สารคดี อัศจรรย์ความจำมนุษย์

สารคดี อัศจรรย์ความจำมนุษย์ ช่องพีเอสไอสาระดี 99
เกิดอะไรขึ้น? ในกลไกสมอง เมื่อสมองของมนุษย์เป็นได้มากกว่าที่เราคาดคิด
ถ้าเราใช้สมองของเรา 100% ล่ะ
สมองของคุณเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เป็นระบบควบคุมของร่างกาย มันบอกร่างกายว่าต้องอะไร ไปจนถึงบอกให้หัวใจของคุณเต้นต่อไป…รู้อะไรมั้ย? เราไม่ได้ใช้สมองทั้งหมดด้วยซ้ำ! นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักประสาทวิทยาชอบพูดถึงการทำงานของสมอง ที่แปลกก็คือฮอลลีวูดก็เช่นกัน คำถามที่ว่าเราใช้สมองไปเท่าไหร่เป็นธีมยอดนิยมในภาพยนตร์และรายการทีวีด้วย งั้นสมองของเราทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราใช้ความสามารถของสมองทั้งหมด และไม่ มันไม่ใช่ “ความเชื่อ 10%” ยอดนิยมนั่นหรอก นั่นเป็นเพราะการกล่าวอ้างจากการศึกษาจำนวนมาก “ตำนาน 10%” ได้รับเครดิตมากเกินไปในภาพยนตร์และสื่ออื่น ๆ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเริ่มเชื่อว่ามันเป็นความจริง TIMESTAMPS: ตำนาน 10% 1:20 ฟังก์ชั่นพื้นฐานของสมอง 2:20 ถ้าเราใช้ฟังก์ชั่นเหล่านี้ 100% ตลอดเวลาล่ะ 5:03 ร่างกายของเราอ่อนแอเกินไปหรือเปล่า?! 🤔 5:38 ความสามารถในการเรียนรู้ของเราถูกจำกัดโดย (สปอย ไม่ใช่เพราะสมองของเรา!) 7:24 #สมองมนุษย์ #ร่างกายมนุษย์ #ชีวิตสดใส SUMMARY: – ปรากฎว่าส่วนใหญ่ของสมองของเรามีการใช้งานอยูตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าทุกส่วนทำงานได้ 100% ในเวลาเดียวกัน แม้แต่ขณะกำลังฝัน สมองก็ยังทำงานมากมาย เปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนที่เราใช้นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลเช่นกัน – สมองมีสามส่วนหลัก ซีรีบรัม ซีรีเบลลัม และก้านสมอง – สมองของคุณสามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เรารวบรวมโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา การมองเห็น การดมกลิ่น การสัมผัส การรับรสและการได้ยิน – ฟังก์ชั่นขั้นสูงกว่าส่วนใหญ่ เช่น ที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกและการประมวลผลสิ่งที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของคุณรับเกิดขึ้นในซีรีบรัม – ซีรีเบลลัมจัดการทักษะการประสานงานที่ซับซ้อนขึ้นของเราเพื่อให้เราสามารถเดิน นั่ง ยืน ปรับท่าทางและทรงตัวได้ – ก้านสมองอยู่ที่ฐานของสมองและติดอยู่กับไขสันหลังของเรา ถ้าไม่มีมันเราก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้! – การใช้สมองทั้งหมดในเวลาเดียวกันนั้นต้องการการไหลเวียนของเลือดที่คุณมีทั้งหมดซึ่งจะทำให้อวัยวะอื่นหยุดทำงาน – การใช้ความสามารถของสมองเต็ม 100% จะมีสมรรถภาพสูงมากจนต้องใช้พลังงานทั้งหมดที่เรามี เราต้องการเชื้อเพลิงตลอดเวลา – เราพัฒนาไปจนถึงจุดกำลังดีที่เราควรจะเป็น ที่ซึ่งร่างกายและสมองมีความสมดุลกัน – ความสามารถในการเรียนรู้ของเรานั้นถูกจำกัดโดยสิ่งต่าง ๆ เช่น สมาธิ การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพและไม่ว่าเราแก่ขึ้นหรือสำหรับผมไม่ว่าผมจะทำลูกหินหายทั้งหมดหรือทีละลูก!
