ประวัติ พระศรีอริยเมตไตรย (พระศรีอารีย์) คือใคร

พระศรีอริยเมตไตร หรือพระศรีอาริย์ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๕  และองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปนี้ มีความเชื่อกันว่า เมื่อสิ้นสุดศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันไป  โลกจะล่วงเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอย อายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ ๑๐ ปี
ก็เข้าสู่ยุคมิคสัญญี ผู้สลดใจกับความชั่วก็หันมารวมกลุ่มกันทำความดี จากนั้นอายุขัยเพิ่มขึ้นถึง 1 อสงไขยปี  แล้วจึงลดลงอีกจนเหลือ ๘๐,๐๐๐ ปี ในยุคนี้จะมีพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีครบ ๘๐  อสงไขยแสนมหากัปจะลงมาตรัสรู้เป็น พระเมตไตรยพุทธเจ้า


ประวัติ พระศรีอริยเมตไตรย คือใคร (พระศรีอารีย์) 弥勒菩薩- 彌勒菩薩 | สุริยบุตร
พระศรีอริยเมตไตรย คือใคร??
เมื่อพระศรีอาริย์จะมาจะเกิดเหตุการณ์ใดบ้างเป็นสัญญาณเตือน
ทำไม พระสังกัจจายน์ ถึงอ้วน คือใคร พระศรีอริยเมตไตรย ต่างกันอย่างไร | สุริยบุตร
ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้วกับยุคศาสนาใหม่ ยุคพระศรีอาริยเมตตรัย
เกิดอะไรขึ้นในยุคพระศรีอริยเมตตรัย ใครคือผู้จะไปตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่5
พระพุทธเจ้าทำนาย พระศรีอาริยเมตไตรย จะมาตรัสรู้เมื่อไหร่
พระพุทธเจ้าทำนายไว้แล้ว พระศรีอาริยเมตไตรย จะมาตรัสรู้เมื่อไหร๋...?

พุทธพยากรณ์พระศรีอริยเมตไตรย

พุทธพยากรณ์ เกี่ยวกับ พระศรีอริยเมตไตรย พบในงานเขียนของทุกนิกายของศาสนาพุทธ ดังเช่น หลักฐานจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท โดยถือกันว่ารักษาเนื้อหาได้สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาทุกนิกาย ดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้ แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้นฯ”

ประวัติพระศรีอริยเมตไตรย

เมื่อย้อนไปในยุคของพระสิริมัตตพุทธเจ้า พระศรีอริยเมตไตรยเสวยพระชาติเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าสังขจักรแห่งนครอินทปัตต์ วันหนึ่งทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาใกล้ ๆ เมืองอินทปัตต์ทรงดีพระทัยยิ่งจึงรีบเสด็จไปด้วยพระบาท เพียงหนึ่งวันพระบาททั้งสองก็แตกช้ำ วันที่สามพระชงฆ์ก็แตกยับพระโลหิตนอง วันที่สี่ไม่สามารถเสด็จต่อไปได้แต่ด้วยพระวิริยะและจิตมุ่งมั่นที่จะเข้าเฝ้าจึงกระเถิบไปด้วยพระอุระ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณทิพย์ จึงทรงจำแลงพระวรกายมาเป็นมาณพหนุ่มขับเกวียนมา จะพาพาไปถึงที่พำนักของพระพุทธเจ้า พระอินทร์ และมเหสีทั้งสี่ได้แปลงเป็นหญิงชาย นำห่อข้าวทิพย์และน้ำทิพย์มาให้เสวย

เมื่อพระองค์หายบอบช้ำจึงเสด็จไปในพระวิหาร เพียงแรกพบพระพุทธเจ้าก็ทรงสลบลงด้วยความปลื้มปิติ เมื่อฟื้นพระวรกายจึงตรัสว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า” และมิได้ตรัสอะไรได้อีกด้วยความยินดีพระทัย พระองค์ขอสดับธรรมของพระพุทธเจ้าเพียงบทเดียวเพราะไม่มีสิ่งใดถวายบูชาพระธรรมเทศนา จึงทรงตัดพระเศียร (ศีรษะ) ด้วยพระนขา (เล็บ) ถวายเป็นพุทธบูชา

