ

การแบ่งเขตการปกครองระดับเทศบาล

ชี (เมือง) ชี (시, 市) เป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งหน่วยทางปกครองของจังหวัด เช่นเดียวกับคุน ระดับเมืองนั้นจะต้องมีประชากรอย่างน้อย 150,000 คน ถ้าประชากรในเมืองชนบทมีถึง 150,000 คนก็จะได้ยกระดับเป็นเมือง (ยกเว้นเมืองกิจางในปูซาน) ส่วนเมืองที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน (เช่น ซูว็อน, ช็องจู และช็อนจู) จะถูกแบ่งออกเป็นคู (เขต) ยกเว้นเมือง คิมแฮ, ฮวาซ็อง และนัมยังจู และคูก็จะแบ่งออกเป็นทง (แขวง) เมืองที่มีประชากรน้อยกว่า 500,000 จะไม่ถูกแบ่งออกเป็นคู แต่เมืองเหล่านี้จะถูกแบ่งโดยตรงเป็นทง

คุน (อำเภอ)
คุน (군; 郡) เป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งหน่วยทางปกครองของจังหวัด (เช่นเดียวกับชี) และของมหานครเช่น ปูซาน, แทกู, อินช็อน และอุลซัน (เช่นเดียวกับคู) คุนนั้นมีประชากรน้อยกว่า 150,000 คน (มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมือง) คือมีที่ที่ความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่าคู และเป็นสถานที่ที่เป็นชนบทที่อยู่นอกเขตของทั้งชีและคู คุนถ้าเทียบกับระบบแบ่งเขตของอังกฤษจะเท่ากับเคาน์ตีหรือเขตที่อยู่นอกตัวเมือง คุนสามารถแบ่งออกได้เป็นอึบ (ตำบล) และมย็อน (เขตปกครองท้องถิ่น)

คู (เขต)
คู (구; 區) เทียบกับประเทศไทยแล้วจะเท่ากับอำเภอหรือกิ่งอำเภอ เมืองของเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นคู แต่มหานครอย่างปูซาน, แทกู, อินช็อน และอุลซันจะประกอบด้วยคุน คูนั้นแบ่งการปกครองออกเป็นทง (แขวง)

อึบ (ตำบล)
อึบ (읍; 邑) เป็นหน่วยการปกครองอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับมย็อน อึบนั้นเป็นหนึ่งในการแบ่งหน่วยทางปกครองของคุน (อำเภอ) และชี (เมือง) บางแห่งที่มีประชากรน้อยกว่า 500,000 คน ตำบลหลักในเมืองชนบทหรือตำบลขั้นสองภายในเขตเมืองจะถูกยกให้เป็นอึบ อึบจะมีหน่วยทางปกครองย่อยเป็นรี (หมู่บ้าน) ท้องที่ที่จะจัดตั้งเป็นอึบได้นั้นต้องมีประชากรอย่างน้อย 20,000 คน

มย็อน (เขตปกครองท้องถิ่น)
มย็อน (면; 面) เป็นหน่วยการปกครองอย่างหนึ่งของคุน (อำเภอ) และชี (เมือง) บางแห่งที่มีประชากรน้อยกว่า 500,000 คน เช่นเดียวกับอึบ มย็อนนั้นมีประชากรน้อยกว่าในเขตอึบ และมีลักษณะเป็นพื้นที่ชนบทของเมืองและ เมืองชนบท มย็อนมีหน่วยทางปกครองย่อยเป็นรี (หมู่บ้าน) มีประชากรไม่เกิน 6,000 คน

ทง (แขวง)
ทง (동; 洞, dong) เป็นหน่วยทางปกครองเบื้องต้นของคู (เขต) รวมทั้งของชี (เมือง) ที่มิได้มีการแบ่งเป็นคูด้วย ทงเป็นหน่วยงานทางปกครองที่เล็กที่สุดในเมืองที่มีสำนักงานและเจ้าหน้าที่เป็นของตัวเอง ในบางกรณี ทงหนึ่งแห่งนั้นสามารถแยกออกได้อีกเป็นหลายทง ซึ่งสามารถแยกความแตกต่างได้โดยใส่ตัวเลขไว้ด้านหลัง เช่น แขวงมย็องจัง 1 และแขวงมย็องจัง 2 เป็นต้น และในบางกรณีทงที่มีหลายทงก็มีสำนักงานและเจ้าหน้าที่ของตัวเอง

การแบ่งหน่วยทางปกครองในขั้นต้นของทง (동; 洞, dong) คือ ทง (통; 統, tong) แต่การแบ่งหน่วยย่อยแบบนี้ไม่ค่อยใช้เท่าไหร่นัก ส่วนทงที่มีประชากรหนาแน่นบางนั้นจะมีการแบ่งออกเป็น คา (가; 街) ซึ่งไม่ใช่การแบ่งแยกการปกครองออกเป็นเอกเทศ แต่มีไว้เพื่อความสะดวกของการส่งไปรษณีย์หรือที่อยู่เท่านั้น ถนนสายหลักส่วนใหญ่ในโซล, ซูว็อน และเมืองอื่น ๆ ก็มีการแบ่งออกเป็นคา

รี (หมู่บ้าน)
รี (리; 里) เป็นหน่วยทางปกครองย่อยหน่วยเดียวของอึบและมย็อน โดยรีเป็นหน่วยทางปกครองที่เล็กที่สุดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในชนบท โดยการจะเป็นรีได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรเป็นหลัก

แผนที่เขต (คู) ของมหานคร, เมือง (ชี) และอำเภอ (คุน) ทั่วทั้งประเทศเกาหลีใต้

รัฐธรรมนูญ
เกาหลีใต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดอีก 9 ครั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดมีขึ้นในปี พ.ศ. 2530

เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีช็อน ดู-ฮวัน ต้องประสบกับภาวะกดดันทางการเมืองจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง และในที่สุด ประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน ก็ยินยอมให้มีการลงประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง โดยอยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (5 ปี) และให้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นอิสระเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไข ยังได้ยกเลิกอำนาจการยุบสภาของประธานาธิบดี และให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดูแลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งระบุว่ากองทัพต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลีฉบับปัจจุบันคือ ฉบับที่ ๑๐ มีทั้งสิ้น ๑๐ หมวด ๑๓๐ มาตรา ประกอบด้วย หมวด ๑ บททั่วไป (มาตรา ๑ – ๙) หมวด ๒ หน้าที่และสิทธิของพลเมือง (มาตรา ๑๐ – ๓๙) หมวด ๓ รัฐสภา (มาตรา ๔๐ – ๖๕) หมวด ๔ รัฐบาล แบ่งเป็น ส่วนที่ ๑ ประธานาธิบดี (มาตรา ๖๖ – ๘๕) ส่วนที่ ๒ ฝ่ายบริหาร (มาตรา๘๖ – ๙๓) ส่วนที่ ๓ องค์กรของรัฐบาล (มาตรา ๙๔ – ๙๖) ส่วนที่ ๔ ผู้ตรวจการแผ่นดิน (มาตรา ๙๗ – ๑๐๐) หมวด ๕ ศาล (มาตรา ๑๐๑ – ๑๑๐) หมวด ๖ ศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๑๑ – ๑๑๓) หมวด ๗ กรรมการการเลือกตั้ง (มาตรา ๑๑๔ – ๑๑๖) หมวด ๘ การปกครองท้องถิ่น (มาตรา ๑๑๗ – ๑๑๘) หมวด ๙ เศรษฐกิจ (มาตรา ๑๑๙ – ๑๒๗) หมวด ๑๐ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๒๘ – ๑๓๐) (แก้ไขล่าสุดเมื่อ ๒๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๘๗ และประกาศใช้เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๘๘)

National Assembly Building of South Korea located in Yeido, Seoul.

ฝ่ายนิติบัญญัติ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภา (National Assembly) เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งรัฐสภาของเกาหลีใต้เป็นรูปแบบสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 300 คน โดยสมาชิกจำนวน 246 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ สมาชิกจำนวน 54 คนมาจากการแต่งตั้งโดยจัดสรรตามสัดส่วนของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาแห่งชาติอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี สภาจะเลือกประธาน (Speaker) และรองประธาน (Vice-Speaker) จำนวน 2 คน ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีได้ หากสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 3 เสนอขอและสมาชิกสภาข้างมากเห็นชอบตามเสนอ ซึ่งในกรณีการถอดถอนประธานาธิบดีนั้น ต้องเสนอโดยเสียงข้างมากและสมาชิกสภา 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบ โดยประธานฯและรองประธานรัฐสภานั้น จะมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ซึ่งรัฐสภาชุดปัจจุบันคือสมัยที่ 20 มีนายชอง เซ กยุน เป็นประธานรัฐสภา รับตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ และมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ ๒ ปี นายชอง เซ กยุน เป็นสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรค Minjoo Party (พรรคฝ่ารัฐบาล) และเป็นสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่สมัยที่ ๑๕ – ๒๐ จำนวนทั้งสิ้น ๖ สมัย และมีรองประธานรัฐสภาจำนวน ๒ คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาจากพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างละ ๑ คน อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของเกาหลีใต้กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาจำเป็นต้องถอนตัวออกจากการสังกัดพรรคการเมืองเป็นการชั่วคราว (ข้อมูล เมื่อ 17 กันยายน 2560)

ฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียง โดยมีวาระ 5 ปี และไม่สามารถลงสมัครแข่งขันเป็นครั้งที่ 2 ได้ เพื่อเป็นการป้องกันการขยายอำนาจ ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก และมาตรการจำเป็นในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ประธานาธิบดีสามารถเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจยุบสภา
คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีในด้านบริหารประเทศ รวมทั้งมีอำนาจในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของประเทศ และการเข้าร่วมประชุมรัฐสภา คณะรัฐมนตรีมีจำนวน 20 คน นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังประกอบด้วย สภาที่ปรึกษาอาวุโส สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาการรวมประเทศ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ คณะกรรมการวางแผนและงบประมาณ คณะกรรมการเกี่ยวกับสิทธิสตรี สภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมการเกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ โดยประธานของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ทั้งนี้ หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำต่อคณะรัฐบาลด้วย

ฝ่ายตุลาการ
ประกอบไปด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งประธานศาลฎีกาด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา การพิจารณาของศาลกำหนดให้เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ยกเว้นในกรณีที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือเป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาในด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อขวัญของประชาชน คำพิพากษาจำเป็นต้องปิดเป็นความลับ นอกจากนี้ ยังมีศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และมีอำนาจในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นโมฆะ (โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญได้รับการร้องขอจากศาลชั้นต้นหรือจากกลุ่มบุคคลที่ข้อร้องเรียนได้รับการพิจารณาจากศาลชั้นต้น ให้พิจารณากฎหมายดังกล่าว) อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตัดสินความถูกต้องทางกฎหมายของกระบวนการถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้พิพากษา รวมทั้งมีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองตามข้อเสนอของฝ่ายบริหาร หากพบว่าพรรคการเมืองดังกล่าวดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

สองทศวรรษการพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้

ในช่วงรัฐบาลอำนาจนิยมปกครองเกาหลีใต้ ผู้นำการเมืองได้ปราบปรามกลุ่ม เรียกร้องประชาธิปไตย และใช้วิธีการฉอฉลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง อย่างไรก็ตาม ผู้นำการเมืองก็ไม่อาจต้านทานพลัง เรียกร้องของประชาชนได้ จึงต้องยอมรับข้อเสนอในการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
ในช่วงเกิดการชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1987 เมื่อระบอบการเมืองเปลี่ยนผ่านไปเป็นประชาธิปไตยแล้ว การพัฒนาประชาธิปไตย ในเกาหลีใต้ได้ดำเนินไปอย่างมั่นคง โดยไม่หวนกลับไปเป็นแบบอำนาจนิยมอีก

สาเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้พัฒนาไปอย่างมั่นคง
เพราะมีปัจจัยเกื้อหนุน คือ บทบาทที่เข้มแข็งของกลุ่มเคลื่อนไหวหรือประชาสังคม ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรค คือ การขาดความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองและปัญหาความเป็นภูมิภาคนิยม แม้ค่านิยมของลัทธิขงจื้อบางส่วนขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองจากอำนาจนิยม (authoritarianism) หรือเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย
เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ได้มีลักษณะที่แตกต่างกันไป ในบางประเทศเกิดขึ้นจากผู้นำเดิมยินยอมมอบอำนาจให้แก่ประชาชน บางประเทศเกิดจากการชุมนุมเรียกร้องเพื่อมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเมื่อผู้ปกครองหรือผู้นำการเมืองเห็นว่าไม่อาจต้านทานพลังเรียกร้องได้ ในที่สุดก็ต้องประนีประนอมกับผู้ชุมนุมเรียกร้อง อันนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง หรือในบางกรณีอาจนำไปสู่ความรุนแรง ถ้าผู้นำการเมืองใช้กำลังเข้าปราบปราม แต่ถ้า ผู้ชุมนุมมีพลังมากกว่า หรือได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง ก็ย่อมสามารถโค่นล้มระบอบการเมืองเดิม และสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกติกาการเมืองเดิม โดยผู้นำไม่อาจผูกขาดอำนาจได้อีกต่อไป ประชาชนได้รับโอกาสเข้าร่วมในการตัดสินใจ และตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งย่อมเป็นผลให้นักการเมืองและข้าราชการต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น

เมื่อระบอบการเมืองเปลี่ยนผ่านจากอำนาจนิยมไปเป็น ประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าระบอบการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคง
เพราะในหลายประเทศระบอบประชาธิปไตยได้ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร และกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีก หรือในบางประเทศ แม้ในรัฐธรรมนูญระบุว่าได้ยึดถือแนวทางประชาธิปไตยในการปกครอง แต่ในข้อเท็จจริงประชาชนไม่มีสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง โดยข้าราชการหรือกลุ่มผู้นำเดิมยังสามารถแทรกแซงการเมืองอยู่ จึงเป็นผลให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ และระบอบการเมืองไม่สามารถจัดสรรคุณค่าหรือทรัพยากรให้แก่กลุ่มต่างๆ ในสังคมได้อย่างเหมาะสม อันเป็นมูลเหตุนำ
ไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามมา

เกาหลีใต้ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในฐานะประเทศ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยพัฒนาอย่างมั่นคง นับตั้งแต่กระบวนการความเป็นประชาธิปไตย (democratization)
เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมใน ค.ศ.1987 แม้ประเทศได้อยู่ภายใต้การ ปกครองของผู้นำทหารมากว่า 20 ปี แต่เมื่อระบอบการเมืองเปลี่ยนไปเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้เกิดการรัฐประหาร เพื่อเปลี่ยนระบอบการเมืองไปเป็นแบบอำนาจนิยมอีก ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของเอเชีย

ทำไมการพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้จึงเป็นไปอย่างมั่นคง โดยจะชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ในการพัฒนาดังกล่าว โดยการนำเสนอเริ่มต้นที่กรอบแนวทางในการวิเคราะห์

กรอบแนวทางในการวิเคราะห์
ในความเห็นของโรเบิร์ต ดาห์ล (Robert Dahl) ระบอบการเมืองที่จะถือเป็นประชาธิปไตยนั้น อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบขั้นพื้นฐาน 8 ประการ คือ เสรีภาพในการก่อตั้งและการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม (freedom to formand join organizations)
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (freedom ofexpression) สิทธิในการลงคะแนนเสียง (right to vote) การได้รับโอกาสเท่าเทียมกันในการดำรงตำแหน่งสาธารณะ (eligibility forpublic office) สิทธิของผู้นำการเมืองในการแข่งขันหาความสนับสนุนหรือคะแนนเสียง (rights of political leaders to compete for support/votes) ความสามารถในการได้รับข้อมูลข่าวสารจากหลายแหล่ง (alternative sources of information) การเลือกตั้งที่จัดขึ้นอย่างเสรีและยุติธรรม (free and fair elections) และนโยบายของรัฐบาลต้องเป็นไปตามคะแนนเสียงสนับสนุนและความต้องการของประชาชน(institutions for making government policies depend on votes and other expressions of preference) (Dahl 1971, 1-3)

สำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากอำนาจนิยมไปเป็นประชาธิปไตย นั้น เทอร์รี ลินน์ คาร์ล (Terry Lynn Karl) เสนอว่าอาจเกิดขึ้นในรูปแบบของการ ปฏิรูป (reform) การปฏิวัติ (revolution) การบังคับ (imposition) และการให้ คำมั่นสัญญา (pact) ทั้งนี้ขึ้นอยูกั่บตัวแสดงที่สำคัญ คือ ผูนำ (elite ascendant)กับมวลชน (mass ascendant) ว่าใครมีอำนาจในเชิงเปรียบเทียบมากกว่ากัน

