ไม่อยากจะเชื่อ! อีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า ทางช้างเผือกจะชนกาแลกซีอื่น

อีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า ทางช้างเผือกจะชนกาแลกซีอื่น

ไม่อยากจะเชื่อ! อีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า ทางช้างเผือกจะชนกาแลกซีอื่น

นักดาราศาสตร์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้กาแล็กซีทางช้างเผือก จะชนเข้ากับกาแล็กซีแอนโดรมีดา ซึ่งเป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กับทางช้างเผือกนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยข้อมูลว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกจะชนเข้ากับกาแล็กซีแอนโดรมีดาในอีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า เนื่องจากทั้งสองกาแล็กซีต่างก็ถูกอีกฝ่ายหนึ่งดึงดูดเข้ามาหาจนเกิดการชนกันในที่สุด และหลังจากนั้นอีก 2000ล้านปี จะสองกาแล็กซี่ก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

กาแล็กซี (Galaxy) หรือ ดาราจักร หมายถึง อาณาจักรของดาว กาแล็กซีหนึ่งๆ ประกอบด้วยแก๊ส ฝุ่น และดาวฤกษ์และดาวเคราะห์หลายแสนล้านดวง กาแล็กซีมีขนาดประมาณหมื่นล้านถึงแสนล้านปีแสง กาแลกซีของเราชื่อ “ทางช้างเผือก” (The Milky Way Galaxy) ที่มีชื่อเช่นนี้เป็นเพราะ คนไทยถือว่ากษัตริย์เป็นเทวดาซึ่งอวตารมาจากสรวงสวรรค์​ ช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บุญบารมีของกษัตริย์ ทางช้างเผือกจึงปรากฎอยู่บนท้องฟ้าซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดาและนางฟ้า ส่วนชาวตะวันตกก็มีตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าเช่นกัน จึงมองเห็นเป็นทางน้ำนมไหลพาดผ่านท้องฟ้า ปัจจุบันเราอนุมานว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกมีขนาดประมาณหนึ่งแสนปีแสง เนื่องจากโลกของเราอยู่ภายในทางช้างเผือก จึงมองเห็นทางช้างเผือกเป็นทางสว่างพาดผ่านท้องฟ้าเป็นฝ้าสีขาว

ดาราจักรแอนดรอมิดา (อังกฤษ: Andromeda Galaxy; หรือที่รู้จักในชื่ออื่นคือ เมสสิเยร์ 31 เอ็ม 31 หรือ เอ็นจีซี 224 บางครั้งในตำราเก่า ๆ จะเรียกว่า เนบิวลาแอนดรอมิดาใหญ่) เป็นดาราจักรชนิดก้นหอย ที่อยู่ห่างจากเราประมาณ 2.5 ล้านปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวแอนดรอมิดา ถือเป็นดาราจักรแบบกังหันที่อยู่ใกล้กับดาราจักรทางช้างเผือกของเรามากที่สุด สามารถมองเห็นเป็นรอยจาง ๆ บนท้องฟ้าคืนที่ไร้จันทร์ได้แม้มองด้วยตาเปล่า

ดาราจักรแอนดรอมิดาเป็นดาราจักรที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาราจักรท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยดาราจักรแอนดรอมิดา ดาราจักรทางช้างเผือก ดาราจักรสามเหลี่ยม และดาราจักรขนาดเล็กอื่น ๆ อีกกว่า 30 แห่ง แม้แอนดรอมิดาจะเป็นดาราจักรที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ดาราจักรที่มีมวลมากที่สุด จากการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ว่า ดาราจักรทางช้างเผือกมีสสารมืดมากกว่าและน่าจะเป็นดาราจักรที่มีมวลมากที่สุดในกลุ่ม ถึงกระนั้น จากการสังเกตการณ์โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า ดาราจักร M31 มีดาวฤกษ์อยู่ราว 1 ล้านล้านดวง ซึ่งมีจำนวนมากกว่าดาวฤกษ์ในดาราจักรของเรา ผลการคำนวณเมื่อปี 2006 ประมาณการว่า มวลของดาราจักรทางช้างเผือกน่าจะมีประมาณ 80% ของดาราจักรแอนดรอมิดา คือประมาณ 7.1×1011 เท่าของมวลดวงอาทิตย์
ดาราจักรแอนดรอมิดามีระดับความสว่างที่ 4.4 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวัตถุเมสสิเยร์ที่สว่างที่สุดชิ้นหนึ่ง และสามารถมองเห็นได้โดยง่ายด้วยตาเปล่า แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีมลภาวะในอากาศอยู่บ้าง หากไม่ใช้กล้องโทรทรรศน์ช่วย อาจมองเห็นดาราจักรเป็นดวงเล็ก ๆ เพราะสามารถมองเห็นได้เพียงส่วนสว่างที่สุดซึ่งเป็นศูนย์กลาง แต่เส้นผ่านศูนย์กลางเชิงมุมทั้งหมดของดาราจักรกินอาณาบริเวณกว้างถึง 7 เท่าของดวงจันทร์เต็มดวงทีเดียว