การตรัสรู้ของพระศรีอริยเมตไตรย

พระประวัติของพระเมตไตรยที่มีบันทึกในเอกสารต่าง ๆ เช่น อนาคตวงศ์ สรุปได้ว่า พระโพธิสัตว์จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ ในครรภ์ของนางเมตไตรย ภรรยาของสุพรหมพราหมณ์ ปุโรหิตของพระเจ้าสังขจักร แห่งเกตุมดีนคร เมื่อประสูติได้มีนิมิต 32 ประการแล้ว ก็บังเกิดปราสาท 3 หลังเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อพระชนมายุ 8,000 ปี ทอดพระเนตรเห็นนิมิตทั้ง 4 จึงทรงพอพระทัยในการบวช เสด็จขึ้นไปสู่ปราสาท ปราสาทก็ลอยขึ้นสู่อากาศ มาลงที่ใกล้โพธิมณฑล ท้าวมหาพรหมอัญเชิญอัฏฐบริขารมาถวาย พระโพธิสัตว์ทรงเอาพระขรรค์แก้วตัดพระเมาลี ทรงรับเครื่องอัฏฐบริขารที่ท้าวมหาพรหมนำมาถวาย ผนวชแล้วบำเพ็ญเพียร มีคนบวชตามเป็นอันมาก พระโพธิสัตว์ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณในมัชฌิมยาม ทรงทำให้แจ้งทิพยจักษุญาณในปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการ 12 ประการ ในเวลารุ่งอรุณ ทรงบรรลุซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใต้ต้นกากะทิง

พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า มีพระฉัพพรรณรังสีจากพระวรกาย ทำให้สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน คนทั้งหลายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ บริโภคข้าวสาลีที่เกิดจากพระพุทธานุภาพ

ยุคของพระศรีอริยเมตไตรย

พระศรีอริยเมตไตรยจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้าในองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านเลยไม่ต้องทำประตูก็ได้ เรื่องคนร้าย หรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วก็คนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่มีคนพาล จนกระทั่งลงจากบ้าน ก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันดีเหมือนกันหมด มันสุภาพเหมือนกันหมด มันสวยเหมือนกันหมด จนเมื่อกลับเข้าบ้าน จึงจะจำได้ว่า นี่คือภรรยาของเรา นี่คือสามีของเรา นี่คือลูกของเรา และต้องการอะไรก็ได้ มันมีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็ไปขอที่ต้นไม้ จะสะดวกสบาย แม้แต่การคมนาคม การไปการมา จนว่าน้ำในแม่น้ำนั้น จะไหลลงข้างหนึ่ง จะไหลขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อจะสะดวกต่อการใช้เรือ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างใจ

ผู้ถูกอ้างว่าเป็นพระศรีอารย์

แม้พระศรีอริยเมตไตรยจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล แต่ปัจจุบันศาสนิกชนในหลาย ๆ ศาสนาก็เชื่อและอ้างว่าผู้นำทางศาสนาของตนเป็นพระศรีอริยเมตไตรยที่พระโคตมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ เช่น

  1. คริสต์ศาสนิกชนบางกลุ่มเชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรยคือ พระเยซู

  2. ชาวมุสลิมบางกลุ่มเชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรยคือ นบีมุฮัมมัด

  3. ชาวชีอะฮ์บางคนเชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรยคือ อิมามมะฮ์ดี

  4. ผู้นับถือศาสนาบาไฮเชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรยคือ พระบาฮาอุลลอฮ์

  5. ผู้นับถือลัทธิอนุตตรธรรมเชื่อว่าพระภาคหนึ่งของพระศรีอริยเมไตรยคือ พระธรรมาจารย์ลู่ จงอี

  6. ผู้นับถือลัทธิสหชโยคะเชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรยคือ ศรีมาตาจี นิรมลา เทวี

รูปหล่อพระศรีอาริย์ วัดไลย์ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี

ยุคพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีสิ่งที่ไม่เหมือนยุคนี้ อยู่ 9 ประการ

โลกในยุคนั้น…จะไม่มีคนใบ้บ้าปัญญาอ่อน เพราะพระองค์มีวาจาสุภาษิต ไม่เคยพูดปดหลอกลวงผู้อื่นเลย..