โดยจะสัมพันธ์กับกลยุทธ์ (strategy) ที่ใช้ ระหว่างการประนีประนอม (compromise)กับการใช้กำลังบังคับ (force) กล่าวคือถ้าผู้นำมีอำนาจมากกว่ามวลชนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านอาจปรากฏในรูปของการให้คำมั่นสัญญาซึ่งเป็นการประนีประนอม หรือการบังคับซึ่งเป็นการใช้กำลัง แต่ถ้าเป็นกรณีที่มวลชนมีอำนาจมากกว่าผู้นำ การเปลี่ยนผ่านอาจปรากฏในรูปการปฏิรูปซึ่งเป็นการประนีประนอม หรือการปฏิวัติซึ่งเป็นการใช้กำลังบังคับ (Karl 1990, 8-9)
ส่วนบาร์บารา เกดเดส (Barbara Geddes) ให้ความเห็นว่าการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยมจะแตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละประเภทมีกระบวนการตัดสินใจ การสรรหาผู้นำ และการตอบสนองต่อสังคมและประชาชนแตกต่างกัน โดยเกดเดสได้จำแนกระบอบอำนาจนิยมออกเป็นระบอบทหาร (military regime) ระบอบพรรคเดียว (single-party regime)
ระบอบอิงตัวบุคคล (personalist regime) และระบอบผสม ดังกรณีระบอบทหาร การเปลี่ยนผ่านจากระบอบทหารไปเป็นประชาธิปไตย มักเกิดจากความแตกแยกระหว่างผู้นำทหารที่เข้ามายึดกุมอำนาจ การถอนตัวของกองทัพออกจากการเมือง จึงปรากฏในรูปของการเจรจาและการต่อรอง ส่วนระบอบอิงตัวบุคคล ผู้นำอาจมาจากกองทัพและอาจตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนตนเองแต่ทั้งกองทัพและพรรคการเมืองไม่มีอำนาจการตัดสินใจอย่างอิสระ จากความทะเยอทะยานหรือความปรารถนาส่วนตนของผู้นำ เมื่อผู้นำสามารถยึดกุมอำนาจได้ โดยทั่วไปก็จะสร้างเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วยเพื่อนฝูง เครือญาติและพันธมิตร พร้อมกับการสร้างหลักประกันในด้านการสนับสนุนและความภักดีโดยการแจกจ่ายผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ผู้นำมักพยายามอยู่ในอำนาจให้ยาวนานเท่าที่จะทำได้ แต่โดยทั่วไปมักจะสิ้นสุดโดยการรัฐประหาร การกบฏ การลอบสังหาร การลุกฮือของประชาชน หรือไม่ก็การรุกรานจากภายนอก(Geddes 1999, 120-25)
ด้านแกรเม กิล (Graeme Gill) ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย อาจเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ (economic crisis) การระดมพลังทางการเมือง (political mobilization) ซึ่งก่อตัวขึ้นนอกอาณัติของระบอบอำนาจนิยม แรงกดดันจากภายนอก (external pressure) และความแตกแยก ภายในระบอบ (regime disunity) ย่อมทำให้ความเข้มแข็งของกลุ่มผู้นำและระบอบลดลง ในการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยมนี้ อาจเกิดขึ้นโดยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หรือหลายปัจจัยประกอบกัน (Gill 2000, 9-42)
ด้านการพัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคง โดยที่ระบอบการเมืองไม่หวนกลับไปเป็นแบบอำนาจนิยมอีก ในทรรศนะของดังค์วอร์ท รัสโทว์ (Dankwart Rustow) ความเป็นเอกภาพภายในชาติ (national unity) ต้องถือว่าเป็นปัจจัยที่ต้องมาก่อนปัจจัยอื่นๆ การแก้ไขความขัดแย้ง และการรับหลักการประชาธิปไตยมาใช้ นักการเมืองและประชาชนต้องถือปฏิบัติตามหลักการ ดังกล่าวด้วย (Rustow 1970, 360-62) นอกจากเงื่อนไขตามที่รัสโทว์เสนอไว้ การเรียนรู้ทางการเมืองก็เป็นปัจจัยสนับสนุนอีกประการหนึ่ง ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาทางการเมือง เนื่องจากการเรียนรู้ทางการเมืองตั้งอยู่บนฐานคติที่ว่า ความคิดหรือความเชื่อไม่ใช่เป็นสิ่งตายตัว จึงสามารถที่จะถูกแทนที่หรือเปลี่ยนแปลงได้ และถึงแม้การเรียนรู้ทางการเมืองเกิดขึ้นในทุกระดับของสังคมแต่ประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ของผู้นำการเมือง ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ที่ผู้นำในระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมย่อมประจักษ์ว่าการเคลื่อนไหว การชุมนุม และการต่อสู้ของประชาชน มักจะนำไป
สู่วิกฤตและการสิ้นสุดของระบอบ (Bermeo 1992, 274-76)
นอกจากเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ประชาสังคม (civil society) ถือเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ช่วยให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง เพราะกลุ่มต่างๆ ที่เป็นประชาสังคมเกิดขึ้นโดยความสมัครใจ มีความเป็นอิสระจากรัฐ และผูกพันกันโดยระเบียบและกฎเกณฑ์ที่เห็นพ้องร่วมกัน ประชาสังคมจึงเปรียบได้กับองค์กรที่อยู่ตรงกลางระหว่างเอกชนกับรัฐ การที่ประชาสังคมมีบทบาทเข้มแข็งขึ้น ย่อมช่วยจำกัดขอบเขตอำนาจ และตรวจสอบการกระทำที่อาจเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาล (Diamond 1994, 7-11)
นอกจากปัจจัยด้านการเมืองดังกล่าว ปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็นับว่ามีความสัมพันธ์กับการพัฒนาประชาธิปไตย ดังเซเมอร์ มาร์ติน ลิปเซ็ท (Seymour Maritn Lipset) ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าประเทศใดมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่งคั่งประชาธิปไตยในประเทศนั้นก็จะยั่งยืน โดยเขาจำแนกตัวชี้วัดระดับการพัฒนาเศรษฐกิจออกเป็นความมั่งคั่ง กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม ความเป็นเมือง(urbanization) และการศึกษา (Lipset 2003, 56) เช่นเดียวกับลูเซียน พาย(Lucian W. Pye) ที่เห็นว่าการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางและการที่ประชาชนได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น จะนำไปสู่การก่อตัวของศูนย์อำนาจใหม่ อันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ซึ่งก็หมายถึงอำนาจในการปกครองและอำนาจในการบังคับ (coercion) ของฝ่ายอำนาจนิยม (Pye 1990, 9) ลาร์รีไดอมอนด์ (Larry Diamond) ได้ประเมินข้อสังเกตที่ลิปเซ็ทให้ไว้เมื่อ 30 ปีที่ว่าประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีส่วนเกื้อหนุนต่อประชาธิปไตยสองนัยด้วยกัน เมื่อมีประชาธิปไตย การพัฒนาที่ยั่งยืน ก็จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความมั่นคงให้แก่ประชาธิปไตย แต่ถ้ายังไม่มีประชาธิปไตย การพัฒนานั้นก็จะนำไปสู่การมีประชาธิปไตยในไม่ช้าก็เร็ว (Diamond 1992, 485)
สำหรับปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม ในทรรศนะของซามูเอลฮันติงตัน (Samuel Huntington) โครงสร้างทางสังคมอันเป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยพัฒนา ต้องประกอบด้วยกลุ่มที่มีโครงสร้างแตกต่างและค่อนข้างมีความเป็นอิสระ ซึ่งได้แก่ ชนชั้นทางสังคม กลุ่มต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับภูมิภาค กลุ่มอาชีพ กลุ่มเชื้อชาติและศาสนา เป็นต้น กลุ่มเหล่านี้จะช่วยทัดทานหรือจำกัดอำนาจของรัฐ ในขณะเดียวกันก็จะทำหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ ถ้าในสังคมใดขาดกลุ่มที่เป็นอิสระดังกล่าว ก็จะทำให้สังคมนั้นถูกปกครองโดยผู้นำที่ใช้อำนาจอย่างไม่จำกัด ดังเช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และระบอบอำนาจนิยม (Huntington 1984, 202-3)
นอกจากปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังอาจมีปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลทำให้ประชาธิปไตยก้าวหน้าหรือถอยหลัง ดังนั้นในการศึกษากระบวนการความเป็นประชาธิปไตยในประเทศใดประเทศหนึ่ง ย่อมจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง ดังที่ซามูเอล ฮันติงตันตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้ ประการแรกไม่มีปัจจัยหนึ่งปัจจัยเดียวที่สามารถอธิบายพัฒนาการประชาธิปไตยในทุกประเทศ หรือในประเทศใดประเทศหนึ่ง ประการที่สอง ไม่มีปัจจัยหนึ่งปัจจัยเดียวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประชาธิปไตยเหมือนกันในทุกประเทศ ประการที่สาม กระบวนการความเป็นประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรวมกัน ประการที่สี่ มูลเหตุร่วมกันที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตยมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ประการที่ห้า มูลเหตุร่วมกันที่ก่อให้เกิดกระแสกระบวนการความเป็นประชาธิปไตย (wave of democratization) ในช่วงหนึ่งย่อมแตกต่างไปจากมูลเหตุร่วมกันในช่วงอื่น และประการที่หก มูลเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบอบในช่วงแรก ถือว่าแตกต่างจากมูลเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบอบในช่วงปลาย (Huntington 1991, 38)

เกาหลีใต้ในยุคอำนาจนิยม
นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐเกาหลี และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใน ค.ศ.1948 เกาหลีใต้ได้อ ยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอำนาจนิยม จวบจนถึงการชุมนุมใหญใ่ น ค.ศ.1987 ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยในช่วงประธานาธิบดีอีซึงมัน (Syngman Rhee) ดำรงตำแหน่ง ผู้นำประเทศคนแรก ถึงแม้การเข้าดำรงตำแหน่ง สมัชชาแห่งชาติเป็นผู้เลือก แต่เมื่อใกล้ครบวาระเขากลับหวั่นเกรงว่า อาจไม่ได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่สอง ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดีอีซึงมันจึงใช้วิธีการขู่บังคับสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง

 เมื่อประธานาธิบดีอีซึงมันสามารถดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง แต่ก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งสองวาระ ดังนั้นรัฐบาลของเขาจึงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกการกำหนดวาระ โดยพรรครัฐบาลสามารถใช้กลวิธีให้ญัตติการแก้ไขผ่านความเห็นชอบ ถึงแม้ในการลงมติ คะแนนเสียงของพรรครัฐบาลขาดไปหนึ่งเสียงก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นผลให้ประธานาธิบดีอีซึงมันดำรงตำแหน่งผู้นำต่อเป็นสมัยที่สาม ตามผลการเลือกตั้งในวันที่ 15พฤษภาคม ค.ศ.1956
 นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาอำนาจ ประธานาธิบดีอีซึงมันยังใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) เพื่อทำลายนักการเมืองฝ่ายค้านและผู้ต่อต้านรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถกล่าวหาบุคคลเหล่า นั้นว่า เป็น ผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต หรือฝักใฝ่เกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจเผด็จการดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันในการอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดไป เพราะประชาชนได้ตระหนักว่าผู้นำรัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่รับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านและประชาชน ดังนั้นการที่รัฐบาลใช้วิธีโกงการเลือกตั้ง โดยใช้เงินจำนวนมหาศาล ที่ได้จากนักธุรกิจซึ่งมีผลประโยชน์อิงแอบกับพรรครัฐบาลในการซื้อคะแนนเสียง อันเป็นผลให้ประธานาธิบดีอีซึงมันได้รับชัยชนะ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1960 จึงเป็นเหตุนำไปสู่การชุมนุมประท้วงใหญ่ และในที่สุดประธานาธิบดีอีซึงมันต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 26 เมษายนถัดมา
 ภายหลังสิ้นสุดยุครัฐบาลอีซึงมัน เกาหลีใต้มีรัฐบาลพลเรือนนำโดยนายกรัฐมนตรีชางเมียน (Chang Myun) บริหารประเทศเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1961 คณะทหารที่นำโดยนายพลปักจองฮี (Park Chung-hee) ได้ก่อรัฐประหาร โดยอ้างเหตุผลเพื่อขจัดคอรัปชั่นเร่งรัดพัฒนาประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่กองทัพ คณะรัฐประหารได้จัดตั้งสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูบูรณชาติ (Supreme Council for NationalReconstruction-SCNR) ให้เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด โดยมีนายพลปักจองฮีเป็นประธาน (Kim 2004, 73) และจัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งเกาหลี (KoreanCentral Intelligence Agency-KCIA) ขึ้น หลังจากนั้น คณะรัฐประหารได้ประกาศใช้กฎหมายชำระสะสางทางการเมือง (Political Purification Act) ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1962 เพื่อตัดสิทธิ์การเมืองของนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบ และเพื่อปูทางสำหรับการก้าวดำรงตำแหน่ง ผู้นำการเมืองของนายพลปักจองฮี (Eckert et al. 1990, 362)
 เมื่อมั่นใจในเส้นทางก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำเกาหลีใต้ไม่มีอุปสรรคขัดขวางแล้ว นายพลปักจองฮีจึงลาออกจากกองทัพ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมกับให้คิมจงพิล (Kim Jong-pil) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง อาศัยเครือข่ายและกลไกของสำนักข่าวกรองและเงินทุนที่ได้จากนักธุรกิจ ก่อตั้งพรรคสาธารณรัฐประชาธิปไตย (DemocraticRepublican Party-DRP) เพื่อเป็นฐานสนับสนุนอีกทางหนึ่ง ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม ค.ศ.1963 นายพลปักจองฮีได้รับชัยชนะ และได้ชัยชนะเป็นครั้งที่สองใน ค.ศ.1967 ต่อมาเมื่อใกล้ครบวาระที่สอง ก็ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งในวาระที่สาม ท่ามกลางการต่อต้านจากนักศึกษาและพรรคฝ่ายค้าน และในเดือนกันยายน ค.ศ.1969ร่างแก้ไขได้ผ่านการเห็นชอบจากสมัชชาแห่งชาติ โดยไม่มีสมาชิกพรรคฝ่ายค้านอยู่ในที่ประชุม
 แม้ประธานาธิบดีปักจองฮีประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งใน ค.ศ.1971 แต่ผลการเลือกตั้งได้บ่งบอกว่าการอยู่ในอำนาจของประธานาธิบดีปักจองฮี ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอีกต่อไป เพราะนอกจากเผชิญการต่อต้านของฝ่ายค้านนักศึกษา และผูใ้ ชแ้ รงงานแลว้ ชนชั้นกลางในเขตเมืองก็เริ่มไมพ่ อใจมากขึ้นตอ่
ความเป็นเผด็จการของเขา ดังการที่คิมแดจุง (Kim Dae-jung) ผู้สมัครพรรคฝ่ายค้าน ได้คะแนนเสียงในกรุงโซลเกือบร้อยละ 60
เมื่อเผชิญกระแสการต่อต้านที่นับวันจะเพิ่มขึ้น ประธานาธิบดีปักจองฮีจึงตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉิน ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1971 โดยงดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ยุบสมัชชาแห่งชาติและพรรคการเมือง ห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในด้านต่างๆ พร้อมกันนั้นได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1972 อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อรัฐธรรมนูญยูซิน(Yushin Constitution) โดยกำหนดให้สภาแห่งชาติเพื่อการรวมประเทศ (National Council for Reunification) ทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดี ให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่สมัชชาแห่งชาติเสนอ และประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งโดยไม่จำกัดวาระ มีอำนาจยุบสมัชชาแห่งชาติ ประกาศมาตรการฉุกเฉิน และมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลจำนวนหนึ่งในสาม เพื่อเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.1972 และค.ศ.1978 สภาแห่งชาติเพื่อการรวมประเทศได้ออกเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ ในการเลือกประธานาธิบดีปักจองฮีเป็นผู้นำเกาหลีใต้
นอกจากใช้วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลปักจองฮียังได้ใช้สำนักข่าวกรองเป็นเครื่องมือในทางการเมือง เพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล นอกจากนั้น การที่รัฐบาลปักจองฮีสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเน้นอุตสาหกรรมและการส่งออก ได้ก่อให้เกิดการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ โดยนักการเมืองและข้าราชการได้รับประโยชน์ในรูปทรัพย์สินเงินทองจากการอนุมัติการลงทุนในโครงการต่างๆ การจัดซื้อจัดจ้าง การให้สิทธิพิเศษในการนำเข้าและส่งออก เพื่อนำไปใช้ในการรักษาอำนาจของผู้นำการเมืองในรูปของการซื้อคะแนนเสียง หรือการแจกจ่ายให้แก่ผู้อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์
ในขณะเดียวกัน การเน้นการส่งออกก็เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องกดค่าจ้างแรงงานเพื่อให้สินค้ามีต้นทุนตํ่า และสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ จึงเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน
 ผลจากการที่ประธานาธิบดีปักจองฮีใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง การชุมนุมต่อต้านระบอบยูซินจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลให้รัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วย จนถึงกลับมีการกล่าวว่านับตั้งแต่การประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินฉบับแรกใน ค.ศ.1974 จวบจนถึง ค.ศ.1979 อันเป็นปีที่ประธานาธิบดีปักจองฮีถูกสังหาร ถือเป็นยุคของมาตรการฉุกเฉิน (Era ofEmergency Decrees) หรือการประกาศสงครามระหว่างรัฐบาลกับประชาชนของตนเอง (Lee 2007, 35) และถึงแม้รัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินถึงเก้าฉบับ แต่กลุ่มพลังต่างๆ อันเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เข้มแข็งขึ้นและยึดมั่นในการต่อสู้เพื่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง และนับวันได้บ่อนเซาะความชอบธรรมของรัฐบาลปักจองฮี การสลายการชุมนุมของพนักงานบริษัทวายเอช (Y.H. Industrial Company) ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณที่ทำการพรรคฝ่ายค้าน เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.1979 จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาล เมื่อพรรคสาธารณรัฐประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล อาศัยเสียงข้างมากในสมัชชาแห่งชาติ ลงมติขับคิมยองซัม (Kim Young-sam) ผู้นำพรรคประชาธิปไตยใหม่(New Democratic Party) ให้พ้นสมาชิกภาพ จึงนำไปสู่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนในวงกว้างผลจากเหตุการณนี้ได้นำไปสูความขัดแย้งในหมู่ผู้นำการเมือง ถึงวิธีการจัดการกับผูชุ้มนุมต่อต้าน ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ.1979 ประธานาธิบดีปัก จองฮีก็ได้ถูกสังหารโดยผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนเองให้ความไว้วางใจ

เกาหลีใต้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย
การสิ้นสุดรัฐบาลปักจองฮีที่ปกครองมาราว 18 ปี ไม่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมีรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพราะแม้เช-คยูฮา (Choi Kyu-ha) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี แต่นายพลชอนดูฮวาน (Chun Doo-hwan) และนายพล
โนแทอู (Roh Tae-woo) ได้ยึดอำนาจในกองทัพหรือรัฐประหารขึ้นในเดือนธันวาคม แล้วแต่งตั้งตนเองและพรรคพวกเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญการยึดอำนาจนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทหาร ในการสืบทอดอำนาจการเมือง เพราะนายพลทั้งสองต่างเป็นแกนนำของกลุ่มฮานาเฮว (Hanahoe)หรือสมาคมหนึ่งเดียว (Society for Oneness)1 และในเดือนเมษายน ค.ศ.1980 ถัดมา นายพลชอนดูฮวานเขา้ ดำรงตำแหนง่ ผูอ้ ำนวยการสำนักขา่ วกรองจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้นำทหารต้องการใช้หน่วยงานซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุด ในยุคของประธานาธิบดีปักจองฮี เป็นเครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม และระดมพลังสนับสนุนพรรครัฐบาลในการเลือกตั้ง