ไขความลับของ สมอง
ไขความลับของ สมอง 😲 ทำไมบางคนถึงสำเร็จซ้ำๆ ทำไมบางคนถึงล้มเหลวซ้ำๆ คุณเคยได้ยินคำว่า “คิดบวก ชีวิตบวก” กันใช่ไหมครับ? มันเป็นวิทยาศาสตร์นะ ไม่ใช่แค่ ปรัญชา หรือ คำคม ผมรู้เรื่องนี้มาหลายปีแล้วนะ แล้วคุณยัง คิดลบ อยู่อีกหรอครับ?
11 วิธีที่พัฒนาความจำได้ถึง 80%
ทุกวันนี้คนมากมายลุ่มหลงกับการใช้ชีวิตแบบกลุ่มคนที่รักสุขภาพ พวกเขากิทานอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป ออกกำลังในยิม และทำอะไรทำนองนั้น แต่.. พวกเขานั้นมักจะลืมว่า สมองก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะ เมื่อคุณเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ อยู่บ่อยครั้ง ใช่แล้วล่ะ พวกเราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทั้งชีวิต แต่เราก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างเพราะว่าก็เราลืมอะไรไปหลายๆ อย่างเหมือนกัน ดังนั้นถ้าคนรอบข้างชอบบ่นว่า คุณเป็นปลาทองล่ะก็ ไม่ต้องตกใจไป! แค่ลองทำตามวิธีการบริหารสมองพวกนี้ก็ช่วยคุณได้แล้ว! TIMESTAMPS: อ่านหนังสือแบบออกเสียง 0:31 สลับมือขณะทำกิจวัตรประจำวัน 1:17 เพิ่มจังหวะการเต้นของหัวใจ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 2:01 ใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร 2:40 ใส่ที่อุดหู 3:19 สร้างคำศัพท์ให้เป็นรูปภาพและโจทย์ปัญหาs 3:52 ทำการฝึกสังเกตรายละเอียด 4 อย่าง 4:23 การฟังเพลง 5:13 กำหมัดให้แน่น 5:47 เขียนเส้นขยุกขยิก 6:25 หัวเราะอย่างมีความสุข 7:27 #พัฒนาสมอง #ความจำดี #ชีวิตสดใส SUMMARY: – เมื่อคุณทั้งพูดและฟังตัวเองพูดไปพร้อมๆ กันจะทำให้สมองเก็บข้อมูลนั้นๆ ได้ดีกว่า คุณยังสามารถฝึกแบบนี้กับเพื่อนฝูงหรือลูกๆ ของคุณได้อีกด้วย – ถ้าคุณลองสลับใช้ “มืออีกข้าง” มันก็จะมีผลทำให้การเชื่อมต่อของเส้นประสาทในสมองนั้นแข็งแรงขึ้น และช่วยทำให้ความจำของคุณดีขึ้น – การเต้นแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอนั้นอาจจะเพิ่มขนาดของฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลเป็นความทรงจำ – การใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้สมองดีขึ้น ซึ่งได้ผลที่สุด นั่นก็เพราะว่าการใช้ตะเกียบจะทำให้เกิดเดนไดรต์ซึ่งเป็นแขนงประสาทของเซลล์ประสาท – การลองใช้ชีวิตในโลกที่ไร้เสียงนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยเร่งความสามารถในการวิเคราะห์ได้ดี คุณลองใช้วิธีนี้ในขณะกินอาหารเช้าดูสิ – ลองคิดถึงคำศัพท์ขึ้นมาสักคำนึงแล้วนึกภาพคำสะกดขึ้นมาในหัว – ถ้าคุณจำเป็นต้องติวหนังสือสำหรับการสอบหรือต้องพยายามจำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับงานของคุณ ลองทำมันไปพร้อมกับเสียงเพลงบรรเลงดูสิ การฟังเพลงช่วยให้สมองกักเก็บข้อมูลได้ดีขึ้น – การกำมือขวา 90 วินาทีจะช่วยพัฒนาการสร้างตัวของความจำ ถ้าคุณทำเหมือนกันกับมือซ้ายก็จะช่วยพัฒนาการหวนคิดของสมองได้ – ในขณะที่ผู้คนฟังอะไรต่างๆ อยู่นั้น พวกเขามักจะมีอาการใจลอยซึ่งขัดขวางไม่ให้เราจับใจความข้อมูลสำคัญได้ แต่การกระทำง่ายๆ เช่น การเขียนเส้นขยุกขยิกนั้นสามารถหยุดอาการใจลอย ซึ่งช่วยทำให้สามารถเข้าใจกับข้อมูลเสียงได้มากขึ้น – ถ้าคุณชอบลืมว่าคุณวางมือถือหรือกุญแจไว้ที่ไหน บางทีสิ่งที่คุณต้องทำก็แค่หัวเราะ “คิคิคิคิ”
หนังสือเสียง วิธีสร้างความฉลาด และความจำแม่น ปลูกมันสมอง
บทนี้เป็นข้อความเบื้องต้นของหนังสือ มันสมอง ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวถึงความสำคัญ และการสร้างมันสมอง หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ใช้ศึกษาเพื่อสร้างมันสมอง โดยจะมีแบบฝึกหัดให้ทำทุกบท ซึ่งทางช่อง HR Comm Arts จะนำลิงค์เอกสารประกอบเนื้อหาของแต่ละบทมาในในคำอธิบาย
สารคดีการทำงานของสมอง จิตใจ สติ
ความทรงจำคืออะไร ไขความลับการทำงานของสมอง ถอดรหัสความทรงจำของมนุษย์
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความทรงจำไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่กระจายไปทั่วทั้งสมอง ซึ่งความทรงจำต่างประเภทกันก็จะถูกเก็บไว้ในสมองคนละส่วนกัน หนูที่หวาดกลัวไฟช็อต มนุษย์ที่ดูซีรีส์ฉากเดียวกันแต่เล่าไม่เหมือนกัน และการจัดระเบียบความทรงจำ คือส่วนหนึ่งของการทดลองเพื่อไขความลับการทำงานของสมองว่าจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร “ตอนนี้เหมือนเรากำลังอยู่ในยุคทองของเทคโนโลยีที่จะกลับมาถามคำถามเก่าแก่เกี่ยวกับสมองและความทรงจำที่ยังรอคำตอบอยู่” ชีนา โจสเซลิน (Sheena Josselyn) นักประสาทวิทยาศาสตร์แห่งโรงพยาบาลเด็กโตรอนโต ประเทศแคนาดา หนึ่งในผู้บุกเบิกการส่องสำรวจความจำกล่าว อ่านต่อ
มนุษย์ตั้งคำถามกับ ความทรงจำ ตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะเข้าใจความทรงจำ
ลองจินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ความทรงจำดูสิครับ คนที่ไร้ซึ่งความทรงจำนั้น เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกในตอนเช้าจะไม่รู้ว่าเป็นเสียงนาฬิกาปลุก แต่รู้แค่ว่าเจ้าอุปกรณ์นี้ส่งเสียงดังน่ารำคาญจนนอนต่อไม่ได้ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็จะไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน นึกไม่ออกว่าวันนี้วันอะไร มีธุระปะปังอะไรบ้างที่ต้องไปจัดการ และนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใคร กล่าวได้ว่าตัวตนของเราในวันนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากความทรงจำในอดีต หากสูญสิ้นความทรงจำไปแล้ว ทุกสิ่งที่เราสั่งสมมาทั้งชีวิตก็พร้อมจะสูญสลายลงในบัดดล ไม่ต่างอะไรกับตึกระฟ้าที่พร้อมจะพังครืนลงมาหากฐานรากหายไป อ่านต่อ