โลกในยุคนั้น…จะไม่มีคนตาบอด เพราะพระองค์ทรงมองสมณะผู้มีศีลด้วยความเคารพรักบูชา และมองยาจก คนจนด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตา

โลกในยุคนั้น..จะไม่มีคนง่อยเปรี้ยเสียขา เพราะในอดีตกาลที่ผ่านมา พระองค์ทรงหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ซื่อตรงไม่เคยคดโกงผู้ใด

โลกในยุคนั้น..จะไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะในอดีตกาล พระองค์ทรงถวายคิลานเภสัช ยารักษาโรค แด่บรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่เจ็บป่วยไข้เสมอมา

โลกในยุคนั้น..จะไม่มีการขู่อาฆาตมาดร้าย เพราะพระองค์ไม่เคยขู่อาฆาตมาดร้ายใคร ให้สะดุ้งตกใจแม้แต่ครั้งเดียว

โลกในยุคนั้น..จะมีแต่คนรูปร่างสมส่วนสวยงาม เพราะพระองค์ทรงสละของรักของชอบใจ ให้แก่สมณะพราหมณ์และคนยามยากไร้

โลกในยุคนั้น..จะมีความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะพระองค์สละช้างม้าราชรถและยานพาหนะ สำหรับเดินทางให้เป็นทานแก่ผู้ต้องการ

โลกในยุคนั้น..จะมีแต่แผ่นดินที่ราบเรียบ ไม่ขรุขระ ดูสวยงามราวสวรรค์ชั้นฟ้า เพราะพระองค์ทรงแผ่เมตตาแด่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความรักและความจริงใจ

โลกในยุคนั้น..จะมีแต่ความเป็นอยู่ที่สุขสบาย เพราะพระองค์ทรงให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง แด่ชนทั้งหลายโดยทั่วถึงกัน

เรื่องพระศรีอารย์ในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเมื่อไร

ในครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงพำนักอยู่ใกล้ริมฝั่งน้ำโรฮานิไม่ห่างจากกรุงกบิล พัสดุ์ พระสารีบุตรได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคโดยอยากทราบเกี่ยวกับพระจักรพรรดิ ที่จะปรากฏในอนาคต ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสตอบถึงภัทรกัปหรือกัปอันประเสริฐในปัจจุบันของมนุษยโลก ซึ่งมีพระพุทธเจ้าถึง 5 พระองค์ โดยก่อนหน้าตถาคตมีมาแล้ว 3 พระองค์คือ กกุสันธะ โกนาคมน์ กัสสปะ และขณะนี้คือตถาคตที่เป็นพระพุทธเจ้าโคตมโดยสมบูรณ์ ต่อไปจะเป็นไมเตรยะ (สันสกฤต) หรือพระศรีอารย์ (คนไทยรู้ัจัก) ที่อยู่ในกัปเดียวกันนี้และพระพุทธศาสนาจะอยู่ไปจนสิ้นสุดของกัป (สรุปมาจากอนาคตวงศ์)

พระศรีอารย์มีจริงหรือไม่

พระพุทธเจ้าโคตมตรัสกับพระอานนท์ว่า พระธรรมมิกราช (ผู้ใช้ธรรมะชนะอธรรม) หรือพระศรีอารย์จะปรากฏในกึ่งพุทธกาลเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่ไปตลอด กัป หรืออยู่ถึง พ.ศ. 5,000 ก่อนโลกจะแตกสลาย ตามศาสนาและลัทธิที่สำคัญๆของโลกก็มีคำทำนายต่างๆที่คล้องจองกัน ได้บ่งบอกว่าพระศรีอารย์มีพระองค์จริงในปัจจุบันนี้ แต่จะไม่ปรากฏพระองค์หรือแสดงตนต่อผู้คนทั่วไป การที่จะให้พระศรีอารย์ปรากฏได้ก็มีวิธีเดียวคือ ผู้คนทั้งหลายจะต้องพิสูจน์หาข้อเท็จจริง อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสในกาลามสูตร คือไม่ให้เชื่อไม่ว่าแบบไหนทั้งสิ้น นอกจากสิ่งนั้นจะเป็นกุศลกรรม ซึ่งการพิสูจน์หลักฐานความเป็นจริง นับว่าเป็นความยุติธรรมที่ดีที่สุดแก่ทุกๆฝ่ายและประชาชนทั่วไป

สำหรับมีผู้กล่าวว่าพระศรีอารย์จะปรากฏในปี พ.ศ. 5,000 บ้าง เมื่อนั้นเมื่อนี้บ้าง ขอให้ศึกษาหาข้อเท็จจริงกันบ้าง ไม่ควรเชื่อ ไม่ควรกล่าวไปโดยขาดการศึกษา ขาดการวิเคราะห์พิจารณาด้วยหลักฐานความเป็นจริง