เมื่อเกิดกรณีเชน่ นี้ขึ้น นักศึกษาและกลุ่ม เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจึงกำหนดแผนการชุมนุมประท้วง และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกรัฐธรรมนูญยูซิน แต่ผู้นำทหารเห็นว่าถ้ารัฐบาลยินยอมตามข้อเรียกร้อง ย่อมสร้างความลำบากแก้ฝ่ายทหารในการกุมอำนาจ ดังนั้นฝ่ายผู้นำทหารจึงตัดสินใจสกัดกั้น


(Society for Oneness)1 สมาคมนี้เกิดจากการรวมตัวอย่างลับๆ ของนายทหาร ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยนายพลปักจองฮีเรืองอำนาจสมาชิกส่วนใหญ่มีพื้นเพจากเมืองแทกู (Taegu or Daegu) จังหวัดเคียงซังเหนือ (North Kyungsang or Gyeongsang) ซึ่งเปน็ ภูมิลำเนาเกิดของนายพลปกั จองฮี ชอนดูฮวาน และโนแทอู สมาชิกของกลุม่ จะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการเลื่อนขั้นและเลื่อนตำแหน่ง และยังเข้าไปมีบทบาทในทางการเมือง

การเคลื่อนไหว โดยการประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 17 พฤษภาคม ยุบสมัชชาแห่งชาติ สั่งปิดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองห้ามนัดหยุดงาน และจับกุมนักการเมืองฝา่ ยคา้ น การกระทำของผู้นำทหารดังกล่าว เป็นเหตุให้นักศึกษาและประชาชนที่เมืองควางจู (Gwangju) จังหวัดชอลลาใต้ (South Jeolla) รวมตัวกันชุมนุมคัดค้าน และฝ่ายทหารได้ตัดสินใจใช้กำลังเข้า สลายการชุมนุม ซึ่งเป็น ผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งร้ายแรงที่สุดของเกาหลีใต้

 ถ้านับตั้งแต่รัฐบาลปักจองฮีเริ่มต้นบริหารประเทศ ต้องถือว่าขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งได้แก่ นักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน องค์กรทางศาสนา และผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นในด้านจำนวน และมีความเข้มแข็งในด้านการจัดองค์กร เมื่อเปรียบเทียบกับในสมัยรัฐบาลอีซึงมัน แต่ทำไมไม่สามารถกดดันให้ผู้นำทหารยอมรับข้อเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เมื่อเปรียบเทียบกับการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1960ที่เป็นผลให้ประธานาธิบดีอีซึงมันต้องลาออก เหตุผลสำคัญก็คือทหารได้เข้าไป
แทรกแซงการเมืองเกาหลีใต้มากว่า 20 ปี นอกจากเข้าดำรงตำแหน่งและแต่งตั้งบุคคลที่เป็นพวกพ้องให้ดำรงตำแหน่งสำคัญแล้ว ยังมีประโยชน์เกี่ยวข้องจากนโยบายเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นการที่จะให้ฝ่ายทหารยอมรับข้อเรียกร้อ้งในการปฏิรูปการเมือง จึงมีความเป็นไปได้น้อย ดังการรวมตัวเป็น กลุ่ม ฮานาเฮว ก็สะท้อนให้เห็นถึงการจัดองค์กรเพื่อการต่อรองประโยชน์ และการรักษาบทบาทในทางการเมือง ในขณะเดียวกัน ต้องถือว่ากองทัพมีความได้เปรียบในการจัดองค์กร การควบคุมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งสามารถที่จะ
ใช้จัดการกับสิ่งที่จะมาคุกคามสถานภาพของตนได้ นอกจากนี้ การที่เกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ จึงเป็นช่องทางให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจการเมือง ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการจัดการกับฝ่าย
ต่อต้าน ดังการกล่าวหาผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ควางจูว่า ถูกยุยงปลุกปั่นโดยสายลับเกาหลีเหนือ ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นประเทศที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน แต่กลับไม่ได้ทักท้วงการกระทำของฝ่ายทหารในการปราบปรามผู้ชุมนุม ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายอำนาจนิยมจะรับข้อเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนแปลง

  ความสำเร็จในการสลายการชุมนุมที่ควางจู ได้ทำให้นายพลชอนดูฮวานมีอำนาจการเมืองเพิ่มขึ้น ดังการที่เขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประจำ (Standing Committee) ของคณะกรรมการพิเศษ ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์ที่ควางจู โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย และตัดสินใจในประเด็นสำคัญของประเทศ จนกว่าจะมีการเลือก
ตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติชุดใหม่ คณะกรรมการประจำนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูบูรณะชาติ (SCNR) ที่จัดตั้งโดยนายพลปักจองฮีภายหลังการรัฐประหารเมื่อ ค.ศ.1961 (Lee 1981, 133) เมื่ออำนาจอยู่ที่นายพลชอนดูฮวาน โดยประธานาธิบดีเช-คยูฮาแทบไม่มีอำนาจ ในที่สุดเขาจึงลาออกจากตำแหนง่ ผู้นำเกาหลีใต ้ สภาแห่งชาติเพื่อการรวมประเทศได้เลือกนายพลชอนดูฮวาน ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน และในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1981 คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential Electoral College)
ได้เลือกประธานาธิบดีชอนดูฮวานให้ดำรงตำแหน่ง ผู้นำเกาหลีใต้ต่อภายหลังรัฐธรรมนูญที่แก้ไขผ่านการลงประชามติในเดือนตุลาคม ค.ศ.1980

  แม้ฝ่ายทหารสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาอันสั้น เพราะเมื่อรัฐบาลชอนดูฮวานผ่อนคลายมาตรการควบคุม ขบวนการนักศึกษาก็เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีก ดังในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1984 นักศึกษาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจำนวน 42 แห่ง ได้รวมตัวกันก่อตั้งแนวร่วมนักศึกษาแห่งชาติเพื่อการต่อสู้เ พื่อประชาธิปไตย (National Student Coalition for Democracy Struggle) ซึ่ง
ถือเป็นการรวมตัวของนักศึกษาทั่วประเทศ นับตั้งแต่เหตุการณ์โค่นล้มรัฐบาลอีซึงมันใน ค.ศ.1960

  ในการเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มระบอบอำนาจนิยม นักศึกษาได้ร่วมมือกับนักการเมืองฝ่ายค้าน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1986 พรรคประชาธิปไตยเกาหลีใหม  (New Korean Democratic Party) ได้ประกาศว่า มีผู้ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ล้านคน จึงทำให้การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงขึ้น ในขณะเดียวกัน ได้จัดชุมนุมขึ้นตามเมืองสำคัญ เพื่อประกาศจุดยืนในการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง แม้ในการรณรงค์ดังกล่าวรัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนประเด็น แต่ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ได้ละทิ้งความพยายาม
ในทางตรงข้ามกลับได้รับพลังสนับสนุนในวงกว้าง จากกลุ่ม ผู้ใช้แรงงาน องค์กรทางศาสนา ชนชั้นกลาง และผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ เพราะต่างตระหนักว่าการผูกขาดอำนาจของรัฐบาลและผู้นำการเมือง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนเผชิญอยู่ได้

  การชุมนุมได้ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เมื่อบรรดากลุ่มเคลื่อนไหวไม่พอใจการกระทำของรัฐบาล เมื่อเกิดกรณีตำรวจทรมานปักจงชอล (Park Jong-chul)นักศึกษามหาวิทยาลัยโซล (Seoul National University) เสียชีวิต เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.1987 และกรณีอีฮันยอล (Lee Han-yeol) ซึ่งถูกระเบิดแก๊สนํ้าตาเสียชีวิต ในเหตุการณ์ชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยยอนเซ(Yonsei University) เมื่อเดือนมิถุนายนถัดมา โดยผู้ชุมนุมไม่เพียงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนในการควบคุม
และตรวจสอบรัฐบาล (Kim 2000a, 92)

  เมื่อเผชิญการชุมนุมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ และมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากรัฐบาลชอนดูฮวานจึงวางแผนใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ เมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยในวันที่ 20 มิถุนายน ทหารจะเข้าควบคุมมหาวิทยาลัย เมืองสำคัญ และหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นจะเข้าปฏิบัติการสลายการชุมนุม แต่แผนการนี้ได้ถูกยับยั้ง เนื่องจากในช่วงบ่ายของวันที่ 19 เจมส์
ลิลลี (James Lilly) ทูตสหรัฐอเมริกาประจำเกาหลีใต้ได้เข้าพบประธานาธิบดีชอนดูฮวาน พร้อมกับยื่นจดหมายของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Regan) ซึ่งมีใจความสรุปว่าการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร เพื่อจัดการผู้ชุมนุมประท้วงถือเป็นสิ่งอันตราย เมื่อเผชิญกับข้อทักท้วงดังกล่าว รัฐบาลชอนดูฮวานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าที (ชองอิลจุนและวิเชียร อินทะสี อยู่ในกระบวนการตีพิมพ์) จากกรณีนี้เมื่อย้อนไปพิจารณาเหตุการณ์ที่ควางจู ถ้าสหรัฐอเมริกาได้เข้าแทรกแซง ความรุนแรงก็คงไม่เกิดขึ้น

  ภายใต้สถานการณ์ชุมนุมประท้วงซึ่งไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลง โนแทอูในฐานะบุคคลที่ถูกวางตัวจากประธานาธิบดีชอนดูฮวาน ให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในนามพรรคยุติธรรมประชาธิปไตย (Democratic Justice Party) จึงออกแถลงการณ์พิเศษจำนวน 8 ข้อ ในวันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งประกอบด้วย ประการแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง ประการที่สอง การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งประธานาธิบดี
เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ประการที่สาม ยกเลิกโทษการประหารชีวิตคิมแดจุง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมที่ควางจู และให้ปล่อยตัวผู้ได้รับโทษอาญาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ประการที่สี่ ให้เสรีภาพแก่สื่อสารมวลชน ประการที่ห้า ให้สิทธิขั้นพื้นฐานในด้านต่างๆ แก่ประชาชนประการที่หก ให้หลักประกันด้านความมีอิสระขององค์กรปกครองท้องถิ่นและสถาบันการศึกษา ประการที่เจ็ด ให้พรรคการเมืองมีอิสระในการดำเนินกิจกรรมเพื่อเอื้อต่อการสร้างบรรยากาศเจรจาและการประนีประนอม และประการที่แปด สนับสนุนการพัฒนาและการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคม

  การออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ได้มีผลให้การชุมนุมของประชาชนยุติลง ตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงตกลงกันตั้งคณะกรรมการจำนวน 8 คน เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่จะแก้ไข ซึ่งคณะกรรมการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในวันที่ 30 สิงหาคม ภายหลังจากนั้นสมัชชาแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบในวันที่ 12 ตุลาคม และประชาชนได้ลง
ประชามติรับรองในวันที่ 27 ตุลาคมถัดมา สำหรับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่แก้ไข กำหนดไว้ชัดเจนว่าเกาหลีใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน กองทัพซึ่งเคยเข้าแทรกแซงการเมือง และถูกผู้นำการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม รัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขกำหนดให้กองทัพทำหน้าที่ด้านความมั่นคง ปกป้องดินแดน และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ส่วนสาระสำคัญเกี่ยวกับประธานาธิบดี กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งห้าปี ประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยผ่านความเห็นชอบจากสมัชชาแห่งชาติ ในด้านสมัชชาแห่งชาติ นอกจากการออกกฎหมายแล้วรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล โดยสมัชชาแห่งชาติหรือคณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกบุคคลในฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตัวแทนมาตอบข้อซักถามในที่ประชุมได้

เกาหลีใต้ในยุคการพัฒนาประชาธิปไตย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ ค.ศ.1987 ถือเป็นการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยม เพราะรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล โดยผู้นำการเมืองไม่อาจผูกขาดอำนาจการเมืองได้ เนื่องจากประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงโดยมีวาระอยู่ในตำแหน่งได้สมัยเดียว ความชอบธรรมในการอยู่ในตำแหน่งขึ้นอยู่กับความยินยอมของประชาชน แทนการใช้อำนาจในเชิงบังคับเหมือน
เช่นในอดีต แม้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้บรรลุผล แต่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.1987 อาจสร้างความผิดหวังให้แก่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เนื่องจากคิมยองซัมและคิมแดจุงในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านระบอบเผด็จการ ต่างลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี เพราะไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นตัวแทน ทำให้เกิดการแย่งคะแนนเสียงกันเองในที่สุดโนแทอูจึงได้รับชัยชนะ ฉะนั้นความคาดหวังในการปฏิรูปจึงต้องเผชิญอุปสรรค เพราะโนแทอูเคยเป็นนายทหารซึ่งร่วมมือกับนายพลชอนดูฮวาน ในการยึดอำนาจเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.1979 และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ควางจู ย่อมต้องหาทางมิให้เกิดกระบวนการไต่สวนเหตุการณ์ที่ควางจู เพราะความหวั่นเกรงถึงผลกระทบที่มีต่อสถานภาพเดิมของตนและพวกพ้อง

  ต่อมาเมื่อประธานาธิบดีโนแทอูสิ้นสุดวาระใน ค.ศ.1993 คิมยองซัมได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสืบแทน ในระยะแรกรัฐบาลคิมยองซัมมีท่าทีสอดคล้องกับความเห็นของอัยการ ที่ระบุว่าไม่สามารถสอบสวนเหตุการณ์ที่ควางจู เนื่องจากเป็นเรื่องทางการเมือง และไม่สามารถฟ้องอดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานและโนแทอู เพราะหวั่นเกรงว่าจะก่อให้เกิดความแตกแยก การเผชิญหน้ากันภายในประเทศ และข้อโต้แย้งด้านกฎหมาย (Kim 2000a, 114;Saxer 2004, 396-97) แต่เหตุผลสำคัญน่าเป็นเพราะการที่ประธานาธิบดีคิมยองซัมได้รับชัยชนะ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ค.ศ.1992 เนื่องจากความช่วยเหลือของอดีตประธานาธิบดีโนแทอู โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้งโนแทอู คิมยองซัมและคิมจงพิล ได้รวมพรรคการเมืองที่ต่างเป็นผู้นำเข้าด้วยกัน และตกลงให้คิมยองซัมเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

  แม้เผชิญกับอุปสรรค แต่ญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ควางจู กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และองค์กรต่างๆ ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นอุทธรณ์การวินิจฉัยของอัยการต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาว่าการวินิจฉัยของอัยการไม่ชอบด้วยเหตุผลเพราะการเอาผิดผูเ้ กี่ยวขอ้ งกับการปราบปรามผูชุ้มนุมที่ควางจู สามารถกระทำได้ โดยการออกกฎหมายพิเศษ การให้เหตุผลว่าการกระทำรัฐประหารหรือยึดอำนาจสำเร็จ ไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้นั้น ถือว่าเป็นความผิดพลาดส่วนข้อยกเว้นและข้อจำกัดด้านอายุความ ก็ไม่ควรนำมาใช้ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการกบฏ การกระด้างกระเดื่อง และการล้มล้างระเบียบและกฎเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ (Oh 1999, 171-72; Kihl 2005, 130-31)

  จากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1995 สมัชชาแห่งชาติได้ออกกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม และกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านอายุความในความผิดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายฉบับหลังนี้ได้ยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุความในความผิดต่อรัฐธรรมนูญ (Han 2005, 1007) ด้วยเหตุนี้ กฎหมายทั้งสองฉบับจึงให้อำนาจที่จะเอาผิดย้อนหลังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.1979 และการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ควางจู เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1980 ผลจากกฎหมายทั้งสอง อัยการไดจั้บกุมและสอบสวนผู้เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจโดยมิชอบ กระทำการล้มล้างข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และยึดอำนาจการเมือง โดยไม่รับฟังความคิดเห็นและการท้วงติงจากประชาชน โดยผู้ที่ถูกจับกุมได้แก่ อดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานและโนแทอู และนายทหารอีก 14 คน

  สำหรับขอ้ กล่าวหาที่อดีตผู้นำเกาหลีใต้และผู้ร่วมกระทำผิดได้รับ ได้แก่ 1) การยึดอำนาจโดยรัฐประหาร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.1979 ซึ่งเตรียมการมาอย่างดี ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 2) อดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานและโนแทอูสะสมทรัพย์สิน และความมั่งคั่งอย่างผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งในการเรียกรับประโยชน์ 3) กระทำผิดอาญาโดยการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ และยึดอำนาจอย่างผิดกฎหมาย โดยใช้กองทัพเข้าปราบปรามผูชุ้มนุมเรียกรอ้ งประชาธิปไตย และ 4) อดีตผู้นำทั้งสองได้นำประเทศไป
สู่การคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบ โดยการคอรัปชั่นของผู้นำทั้งสอง กระตุ้น ให้เกิดการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ในระดับล่าง อันก่อให้เกิดความเสียหายและขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (Oh 1999, 175-76)

  ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1996 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา โดยอดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวาน ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต ในฐานะที่เป็นตัวการ (ringleader) ให้จำคุกอดีตประธานาธิบดีโนแทอู 22 ปี 6 เดือน ส่วนนายทหารอีก 14 คน ได้รับโทษหนักเบาตามความผิดที่ได้กระทำ โดยมีเพียง1 คนที่ศาลพบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ ที่จะระบุได้ว่ากระทำผิด นอกจากนั้น ได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์อดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานจำนวน 283 ล้าน
เหรียญสหรัฐอเมริกา และอดีตประธานาธิบดีโนแทอูจำนวน 355 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ส่วนประธานหรือเจา้ ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หรือแชบอล (Jaebol)ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้สินบนแก่อดีตประธานาธิบดีทั้งสอง ศาลได้พิพากษาลงโทษ แต่ให้รอลงอาญา ในเวลาต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้จำคุกอดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานตลอดชีวิตจำคุกอดีตประธานาธิบดีโนแทอู 17 ปี ส่วนบุคคลอื่นๆ ได้รับการลดโทษลดหลั่นกันลงมา และในเดือนเมษายน ค.ศ.1997 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (Koh 1997, 5)

  แม้ประธานาธิบดีคิมยองซัมไม่ใช่ผู้แสดงบทบาทสำคัญ ในการนำบุคคลที่กระทำผิดในเหตุการณ์ที่ควางจูมาลงโทษ แต่ก็ถือว่าเขาได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่การพัฒนาประชาธิปไตยดังการสลายกลุ่มฮานาเฮว ซึ่งเป็นกลุ่มทหารที่ก่อตัวมาในช่วงประธานาธิบดีปักจองฮี และการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลกว่าร้อยละ 60 ที่อดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานและโนแทอูแต่งตั้งไว้ การดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งโดยมิชอบ พร้อมกันนั้น ได้ปรับโครงสร้างและภารกิจกองทัพ โดยปรับส่วนที่ไม่ใช่ด้านการทหารออกไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้บังคับบัญชาหรือนักการเมือง ใช้ประโยชน์จากบุคลากรและเครื่องมือ ในการสร้างความได้เปรียบทางการเมือง

  ควบคู่ไปกับการแยกบทบาทของทหารออกจากการเมือง ประธานาธิบดีคิมยองซัมได้ประกาศใช้กฎหมายกำหนดให้ข้าราชการระดับสูงและนักการเมือง ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ ให้ใช้ชื่อจริงในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ การปิดช่องทางในการประกอบธุรกิจนอกกฎหมาย การเรียกรับสินบนและการหลีกเลี่ยงภาษี ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ดำเนินคดีการคอรัปชั่นระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ ดังการจับกุมอดีตประธานาธิบดี
ชอนดูฮวานและโนแทอู แม้ผู้เปิดโปงประเด็นนี้เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติสังกัดพรรคฝ่ายค้านก็ตาม อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบจากนักธุรกิจ ได้เกิดขึ้นแพร่หลายในสมัยรัฐบาลปักจองฮี ที่พรรคสาธารณรัฐประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้รับประโยชน์จากเงินที่นักธุรกิจและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่บริจาค เพื่อใช้เป็นทุนการเมือง (slush fund) ซึ่งในข้อเท็จจริงเงินเหล่า นี้ก็คือสินบนที่จ่ายให้แก่นักการเมืองและผู้มีอำนาจในรัฐบาล เพื่อแลกกับประโยชน์ที่ได้รับในรูปเงินกู้ยืมจากธนาคาร เงินกู้ต่างประเทศ ใบอนุญาต
การนำเข้าและส่งออกสินค้า และอื่นๆ จากรัฐบาล ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีชอนดูฮวาน การเรียกรับเงินบริจาคจากนักธุรกิจและกลุม่ ธุรกิจขนาดใหญก่ ็ยังปฏิบัติกันอยู่ ดังกรณีมูลนิธิอิลแฮ (Ilhae Foundation) ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับประธานาธิบดีชอนดูฮวาน ได้เป็นแหล่งรวบรวมเงินที่เรียกรับจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ดังมีการเปิดเผยว่าประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมเกาหลี (Federation forKorean Industries) เป็นผู้ทำหน้าที่รวบรวมเงินบริจาค และเงินที่มูลนิธิอิลแฮได้รับนั้น มีจำนวนมากถึง 90 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (Kang 2001, 92) และ
เงินเหล่านี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะสร้างฐานคะแนนให้แก่พรรครัฐบาล และการจ่ายให้สมาชิกเพื่อป้องกันการแปรพักตร์ไปอยู่พรรคการเมืองอื่น

  นอกจากความพยายามแก้ไขการคอรัปชั่นแล้ว รัฐบาลคิมยองซัมยังได้ปฏิรูปการเลือกตั้ง โดยการประกาศใช้กฎหมายป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งกฎหมายการให้เงินสนับสนุนทางการเมือง และกฎหมายการปกครองท้องถิ่นซึ่งมีเป้าหมายให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่ให้เงินเข้ามามีอิทธิพลในการเลือกตั้ง และให้ใช้ครอบคลุมการเลือกตั้งในทุกระดับ ทั้งนี้ได้กำหนดสาระสำคัญไว้ คือ ประการแรก กำหนดวันหรือช่วงเวลาการเลือกตั้งไว้ในกฎหมายเพื่อให้เกิดความแน่นอนในการจัดการเลือกตั้ง ประการที่สอง เพิ่มช่องทางใน
การหาเสียงเลือกตั้ง โดยผ่านสื่อสารมวลชนประเภทต่างๆ ประการที่สาม ลดระยะเวลาการหาเสียง ทำให้การเลือกตั้งเสียค่าใช้น้อยลง และประการที่สี่เพิ่มมาตรการและบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในส่วนของการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ก็ได้แก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกพรรคการเมือง โดยการจัดสรรที่นั่งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติที่ถือเปน็ ตัวแทนพื้นที่ทั่วประเทศให้แก่พรรคการเมือง ใหขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงรวมทั้งหมดที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ แทนจำนวนที่นั่งที่แต่ละพรรคได้
รับ (Oh 1999, 144-45)

  การรื้อฟื้นการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเดิมบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ค.ศ.1948 แต่ถูกยกเลิกในสมัยประธานาธิบดีปักจองฮี จึงเป็นอีกช่องทางสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยเข้มแข็ง เพราะประชาชนสามารถเลือกบุคคลเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติขององค์กรปกครองท้องถิ่น บุคคลเหล่านี้ย่อมทราบความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่มากกว่ารัฐบาลในส่วนกลาง นอกจากนี้ การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นก็สามารถ
ใช้เป็น ตัวชี้วัดความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได ้โดยดูจากจำนวนผู้สมัครของพรรครัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้ง

  เมื่อประธานาธิบดีคิมยองซัมสิ้นสุดวาระ คิมแดจุงได้รับเลือกและดำรงตำแหน่งสืบแทนใน ค.ศ.1998 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ ที่การถ่ายโอนอำนาจจากพรรครัฐบาลไปยังพรรคฝ่ายค้าน เกิดขึ้นอย่างสันติ สำหรับในช่วงประธานาธิบดีคิมแดจุง ถือเป็นช่วงที่การพัฒนาประชาธิปไตยก้าวสู่ทศวรรษที่สอง โดยไม่มีสิ่งบ่งบอกว่าระบอบการเมืองของเกาหลีใต้จะหวนกลับไปเป็นระบอบอำนาจนิยมอีก เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้เกิดขึ้นทุกห้าปี และการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเกิดขึ้นทุกสี่ปี เมื่อโครงสร้างทางการเมืองได้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแล้ว สิ่งที่ประธานาธิบดีคิมแดจุงให้ความสำคัญและดำเนินการต่อ จึงได้แก่การสร้างความเป็นธรรม โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากการใช้กำลังสลายการชุมนุมที่ควางจู การสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิต อันเนื่องจากการกระทำของรัฐบาลเผด็จการในอดีต และการสร้างความเป็นธรรม
ทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดช่องว่างความเลื่อมลํ้าและขจัดการผูกขาด โดยให้กลุ่ม ธุรกิจขนาดใหญ่หรือแชบอล มีความโปร่งใสในการบริหาร และประกอบธุรกิจในสาขาที่เชี่ยวชาญ พร้อมกันนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการอันประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาล ผู้ประกอบการ และผู้ใช้แรงงาน เพื่อปรึกษาหารือแนวทางในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ให้ฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใน ค.ศ.1997ในลักษณะที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับผลกระทบแต่ฝ่ายเดียว (Kim 2000b,193)

  ผลจากการที่รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน จึงทำให้การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายต่างๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลอำนาจนิยมลดลง สภาพเช่นนี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลคิมแดจุงเน้นความสนใจไปที่การแก้ไขความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ผลดังกล่าวได้นำไปสู่การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีทั้งสองใน ค.ศ.2000 และบรรลุข้อตกลงถึงแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ อันถือเป็นยุคที่ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ได้ผ่อนคลายลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

  เมื่อประธานาธิบดีคิมแดจุงสิ้นสุดวาระใน ค.ศ.2003 โนมูเฮียน (RohMoo-hyun) ได้ดำรงตำแหน่งสืบแทน กล่าวได้ว่าในยุคที่คิมแดจุงและโนมูเฮียนดำรงตำแหนง่ ผู้นำ การดำเนินนโยบายของเกาหลีใต้ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เหตุที่เป็น เช่น นี้เนื่องจากผู้นำทั้งสองเป็น ผู้มีแนวคิดก้าวหน้าเน้น การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ต้องการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ เน้นการเปิดเจรจากับเกาหลีเหนือ เพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดความขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ ท่าทีของเกาหลีใต้ในบางครั้งจึงแตกต่างจากท่าทีของ
สหรัฐอเมริกา

  สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ประธานาธิบดีโนมูเฮียนพยายามแก้ไข เพื่อให้การพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมั่นคง ก็คือการขจัดความเป็นภูมิภาคนิยม (regionalism) ระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเคียงซังเหนือและเคียงซังใต้ (North and South Gyeongsang Provinces) หรือพื้นที่ยองนัม (Yeongnam) กับประชาชนที่อาศัยอยูใ่ นพื้นที่จังหวัดชอลลาเหนือและชอลลาใต้ (North and South Jeolla Provinces) หรือพื้นที่โฮนัม (Honam) ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยรัฐบาลอำนาจนิยม โดยเฉพาะช่วงประธานาธิบดีปักจองฮีประชาชนในพื้นที่ยองนัมเป็นฝ่ายได้รับผลของการพัฒนามากกว่าประชาชนในพื้นที่โฮนัม เพราะรัฐบาลเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม การสร้างท่าเรือ และการสร้างทางหลวงเชื่อมระหว่างกรุงโซลกับเมืองท่าพูซาน (Busan) ในพื้นที่ยองนัม ในขณะที่โฮนัมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ไม่สู้ดีและยิ่งการเกิดเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่ควางจู ได้ทำให้กระแสความเป็นภูมิภาคนิยมรุนแรงมากขึ้น โดยประชาชนในพื้นที่โฮนัมเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลปฏิบัติต่อพวกตนไม่เหมาะสม โดยใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม เข้าทำร้ายผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งในระดับประเทศ ประชาชนใน
ทั้งสองพื้นที่จึงเลือกบุคคลที่มีพื้นเพหรือภูมิลำเนาเกิดอยู่ในพื้นที่ของตน โดยอาจมิได้พิจารณาถึงนโยบายของผู้สมัครหรือพรรคที่สังกัด ลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่ก่อผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

  นอกจากนั้น ประธานาธิบดีโนมูเฮียนยังพยายามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงแม้ประธานาธิบดีในอีกฐานะหนึ่งคือผู้นำพรรครัฐบาล ย่อมต้องดูแลการบริหารงานของพรรคการเมืองที่สังกัด แต่สำหรับตัวเขาเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการกำหนดตัวบุคคล ในการเป็นประธานคณะกรรมาธิการในสมัชชาแห่งชาติทั้งนี้ก็เพื่อให้การตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนั้นประธานาธิบดีโนมูเฮียนยังให้หน่วยงานที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในอดีต เช่น ตำรวจ อัยการ สำนักข่าวกรอง และสำนักบริหารการจัดเก็บภาษีมีความเป็นอิสระและมีความโปร่งใสในการบริหารงาน (ชองอิลจุนและวิเชียรอินทะสี อยู่ในกระบวนการตีพิมพ์)

  เมื่อนับตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ค.ศ.1987 จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.2007 ซึ่งอีเมียงบัก (Lee Myung-bak) นักการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมได้รับชัยชนะ อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการความเป็นประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ มีพลวัตไปอย่างมั่นคง การเลือกตั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเกิดขึ้นอยา่ งสม่ำเสมอ ตามชว่ งเวลาที่ผูด้ ำรงตำแหนง่ สิ้นสุดวาระ ประชาชนและสื่อสารมวลชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นักการเมืองและผู้นำการเมืองต้องปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย

การพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งดำเนินไปอย่างมั่นคง เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศในเอเชียด้วยกันสามารถพิจารณาถึงปัจจัยที่เกื้อหนุนได้ดังนี้

ปัจจัยด้านการเมือง
การที่ผู้นำการเมืองในเกาหลีใต ้ ต้องยินยอมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ภายหลังการผูกขาดอำนาจดังกล่าวมาอย่างยาวนาน ถือเป็นผลมาจากการต่อสู้ของกลุ่มพลังต่างๆ ที่ตระหนักว่าระบอบเผด็จการไม่สามารถตอบสนองความต้องการ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญได้ กลุ่มพลังเหล่านี้เมื่อพิจารณาอีกนัยหนึ่งก็คือประชาสังคม (civil society)ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบุคคลโดยสมัครใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธา ผลประโยชน์ อุดมการณ์ และการมีเครือข่ายความสัมพันธ์ ดังนั้นประชาสังคมจึงได้แก่ ครอบครัว สหภาพแรงงาน มหาวิทยาลัย สื่อสารมวลชนองค์กรวิชาชีพ องค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ (NGOs) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Walzer 2003, 7-8) และถ้าพิจารณาโดยอิงกับแนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิม(classical liberals) ประชาสังคมก็คือชุมชนหรือกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้จัดตั้ง โดยสมาชิกของกลุ่มต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (Scalet and Schmidtz 2002,27) สำหรับบทบาทประชาสังคมในเกาหลีใต้ ที่มีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น อาจแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงแรก การเคลื่อนไหวจนถึงการชุมนุมใหญ่ใน ค.ศ.1987 กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มนักศึกษา กลุ่มองค์กรทางศาสนา กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทั่วไป ดังในช่วงรัฐบาลปักจองฮีประกาศใช้รัฐธรรมนูญยูซินใน ค.ศ.1972 และสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา นักการเมือง นักเขียน และนักกฎหมาย ได้รวมตัวเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลหรือแชยา (Jaeya) โดยในเดือนตุลาคม ค.ศ.1973 ได้จัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และในเวลาต่อมากลุ่มเหล่านี้ได้รวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเพิ่มพลังในการกดดัน ดังแนวร่วมแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NationalCoalition for Democracy) แนวร่วมแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยและการรวมประเทศ (National Coalition for Democracy and Reunification) ซึ่งก่อตั้งในช่วง ค.ศ.1978-1979 ถัดมาในช่วงรัฐบาลชอนดูฮวาน กลุ่มนักศึกษา กลุ่มองค์กรทางศาสนา และกลุ่ม ผู้ใช้แรงงาน ได้ร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นในการเคลื่อนไหว ถึงแม้รัฐบาลใช้กำลังตำรวจเข้าสลายและขัดขวางการชุมนุม แต่ก็ไม่เป็นผล พร้อมกันนั้น ยังได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปไตยใหม่ก่อตั้งแนวร่วมแห่งชาติเพื่อขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย (National Coalition for Democracy Movement) สำหรับระดมการชุมนุมประท้วงให้เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วเกาหลีใต้

  อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของประชาสังคมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะรัฐบาลได้ขัดขวางในทุกรูปแบบ ดังรัฐบาลปักจองฮีได้จัดตั้งสำนักข่าวกรอง (KCIA) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลและกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านรัฐบาล การบังใช้กฎหมายการต่อต้านคอมมิวนิสต์ (Anti-Communist Law) และกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) อย่างเข้มงวด นอกจากนั้น รัฐบาลยังจัดให้มีกลุ่ม จัดตั้ง (state-corporatist groups) ขึ้น เช่น กลุ่ม ฝ่ายขวาและกลุ่ม ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เพื่อให้การสนับสนุนพรรครัฐบาล การจัดตั้งสหพันธ์อุตสาหกรรม เกาหลี (Federation of Korean Industries-FKI) หอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี (Korea Chamber of Commerce and Industry) และสมาคมการค้าระหว่างประเทศแห่งเกาหลี (Korea International Trade Association) เพื่อประโยชน์ในด้านการควบคุมนายทุนและนักธุรกิจ ให้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลได้ฟื้นฟูสหพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี (Federationof Korean Trade Unions-FKTU) ซึ่งจัดตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลอีซึงมัน เพื่อให้เป็น องค์กรของผู้ใช้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงองค์กรเดียว และถัดมาในสมัยประธานาธิบดีชอนดูฮวาน รัฐบาลยังคงดำเนินรอยตามรัฐบาลปักจองฮีในการขัดขวางการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ในที่สุดก็ไม่อาจทัดทานการผนึกพลังอย่างเข้มแข็งของประชาสังคมและประชาชนได้ เพราะในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1987 กลุ่มผู้นำการเมืองในขณะนั้นจำต้องยอมรับข้อเรียกร้องของกลุ่มเคลื่อนไหว ในการแก้ไขกติกาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

  ช่วงที่สอง การเคลื่อนไหวของประชาสังคม ภายหลังการชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1987 ถึงแม้เป้าหมายในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้บรรลุผล แต่ประชาสังคมก็ยังคงเคลื่อนไหว เพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยต้องการกำหนดเป็นบรรทัดฐานว่าแม้ผู้กระทำผิดดำรงตำแหน่งสำคัญแต่หากใช้อำนาจโดยมิชอบแล้ว ก็ต้องรับผิดเหมือนกับบุคคลทั่วไป ดังตัวอย่างการแสดงจุดยืนของสภาอาจารย์เพื่อประชาธิปไตยแห่งเกาหลี (Korea Council
of Professors for Democracy) เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1995 ที่เรียกร้องให้ออกกฎหมายพิเศษเพื่อลงโทษผู้ก่อการรัฐประหาร และไม่ให้นำกรณีการขาดอายุความมาใช้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ที่ควางจู และในช่วงเดือนตุลาคมถัดมา ประชาสังคมราว 297 กลุ่ม ได้จัดตั้งคณะกรรมการในภาวะเร่งด่วนของชาติเพื่อออกกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิด ในเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ 18พฤษภาคม (All-nation Emergency Committee on Enacting a Special Law for Punishing the Perpetrators of the May 18 Massacre) โดยรณรงค์ให้ผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวลงชื่อสนับสนุน ผลปรากฏว่ามีผู้ลงชื่อราวหนึ่งล้านคน (Kim 2007, 60)