สารคดี อัศจรรย์ความจำมนุษย์

ความทรงจำคือกุญแจที่ระบุตัวตน แต่มันทำงานอย่างไร? ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ สืบค้นสมองเราอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน การค้นพบหลักฐานที่นำไปสู่การน่าตื่นตะลึง การเพิ่มความทรงจำเข้าไปที่ลบความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดออก เราหาเป้าหมายที่ลบความจำที่น่ากลัวออกไปได้

ความจำของมนุษย์

ความจำของมนุษย์เกิดจากการทำงานร่วมกันของความจำ 3 ส่วน เริ่มตั้งแต่ข้อมูล (Information) ถูกส่งจากหน่วยความจำที่เกี่ยวกับความรู้สึก ไปยังหน่วยความจำระยะสั้นโดยเลือกเฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์กำลังให้ความสนใจเท่านั้น และข้อมูลที่จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยความจำระยะยาวจะเป็นข้อมูลที่เกิดจากการถูกกระตุ้นมายังหน่วยความจำระยะสั้นอย่างบ่อยครั้ง

ความจำ ในจิตวิทยา ความจำ (memory) เป็นกระบวนการที่ข้อมูลต่าง ๆ รับการเข้ารหัส การเก็บไว้ และการค้นคืน เนื่องจากว่า ในระยะแรกนี้ ข้อมูลจากโลกภายนอกมากระทบกับประสาทสัมผัสต่าง ๆ (มีตาเป็นต้น) ในรูปแบบของสิ่งเร้าเชิงเคมีหรือเชิงกายภาพ จึงต้องมีการเปลี่ยนข้อมูลไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือการเข้ารหัส เพื่อที่จะบันทึกข้อมูลไว้ในความจำได้ ระยะที่สองเป็นการเก็บข้อมูลนั้นไว้ ในสภาวะที่สามารถจะรักษาไว้ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วนระยะสุดท้ายเป็นการค้นคืนข้อมูลที่ได้เก็บเอาไว้ ซึ่งก็คือการสืบหาข้อมูลนั้นที่นำไปสู่การสำนึกรู้ ให้สังเกตว่า การค้นคืนความจำบางอย่างไม่ต้องอาศัยความพยายามภายใต้อำนาจจิตใจ

จากมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการประมวลข้อมูล มีระยะ 3 ระยะในการสร้างและค้นคืนความจำ คือ
1.การเข้ารหัส (encoding) เป็นการรับ การแปลผล และการรวบรวมข้อมูลที่ได้รับ
2.การเก็บ (storage) เป็นการบันทึกข้อมูลที่ได้เข้ารหัสแล้วอย่างถาวร
3.การค้นคืน (retrieval หรือ recollection) หรือ การระลึกถึง เป็นการระลึกถึงข้อมูลที่ได้บันทึกไว้แล้วโดย เป็นกระบวนการตอบสนองต่อตัวช่วย (cue) เพื่อใช้ในพฤติกรรมหรือกิจกรรมอะไรบางอย่าง
การสูญเสียความจำเรียกว่าเป็นความหลงลืม หรือถ้าเป็นโรคทางการแพทย์ ก็จะเรียกว่า ภาวะเสียความจำ

หน่วยความจำของมนุษย์


หน่วยความจำของมนุษย์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
 Sensory memory
 Short-term memory : STM
 Long-term memory : LTM

หน่วยความจำเกี่ยวกับความรู้สึก (Sensory memory)
การรับรู้ด้วยความรู้สึกผ่าน การมองเห็น การได้ยิน เป็นต้น และหน่วยความจำประเภทนี้มีลักษณะเก็บแบบ Continuously Overwritten

Sensory memory (ความจำอาศัยความรู้สึก) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกที่เก็บไว้น้อยกว่า 1 วินาทีหลังจากเกิดการรับรู้สิ่งที่มากระทบประสาทสัมผัส ความสามารถในการเห็นวัตถุหนึ่งแล้วจำได้ว่าเหมือนกับอะไร โดยดู (หรือจำ) ใช้เวลาเพียงไม่ถึงวินาที เป็นตัวอย่างของความจำอาศัยความรู้สึก เป็นความจำนอกเหนือการควบคุมทางประชานและเป็นการตอบสนองอัตโนมัติ แม้ว่าจะมีการแสดงให้ดูเพียงระยะสั้น ๆ ผู้ร่วมการทดลองมักจะรายงานว่าเหมือนจะ “เห็น” รายละเอียดมากกว่าที่จะรายงานได้จริง ๆ (เพราะกว่าจะบอกสิ่งที่เห็นหมด ก็ลืมไปก่อนแล้ว)