สิ่งที่ควรคิดคือพระศรีอารย์ของทุกชาติศาสนานั้นเป็นบุคคลเดียวกัน และมีเพียงพระองค์เดียวที่จะปรากฏในปัจจุบัน สิ่งสำคัญยิ่งที่พระศรีอารย์จะต้องทำคือการเปลี่ยนจากกลียุคที่มีคนดีเพียง 1 ใน 4 ส่วนให้เป็นคนดีทั้ง 4 ส่วน ฉะนั้นถ้ามีพระศรีอารย์อีกพระองค์หนึ่งที่เป็นที่หวังของชนบางกลุ่มที่จะ ปรากฏในเวลาที่แตกต่างไป ก็ย่อมไม่ควรเป็นเช่นนั้น ท่านใดที่สอนให้ผู้อื่นเชื่อโดยปราศจากความเป็นจริงที่มีประโยชน์ ย่อมขัดกับคำตรัสสอนของพระผู้มีพระภาคในเรื่องกาลามสูตร 10 ประการ ซึ่งในข้อ 10 พระพุทธองค์ตรัสไม่ให้เชื่อไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์ซึ่งรวมถึงพระพุทธองค์ ด้วยเช่นกัน ยกเว้นแต่จะเห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นกุศลกรรมถึงค่อยนำไปยึดถือปฏิบัติ

ศาสนาพระศรีอารย์ไม่มี และพระศรีอารย์จักปรากฏเมื่อ พ.ศ. 5000 หรืออย่างไร

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อน

1. หลักฐานในพุทธทำนาย พระจักรพรรดิไม่ใช่พระศาสดา ดังนั้นศาสนาพระศรีอารย์ไม่มี และตามที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ พระจักรพรรดิเป็นผู้ที่มาจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถึง พ.ศ. 5000

ข้อสังเกต

– พระศรีอารย์จักปรากฏเมื่อ พ.ศ. 5000 ไม่มีหลักฐานที่มีเหตุผล ขาดความชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาบาลีได้ตรวจค้นพระไตรปิฎก (อารยัน หน้า 295) มีหลายแห่งกล่าวถึงอายุของพระสัทธรรม (คำสอนของพระพุทธเจ้า) เช่น เพราะผู้หญิงเข้ามาบวชในพระธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่นาน จักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปี เป็นต้น แต่มิไดมีแห่งใด้บ่งชัดลงไปว่าจะมี พ.ศ. 5000 หรือพระพุทธศาสนามีอายุ 5000 ปี

– พุทธทำนายและคำพยากรณ์ของศาสนาอื่นๆ ตลอดจนผู้เห็นอนาคตกาล เช่น นอสตราดามุส ซึ่งบ่งการพยากรณ์ตรงกันถึงพระจักรพรรดิจักปรากฏในช่วงกึ่งพุทธกาล หรือ มิลเลนเนี่ยมนี้ ทำให้การปรากฏของพระจักรพรรดิในปัจจุบันมีเหตุผล มีหลักฐานเพื่อพิจารณาหาความเป็นจริง

2. จากที่พระพุทธเจ้าโคตมทรงตรัสในพระสูตรชื่อ จักรพรรดิสิงหนาท สุตตันตะ พระจักรพรรดิ “เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเช่น ตถาคตนี้” ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพระศาสดาสอนพระศาสนา แต่เป็นพระจักรพรรดิผู้รู้เองโดยชอบ และจะมานำผู้คนสร้างสันติสุขขึ้นบนโลก และยังนำชาวโลกยกย่องพระเกียรติของพระมหาเถรโพธิสัตว์ ซึ่งจากการวิเคราะห์จากพุทธทำนาย พระมหาเถรโพธิสัตว์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ร.9 โดยสามารถนำคำทำนายของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี มาประกอบความเป็นไปได้อย่างมีเหตุผล และทั้งสองพระองค์คือพระมหาเถรโพธิสัตว์และพระธรรมมิกราช (พระจักรพรรดิ) จักช่วยทนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้อยู่ตลอดภัทรกัป จนครบ 5000 ปี หรือดำเนินต่ิอไปอีก 2500 ปีจากกึ่งพุทธกาลนี้ไป