  สำหรับการเคลื่อนไหวของประชาสังคม ในยุคการพัฒนาประชาธิปไตยสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม (Kim 2000c, 600-601) คือ กลุ่มการเคลื่อนไหวของพลเมือง (Citizens’ Movement Groups) หรือซิมินอุนดงทันเช (SiminUndong Tanche) ประกอบด้วยแนวร่วมพลเมืองเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ (Citizens’ Coalition for Economic Justice-CCEJ) สหพันธ์การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมแห่งเกาหลี (Korea Federation for EnvironmentalMovement-KFEM) และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม(People’s Solidarity for Participatory Democracy-PSPD) การเคลื่อนไหว
ของซิมินอุนดงทันเชนี้ เน้นการรวมตัวของบุคคลทั่วไป ยึดแนวทางสันติ แสวงหา
ทางเลือกที่เป็นไปได ้ และไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการต่อสู้ทางชนชั้น ส่วนกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มการเคลื่อนไหวของประชาชน (People’s Movement Groups)หรือมินจุงอุนดงทันเช (Minjung Undong Tanche) ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการโค่น ล้มระบอบอำนาจนิยม เมื่อเกาหลีใต้เข้าสู่กระบวนการความเป็นประชาธิปไตยแล้ว บทบาทของกลุ่มจึงเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบอบประชาธิปไตย และการลดความเหลื่อมลํ้าในด้านต่างๆ สมาชิกของกลุ่มโดยส่วนใหญ่ ได้แก่ นักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน คนจน เกษตรกร และคนใน
ท้องถิ่น ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหวมีทั้งการชุมนุมประท้วง การใช้ความรุนแรงและการเข้า ยึดพื้นที่เพื่อนั่งประท้วง ซึ่งถือว่า แตกต่างจากกลุ่มพลเมืองที่มุ่งการปฏิรูปและใช้วิธีการเจรจา

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาภาพรวมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ระหว่าง ค.ศ.1953-1994 ก็พบว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูง คือ ร้อยละ 7.3 โดยภาคการผลิตมีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ ร้อยละ 13.6 ส่วนภาคการเกษตรมีอัตราการขยายตัวน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 3.0 ในด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เมื่อพิจารณาเป็น
รายภาค ก็พบว่าระหว่าง ค.ศ.1953-1998 ภาคบริการมีอัตราส่วนมากที่สุด คือร้อยละ 51.8 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 24.3 และภาคการเกษตรร้อยละ 23.9(Chung 2007, 22)

  การพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูงดังกล่าว ถือได้ว่ามีส่วนเกื้อหนุนในกระบวนการความเป็นประชาธิปไตยเพราะผลของการพัฒนาก่อให้เกิดกลุ่มบุคคลในหลากหลายอาชีพ และเกิดการรวมตัวเป็นประชาสังคม เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกกลุ่มและส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตที่ว่าการเติบโตและความเข้มแข็งของพลังต่างๆ ในสังคม นับว่ามีส่วนทำให้สมรรถนะ
ของรัฐในการแทรกแซงสังคมและการเมืองลดลง และรัฐเองจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและท่าที ในกรณีของเกาหลีใต้ ต้องถือเป็นการยืนยันทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจและกระบวนการเป็นอุตสาหกรรม ที่สภาพเงื่อนไขด้านสังคมและเศรษฐกิจ เกื้อหนุนต่อประชาธิปไตยที่จะวิวัฒนาการและเติบโตอย่างมั่นคง(Ahn 1997, 242) การกอ่ ตัวของกลุม่ ต่างๆ ที่รัฐไม่ได้จัดตั้งขึ้น ได้กลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ระบอบอำนาจนิยมต้องสิ้นสุดลงใน ค.ศ.1987 และยังเป็นพลังที่ประคับประคองให้ระบอบประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ระบอบอำนาจนิยมฟื้นขึ้นมาอีก

ปัจจัยด้านสังคม
เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมของเกาหลีใต้ในช่วง ค.ศ.1965-1995 พบวา่ จำนวนผู้ทำงานในภาคการเกษตรและประมงได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 50.4 ใน ค.ศ.1970 ซึ่งถือเป็นช่วงที่ประชากรประกอบอาชีพด้านการเกษตรมากที่สุด แต่ได้ลดลงเหลือร้อยละ 12.5 ใน ค.ศ.1995 ในขณะที่ผู้ทำงานในภาคบริการ จากจำนวนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 35.2 ใน ค.ศ.1970 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 64.0 ใน ค.ศ.1995 ถ้ารวมกับจำนวนผู้ทำงานในภาคการผลิตที่มีอยู่ร้อยละ 23.4 ก็จะทำให้จำนวนผู้ทำงานในภาคบริการและภาคการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 87.4 ในส่วนของรายได้ต่อหัวของประชากร ใน ค.ศ.1965 อยู่ที่ 105เหรียญสหรัฐอเมริกา ต่อมาใน ค.ศ.1980 อยู่ที่ 1,741 และใน ค.ศ.1995 ได้เพิ่มเป็น 10,076 เหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูง (Kim 1998, 114)อย่างน้อยก็ย่อมชี้ให้เห็นว่าโดยภาพรวมประชากรเกาหลีใต้ มีคุณภาพชีวิตความเป็น อยู่ทีดีขึ้น และโดยเฉพาะในช่วงหลัง ค.ศ.1987 ที่บรรยากาศการเมืองเป็นประชาธิปไตย จึงเอื้อให้กลุ่มต่างๆ เรียกร้องความเป็นธรรมในด้านค่าจ้างและสวัสดิการ

  นอกจากนั้น ใน ค.ศ.1970 ประชากรราวร้อยละ 41.1 ของเกาหลีใต้ได้อาศัยอยู่ในย่านโรงงานและพื้นที่เมือง สืบเนื่องจากการอพยพแรงงานจากต่างจังหวัด อันเป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐบาลปักจองฮี และจำนวนตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 74.4 ใน ค.ศ.1994จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างต่อเนื่อง การที่ประชากรอาศัยในพื้นที่เมืองย่อมมีช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นทำให้สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ตนเองได้รับมาจากแหล่งอื่น กับข้อมูลที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนทราบ จึงก่อให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง และเกิดจิตสำนึกที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะความสามารถที่จะประเมินได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลกระทำมุ่งประโยชน์ในการรักษาอำนาจมากกว่าการคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

  ในด้านการประกอบอาชีพหรือการทำงาน ก็พบว่าใน ค.ศ.1960ผู้ใช้แรงงานในภาคการเกษตร มีจำนวนร้อยละ 65.2 ของผู้ทำงานทั้งหมดผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 7.1 ส่วนผู้ทำงานในสำนักงานหรือคนงานคอปกเสื้อสีขาว (white-collar workers) ร้อยละ 5.2 ถัดมาใน ค.ศ.1985 ผู้ใช้แรงงานในภาคการเกษตรลดเหลือร้อยละ 23.9 ผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเป็นร้อยละ 25.7 ส่วนคนงานคอปกเสื้อสีขาวอยู่ที่ร้อย
ละ 17.1 (Koo 1991, 488) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปเป็นประชาธิปไตย ผู้ใช้แรงงานในโรงงานมีมากกว่าเกษตรกร ดังสถิติใน ค.ศ.1985 เช่นเดียวกันกับสถิติของชนชั้นกลางหรือคนงานคอปกเสื้อสีขาวที่เพิ่มขึ้นแน่นอนว่าการเติบโตของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง ย่อมมีผลต่อโครงสร้างและอำนาจทางการเมือง ดังในสมัยรัฐบาลอีซึงมัน การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาในการโค่นล้มรัฐบาล ก็ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลาง ทั้งในส่วนคนงานคอปกเสื้อสีขาวและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก อันเป็นผลให้ประธานาธิบดีอีซึงมันต้อง
ลาออก ถัดมาในสมัยรัฐบาลปักจองฮี ชนชั้นกลางที่อยู่อาศัยในเขตเมืองก็ได้เทคะแนนเสียงให้คิมแดจุง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.1971

  นอกจากปัจจัยหลักด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้แล้ว ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่สนับสนุนพัฒนาการดังกล่าว ดังกรณีที่เกาหลีใต้ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก (Summer Olympics) ใน ค.ศ.1988 ก็เป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้นำการเมืองต้องแก้ไขความขัดแย้งภายใน เพราะไม่เช่นนั้นสถานที่แข่งขันอาจถูกเปลี่ยนไปจัดที่ประเทศอื่นแทน การที่โนแทอูได้ออกแถลงการณ์รับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1987 ก็ถือเป็นการคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ และเป็นอีก
ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยแก้ไขวิกฤตทางการเมือง

  สำหรับปัจจัยอื่นที่สามารถถือว่ามีส่วนในการพัฒนาประชาธิปไตย ก็คือกระบวนการโลกไร้พรมแดนหรือโลกาภิวัตน์ (globalization) ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิด และค่านิยมของมนุษย์ อันเนื่องมาจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่มาพร้อมกับข้อมูลข่าวสาร สินค้า และวัฒนธรรมในกรณีของเกาหลีใต้ สมัยประธานาธิบดีคิมยองซัม รัฐบาลได้กำหนดแผนขึ้นมาอย่างชัดเจน ในการเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์หรือเซ-กเยฮวา (Segyehwa)
โดยการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับสากล การดำเนินธุรกิจต้องโปร่งใส พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันในการเสนอทางเลือกเชิงนโยบายรัฐบาลและองค์กรปกครองในระดับท้องถิ่น ต้องปฏิรูปในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการให้บริการ (Ha 1999, 168-70)

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตย การขาดความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง
พรรคการเมืองถือเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นองค์กรหรือสถาบันที่เกิดจากการรวมกลุ่มของบุคคล ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน และมีการเสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสินใจการมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้ ย่อมเป็นผลดีต่อกระบวนการความเป็นประชาธิปไตย แต่ในบางกรณีพรรคการเมืองมักอ่อนแอ เนื่องจากถูกครอบงำโดยบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในระบบราชการ หรือผูมี้ฐานะมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ดว้ ยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายของพรรค จึงมักตอบสนองต่อความต้องการและประโยชน์ของบุคคลเหล่านั้นมากกว่าของประชาชน

  ในกรณีของเกาหลีใต้ พรรคการเมืองยังถือว่ามีความอ่อนแอในด้านของการเป็นสถาบัน เพราะขาดความมั่นคงและอายุของพรรคสั้น ดังเช่นการเปลี่ยนชื่อพรรค การคัดเลือกผู้สมัคร การบริหารการเงิน และการกำหนดกลยุทธ์การหาเสียง มักเป็นไปตามความพออกพอใจของผู้นำพรรค เช่นเดียวกับนโยบายพรรค มักให้ความสำคัญน้อย รวมทั้งการฝึกปรือบุคคลที่จะเป็น ผู้นำการเมืองรุน่ ใหม ่ นอกจากนี้ สมาชิกสมัชชาแหง่ ชาติก็มักเปลี่ยนพรรคการเมือง
บ่อย เหตุผลก็เพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมือง หรือเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ (Steinberg and Shin 2006, 523) กรณีการรวมพรรคการเมืองสามพรรคเข้าด้วยกัน ระหว่างคิมยองซัม คิมจงพิล และโนแทอู เมื่อช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.1992 ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำทั้งสามกระทำไป ก็เพื่อให้คิมยองซัมได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้งที่คิมยองซัมเปน็ ผูมี้บทบาทสำคัญในการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่คิมจงพิลและโนแทอูต่างสนับสนุนและมีบทบาทในรัฐบาลเผด็จการมาก่อน

  นอกจากนั้น การที่พรรคการเมืองอิงอยู่กับตัวบุคคล จึงทำให้การสิ้นสุดของพรรคมักขึ้นอยู่กับวาระ หรือช่วงเวลาที่ผู้นำพรรคดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง กลา่ วคือเมื่อผูน้ ำพรรคหมดอำนาจ พรรคการเมืองนั้นก็จะสิ้นสุดตามไปด้วย ดังกรณีพรรคเสรี (Liberal Party) ของประธานาธิบดีอีซึงมัน พรรคสาธารณรัฐประชาธิปไตย (Democratic Republican Party) ของประธานาธิบดีปักจองฮี และพรรคยุติธรรมประชาธิปไตย (Democratic Justice Party) ของประธานาธิบดีชอนดูฮวาน สำหรับช่วงตั้งแต่เกาหลีใต้เริ่มปฏิรูปการเมืองใน ค.ศ.1987 ความมั่นคงของพรรคการเมืองก็ยังคงขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีชื่อเสียงดังกรณีพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1990โดยมีคิมแดจุงเป็นแกนนำของพรรค ได้ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ค.ศ.1993จำนวน 77 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งเมื่อ ค.ศ.1996 กลับได้ 15 ที่นั่ง เนื่องจากคิมแดจุงลาออกจากพรรค และไปก่อตั้งพรรคสภาแห่งชาติเพื่อการเมืองใหม่(National Congress for New Politics)

  อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาถัดมา พรรคการเมืองเกาหลีใต้ได้มีแนวโน้มเป็นระบบสองพรรค โดยมีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ดังกรณีที่อีเมียงบักแห่งพรรคหนึ่งประเทศ (Grand National Party) หรือฮันนาราดัง (Hannara dang) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ค.ศ.2007 โดยเขาเป็นนักการเมืองแนวอนุรักษ์นิยม ในขณะที่ช่วงสิบปีก่อนหน้านั้น ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เป็นนักการเมืองแนวก้าวหน้า

ความเป็นภูมิภาคนิยม
ในยุคเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลปักจองฮี การพัฒนาได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ยองนัมหรือจังหวัดเคียงซัง จึงก่อให้เกิดความแตกต่างด้านรายได้ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างประชาชนในพื้นที่ยองนัมหรือจังหวัดเคียงซังกับประชาชนในพื้นที่โฮนัมหรือจังหวัดชอลลา กอปรกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และความเชื่อ ได้มีผลให้ราชสำนักเกาหลีในอดีตมีทรรศนะในเชิงอคติต่อประชาชนในพื้นที่โฮนัม การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ควางจู เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1980 ก็ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงออกถึงความไม่พอใจของประชาชนในพื้นที่ที่มีต่อรัฐบาล แต่การที่รัฐบาลใช้ความ
รุนแรงในการสลายการชุมนุม จึงยิ่งทำให้ความรู้สึกถูกเลือกปฏิบัติเข้มข้นขึ้นไปอีก

  เมื่อมีการเลือกตั้ง สภาพการณ์ดังกล่าวจึงเป็นผลให้ประชาชนในสองพื้นที่ ต้องการนักการเมืองที่จะเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของตนในขณะเดียวกัน ก็ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในกระบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีประชาชนในพื้นที่โฮนัม ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจเลือกผู้สมัคร จึงให้ความสำคัญกับผู้ที่มีภูมิลำเนาหรือมีชื่อเสียงในพื้นที่เป็นลำดับแรก ดังนั้นถ้านักการเมืองคนใดได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในพื้นที่ยองนัม ก็มักได้รับ
คะแนนเสียงน้อยมากในพื้นที่โฮนัม ลักษณะเช่นนี้ย่อมสรุปได้ว่าการตัดสินใจลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเป็นหลัก หากแต่อยู่ที่ผู้สมัครจะเป็นตัวแทนของคนในพื้นที่ได้หรือไม่ ดังนั้นการหาเสียงของผู้สมัครจึงเน้นการบอกกล่าวว่าตนเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่มากกว่าการให้ความสำคัญด้านนโยบาย

  ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ค.ศ.1992 ที่คิมยองซัมได้รับชัยชนะเขาได้คะแนนในพื้นที่ยองนัมร้อยละ 68.8 แต่ได้คะแนนในพื้นที่โฮนัมเพียงร้อยละ 4.3 เนื่องจากเขามีภูมิลำเนาเกิดอยู่ในจังหวัดเคียงซัง ตอ่ มาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.1997 คิมแดจุงได้รับชัยชนะ โดยได้คะแนนในพื้นที่โฮนัมร้อยละ 94.4 ซึ่งถือเป็นคะแนนเสียงที่ท้วมท้น เหตุผลก็คือคิมแดจุงมีภูมิลำเนาเกิดอยู่ในจังหวัดชอลลา และเป็นนักการเมืองที่บทบาทสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ กอปรกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชอลลาก็เคยได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ควางจู ส่วนในพื้นที่ยองนัม คิมแดจุงได้คะแนนเสียงสนับสนุนเพียงร้อยละ 13.5

  สำหรับการแก้ไขปัญหาความเป็นภูมิภาคนิยม จำเป็นที่นักการเมืองต้องละเลยการนำประเด็นความเป็นภูมิภาค หรือความเป็นกลุ่มมาใช้ในการหาเสียง โดยต้องเน้นความสำคัญด้านนโยบายแทน และเนื่องจากเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลส่วนใหญ่มาจากจังหวัดเคียงซัง การพัฒนาหรือการแต่งตั้งบุคคลจึงกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ที่มีพื้นเพจากพื้นที่ดังกล่าว แต่ถ้าผู้นำการเมืองให้ความสำคัญ ในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการแต่งตั้งบุคคลยึดระบบคุณธรรม ความรู้สึกเกี่ยวกับความเหลื่อมลํ้าและการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นมูลเหตุของความเป็นภูมิภาคนิยมก็ย่อมลดลง