นักจิตวิทยาเชิงประชานชาวอเมริกัน ศ. จอร์จ สเปอร์ลิง ได้ทำงานทดลองชุดแรก ๆ เพื่อตรวจสอบความจำประเภทนี้ในปี ค.ศ. 1963 โดยใชัรูปแบบ “partial report paradigm” (การทดลองแบบรายงานเป็นบางส่วน) คือ มีการแสดงตารางมีอักษร 12 ตัว จัดเป็น 3 แถว 4 คอลัมน์ให้ผู้ร่วมการทดลองดู หลังจากให้ดูเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะเล่นเสียงสูง เสียงกลาง หรือเสียงต่ำเพื่อบอกผู้ร่วมการทดลองว่า ให้รายงานอักษรแถวไหน จากการทดลองอย่างนี้ ศ. สเปอร์ลิงสามารถแสดงได้ว่า สมรรถภาพของความจำอาศัยความรู้สึกสามารถจำได้ประมาณ 12 อักษร แต่ว่าจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว (ภายใน 2-3 ร้อยมิลลิวินาที) เนื่องจากเสื่อมเร็วมาก ผู้ร่วมการทดลองจะเห็นสิ่งที่แสดง แต่ไม่สามารถรายงานอักษรทั้งหมดก่อนที่ความจำจะเสื่อมไป ความจำชนิดนี้ไม่สามารถทำให้ดำรงอยู่ได้นานขึ้นโดยการท่องซ้ำ ๆ (rehearsal)

ความจำอาศัยความรู้สึกมี 3 ประเภท คือ

Iconic memory เป็นตัวเก็บข้อมูลทางตาที่เสื่อมอย่างรวดเร็ว เป็นความจำอาศัยความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เก็บภาพที่เกิดการรับรู้ไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ
Echoic memory เป็นตัวเก็บข้อมูลทางหูที่เสื่อมอย่างรวดเร็ว เป็นความจำอาศัยความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งที่เก็บเสียงที่เกิดการรับรู้ไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ
Haptic memory เป็นความจำอาศัยความรู้สึกที่เป็นฐานข้อมูลของสิ่งเร้าทางสัมผัส

หน่วยความจำระยะสั้น (Short-term memory : STM)
ความจำที่สามารถเรียกคืนได้ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วความจำนั้นจะหายไป (ความจาแบบชั่วคราว) เช่น การรับรู้ข่าวสารจากการสนทนา เป็นต้น

ความจำระยะสั้น (short-term memory) เป็นความจำที่ช่วยให้ระลึกข้อมูลได้เป็นเวลาหลายวินาทีจนถึงนาทีหนึ่งโดยไม่ต้องท่องซ้ำ ๆ ความจำนี้มีขนาดจำกัดมาก ในปี ค.ศ. 1956 เมื่อทำงานอยู่ที่เบ็ลล์แล็บ นักจิตวิทยาเชิงประชานชาวอเมริกัน ศ. จอร์จ มิลเล่อร์ทำการทดลองที่แสดงว่า ขนาดความจำระยะสั้นอยู่ที่ 7±2 ชิ้น และได้เขียนบทความตีพิมพ์ที่มีชื่อเสียงว่า “The Magical Number Seven, Plus or Minus Two (เลขขลังคือ 7, บวกหรือลบ 2)” แต่ว่า ขนาดประมาณปัจจุบันของความจำระยะสั้นน้อยกว่าที่มิลเล่อร์กล่าวไว้ โดยปกติจะอยู่ที่ 4-5 ชิ้น แต่ว่า สามารถจะเพิ่มขนาดขึ้นได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า chunking (คือรวมข้อมูลหลายชิ้นให้เป็นชิ้นเดียวกัน เช่น เบอร์รหัส 02 หมายถึงเบอร์โทรศัพท์ในกรุงเทพฯ) ยกตัวอย่างเช่น ในการระลึกถึงเบอร์โทรศัพท์ 9 เบอร์ เราสามารถแบ่งเบอร์ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก (เช่น 02) ส่วนที่สองที่มีเลขสามตัว (เช่น 456) และส่วนสุดท้ายที่มีเลข 4 ตัว (เช่น 7890) การจำเบอร์โทรศัพท์โดยวิธีเช่นนี้มีประสิทธิภาพดีกว่าพยายามจะจำเลขเดี่ยว ๆ 9 ตัว เพราะว่า เราสามารถที่จะแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนต่าง ๆ ที่มีความหมาย ซึ่งก็จะเห็นได้ในประเทศต่าง ๆ ที่มักจะแสดงเบอร์โทรศัพท์เป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนมี 2-4 ตัวเลข