พ.ศ. ไทยเร็วไปจากความเป็นจริงอย่างแน่นอน

เราทั้งหลายกำลังอยู่ในกึ่งพุทธกาล จากหลักฐานที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก หลักฐานของพระเจ้าอโศกมหาราช และหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติศาสตร์ของอินเดีย และพระเจ้าพิมพิสาร แสดง ปี พ.ศ. ไทยเร็วไปจากความเป็นจริงอย่างแน่นอน จากพุทธทำนายหาได้ว่า พ.ศ. ไทยควรเร็วไป 48 ปี จึงได้ทำการปรับ พ.ศ. ไทยให้เข้ากับปีที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เช่น ล่วงได้ ๒๕๐๘ (จึงเป็น ๒๕๐๘ + ๔๘ = พ.ศ. 2556 ไทย) เพื่อความเข้าใจด้านพยากรณ์ โปรดพิจารณาหลักฐานความชัดเจน คือ พยากรณ์ของมายัน พุทธทำนาย และของนอสตราดามุส เป็นต้น ที่บ่งเหตุการณ์ไว่น่าจะชัดเจนด้วยมหันตภัยโลก ซึ่งยังมีบัญญัติ 10 ประการที่สลักไว้บนแผ่นหินในปี 1980 (พ.ศ. 2523) พยากรณ์เรื่องทั้งหมดมีประเด็นเดียวคือ เพื่อปรับโลกไปสู่ยุคทอง อย่างแท้จริง

หนังสือ “พระศรีอาริย์จะมาเมื่อไหร่”ของ กิเลน ประลองเชิง

หนังสือ “พระศรีอาริย์จะมาเมื่อไหร่ และพระพุทธเจ้า 9 พระองค์” (มูลนิธิแม่นวล พ่อพัว ทรงฤกษ์ จัดพิมพ์ พ.ศ.2554) พี่มหา จำเนียร ทรงฤกษ์ ผมนับถือคุ้นเคย สมัยบวชเณรอยู่วัดดาวดึงษ์ บางยี่ขัน เรียบเรียงให้อ่าน ลึกซึ้งกว้างขวางพิศดารกว่าที่เคยรู้

เมื่อครั้งนั้น ครั้งเมื่อเมืองพาราณสี เปลี่ยนชื่อเป็น “เกตุมดี” มีความยาว 16 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ ที่ประตูเมืองทั้ง 4 แห่ง มีต้นกัลปพฤกษ์ 4 ต้น พระนครเกตุมดี มีกำแพงแก้ว 7 อย่าง 7 ชั้น

พระเจ้าสังขจักรพรรดิ ทรงครองราชสมบัติอยู่ในพระนครเกตุมดีนั้น มีพระราชาทั้งปวงแวดล้อม ทรงครองจักรพรรดิสมบัติในชมพูทวีปทั้งปวง ดั่งเสวยทิพยสมบัติ

ครั้งนั้น พระเมตไตรยโพธิสัตว์ ได้รับเชื้อเชิญจากเทพยดาทั้งหลาย ให้มาบังเกิดจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต มาปฏิสนธิในครรภ์นางพรหมวดี ภรรยาสุพรหมพราหมณ์ ราชปุโรหิต

ในจักรวาลทั้งสิ้นได้มีกลิ่นหอมฟุ้งไป เทพยดาทั้งหลายพากันสักการบูชา ดั่งห่าฝนตกลงมาในท่ามกลางอากาศ ปรากฏนิมิต
น้อยใหญ่ 32 ประการ ในชมพูทวีปทั่วไป

นิมิตน้อยใหญ่ 32 ประการ เป็นประการใด

พี่มหา จำเนียร ทรงฤกษ์ ค้นคว้ามาจากหนังสือหลักปฐมสมโพธิ ของอาจารย์ ปุ้ย แสงฉาย เฉลยไว้ในเชิงอรรถ…ดังต่อไปนี้

1.มีแสงสว่างไม่มีประมาณได้ แผ่นไปในหมื่นโลกธาตุ 2.คนตาบอดกลับตาดี 3.คนหูหนวกได้ยินเสียง 4.คนใบ้พูดได้ 5.คนหลังค่อมมีตัวตรง 6.คนง่อยเปลี่ยนเดินได้

7.สัตว์ถูกพันธนาการหลุดออกหมด 8.ไฟนรกทั้งปวงดับ 9.ความหิวกระหายของเปรตสงบระงับไป 10.ภัยไม่มีแก่สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย 11.โรคและไฟคือกิเลส มีราคะ เป็นต้น สงบระงับไป