อิทธิพลของลัทธิขงจื้อ
ลัทธิขงจื้อได้เข้ามามีอิทธิพลในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของเกาหลีค่อนข้างมาก โดยในสมัยราชวงศ์โชซอน (Joseon Dynasty) ระหว่างค.ศ.1392-1910 ชนชั้นขุนนางหรือยางบาน (Yangban) ซึ่งเปน็ ชนชั้นผูป้ กครองถือว่าได้รับประโยชน์จากคำสอนของลัทธินี้ เนื่องจากการเข้าสู่ชนชั้นต้องผ่านการศึกษาและการสอบแข่งขัน และผู้มีโอกาสเช่นนั้นได้จำกัดอยู่เฉพาะกับบุตรหลานของชนชั้นขุนนาง ที่มีฐานะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ส่วนชนชั้นที่รองลงมาคือสามัญชน และชนชั้นล่างคือทาส ไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว

  ดังนั้นกลุ่มขุนนางจึงกลายเป็นชนชั้นนำ ที่ต่อต้านความเท่าเทียมกัน การที่หลักคำสอนของลัทธิขงจื้อให้ความสำคัญกับหลักศีลธรรม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยทางการเมือง ความเป็นเอกภาพทางสังคม สถานภาพเดิม และการยึดถือโครงสร้างความสัมพันธ์ตามลำดับชั้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป ลักษณะเช่นนี้จึงขัดกับหลักการประชาธิปไตย (Deuchler 1992,302-303; Kihl 1994, 37-53)

  ต่อมาเมื่อเกาหลีใต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใน ค.ศ.1948 อำนาจการเมืองถูกกำหนดให้เป็นของประชาชน การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จึงขัดแย้งกับวัฒนธรรมทางการเมือง และข้อปฏิบัติของลัทธิขงจื้อ ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ อำนาจการเมืองได้กลับไปรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลาง ดังสมัยประธานาธิบดีปกั จองฮี ทั้งที่กอ่ นหนา้ นั้น ไดมี้การกระจายอำนาจสูท่ อ้ งถิ่น หรือกรณีการรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน เพื่อเรียกร้องค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิใน
ทางการเมือง แต่รัฐบาลได้ใช้มาตรการกีดกัน

  นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับกลุ่มหรือตระกูล ก็ก่อผลในทางลบต่อการพัฒนาการเมือง เนื่องจากคำสอนนี้เป็นผลให้คนเกาหลีมีแนวโน้มที่จะไม่ไว้วางใจบุคคลอื่น ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกในครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลเดียวกันเมื่อสังคมเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ความผูกพันและความไว้วางใจที่มีต่อบุคคลในครอบครัวและวงศ์ตระกูล ก็ได้ขยายมาสู่กลุ่มต่างๆ ที่ตนเองเป็นสมาชิก เช่นสมาคมศิษย์เก่าและกลุ่ม คนที่มาจากภูมิลำเนาเดียวกัน (You 2001, 178-79)ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเบี่ยงเบนไปจากค่านิยมประชาธิปไตย ที่สมาชิกต้องยึดถือกติกาในการตัดสินใจ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นพวกพ้องหรือความพออกพอใจส่วนบุคคล

  อย่างไรก็ตาม เมื่อมองประเทศที่ลัทธิขงจื้อยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ดังกรณีไต้หวัน จากผลการศึกษาที่ได้มีผู้กระทำใน ค.ศ.1995 และ 2001 ก็พบว่าค่านิยมตามลัทธิขงจื้อ ซึ่งได้แก่ ความภักดีต่อครอบครัว ลำดับชั้นทางสังคม และความกลมกลืนทางสังคม ไม่ได้เป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคหรือทำลายค่านิยมประชาธิปไตย (Fetzer and Soper 2007,153-54) ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาในเชิงประจักษ์ของนักวิชาการที่พบว่า ค่านิยมขงจื้อไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออก(Shin and Wells 2005, 100) นอกจากนั้น ก็ยังมีข้อสังเกตอีกเช่นกันว่าลัทธิขงจื้อคงไม่อาจครอบงำสังคมในเอเชียตะวันออกได้ตลอดไป เพราะอิทธิพลจากค่านิยมตะวันตกทำให้คนมีความผูกพันต่อค่านิยมของลัทธิขงจื้อลดลง (Kim1997, 1131) ดังการให้ความสำคัญด้านปัจเจกชน ความเสมอภาค และการเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแตกต่างไปจากการเน้นความกลมกลืน และการยึดหลักอาวุโส

บทสรุป
กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน องค์กรทางศาสนาและประชาชนทั่วไป ถือเป็นประชาสังคมของเกาหลีใต้ที่แสดงบทบาทสำคัญในการต่อสู้และโค่นล้มรัฐบาลอำนาจนิยม เริ่มตั้งแต่การโค่นล้มรัฐบาลอีซึงมันใน ค.ศ.1960 การต่อสู้กับรัฐบาลปักจองฮีและรัฐบาลชอนดูฮวาน แม้ได้ถูกปราบปรามอย่างหนัก ในช่วงที่นายพลชอนดูฮวานสืบทอดอำนาจต่อจากประธานาธิบดีปักจองฮี ดังเหตุการณ์ลอ้ มปราบที่ควางจูเมื่อ ค.ศ.1980 แต่ก ลุ่มต่างๆ กลับมาเคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน จนในที่สุดผู้นำการเมืองจำต้องยอมรับข้อเรียกร้องในการปฏิรูปการเมืองใน ค.ศ.1987 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

  แม้เป้าหมายในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้บรรลุผล แต่ประชาสังคมในเกาหลีใต้ก็ไม่ได้ยุติการเคลื่อนไหว โดยต่างเห็นถึงความจำเป็นในการแสดงบทบาท เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตย เพราะถ้ากลุ่มผู้มีอำนาจเก่า ยังไม่ได้รับการลงโทษ จากความผิดในการใช้กำลังปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ก็อาจเป็นไปได้ที่ระบอบการเมืองอาจหวนกลับไปเป็นอำนาจนิยมอีก การนำตัวอดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานและโนแทอู พร้อมนายทหารอีกจำนวนหนึ่งมาลงโทษ ด้วยข้อกล่าวหาก่อรัฐประหาร การปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และการคอรัปชั่น จึงถือเป็นผลการเคลื่อนไหวที่สำคัญของประชาสังคม แม้ใช้ระยะเวลาเคลื่อนไหวกว่า 15 ปี จึงประสบผลสำเร็จ

  การที่กลุ่ม เคลื่อนไหวหรือประชาสังคมได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องนอกจากเป็นผลให้ผู้นำการเมือง ต้องรับฟังความคิดเห็นและดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการแล้ว ผู้นำการเมืองในเกาหลีใต้ในช่วงปฏิรูปการเมือง ไม่ว่าคิมยองซัม คิมแดจุง หรือแม้แต่โนมูเฮียน เมื่อดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ต่างพยายามสร้างผลงานให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตน เช่นการแยกกองทัพออกจากการเมืองของคิมยองซัม การสร้างความเป็นธรรมทาง
เศรษฐกิจและสังคมของคิมแดจุง และการพยายามขจัดปัญหาภูมิภาคนิยมของโนมูเฮียน ซึ่งลักษณะเหล่านี้ล้วนเกื้อหนุนต่อประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันประชาสังคมนับตั้งแต่การปฏิรูปการเมืองเป็นต้นมา ลักษณะการเคลื่อนไหวก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเป้าหมายด้านการเมือง แต่ยังได้เน้นไปที่การสร้างเป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ การแก้ปัญหาคอรัปชั่น การสร้างความเท่าเทียมกันทางเพศ และประเด็นสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

  แม้ประชาสังคมถือเป็น ตัวแสดงหลักในการต่อสู้เพื่อให้ได้มา และการพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ แต่การเติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของประชาสังคม ต่างก็ล้วนเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ดังผลการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลปักจองฮี ที่ก่อให้เกิดกลุ่มบุคคลในหลากหลายสาขาอาชีพ บางกลุ่มได้รับโอกาสทางการศึกษาและมีรายได้ก่อตัวขึ้นเป็นชนชั้นกลาง ในขณะที่อีกบางกลุ่มอาจขาดโอกาสทางการศึกษาและต้อ งกลายเป็น ผู้ใช้แรงงาน แต่ทั่งสองกลุ่มต่างได้มีจุดยืนร่วมกันคือ ความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่าระบอบอำนาจนิยมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากผู้นำการเมืองปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง และไม่รับผิดชอบต่อประชาชน กอปรกับการประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ได้เป็นผลให้ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ประชาสังคมแสดงบทบาทได้อย่างสร้างสรรค์

  อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของเกาหลีใต้อยู่ ซึ่งได้แก่ การขาดความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองเนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก่อตั้งขึ้นโดยการอิงตัวบุคคล เมื่อบุคคลดังกล่าวหมดอำนาจหรือยุติบทบาท พรรคนั้นก็จักสลายตัวไป ทำให้พรรคการเมืองไม่ได้แสดงบทบาทสำคัญในการริเริ่มนโยบาย แต่แนวโน้มในอนาคต
พรรคการเมืองเกาหลีใต้ได้เริ่มพัฒนาไปสู่ระบบสองพรรค ส่วนปัญหาความเป็นภูมิภาคนิยม ซึ่งเป็นผลกระทบจากการพัฒนาในช่วงรัฐบาลเผด็จการ ที่การพัฒนากระจุกอยูเ่ ฉพาะในบางพื้นที่ อันเป็น เหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำ กอปรกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้นำไปสู่พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ประชาชนลงคะแนนให้ แก่ผู้สมัคร ซึ่งมีภูมิหลังเป็น บุคคลในพื้นที่หรือผูกพันกับพื้นที่ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบาย สำหรับปัญหานี้ผู้นำการเมืองบางคน ได้ใช้ความพยายามในการแก้ไข ส่วนอิทธิพลของลัทธิขงจื้อ แม้ส่วนหนึ่ง
ของคำสอนขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่ก็ได้มีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์ระบุว่า คำสอนของลัทธิขงจื้อไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตย

บรรณานุกรม
ชองอิลจุนและวิเชียร อินทะสี. ประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีสมัยใหม่.
(อยู่ในกระบวนการตีพิมพ์).

* บทความวิจัยนี้สรุปมาจากรายงานผลการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง พลวัตความเป็นประชาธิปไตยในเกาหลีใต้: สองทศวรรษภายหลังการชุมนุมใหญ่ใน ค.ศ.1987 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
** วิเชียร อินทะสี อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อดีตนักวิจัยชำนาญการพิเศษ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลงานวิจัยที่สำคัญ เช่น นโยบายการรวมเกาหลี : พัฒนาการและแนวโน้มในทางปฏิบัติ, นโยบายต่างประเทศของญี่ปุน่ ตอ่ เกาหลี ในช่วงที่ญี่ปุ่น ยึดครองและช่วงหลังการได้รับเอกราช, การดำเนินนโยบายการทูตแบบบีบบังคับของสหรัฐอเมริกา ในกรณีความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ในช่วงหลังสงครามเย็น, และการต่อสู้กับการคอรัปชั่นทางการเมืองในเกาหลีใต้ ในช่วงต้นของกระบวนการความเป็นประชาธิปไตย


ความคิดเห็น เกี่ยวกับ การเป็นประชาธิปไตยของเกาหลีใต้

เมื่อไหร่ที่ไทย เลิกเป็นเผด็จการ เมื่อนั่นไทยจะเจริญเหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าเราได้รัฐบาลที่ไม่เผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม ไทยคงพัฒนาไปไกลกว่าเดิม และต้องแก้รัฐธรรมนูญที่เขียนด้วยประชาชน ไม่ใช่พรรคพวกตัวเอง ต้องรื้อระบอบลุง สว.ต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่แต่งตั้ง เอาคนในองค์กรอิสระที่แต่งตั้งโดยประยุทธ์ออกให้หมด ไม่นั้นทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนเดิม

พูดถึงเกาหลีทำไมผมรู้สึกเหมือนพูดถึงไทยแลนด์จังครับเรื่องเผด็จการฟังแล้วจุกเลย555

คุ้นๆ นะ เหมือนประเทศ สารขัน วันๆ ไม่ทำไร คิดแต่จะกำจัด คู่แข่ง รังแก ประชชาชน ทื่คิดต่าง และสืบทอดอำนาจเหี้ยๆของงมัน ประเทศล่มจจม ช่างมัน

ฮานาเฮว = บูรพาพยัคฆ์
มูลนิธิอิลแฮ = ป่ารอยต่อ
ระบอบยูชิน = ระบอบประยุทธ์

ปักจุงฮี = อนาคตประยุทธ์​

แต่สิ่งที่ต่างกันคือเขาไม่มีกษัตริย์ให้เผด็จการโหน เหมือนประเทศกะลาแลนด์ (แล้วคนในประเทศกะลาแลนด์ก็เสือกเชื่อด้วยนะเอ้า)

“การนิรโทษกรรมไม่สามารถใช้ได้กับกฎบล้มล้างการปกครอง” ชอบประโยคนี้ที่สุด

ประเทศไทยจะเป็นเผด็จการไปอีกหลายสิบปี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็แค่หุ่นเชิดให้คนที่คุณก็รู้ว่าใครชักใยอยู่เบื้องหลัง ประยุทธ์ก็แค่โล่กำบังไม่ให้ตัวเองถูกประชาชนด่า (ความคิดส่วนตัว ผมวิเคราะเอง)

ที่เกาหลีใต้ในอดีต เหมือนกับประเทศไทยในปัจจุบัน ก็เพราะว่าประเทศไทยไม่เคยเดินหน้าเลย

ดูแล้ว คิดว่า วาทะกรรมของ อเมริกาในยุคนั้น ที่บอกว่าสนับสนุนประชาธิปไตย ดูย้อนแย้งมาก แท้จริงเป็นเพียงแค่การต่อต้านคอมมิวสต์รัสเซีย โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าประเทศนั่นจะเป็นเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ไม่สนด้วย ว่าผู้นำนั้นจะคอรัปชั่นโกงกินกันมโหราน กันขนาดไหน

เชี่ย เกาหลีเค้าผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ อย่างงี้ต่อให้โดนคนรุ่นหลังทวงบุญคุณก็ยอมแหละ เค้ายอมสละอะไรเยอะมากเพื่อแลกกับประชาธิปไตยจริงๆ (ส่วนคนแก่บางคนในไทย ก็นะ…)

เผด็จการนี่แทบไม่ได้ต่างกันเลยจริงๆ คือ กระสันอยากอยู่ต่อให้ยาวที่สุด แต่ก็นั้นแหละชีวิตคนมันมีเวลาจำกัด อยู่ค้ำฟ้าไม่ได้หรอก

ฟังแล้วแพทเทิ้นเดิมๆ ตอนเด็กๆผมน่าจะได้เรียนประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์เหล่านี้ ที่ไม่ใช่จำตัวเลข ชื่อคนไปสอบ -*-วิชาประวัติศาสตร์มันสำคัญแบบนี้นี่เอง

พอเกาหลีใต้หลุดพ้นจากเผด็จการ ประเทศเจริญมาก กลายเป็นโลกที่1 ไปเลย

การกระทำของลีซึงมัน..คล้ายๆมีใคทำตามหรือเรียนแบบ555^_^
ชอบๆตรงนี้มีบอกว่าย้ำนะค่ะว่าเกาหลีใต้555

เกาหลีใต้สู้แค่ 2 นะครับคือ นายทุนและขุนทหาร แต่ไทยมี 3 นายทุน , ขุนทหาร และ ….. คงต้องใช้เวลาและความกล้าหาญอีกพอสมควร

จะว่าคล้ายก็คล้าย …จะว่าเหมือนก็เหมือน
รอคอยประเทศไทยหลุดพ้นจากเผด็จการทหารค่ะ
เริ่มเห็นความสั่นไหวทางความคิดของประชาชนยุคนี้แล้ว
เราอาจจะใช้เวลานานกว่าเกาหลี เพราะเราถูกกดอยู่ภายใต้ที่มองไม่เห็นอยู่นาน
จนไม่เชื่อในพลังและเสียง หรื้อแม้แต่สิทธิที่จะต่อต้านของตัวเอง
เมื่อไหร่ที่ประชาชนเชื่อว่าประเทศเป็นของเราอย่างแท้จริง เมื่อนั้นระบบจะล้ม

พอมามองดูกับไทยแล้ว มันคล้ายแต่ก็ไม่เหมือน
1. เกาหลีใต้มีเผด็จการทหารยาวนาน ย้อนมาที่ไทยเป็นรูปแบบเผด็จการปี 2 ปี เลือกตั้ง ยุบสภา เลือกตั้ง รัฐประหาร คือเกาหลีนั้นมีเผด็จการต่อเนื่อง ส่วนไทยไม่ต่อเนื่อง ทั้งทหารหรือประชาธิปไตย
2.เกาหลีไม่ได้เป็นรับอุปถัมป์เต็มรูปแบบ ไทยเราเป็นรัฐอุปถัมภ์แถมยังมีแบ็คอัพสูงด้วย การจะเปลี่ยนแปลงไทยจะต้องพลิกฟ้าเปลี่ยนขณะที่เกาหลีมันไม่ได้เป็นรัฐอุปถัมภ์ แต่โดนคอรัปชั่นซึ่งๆหน้ากับโกงแบบเห็น
3.เขาต่อสู้ทางการเมืองมานับๆสิบๆปี แต่ไทยเราถ้าจะนับสู้กันก็แค่ 3 ครั้ง 14 ตุลา , 6 ตุลา แล้วก็พฤษภาทมิฬแค่นั้น จากนั้นก็ตีกันเองอีก 10 ปี มันเลยไม่ได้กระตุ้นให่คนไทยเห็นว่ารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยที่ชอบธรรมเป้นยังไง

แสดงว่าประเทศแถวๆ SEA นี่ตามหลังเกาหลี 50 ปีเลยนะครับ55555 เหมือนเป๊ะ

จำได้เมื่อ20ปีที่แล้ว เศรษฐกิจเราดีมาก เค้าวางไว้ว่าเราต้องเป็นเสือตัวที่5 แห่งเอเซีย แต่ๆๆๆ… รัฐบาลโดนรัฐประหาร..TT
เราเลยกลายเป็นหมาตัวที่หนึ่ง..5555

ใครจะสู้ประเทศไทยมีรัฐประหารถึง 13 ครั้งมีรัฐธรรมนูญถูกฉีกไม่รู้กี่รอบคนที่พอเป็นความของคนรุ่นใหม่ก็ถูกคนบางกลุ่มเล่นงานผมหวังว่าสักวันประเทศนี้จะไม่มีทหารปกครองไม่มีตระกูลบางตระกูลร่วมมือกับรัฐขี้โคลน
หาผลผลประโบชย์เข้าตัวแต่คงต้องรอจนกว่า
คนกลุ่มนั้นลูกหลานคนกลุ่มนั้นตามจากแผ่นดินไทยไป

เมื่อไหร่ประเทศแถวๆตะวันออกเฉียงใต้
ที่มีลุงโง่ๆคนนึงถูกควายโง่ๆเชิดอยู่
จะเปลี่ยนครับ?!