ความจำระยะสั้นเชื่อกันว่า อาศัยการเข้ารหัสโดยเสียง (acoustic code) โดยมากในการเก็บข้อมูล และอาศัยการเข้ารหัสโดยสิ่งที่เห็น (visual code) บ้างแต่น้อยกว่า ในปี ค.ศ. 1964 คอนแรด[6] พบว่าผู้ร่วมการทดลองมีปัญหาในการระลึกถึงกลุ่มอักษรที่มีเสียงคล้ายกัน (เช่น E, P, D) ความสับสนในการระลึกถึงอักษรที่มีเสียงคล้าย ๆ กัน ไม่ใช่เพราะมีรูปร่างคล้าย ๆ กันบอกเป็นนัยว่า อักษรต่าง ๆ มีการเข้ารหัสโดยเสียง แต่การทดลองของคอนแรดเกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสตัวเขียนหนังสือ ดังนั้น แม้ว่าความจำเกี่ยวกับภาษาเขียนอาจจะต้องอาศัยส่วนประกอบเกี่ยวกับเสียง แต่ว่า นัยทั่วไปเกี่ยวกับความจำทุก ๆ แบบไม่ควรจะทำเพราะเพียงเหตุแห่งผลการทดลองนี้เท่านั้น

หน่วยความจำระยะยาว (Long-term memory : LTM)
ความจำที่ได้ถูกบันทึกไว้ถาวร ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
การแบ่งจำเป็นตอนๆ
การแบ่งจำในลักษณะที่มีโครงสร้าง
การจดจำ
การจัดเก็บหรือการจาได้จะต้องมีข้อมูลจากหน่วยความจำระยะสั้นย้ายไปจัดเก็บในหน่วยความจำระยะยาว ซึ่งอาจเกิดจากการท่องจำข้อมูล การจำได้นั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณการเรียนรู้เป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณเวลาที่ใช้ไปในการเรียน และเวลาที่ใช้เรียนจะได้ผลที่สุด ถ้ามีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการจำ จำยากกว่าถ้าจากลุ่มของคำที่แทนแนวคิด แต่จะง่ายกว่าถ้าจากลุ่มของแทนที่แทนวัตถุ
การลืม
การลืมข้อมูล เกิดจากข้อมูลในหน่วยความจำค่อยๆสลายไปอย่างช้าๆ ซึ่งมี 2 ทฤษฏี คือ
ทฤษฎีที่ 1 ข้อมูลเก่าจะถูกทับด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เมื่อเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ก็ยากที่จะจำเบอร์โทรศัพท์เก่าได้
ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูกขวางไว้ด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เวลาขับรถ มักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่าบ้านหลังใหม่
การดึงข้อมูลกลับมา
การดึงข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็น การหวนระลึกได้และ การจำแนกได้
– การหวนระลึกได้นั้นตัวข้อมูลสามารถถูกสร้างขึ้นอีกครั้งจากหน่วยความจำจากการแนะนำ การใบ้ หรือบอกเป็นนัย
– การจาแนกได้นั้น ตัวข้อมูลได้ให้ข้อมูลที่ถูกพบเห็นมาก่อน ข้อมูลมักจะมีความซับซ้อนน้อยกว่าการหวนระลึกได้ ที่สาคัญคือ ตัวข้อมูลนั้นคือคาใบ้