12.คนทั้งหลายพูดกันด้วยวาจาอ่อนหวาน 13.ม้าและช้างส่งเสียงร้องก้อง 14.ดนตรีทั้งปวงดังขึ้นเอง 15.เครื่องประดับของมนุษย์กระทบกัน มีเสียงดังกังวาน 16.ทั่วทุกทิศแจ่มใส

17.ลมอ่อนๆเย็นพัดพามาทำให้เกิดความสงบสุขแก่สรรพสัตว์ 18.ฝนนอกฤดูกาลตกลงมา 19.น้ำพุ่งขึ้นจากพื้นดิน 20.ฝูงนกหยุดบิน 21.แม่น้ำหยุดไหล 22.น้ำในมหาสมุทรมีรสหวาน

23.พื้นที่ทั้งปวงดารดาษไปด้วยดอกประทุม 5 อย่าง 24.ดอกไม้ ทั้งบนบกและในน้ำบานสะพรั่ง 25.ต้นไม้ กิ่งไม้ เครือไม้ทั้งหลาย มีดอกปทุมบานสะพรั่ง

26.ดอกปทุมพร้อมก้านผุดขึ้นมาจากแผ่นศิลาแห่งละ 7 ดอก 27.ดอกปทุมห้อยย้อยในอากาศ 28.มีฝนดอกไม้ตกลงมา 29.มีทิพยดนตรีบันลือเสียงในอากาศ

30.ในหมื่นโลกธาตุ มีพวงดอกไม้ มีพัดวาลวีชนี อบร่ำด้วยกลิ่นดอกไม้และกลิ่นธูป 31.โลกันตนรก ที่มืดอยู่เป็นนิจ ก็เกิดมีแสงสว่าง 32.ประตูหน้าต่างเปิดออกเอง

ลองทบทวน 32 นิมิตมหัศจรรย์ ด้วยกัน…ข้อ 20 ฝูงนกหยุดบิน ข้อ 21 แม่น้ำหยุดไหล ข้อ 22 น้ำในมหาสมุทรมีรสหวาน…ยาก ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้

หรือข้อ 12 คนทั้งหลายพูดจากันด้วยวาจาอ่อนหวาน ที่อาจพอเป็นไป แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่เป็น

ชาวพุทธแต่โบราณเชื่อตามคัมภีร์นี้ จึงอดทนทำบุญทำกุศลไว้ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ไปอีกเกือบครึ่งพุทธกาล หวังว่าในยุคพระศรีอาริย์ จะได้เกิดอีกครั้ง

ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะอยู่นอกสภาฯหรือในสภาฯ มนุษย์จะเลิกทะเลาะกัน หันมาพูดจากันแต่เรื่องดีๆ.

พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงแตกต่างกัน 8 อย่าง

1.ความแแตกต่างของอายุ อายุของพระพุทะเจ้าแต่ละพระองค์แตกต่างกันครับ

แตกต่างกันไปตามอายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้นว่ามีอายุกี่ปี อย่างพระพุทธเจ้าของเรา

พระสมณโคดมมีอายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น 100 ปี พระศรีอริยเมตไตรย์ ยุคนั้น มนุษย์

มีอายุ แปดหมื่นปีพระพุทธเจ้าพระนามว่าศรีอริยเมตไตรย์ก็อายุยืน ตามยุคสมัยที่มนุษย์

อายุยืนด้วยครับ

2.ความแตกต่างแห่งประมาณ คือ แตกต่างกันในส่วนสูง พระพุทธเจ้าบางพระะองค์

ก็สูงมาก เช่น สุง 80 ศอก ตามขนาดของมนุษย์และความอายุยืนของมนุษย์

พระพุทธเจ้าของเราสูง 18 ศอก เป็นต้น พระศรีอริยเมตไตรย์ก็ต้องมีส่วนสูงมาก

ตามอายุขัยที่ยืนยาว ครับ

3.ความแตกต่างของตระกูล คือ การบังเิกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า บางพระองค์ก็เกิด

ในตระกูลพราหมณ์ บางพระองค์ก็เกิดในตระกูลกษัตริย์แล้วแต่ว่า สมัยนั้น โลกสมมติ

ว่าตระกูลใด วรรณะใดเป็นใหญ่ ก็เกิดในตระกูล วรรณะนั้นครับ

4.ความแตกต่างในความเพียร คือ เมื่ออกบวชแล้ว แต่ละพระองค์ก็ใช้เวลบำเพ็ญ

เพียรเพื่อตรัสรู้แตกต่างกัน ออย่างพระพุทธเจ้าของเรา ต้องบำเพ็ญเพียร 6 ปี พระพุทธ

เจ้ากัสสปะ 7 วัน เป็นต้น

5.ความแตกต่างของรัศมี พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีรัศมีที่แผ่ออกจากพระวรกาย