ได้เห็นความเลวของทหารเอเชีย จะของประเทศไหนก็เลวไปหมดในทวีปนี้ ถ้าไทยมีโอกาสก็ควรตัดหางมันให้ขาดครับ อย่าให้ไอ้อาชีพชั่วๆนี้ได้เกิดอีก

พวกสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ต่างอะไรหรอก ได้ผลประโยชน์แค่ครอบครัวตัวเองถ่วงประเทศชิบหาย เห็นมีแต่พวกแก่จะตายห่าลงโลงเซลฟี่หน้าโง่ๆตัวเองลงเฟสบุ้ค

รูปแบบของเผด็จการไม่ว่าจะชาติไหนมันก็มีวิธีการและรูปแบบคล้ายๆกันทั้งนั้น ลองมองย้อนกลับมาดูปริบทบ้านเรา แล้วตัดสินกันเอาเองว่าตอนนี้เราปกครองด้วยระบอบอะไร

อันดับแรก ถ้าจะไม่ล้มล้างก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญทำให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก่อน โดยรัฐธรรมนูญใช้ได้เลยไม่ต้องรอกษัตริย์ลงนาม โดยปลดกษัตริย์ออกได้โดยประชาชนเสียงข้างมากได้ แล้วเชิญท่านอื่นในราชวงศ์ขึ้นแทนได้เช่น พี่สาวขึ้นเป็นควีนแทน ต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญด้วยว่าอาวุธสงครามห้ามทหารดูแลเอง ให้ดูแลโดยองค์กรณ์ของประชาชน เบิกออกมาใช้ในหน้าที่เท่านั้น เสร็จภารกิจต้องส่งคืนให้ครบจำนวน กำหนดให้ประชาชนมีอำนาจมากกว่าข้าราชการและนักการเมืองทุกคน โดยประชาชนสามารถเข้าชื่อปลดข้าราชการ และนักการเมืองได้ ควีนหรือกษัตริย์ จะปลดข้าราชการกับนักการเมืองไม่ได้ และ ควีนหรือกษัตริย์ จะไม่มีอำนาจการลงนามรับรองกฏหมายใดๆ ทหารห้ามบริหารงานอื่นใดที่ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจแต่ละจังหวัดอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาลหรือกระทรวงใด และมีหน่วยงานระดับประเทศเช่น CIA FBI DEA ที่อิสระต่อกันทั้งหมด เพื่อคานอำนาจกันได้ การจัดเก็บภาษี ให้เก็บเข้าคลังจังหวัดก่อน และจัดงบพัฒนาจังหวัดกันเอง และแบ่งส่วนหนึ่งเข้าคลังของประเทศ เพื่อให้รัฐบาลกลางใช้บริหารประเทศต่อ

ยุคที่ดีที่สุดที่ประเทศเคยมี งานให้คนรุ่นใหม่เกิดขึ้นในท้องถิ่นที่บ้านเกิดผลิตภัณฑ์ในประเทศ เริ่มพัฒนา ประเทศเริ่มมีเงินเหลือมาก จากการนำหวยขึ้นมาบนดิน
ยาเสพติดไม่ค่อยเจอคนเอาเปรียบกลุ่มอิธิพลก็ไม่เยอะ. มีอิสระทางความคิดมาก ปรเทศพัฒนากว่าเพื่อนบ้านแบบชัดเจน การจัดอันดับคอรัปชั่นก็ ต่ำ ข้าราชการประจำถูกรัฐบาลกระตุ้นให้พัฒนาตัวเองทำให้ประชาชนได้ประโยชน์การติดต่อราชการมีประสิทธิภาพ
ยุคนั้นคือยุคที่มีนายก ชื่อ “ทักษิณ” ยุคที่คนเก่งระดับประเทศอย่าง” เนวิน” เรียกว่านาย ไม่มีนายกคนไหนมีประสิทธิภาพ. ถ้ามองในด้านดีมีมากกว่าเขา ในด้านเลวทุกท่านคงรู้แล้วว่าหลังจากโค่นล้มเค้าไปสิ่งที่ท่านบอกเลวมีคนสานต่อเลวยิ่งกว่า สิ่งที่บอกจะ โกงจะหายไปมันเพ้อฝันทั้งนั้น ปชชอย่างเราถ้า ขอแค่เข้าถึง การศึกษา อาชีพ การแพทย์ ครอบครัว แค่นั้นก้อพอแล้ว

ในยุคที่โลกไม่มีสงคราม ทหารนี้แหละเป็นบ่อนทำลายประเทศ พอๆกับที่ประเทศโดนสงครามเลย อย่าโลกสวยเลยว่าทหารเป็นรั่วของชาติ รั่วของชาติจริงๆคือพลเรือนที่ถูกเกณไปเป็นทหาร เกณไปรบทั้งนั้นแหละ ถามว่าพวกนายพลทั้งหลายเป็นรั่วของชาติหรือเปล่า

ไทยเลิกเป็นเผด็จการได้ยาก เพราะไทยยังมีอำนาจเก่าเข้ามาแทรกแซงการเมือง อำนาจเก่าที่พูดถึงคุณก็รู้ว่าใครซึ่งเป็นคนที่ห้ามประชาชนวิจารณ์
ที่เล่ามาตอนต้นเรื่องก่อนเข้าเรื่อง ประเทศไทยชัดๆ

ถึงฟังดูจะคล้ายประเทศแถวนี้มาก แต่ที่ผ่านมาประเทศแถวนี้มีตัวแปรหนึ่งที่เกาหลีใต้ไม่มี ซึ่งคิดว่าเป็นสาเหตุให้ประชาชนทะเลาะกันเองไม่เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนเกาหลีใต้ และเป็นไม้ตายในการหาความชอบธรรมของทหารมาจนถึงทุกวันนี้

นักศึกษาชุมนุม ทหารจะต้องคิดหนักในการสังหารหมู่ เพราะว่า เหล่านักศึกษา เป็นอนาคตของชาติ แต่ทหาร มีวิธีการคือการสังหารหัวหอกของนักศึกษา ที่เรียกอีกอย่างว่าการโดนอุ้ม

“ไม่ว่าใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย” มันใช้ไม่ได้กับในไทย จะทำได้ คือต้องล้มล้างระบบทหาร เพราะตอนนี้ทหารอยู่ในทุกส่วนของทุกหน่วยงานแบบเกาหลีเลย ล้างอำนาจ เขียนกฎหมายให้แข็งแรง ทุกวันนี้ ศาลพระภูมิยังน่ายกมือไหว้มากกว่าระบบศาลไทย!!!

พี่ครับพี่พูดถึงประเทศเกาหลีหรือพูดถึงประเทศ… คุ้นๆนะแก้รัฐธรรมนูญทำให้ตัวเองมีอำนาจมีนายทุนเป็นเจ้าสัวนักธุรกิจใหญ่ มันจะต่างกันก็คือประเทศเกาหลีพัฒนาแต่ประเทศ…ไม่มีการพัฒนามีแต่การใช้อำนาจเอื้อผลประโยชให้ตัวเองและพวกพ้อง

เข้าใจหัวอกคนเกาหลีเลยค่ะ​ แล้วทนอยู่มาได้ตั้งมากกว่ายี่สิบปี​ แต่ประเทศเขาดีอย่างนึงคือปชช.ไม่ยอมถูกปิดหูปิดตายังมีความกล้าออกมาชุมนุมเรื่อยๆ​ ไม่เหมือนไทยที่มีแค่บางส่วนเท่านั้นที่กล้าออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธ์ตัวเอง

ทหารยังไม่ใช่กลุ่มอำนาจท้ายสุดหาก ไทยจัดการไปได้ก็ยังมีกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่รวยที่สุดในประเทศ เป็นกฏบต่อประชาชน มีความเชื่อมโยงต่อโครงสร้างอำนาจการปกครองอย่างแท้จริง

เหมือนเป๊ะเลย ไทยกำลังก้าวตาม ทหารยึดอำนาจปกครองประเทศ กลายเป็นรัฐราชการ เพราะอาศัยข้าราชการเป็นมือเป็นตีน แต่ที่ประเทศไทยจะเดินช้าตามเค้าไม่ทันก็เพราะเรามีระบอบความเชื่อว่า ประเทศมีเจ้าของ เป็นเกษัรติย์เลยเปลี่ยนแปลงลำบาก คนยังไม่เรียนรู้ หาความฉลาดไม่เจอ ในประเทศมีแต่เรื่องความเชื่อเป็นสมัยโบราณ

ชาวไทยเชื้อสายสลิ่มไม่ต้องกังวลหรอกครับยังไงระบบเผด็จการเชิดชูสถาบันที่นำสถาบันมาเป็นเครื่องมือหาแดกก็ต้องล้มสลายลงในสักวันนึงครับ สลิ่มแก่และสลิ่มยุคใหม่ที่กลัวการเปลี่ยนแปลงและไม่ชอบการปรับตัวก็ไม่ต้องปรับนะครับเพราะยังไงพววกมึงก็ต้องสูญพันธ์

ชอบความไม่ยอมของประชาชนเค้านะ เหมือนไม่กลัวตาย โดนกดก็ออกมาสู้ ไม่พอใจก็ออกมาสู้ ตายหนึ่งคนแบบไม่เป็นธรรมก็ออกมาสู้ แลดูทุกอย่างล้วนชนะเพราะแรงสู้ของประชาชนทั้งนั้น ย้อนกลับมามองเรา หึ!!

ช่วงเผด็จการ รวยกระจุก ประชาชนทั่วไปขาดโอกาส ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ตกยุกับความกลัว พอเผด็จการล้ม เสรีภาพโอกาส การเข้าถึงเงินกู้ ตอนนี้ผู้ประกอบการเต็มไปหมด จ่ายค่าแรงสูง คุณภาพชีวิตดี ไทยส่งออกแรงงานไปเกาหลี ไม่แน่ได้ไปใช้แรงงานที่พม่า สลิ่มยังงมงายเหนื่อยแทน

ถ้าเกาหลีเหนือรวมประเทศกับเกาหลีใต้ GDPคงเยอะกว่าประเทศบราซิลอ่ะ ประเทศเล็กๆแต่ทรงพลังมากๆ เป็นผู้นำด้านสื่อและเทคโนโลยี จะมีสักวันมั้ยนะ ที่ไทยจะมีโอกาศอยู่จุดเดียวกับเกาหลีใต้

ยินดีกับคนเกาหลี ที่สามารถต่อสู้ จนหลุดพ้นวงจรอุบาทว์ไปได้ แม้ใช้เวลายาวนานถึงเกือบ40-50ปี แต่…บางประเทศแถวนี้ ต่อสู้กี่ครั้งประชาชนไม่เคยชนะสักครั้ง และไม่ได้หลุดพ้นออกจากวงจรอุบาทว์นี้ไปได้เลย แม้จะใช้เวลามายาวนานเกือบ100ปีด้วยซ้ำ 5555555 ลืมไป เกาหลีกับประเทศแถวนี้ไม่เหมือนกัน เพราะเกาหลีไม่มี 🤭 รักโอเซฮุน ลีมินโฮ จางกีวอน รีซึงมัน เอ้ยยย รีจองฮยอก 😛

ฟังแล้ว คล้ายประเทศไทยมากกก เพราะงั้นลองคิดดูว่า เราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเกาหลี แค่อยู่ในปี 2020 เพราะงั้นเกาหลีใช้เวลานานแค่ไหนถึงเจริญได้ขนาดนี้ เราคงใช้เวลาพอๆกัน คิดแล้วอย่างเศร้าเลยยย ตายไปกี่รอบก็ยังจะเป็นประเทศไทยในแบบนี้อยู่ดี

ต้องแยกนะครับ เกาหลีใต้ยังไงก็เจริญเพราะนักธุรกิจในเกาหลีใต้เก่งมากแต่ที่มีเผด็จการเพราะต้องการอำนาจ เงินทอง ที่มาจากกลุ่มธุรกิจนี้ การมีประชาธิปไตยแค่ทำให้ไม่เกิดการผูกขาดและกระจายเงินไปทั่วประเทศได้ แต่ไม่ว่าจะยังไงแนวทางการทำธุรกิจ เกาหลีจะต้องรวยด้วยตัวเองไม่ว่าใครจะคุม

รู้สึกชื่นชม และยินดี กับเกาหลีใต้ที่สามารถเอาผิดเผด็จการ และป้องกันการรัฐประหารได้ 🥰
แต่เมื่อหันกลับมามองบ้านเรา พบว่า การรัฐประหารในประเทศเรา จะยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ ตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมบ้านเรายังน้อมนำเอาคำสั่ง/ประกาศของคณะรัฐประหารมายึดถือเป็นกฎหมายแล้วปฏิบัติตามอย่างเชื่อง ๆ 😏
และการจะเอาผิดคนที่สั่งสลายการชุมนุม/ปราบปรามประชาชนในบ้านเรา คงจะเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ อะนะครับ 😥

ถ้าจะเทียบเคียงหรือเรียนรู้หนทางไปสู่ประชาธิปไตยที่มีเรื่องราวประยุกต์ได้กับไทยที่สุด เกาหลีใต้คือ1ในคำตอบนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนเมื่อเขาทำสำเร็จปัจจุบันคือสิ่งประจักษ์ว่าทำไมเขาถึงห่างเราไปมาก
ถึงแม้จะมีเรื่องราวที่คล้ายๆกับไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าของไทยซับซ้อนและเก่งกว่าเกาหลีใต้ไปอีกขั้นเลยยังอยู่ได้จนปัจจุบัน อะไรที่ไทยมีแต่เกาหลีใต้ไม่มีนั่นคือจุดหลักที่หลายๆคนน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ผมรู้สึกได้ว่าอารมณ์ของคนไทยตอนนี้เหมือนช่วงก่อนสาธารณรัฐที่6ของเกาหลีใต้ขึ้นทุกที

ใครอินก็หาเรื่อง a taxi driver ฉายปี 2017 เล่าจากเรื่องจริงของนักข่าวต่างชาติที่พยายามแอบเข้าไปเก็บภาพในกวางจู พร้อมกับคนขับแท๊กซี่ชาวเกาหลี หนังเรื่องนี้ทำรายได้สูงสุดในปีนั้น แต่บ้านเราไม่เอาเข้ามาฉายเพราะมันคล้ายกับเหตุการณ์นึงของเรามากๆ หนังบันเทิงและก็ให้เห็นความโหดร้ายของการเผด็จการและการโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพเกาหลี

จุดนึงที่ต่างกันเยอะอยู่คือ เกาหลีไม่มีกษัตริย์ พลเรือนสู้กับทหารคานอำนาจกัน แต่คนไทย ทหารข้าราชการคานอำนาจราชวงศ์ รับคำสั้งเป็นสั่งตาย ส่วนพลเรือนปชชทั่วไป เป็นแค่หมากที่จ่ายภาษีเกิดมาทำเงินให้ขุนนาง คนชั้นสูงเอาเปรียบ ตอนคณะราษฎรทำไม่สำเร็จ โลกสวยไป ทีนี้กลับมาก็แข็งแกร่งสิ ใครจะยอมโดนโค่นบัลลังก์ล้างตระกูล สารขันธ์กันต่อไปค่ะ เอาเปรียบราษฎรต่อไป

ประเทศไทยมีสถาบันอยู่แก้ตรงนี้ก่อนค่ะ เกาหลีใต้เขาไม่มีมันก็ง่ายกว่าแม้จะอ้าวคอมมิวนิสต์ หรือ เกาหบีมันก็ทำได้แค่ช่วงสงครามเท่านั้น แต่การอ้าง ความชอบรรมในการล้มการปกครอง ว่าฝ่สยตรงข้ามเป็ยพวกล้มเจ้ามันทำได้ตลอดเวลา เป็น ร้อยๆปีเลยก็ได้ ถ้ายังไม่แก้ รธน ที่เกี่ยวกับ อำนาจสถาบันกษัตริย์

แม้ว่าปัจจุบัน เกาหลีใต้จะพัฒนาเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยของนายทุน ตามแบบที่มากซ์ว่าไว้เป๊ะ คนงาน เติบโต มีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างกำไรแก่นายทุน(กลุ่มแชโบล)แล้วก็ตายไป และด้วยโครงสร้างแบบนี้ เกาหลีใต้ยังรวยกระจุกอยู่เหมือนเดิม

ประเทศไทย​ถ้าไม่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง มันก็คงจะจัดการไม่ยากหรอกเรื่องประชาธิปไตย​ แต่ที่ยากเพราะคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังมันยึดโยงจนเรียกได้ว่าทุกอย่างคือสูญรวม จนแทบจะไม่สามารถ​เอ่ยถึงได้ เดาเอานะว่าใคร พูดแค่นี้ขาฉันก็เข้า… ไปแล้วข้างหนึ่ง😂