ความจำระยะยาว การเก็บความจำอาศัยความรู้สึกและความจำระยะสั้นทั่ว ๆ ไปแล้วมีขนาดและระยะเวลาจำกัด ซึ่งก็หมายความว่า ไม่สามารถรักษาข้อมูลไว้ได้ตลอดชั่วกาลนาน โดยเปรียบเทียบแล้ว ความจำระยะยาวมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อบรรจุข้อมูลที่อาจไม่จำกัดเวลา (เช่นรักษาไว้ได้จนตลอดชีวิต) ขนาดความจำระยะยาวมีขนาดใหญ่จนวัดไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้เลข 7 หลักโดยสุ่ม เราอาจจะจำได้เพียงแค่ 2-3 วินาทีก่อนที่จะลืม ซึ่งบอกเป็นนัยว่าเก็บอยู่ในความจำระยะสั้นของเรา เปรียบเทียบกับเบอร์โทรศัพท์ที่เราอาจจะจำได้เป็นเวลาหลาย ๆ ปีผ่านการท่องและการระลึกถึงซ้ำ ๆ ข้อมูลนี้จึงเรียกว่าเก็บอยู่ในความจำระยะยาว

เปรียบเทียบความจำระยะสั้นที่เข้ารหัสข้อมูลโดยเสียง ความจำระยะยาวเข้ารหัสข้อมูลโดยความหมาย (semantic) ในปี ค.ศ 1966 แบ็ดเดลีย์ พบว่า หลังจาก 20 นาที ผู้ร่วมการทดลองมีปัญหาในการจำกลุ่มคำที่มีความหมายคล้าย ๆ กัน (เช่นบิ๊ก ใหญ่ โต) ในระยะยาว ส่วนความจำระยะยาวอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความจำอาศัยเหตุการณ์” (episodic memory) “ซึ่งเป็นการพยายามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ‘อะไร’ ‘เมื่อไร’ และ ‘ที่ไหน'” เป็นความจำที่เราสามารถระลึกถึงเหตุการณ์เฉพาะต่าง ๆ เช่นงานเลี้ยงวันเกิดหรืองานแต่งงาน

ความจำระยะสั้นมีมูลฐานเป็นรูปแบบการสื่อสารในเซลล์ประสาทแบบชั่วคราว โดยอาศัยเขตต่าง ๆ ในสมองกลีบหน้า (โดยเฉพาะ dorsolateral prefrontal cortex) และในสมองกลีบข้าง เปรียบเทียบกับความจำระยะยาว ซึ่งอาศัยการเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพและถาวรโดยการเชื่อมต่อทางเซลล์ประสาทที่กระจายไปอย่างกว้างขวางในสมอง ฮิปโปแคมปัสเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในการทำความจำระยะสั้นให้กลายเป็นความจำระยะยาว (ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ) เป็นกระบวนการที่เรียกว่า “การทำความจำให้มั่นคง” (consolidation) แม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนั้นไว้เอง แต่ถ้าไม่มีส่วนนี้ของสมอง ความจำใหม่ ๆ จะไม่สามารถเก็บไว้ในความจำระยะยาว ดังที่พบในคนไข้เฮ็นรี่ โมไลสันหลังจากที่เขาผ่าตัดเอาฮิปโปแคมปัสทั้งสองซีกออก และจะไม่สามารถใส่ใจอะไรได้นาน ๆ (คือมีสมาธิสั้น) นอกจากนั้นแล้ว สมองส่วนนี้อาจมีบทบาทในการเปลี่ยนการเชื่อมต่อทางประสาทในช่วงเวลา 3 เดือนหรือมากกว่านั้นหลังจากเกิดการเรียนรู้เหตุการณ์นั้น ๆ

สิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นหน้าที่หลัก ๆ ของการนอนหลับก็คือ ทำข้อมูลที่ได้เรียนรู้นั้นให้มั่นคง (consolidation) ได้ดีขึ้น เพราะว่า งานวิจัยหลายงานได้แสดงว่า ความจำที่ดีขึ้นอยู่กับการหลับนอนที่เพียงพอในช่วงระหว่างการเรียนและการทดสอบความจำ นอกจากนั้นแล้ว ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยหลายงานที่ใช้การสร้างภาพในสมอง (neuroimaging) แสดงรูปแบบการทำงานในสมองในขณะนอนหลับที่เหมือนกับช่วงการเรียนรู้งานนั้น ๆ ในวันก่อน ซึ่งบอกเป็นนัยว่า ความจำใหม่ ๆ อาจเกิดการทำให้มั่นคงผ่านการเล่นซ้ำ (rehearsal)