ทั้งนี้ ดาราจักรแอนดรอมิดาและดาราจักรทางช้างเผือกคาดว่าจะปะทะและรวมกันเป็นดาราจักรรี (elliptical galaxy) ขนาดใหญ่ ในอีก 3.75 พันล้านปีข้างหน้า

 

ความคิดเห็น เกี่ยวกับ ไม่อยากจะเชื่อ! อีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า ทางช้างเผือกจะชนกาแลกซีอื่น
-นี้ไม่ไช่ทฤษฏีน่ะครับ มันคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง มันเป็นเพราะผลของแรงดึงดูดครับ ต่างจากกาแลคซี่อื่นๆที่ได้ถอยห่างจากกาแลคซี่ของเรา นักวิทยาศาตร์ได้ทำนายไว้ว่า อีกหลายพันล้านๆๆๆปีทุกๆกาแลคซี่จะรวมเป็นกาแลคซี่เดียวและจักรวาลของเราจะ พบจุดจบแบบเยือกแข็ง
เมื่อ2กาแลคซี่ยักนั้นหลอมรวมกันและกาแลคซี่ทางช้าง เผือกที่เรารู้จัก ก็จะเปลี่ยนรูปร่างของมันไปจนชั่วนิรันดร์และกลุ่มดาวต่างๆที่เรารู้จักก็จะ หายไป ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังคงอยู่ เราก็อาจจะได้เห็นทั้ง2กาแลคซี่ชนกัน แต่เป็นที่อื่นที่ไม่ไช่โลกในปัจจุบัน เพราะนับจากนี้อีก100ล้านปีโลกจะอยู่อาศัยไม่ได้ เพราะดวงอาทิตกำลังขยายตัว…

-ขนาดภาพจักรวาลแท้ๆยังถ่ายไม่ได้เลยมันเกิดจากจินตนาการล้วนๆครับผมยังไม่เชื่อว่ากาแลกซีทางช้างเผือกของเราจะหมุนรอบจักรวาลใหญ่ที่มีแกนกลางเป็นหลุมดำ

-จากที่เคยดูในสารคดี ในเวลาอีกเกือบสี่พันล้านปี เมื่อถึงตอนนั้น..โลกของเราคงเป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้แล้ว..เพราะดวงอาทิตย์น่าจะอยู่ในช่วงท้ายของชีวิตมัน..(อาจขยายตัวเป็นดาวยักษ์แดง)
นอกเสียจากมนุษย์จะหาที่อยู่ใหม่ได้จึงจะมีสิทธิ์เห็นปรากฏการณ์ชนกันของทั้งสองกาแล็กซีนี้..

-แค่พันล้านปีข้างหน้าโลกนี้ก็อยู่ยากแล้ว ยามนั้นแสงจากดวงอาทิตย์ของเราจะสว่างขึ้นกว่านี้อีกประมาณ10% อุณหภูมิที่พื้นผิวโลก ณ เส้นศูนย์สูตรจะร้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ และที่สองพันล้านปีข้างหน้าดวงอาทิตย์จะสว่างขึ้นอีกกว่าปัจจุบันถึง40% เวลานั้นจะไม่มีน้ำเหลืออยู่บนพื้นผิวโลกได้อีกต่อไป ส่วนตัวคิดว่าแค่อีกไม่กี่ล้านปีข้างหน้า มนุษย์เราคงมีบ้านหลายหลังแล้ว คงมีเทคโนโลยีที่มากพอที่จะเดินทางไปอาศัยอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่นได้…