ทำไมต้องคิดแค่ว่าประชาธิปไตยเท่านั้นถึงจะทำให้ประเทศชาติพัฒนาได้เพียงอย่างเดียว การที่ประเทศจะพัฒนาได้มันต้องเริ่มจากตัวพลเมืองที่ดีมีวินัย หันมามองคนที่เล่นการเมืองระบบประชาธิปไตยในไทยสิ เอาตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศมีกี่เปอร์เซนต์ที่ไม่ได้ใช้เงินเพื่อให้ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผ่านระบบการเลือกตั้ง ประชาชนก็สักแต่คิดว่าแค่การเลือกตั้งคือวิถีประชาธิปไตย ระบบประชาธิปไตยสามารถตรวจสอบการทำงานได้หรือ จริงๆแล้วมันคล้ายระบอบพวกมากลากไปมากกว่า หากผู้นำรัฐบาลหรือนายใหญ่สั่งให้ยกมือโหวต สส.ที่เป็นลูกน้องก็พร้อมยกมือโหวต การกระทำเหล่านี้ มันไม่ต่างอะไรกับเผด็จการที่คุณเรียกเลย เผด็จการแปลว่าอะไร ถ้าดูตามราชบัณฑิตฯแปลก็คือ ลัทธิการปกครองที่ผู้นำคนเดียว หรือคนกลุ่มเดียวใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในการบริหารประเทศว่า ลัทธิเผด็จการ, การใช้อำนาจบริหารอย่างเด็ดขาด ถ้าตามความหมายนี้ มันแตกต่างอะไรกับคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตบ เสียงส่วนมากก็เป็นลูกน้องของหัวหน้าพรรค ทำตามมติพรรค ไม่ได้ทำตามเจตนารมย์ของประชาชนในจังหวัดที่ตัวเองเป็นตัวแทน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ชื่นชอบระบอบเผด็จการหลอก แต่ที่อยากจะบอกก็คือ คุณให้คำนิยามคำว่าเผด็จการเป็นสิ่งชั่วร้าย ประชาธิปไตยเป็นสิ่งดีงาม มันจะต่างอะไรกับยุคสงครามเย็นที่ยัดเยียดให้คอมมิวนิสต์ชั่วช้า สุดท้ายนี้สิ่งที่อยากจะฝากไว้ เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในประเทศสักที ใครไม่เห็นด้วยเป็นสลิ่ม แล้วตัวเองเป็นอะไร เราจะไม่สามารถก้าวพ้นปัญหานี้ได้หรอกหากยังมีความคิดล้าหลัง ในสิ่งที่นักวิชาการอย่างพวกคุณพยายามล้างสมองด้วยการพูดความจริงไม่หมด และใช้จิตวิทยาในการพูดชักจูงให้ผู้อื่นมีความเห็นคล้อยตามแบบไม่รู้ตัว และอีกอย่างนะครับคำว่าประชาชนน่าจะมาจากการเรียกพลเมืองในระบอบคอมมิวนิสต์หรือเปล่า ในไทยเราใช้คำว่าราษฎรหรือปวงชนชาวไทยนะครับ

ในโลกอินเตอร์เนตผมเห็นแต่อยากประชาธิปไตย ในขีวิตจริงทำไมผมเจอแต่สังคมอุปถัมภ์เล่นพรรคพวก สอบตำรวจทหารแห่กันมาสอบเพียบ ซิกแซกได้เอาหมด ผู้มีอำนาจกดประชาชนแต่ประชาชนเองก็ยังไปกาเลือกเค้าไม่ใช่แค่ครั้งเดียวบางคนเป็นตั้งแต่หนุ่มยันแก่เป็นเจ้าพ่อไปเลย งงไหมล่ะ ตกลงคนไทยส่วนใหญ่นี่เอาแบบไหน

ทุกอย่างฉิบหาย หลักๆ ก็มาจากการที่กองทัพมีอำนาจ ปัจจุบัน กองทัพไม่มีความสำคัญใดๆ เพราะโลกสมัยนี้ เค้าสู้กันด้วยเศรษฐกิจแล้ว ไม่ได้ใช้กองทัพ และประเทศต่างๆ ก็ไม่รบกันเพราะกลัวเศรษฐกิจประเทศตัวเองพัง ดังนั้นยุบไปเหอะกองทัพอ่ะ เปลืองภาษี เสี่ยงโดนรัฐประหาร

จากที่เห็นเหมือนบางคนจะเคยชินกับเผด็จการไปแล้ว แต่ยังไงผมก็อยากเห็นประชาธิปไตย เผด็จการไม่มีคำว่าดีหรอกครับ แล้วมันยังจะสร้างความเกลียดชังให้อีกด้วย แต่ประชาธิปไตยที่ดีต้องผู้นำที่ดีและกฎหมายที่เข้มแข็ง ไร้การแทรกแซงจากนอกและในประเทศ บางทีคนที่อยู่เป็นเทพเจ้าสมมติก็ควรเลิกแทรกแซง เพราะชอบสร้างความเกลียดชังทำให้ประชาชนแตกแยก แตกแยกก็จะได้ปกครองง่ายๆ
ผมขอแสดงความคิดเห็นในยุคนี้ว่า เป็นยุคที่kingแย่ที่สุด นายกรัฐมนตรีที่ปัญญาอ่อนที่สุดที่เคยเห็น รัฐมนตรีที่สกปรกไม่ค่อยสนใครนอกจากพวกพ้องตนเอง แล้วเป็นอีกยุคที่ประชาชนไม่ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวขับไล่เผด็จการออกไปและนิ่งเฉย บางทีเราควรจะทำอะไรที่เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่สิ่งที่แย่ออกไปบ้าง อาจจะทำให้เห็นประชาชนที่รายได้น้อยมีรายได้ปานกลางได้
“บางทีชีวิตที่คิดว่าพอดีอยู่แล้วอาจจะไม่ได้พอดีอย่างที่คิดก็ได้”
“อย่าเคยชินกับเผด็จการจนลืมความเป็นประชาธิปไตยนะครับ”

เสริมน่ะครับ
กลุ่มนายทุนที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศเกาหลีใต้คือกลุ่มแชโบล โดยเป็นกลุ่มเจ้าของบริษัท Samsung กับ LG ซึ่งมีอำนาจกับประเทศนี้มานานมากตั้งแต่เกาหลีก่อตั้งประเทศจนทุกวันนี้ และกลุ่มนายทุนนี้แทบจะไม่ถูกเอาผิดจากเรื่องใดๆเลย(ถึงมีก็จะติดคุกแค่ 1-2ปี แลัวพอข่าวเงียบก็ประกันตัวออกมา) เป็นกลุ่มนายทุนผูกขาดของชาติที่แข็งแกร่งมากในประเทศนี้โดยคนในรัฐบาลคนไหนที่ไม่ทำอะไรให้เอื่ออำนวยกับพวกเขา เขาก็จะหาทางที่จะกำจัดคนนั้นไปแล้วเอาคนอื่นทาแทน ซึ่งกลุ่มนี้มีความสำคัญกับประเทศมาก จึงกำจัดไม่ได้เพราะ GDP ของชาติอยู่กับกลุ่มนี้เกิน70%
**จริงๆทุกชาติในโลกนี้ล้วนมีกลุ่มนายทุนที่สนิทกับรัฐบาลทุกชาติ ไม่ว่าจะไซบัสซึอของญี่ปุ่นที่ทุกวันนี้คือ มิชูบิชิ แชโบลของเกาหลีใต้. หรือเจ้าสัวcp ของบ้านเรา

KCIA ทุกวันนี้ก็คือ National Intelligence Service(NIS) ถ้าใครเคยดูซีรีย์ Vagabond ก็จะคุ้นกับชื่อนี้ ทุกวันนี้ NIS ก็ถือว่ายังมีอำนาจ เจ้าหน้าที่ NIS จะถูกตำรวจจับกุมโดยตรงไม่ได้ หากตำรวจจะจับกุมต้องทำเรื่องขออนุญาตผอ.เอ็นไอเอสและต้องให้ผอ.อนุญาตด้วยก่อนถึงจะจับกุมได้ NIS เป็นหน่วยข่าวกรองที่สามารถปฏิบัติการในรูปแบบทางการทหารได้
ป.ล.ถ้าอยากรู้ว่าคนกวางจูแค้นและเจ็บปวดขนาดไหนต้องไปดูหนังเรื่อง 26 Years หนังจะบอกเล่าเหตุการณ์โดยสมมติตัวละครขึ้นมา ซึ่งตัวละคนนั้นก็แสดงถึงบุคคลตามประวัติศาสตร์แต่ไม่ได้แสดงโดยตรง

รู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ในช่วงสาธารณรัฐที่ 3 ปักจุงฮี มากๆ ค่ะ..คงมีที่ 4 แล้วก็คงเกิด great conjuction ที่เปลี่ยนเข้าสู่ยุค 5, 6 ในที่สุด แต่สมัยนี้การเปลี่ยนแปลงเร็ว เหมือนเล่นวีดีโอ ×4 ค่ะ..สุดท้ายไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เกินสัจธรรมความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะยึดอนุรักษ์นิยมจารีตนิยมแค่ไหนก็ถูกกาลเวลากระชากให้เปลี่ยน

ฟังดูแล้วคล้าย ประเทศกูมี เลยครับ แต่ประเทศกูมี คง ยากที่จะเปรี่ยนเปรี่ยนแปรงใด้ ยาก เพราะมี สถาบันอัปปรี ที่ครอบงำ โปปกันด้า ครอบงำประชาชน ทางความคิด ในด้าน การศึกษา ความเชื่อ ความงมงาย เอาศาสนามาบิดเบือน อ้างหรือทำตัวเป็นเทพ ถุย คนกลุ่มนี้ถึง ตามฆ่า คนที่มีความคิดก้าวหน้า ด้วยหลักการ ที่ถูกต้องเป็นธรรมยึดโยงประชาชน สื่อหลักก็สื่อชั่วขายชาติ ไร้จัญญาบรร

ก็ถ้ายังเลือกทหารแก่ๆโง่ๆมาเป็นผู้นำ ไม่ต้องประวัติศาสตร์ประเทศอื่นเขาหลอก ครับ ประวัติศาสตร์ประเทศเราเองนี้แหละ ครับ สิบกว่าครั้งแล้วก็โง่งงงงงงดักดาน เลือกพวกแม่งมาอยู่ได้ยังคิดอยู่ได้ว่าชายชาติทหารผู้ทรงคุณธรรม ทหารที่ทรงคุณธรรม อะ ต้องออกไปรบรักษาเขตชายแดนของประเทศ ผ่านความเป็นความตายมา ผ่านสมรภูมิการรบ ไม่ใช่ทหารแก่ 2-3 ตัว ในสภาปัจจุบันนี้หลอก ที่มุดหัวอยู่แต่ในค่ายทหาร เพราะกลัวในสิ่งที่ตัวเองทำชั่วๆไว้ ไม่กล้ายอมรับความจริง พฤติกรรมแบบเนี่ย อะ เหรอ ทหาร หน้าไม่มียางอาย หน้าตัวเมียชิปหาย

ส่วนตัวผมมองว่าเผด็จการเกาหลีใต้ยุคนั้นยังสู้เผด็จการกะลาแลนด์ในตอนนี้ไม่ได้ครับ

เผด็จการกะลาแลนด์เค้าแบ่งแยกประชาชนแล้วปกครองจนเกิดสงครามสีเสื้อ

จะสังเกตง่ายๆประชาชนเกาหลีใต้เขารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อต้านเผด็จการไม่มีสลิ่มมาคอยหนุนทหารเหมือนกะลาแลนด์

แล้วย้อนมาดูบางประเทศขนาดทหารปกครองแย่แค่ไหนเห็นๆกันอยู่พวกสลิ่มมันยังหลับหูหลับตาเชียร์กันอยู่เลย

คงได้ปกครองแบบเผด็จการไปอีกยาวนานล่ะครับ

ประเทศไทยเราจะเจริญแบบเขาทันทีเมื่อปรับโครงสร้างของกองทัพ คือ ยกเลิกการรวมอำนาจ ทั้งหมดของกองทัพไว้ที่เดียว โดยการยกเลิกตำแหน่ง ผบ.(ทบ.ทร.ทอ.ตรด้วยก็ดี) โดยให้ตำแหน่งสูงสุดอยู่ที่แม่ทัพภาคแต่ละภาค เพื่อให้แม่ทัพแต่ละภาคตรวจสอบและถ่วงดุลกันเอง และขึ้นตรงกับ รมต.กลาโหม การใช้วิธีนี้อำนาจในการควบคุมกองกำลังทหารและตำรวจทั่วประเทศ ไปขึ้นอยู่กับ รมต.กลาโหมแทนที่จะเป็น ผบ
และเพื่อป้องกัน นายกรัฐมนตรีรัฐประหารตัวเอง ควรออกกฎว่า นายกต้องดำรงตำแหน่งๆเดียว ห้ามนั่งรัฐมนตรีกระทรวงควบด้วย
และเพื่อป้องกันการรัฐประหาร ควรย้ายค่ายทหารทั้งหมดออกจากเมืองหลวง และออกกฏหมายห้ามให้มีการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ของกองกำลังทหารในเขตเมืองหลวงด้วย กองกำลังทหารหมายถึงกลุ่มทหารติดอาวุธพร้อมรบ

การเมืองเกาหลีในอดีตก็เหมือนกับการเมืองในประเทศไทยตอนนี้แหละ แทบไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างคือประชาชนของเขาให้ความสำคัญต่อประชาธิปไตยไม่ฝักไฝ่เผด็จการ พวกเขาโดนมาเยอะมากเรยเห็นถึงสำนึกทางประชาธิปไตย ไม่ยอมถูกฝ่ายเผด็จการมาควบคุม ส่วนประเทศไทยประชาชนบางส่วนหรือส่วนใหญ่ก็ยังฝักไฝ่เผด็จการเหมือนเดิมชอบให้ถูกควบคุม แทนที่สิทธิของเรา เราเป็นคนควบคุมก็ยังจะให้คนอื่นมาควบคุมเราแทน เรามีบทเรียนมาเยอะมากแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนเลย รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ สืบทอดอำนาจ กำจัดฝ่ายตรงข้าม ปิดกั้นความคิดที่ต่างไปอยู่เรื่อยๆ สำนึกถึงประชาธิปไตยของไทยก็ยังคงน้อยอยู่

ช่วงยุค 70 เกาหลีเคยพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แบบลับๆ โดยซื้อเครื่องมือทางนิวเคลียร์มาจากฝรั่งเศสและอ้างว่าเอามาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ CIA เริ่มสงสัยเพราะอินเดียพึ่งทดลองอาวุธนิวเคลียร์ไปโดยใช้ข้ออ้างเดียวกัน สหรัฐฯจึงสั่งให้เกาหลีใต้หยุด เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางทหาร

คนมีการศึกษา เศรษฐกิจความเป็นอยู่ดี ก็มีเวลามาพัฒนาประชาธิปไตย รู้จักเรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีต ไม่กลับไปซ้ำรอยเดิม ไม่แปลกที่เขาจะไม่เอาเผด็จการ ไม่เกิดการสังหารประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนบ้านเรา

ดูแล้วก็พอเห็นความต่างที่ทำให้ไทยยังตามเขาอยู่คือ เรื่องการเคารพสิทธิและการคอรัปชั่น การตื่นตัวให้ตรวจสอบคนมีอำนาจ บังคับใช้กฎหมาย ยังสู้เขาไม่ได้

หลายๆคนดูแล้วคิดว่ามันดีจัง อยากให้บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้บ้าง…..แต่ถึงตอนที่นักศึกษาออกมาชุมนุมขับไล่อาจารย์ที่ทำผิด ถ้าเกิดในบ้านเรา หลายๆคนที่ชมชอบประชาธิปไตยในเบื้องต้นนั้นก็จะออกมาประณามนักศึกษาว่าเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่รู้หรือไงว่าที่อาจารย์ทำเพราะอยากให้เป็นคนดี….พอถึงตอนที่นะกศึกษาคัดค้านการให้เกรดของอาจารย์ ก็จะกล่าวว่าไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่อีก ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ประชาธิปไตยคงจะเบ่งบานในประเทศเรายาก เพราะพื้นฐานของแนวคิดนี้ต้องเริ่มจากที่คนทุกคนเท่ากัน แต่การที่มีแนวคิดว่า คนนี้ครู คนนี้นักศึกษา เด็กต่ำกว่า คนนี้ท่าน สส. คนนี้ตาภารโรง ภารโรงมีสถาณะด้อยกว่า แค่นี้ก็ไม่เข้าหลักแห่งความเท่าเทียมแล้ว


สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิผู้เป็นมหาราชและทรราชในคนเดียวกัน
“จิ๋นซีฮ่องเต้” หรือ “ฉินสื่อหวงตี้” มีข้อมูลระบุว่าเดิมท่านชื่อ “อิ๋งเจิ้ง” (แซ่-อิ๋ง, ชื่อ เจิ้ง) ชาติกำเนิดของอิ๋งเจิ้งมีที่มาไม่แน่ชัด บางข้อมูลบอกว่าท่านอาจเป็นบุตรของ “จื่ออี้” (อี้เหริน) ชาวแคว้นฉินซึ่งถูกจับมาเป็นตัวประกันที่แคว้นจ้าว ขณะที่ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า อิ๋งเจิ้ง ...
ไต้หวันเป็นประเทศหรือไม่?
อ.วาสนาขอต่อยอดจากประเด็นสงครามทวิตภพไทย-จีนกันอีกสักตอน กับประเด็นคำถามที่ถูกยกมาโต้กันอย่างดุเดือดว่า ‘ไต้หวันเป็นประเทศหรือไม่’ หรือว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนกันเเน่’ ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์เเละวิชาการคำตอบจะออกมาอย่างไร [su_spoiler title="โลกเหลือเพียง 16 ชาติ ที่นับไต้หวันเป็นประเทศ" ...
ประวัติศาสตร์มอญ จากยุคเริ่มต้นถึงกาลอวสาน
มอญเป็นชนชาติเก่าแก่ มีอารยธรรมรุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่ง จากพงศาวดารพม่า กล่าวว่า “มอญเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า มาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล” คาดว่า น่าจะอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งอาณาจักรของตนทางตอนใต้ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำสะโตง ซึ่งบริเวณนี้ ในเอกสารของจีน และอินเดียเรียกว่า “ดินแดนสุวรรณภูมิ” [su_spoiler ...
Copy link
Powered by Social Snap