เป็นปกติ มีความกว้างของรัศมีแตกต่างกันออกไป อย่างพระพุทธเจ้าของเรา ปกติ 1 วา

พระพุทธเจ้าวิปัสสี 7 โยชน์ เป็นต้น

6.ความแตกต่างของยาน คือ ยานที่จะออกบวช มหาภิเนษกรมณ์ พระพุทธเจ้าบาง

องค์ออกบวช ด้วยช้างบ้าง พระพุทธเจ้าเราด้วย ม้า พระพุทธเจ้าบางพระองค์ด้วย วอ

บางพระองค์ด้วยปราสาท เป็นต้น

7.ความแตกต่างของต้นไม้ที่ตรัสรู้ อย่างพระพุทธเจ้าเรา เป็นต้น อัสถปพฤกษ์ พระ

พุทธเจ้าบางพระองค์ตรัสรู้ที่ต้นกระทิง แต่ต้นไม้ชนิดแม้ต่างกัน ก็ตาม แต่ต้นไม้ที่

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ต่างก็เรียกว่า ต้นโพธิ เพราะ โพธิ หมายถึง ตรัสรู้ ครับ

8.ความแตกต่างของบัลลังค์ บัลลังค์ที่ตรัสรู้ที่ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแต่ละ

พระองค์ มีความแตกต่างกันในเรื่องขนาด

ส่วนคุณสมบัติ หรือ คุณธรรมของพระสาวก เช่น อัครสาวก อสีติมหาสาก ก็ไม่แตก

ต่างกันเลยครับ ดังเช่น พระพุทธเจ้าได้ยกย่องพระอานนท์ ว่าเลิศ ในการอุปฐากนั้น ก็

ไม่มีใครเลิศกว่าท่าน เสมอกันทั้งในสาวกในอดีต อนาคตที่เลิศทางนี้ และรวมทั้งอัคร

สาวกทั้งสอง ก็มีคุณธรรมเสมอกันกับ อัครสาวกในอดีต และ ในอนาคต ครับ สรุป คือ

สาวก มีคุณธรรมเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ไหนครับ เพียงแต่ว่า

แตกต่างกันที่อายุขัย ความสูง ตระกูลทีเกิด เป็นต้น

และพระอริยบุคคลในยุคก่อน กับยุคนี้และในอนาคต สมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระ

ศรีอริยเมตไตรย์ก็เหมือนกัน คือ มีคุณธรรมเหมือนกัน เหตุที่เหมือนกันเพราะต่างก็

ดำเนินตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหมือนกันครับ พระธรรรมในหนทางที่ถูก

ต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

พระธรรมคำสอนเหมือนกันไหม

เหมือนกันครับ คือ ในเรื่อง อริยัสัจ 4 เรื่องอริยมรรคมีองค์ 8 หรือ สติปัฏฐาน เพราะ

เป็นทางสายเดียวที่จะสามารถดับกิเลสได้ ดังนั้นทุกๆ พระองค์สอนเหมือนกัน เรื่อง

เดียวกัน เพราะหากแตกต่างกัน โดเฉพาะหนทางในการดับกิเลส ก็ไม่เป็นสัจจะ และ

เท่ากับว่าหนทางในการดับทุกข์มีหลายทาง ไม่ใช่ทางสายเดียว ดังเช่นที่สติปัฏฐาน

ได้กล่าวไว้ว่า เป็นทางเอก สายเดียวครับ และพระธรรมที่เป็นโอวาทปาฏิโมกข์ มี

ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง ที่พระองค์โอวาทพระภิกษุก็เหมือนกันทุกๆ พระองค์ แตกต่าง