-ตามทฤษฎีบิกแบงกำเนิดเอกภพ กาแลคซี่ระเบิดกระจายออกคนล่ะทิศล่ะทาง แล้ว2กาแลคซี่จะชนกันได้อย่างไร (นึกภาพตอนระเบิด)
1 กาแลคซี่ย้อนศรมาชนหรอ
2 กาแลคซี่หลังแซงกาแลคหน้าหรอ(มันเป็นไปไม่ได้)
ถ้า2กาแลคซี่ชนกัน งั้นทฤษฎีบิกแบงกะผิดสิ ???
— ในคลิปนั้นอธิบายตอนบิ๊กแบงระเบิด แล้วบอกว่ากาแลคซี่รวมกันได้ ?
แต่ไม่ได้อธิบายการหักเหของกาแลคซี่ ?
เพราะในอวกาศไม่มีแรงดึง และสุญญากาศ
ถึงมีหลุมดำก็ไม่สามารถเปลี่ยนการหักเหกาแลคซี่ได้คับ (อย่าลืมนะคับว่ากาแลคซี่ใหญ่มาก หลุมดำแค่การแตกของดาวฤกษ์) เทียบกาแลคซี่แค่มดเอง 555+
ถ้าทฤษฎีบิ๊กแบงเป็นจิง ทุกกาแลคซี่ไม่น่าชนกันได้คับ (ถ้าจะชนคงเป็นช่วงระเบิดใหม่ๆแต่นี่มันผ่านมากว่า 5พันล้านปีแล้วคับ)
ความเห็นส่วนตัว ผมว่าอนาคตทุกกาแลคซี่กำลังออกห่างเราเรื่อยๆ เพราะเอกภพกำลังขยายตัว
— มันยังมีอีกหลายปัจจัยนะครับ อย่างเช่นกาแล็คซี่ที่ยังหมุนด้วยกันเป็นกลุ่มตลอด ไม่ใช่ว่าได้รับอิทธิพลจากหลุมดำเพียงอย่างเดียว ยังมีสสารมืดที่ทำให้พวกมันจับตัวกันเป็นกลุ่มด้วย และยังมีพลังงานมืดอีกที่คอยผลักดันให้เอกภพขยายตัว การระเบิดบิ๊กแบงเป็นเพียงทฤษฐีที่บอกถึงจุดกำเนิดของเอกภพ ไม่ได้บอกถึงผลที่ตามมาได้ทั้งหมดครับ ปัจจุบันเรายังไม่เข้าใจเรื่องสสารมืดและพลังงานมืดมากนักเพราะเราไม่สามารถจับมันมาทดสอบได้ และมันยังคงเป็นปริศนาจวบจนถึงทุกวันนี้ การที่กาแล็คซี่ชนกันเป็นเรื่องปกติในอวกาศ เพราะไม่ได้มีเพียงกาแล็คซี่เราเพียงกาแล็คซี่เดียวที่เกิดการชนกัน ยังมีอีกหลายกาแล็คซี่ที่ชนกันแล้ว หรือกำลังจะชนกันเหมือนกับกาแล็คซี่ของเรา นักวิทยาศาสตร์รู้ได้ยังไง!? ก็เพราะว่าเราตรวจจับได้จากภาพจากกล้องอวกาศฮับเบิ้ลและกล้องตัวอื่นๆอีกในอวกาศครับ
บิ๊กแบงเกิดระเบิดกาแล็คซี่ก่อกำเนิด แต่กาแล็คซี่แต่ละแห่งนั้น มีอัตราการขยายก็จริง แต่ความเร็วในการขยายของแต่ละกาแล็คซี่ก็ไม่ได้สม่ำเสมอเท่ากันจนหมดนะครับ กาเเล็คซี่ที่พุ่งไปไวก็มี กาแล็คซี่ที่พุ่งไปช้ากว่าก็มี การที่พวกมันพุ่งชนกันก็อาจจะเกิดจากอัตราความเร็วในการเคลื่อนที่ หรืออาจจะได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงต่างๆ ทำให้วิถีในการขยายอาจพาดผ่านกัน แล้วแรงโน้มถ่วงก็เป็นตัวกระตุ้นให้พวกมันดึงดูดกันได้ ในขณะที่พวกมันก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมๆกันครับ อันนี้เป็นการอธิบายด้วยเหตุผลส่วนตัวนะครับจากที่ผมเข้าใจ ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยครับ :’)
— มวลแต่ละมวลในเอกภพ มีแรงดึงดูดต่อกันจากกฎความโน้มถ่วงสากล แกแลคซี่ดึงดูดกันจากศูนย์กลางมวลของแต่ละแกแลคซี่ทำให้เกิดการเคลื่อนเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มแกแลคซี่ แล้วก็จะเป็นดังคลิปที่ส่งให้ดู

-ผมคิดว่า ถ้าถึงเวลาที่แอนโดรมีดา มาชนกับทางช้างเผือก นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีเพราะ ในกาแล็กซีแอนโดรมีดาต้องมีดาวสักดวงที่มีชีวิตเหมือนโลกของเรา เมื่อชนกันแล้วดาวที่ว่าอาจจะมาอยู่ใกล้ระบบสุริยะก็ได้ ทำให้มนุษย์เจอดาวที่สามารถอยู่อาศัยได้ในระยะใกล้
— แต่ถ้าดาวนั้นมีมนุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ก็อาจจะเป็นอะไรที่เกินคาดเดาเหมือนกันเพราะเค้าก็น่าจะกลัวว่าเราจะไปเป็นภัยคุกคามต่ออารยธรรมของเค้าเราก็กลัวเหมือนกันต่างคนต่างกลัวกันแล้วอาจเกิดสงครามได้เหมือนกัน

สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

เรื่องแปลกจากห้วงอวกาศอันน่าลึกลับ ที่คุณอาจไม่เคยรู้
เรื่องแปลกจากห้วงอวกาศอันน่าลึกลับ แม้ว่าตอนนี้ทั้งนักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ จะมีข้อมูลเกี่ยวกับอวกาศอยู่เต็มไปหมดแถมยังมีข่าวออกมามากมายที่เกี่ยวกับการค้นพบข้อมูลใหม่ๆ ทั้งการทดลองและภาพถ่ายจากยานอวกาศ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ว่าภายใต้ความมืดมิดและระยะทางอันยาวไกล ยังมีหลากหลายเรื่องราวที่เรายังไม่เคยรู้ เรื่องแปลกจากห้วงอวกาศอันน่าลึกลับ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ความคิดเห็น เกี่ยวกับ เรื่องแปลกจากห้วงอวกาศอันน่าลึกลับ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ -ที่เค้าบอกแสงอาทิตย์พึ่งเกิด30,000ปีที่แล้ว แล้วช่วงยุคครีเทเชียส หรือพวกยุคดึกดำบรรพ์ละคะ เป็นแสงจากพระอาทิตย์ ดวงอื่นหรอ -เรื่องง่ายๆอย่าง น้ำบนโลกมาจากไหน ...
ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย
ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่? ว่าทำไมนักบินอวกาศถึงไม่มีใครได้ไปดวงจันทร์อีกเลย ทั้งที่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมาก ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย ความจริงพื้นที่บนดวงจันทร์นั้นถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารและทางดาราศาสตร์ต่างๆที่ดีมากๆเลยนะ ใครได้ครอบครองใครได้ไปตั้งฐานทัพบนนั้นก่อนถือว่าได้เปรียบมากๆ เคยคิดและสงสัยมานานแล้วว่าเหตุใดชาติมหาอำนาจในโลกไม่แย่งชิงพื้นที่บนดวงจันทร์กัน สาเหตุเรื่องงบประมาณนั้นส่วนตัวมองว่าฟังไม่ค่อยขึ้นนะ มันไม่น่าจะใช่ปัจจัยหรือเป็นสาเหตุหลัก เอาแค่เรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาลำล่าสุดยังปาเข้าไปตั้ง5แสนล้านแล้วก็ยังลงทุนกันได้ มันน่าจะมีสาเหตุอื่นๆมากกว่านั้นที่ทำให้ชาติมหาอำนาจต่างๆบนโลกของเราไม่คิดจะไปเหยียบดวงจันทร์อีก ผมเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดครับ ย้อนกลับไปเมื่อ20ปีก่อน ครั้งแรกที่ชาติมหาอำนาจอย่างเมกา ได้สร้างภาพนั่นคือช่วงนั่น เป็นสงครามเวียดนามนั่นเอง ...
“แบล็คไนท์” ดาวเทียมลึกลับจากต่างดาว!!
“แบล็คไนท์” ดาวเทียมลึกลับจากต่างดาว!! ดาวเทียมดวงแรกของโลก คือ สปุตนิค 1 (Sputnik 1) ของสหภาพโซเวียต ที่ถูกส่งขึ้นไปในวันที่ 4 ตุลาคม 1957 แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าดาวเทียมดวงแรกของโลก ถูกส่งขึ้นไปแล้ว ...
พบดวงจันทร์ดวงใหม่ของโลก
การค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบโลก เปรียบเสมือนดวงจันทร์ของโลกดวงใหม่ มีชื่อว่า 2020 CD3 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 สองนักดาราศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา Theodore Pruyne และ Kacper Wierzchos ค้นพบโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ...
ค้นพบ เนินทรายมีเทน บนดาวพลูโต
"พบเนินทรายมีเทน" บนดาวพลูโต นาซาเผยข้อมูลใหม่ที่ได้จากยานสำรวจ New Horizons(นิวฮอไรซันส์) ว่าพบเนินทรายที่เกิดจากเม็ดมีเทนแข็งบนดาวพลูโต ทั่งที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า ดาวเคราะห์แคระนี้มีบรรยากาศเบาบาง จนไม่อาจมีลมพัดให้เกิดเนินทรายขึ้นได้ ผลวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุด เมื่อ ก.ค ปี2015 และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science ...
Copy link
Powered by Social Snap