กันที่ ระยะเวลาที่ให้โอวาทปาฏิโมกข์ เช่น พระพุทธเจ้าบางพระองค์ให้โอวาทปาฏิ

โมกข์ทุกๆ กึ่งเดือน บางพระองค์ทุกๆ ปี เป็นต้น และความแตกต่างในพระธรรมบางส่วน

คือ พระวินัย บางพระองค์มีบัญญัติพระวินัยมาก เพราะยุคสมัยนั้น สัตว์มีกิเลสมาก มี

การทำผิดมาก พระพุทธเจ้าบางพระองค์ บัญญัติพระวินัย ข้อห้ามไม่มาก เพราะสัตว์

มีกิเลสน้อย จึงไม่มีการทำผิดมากครับ และความแตกต่างของพระสูตร ก็คือ ชื่อ เรื่อง

ราวสมมติแตกต่ากัน เพราะบางครั้งชื่อแต่คน แต่ละยุคสมัยไม่เหมือนกัน แต่พระอภิธรรม

ทีเป็นสัจจะ เปลี่ยนไม่ได้ เพราะลักษณะของสภาพธรรมไม่เปลี่ยนแปลง

ดังนั้น เมื่อว่ากันโดยความจริงแล้ว พระธรรมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่แตก

ต่างกันเลย เพราะแสดงถึงสิ่งที่จริงที่เป็นสภาพธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะ ที่

แสดงถึงความไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนที่เป็นแต่เพียง จิต เจตสกิ รูปและนิพพาน

และทรงแสดงเป็นไปเพื่อละคลายกิเลส เจริญขึ้นของกุศลและปัญญา และเพื่อถึง

พระนิพพานเหมือนกันทั้งสิ้น และหนทางก็มีทางสายเดียว คือ อริยมรคมีองค์ 8 ซึ่ง

พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์แสดงเหมือนกัน

ทำอย่างไรถึงได้เกิดในยุคพระศรีอาริย์

1.เป็นคนถือศีล 5
2.เป็นคนถือศีล 8
3.เป็นคนที่บวชในพระพุทธศาสนาและสนับสนุนพระสงฆ์
4,เป็นคนที่สร้างวัด เจดีย์ และปลูกต้นโพธิ์
5.เป็นคนที่ปลูกต้นไม้ให้วัดร่มรื่น ให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้อาศัยร่มเงา
6.สร้างสะพานและสาธารณทานแก่ชนทั้งหลาย
7.สร้างถนน ปรับหนทางให้ชนทั้งหลายเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก
8.ขุดสร้างบ่อน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำแก่คนทั้งหลาย
9.สร้างศาลา และโรงธรรม นิมนต์พระมาเทศนาสั่งสอน
10.เคารพพระรัตนตรัย บูชาพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะบูชา
11.เป็นคนกตัญญูรู้คุณบุพการี
12.เป็นคนที่เคารพยำเกรงต่อผู้ใหญ่
13.เป็นคนศรัทธาในพระรัตนตรัย และอนุโมทนาในการทำความดีของผู้อื่น


อ้างอิง
พระศรีอริยเมตไตรย
พุทธประวัติ “พระศรีอริยเมตไตรย์” พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ที่ 5 (พระองค์สุดท้าย) ในภัทรกัปนี้
พระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอารย์คือใคร
เมื่อพระศรีอาริย์จะมา
สาวกพุทธในพระพุทธเจ้าพระศรีอารย์


สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

“พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง
"พระเจ้าไม่มีอยู่จริง" ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง บทความต่อไปนี้ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่หรือหมิ่นศาสนาใด แต่บทความต่อไปนี้เป็นบทความที่น่าสนใจ บางท่านอาจจะอึดอัด เพราะความเห็นที่แตกต่าง แต่ขอให้รับฟังและพิจารณาอย่างมีสติ ซึ่งนี้คือหนึ่ง หลักแท้แห่งปรัชญาโดยสามารถทำการเข้าใจอยู่ร่วมกับคนทีัคิดต่างจากเราได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ ผู้ที่แสวงหาความหมายของชีวิตในยุคหลังนวสมัยได้บ้าง ได้่มากก็น้อย "ทำไมพระเจ้าไม่มีอยู่จริง" "พระเจ้าไม่มีอยู่จริง" ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป* "พระเจ้าไม่มีอยู่จริง" ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง ...
ศาสนาผี ความเชื่อที่ถูกลืมเลือน
คนไทยเมื่อได้ยินคำว่า "ผี" ก็มักจะนึกไปถึงพวกผีเปรต ผีกระสือ ผีแม่นาค หรือผีปีศาจ อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็เลยทำให้เวลาพูดว่า "ศาสนาผี" ก็เลยนึกว่าเป็นเรื่องของการไปนับถือผีเปรต ผีกระสือ หรือผีแม่นาค หรือศาสนาบูชาปีศาจ หรือศาสนาบูชาซาตาน ซึ่งไม่ใช่เลย ...
Copy link
Powered by Social Snap