งานวิจัยหนึ่งเสนอว่า การเก็บความจำระยะยาวในมนุษย์อาจจะมีการรักษาไว้โดยกระบวนการ DNA methylation (เป็นกระบวนการชีวเคมีที่เติมกลุ่ม Methyl หนึ่งลงใน cytosine DNA nucleotides หรือ adenine DNA nucleotides) หรือผ่านตัวพรีออน

อ้างอิง human memmory,ความจำ


ความคิดเห็น เกี่ยวกับ สารคดี อัศจรรย์ความจำมนุษย์

สรุปคือ สมองใช้งานทุกส่วนของสมอง แต่ไม่ได้ใช้งานพร้อมกัน และเราจะไม่สามารถรีดประสิทธิภาพของสมองให้ทำงานได้ 100%
ผมเคยศึกษาเรื่องนี้นิดหน่อย

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
การที่เราใช้สายตามอง ตาเราจะส่งข้อมูลให้สมองแบบเรียลไทม์ แต่สมองเราทำงานเพียง 1-2% ในการรับข้อมูลจากตาที่เห็นสิ่งต่างๆ ทำให้เราจำข้อมูลเพียงบางส่วนที่เราโฟกัสจริงๆ ทั้งที่จริงแล้วตาเราส่งข้อมูลให้สมองเยอะกว่าที่เราจำได้ ถ้าสมองสามารถทำงานได้ 10% เราจะจำรายละเอียดจากสิ่งที่เรามองเห็นได้มากกว่าปัจจุบันถึง 10 เท่า

และเคยสงสัยมั้ย ทำไมเรื่องบางเรื่องเราถึงนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก หรือ ลืมเรืืองที่เกิดขึ้นไปไม่นาน
จริงๆเรื่องนั้นๆไม่ได้ถูกลบไปจากสมองนะ เพียงแต่เราไม่สามารถใช้งานประสิทธิภาพจากสมองเพื่อดึงเหตุการณ์นั้นๆมาได้
ทั้งที่จริงๆแล้วหลังจากที่เรานึกเท่าไรก็นึกไม่ออก แต่มาอีกวันอยู่ๆก็นึกขึ้นได้นั้นเองครับ

มีนักวิทยาศาสตร์เคยทดลองใช้ไฟฟ้าใส่สมองคนธรรมดาได้แค่60% สามารถคุยทางจิตได้ หลังจาก30วิ คนๆนั้นก็เสียชีวิต

สมองใช้พลังงาน400kclต่อวันถ้าสมองทำงาน100%เท่ากับว่าสมองทำงานหนักขึ้น100-50เท่าทำให้ใช้พลังงานมาขึ้น20000-40000kclต่อวันซึ่งร่างกายก็ต้องทำงานหนักเพิ่มไปอีกเพื่อหาพลังงานสมองเป็นจุดที่ใช้พลังงาน1/6ของทั้งหมดเพราะฉนั้นก็ต้องหากินเพิ่มอีกเรื่อยๆ

ถ้าภาษาบ้านๆ เราไม่สามารถส่งเลือดให้ไหลเวียนพร้อมกันได้ทั้งหมด หากสมองใช้งานพร้อมกันหมดนั้นหมายถึงการส่งเลือดเข้าสู้สมองทุกจุด
และมันจะส่งต่อมาคือเลือดจะไหลเวียนเร็วเกินไป การต้องการพลังงานจะสูงขึ้นเรื่อยๆ สมมุติจะสอบเราก็จะต้องการน้ำตาลเพื่อกระตุ้นให้คิดเร็วขึ้นจดจำได้ดีขึ้น
แต่ก็แลกมากับความเหนื่อยเพิ่มขึ้น เหมือนดึ่งพลังงานอนาคตมาใช้ก่อน เวลาหนี้ตายมันจะเข้าใกล้กับการใช้สมอง 100% ที่สุดแล้วผมว่า

เอาเป็นง่ายๆครับ ทุกอย่างในโลกเราควรสมดุลมัน ไม่ใช่ว่าทำบางอย่างมากหรือน้อยเกินไป เช่น พวกที่เดินอยู่ รพ.บ้าต่าง ๆ อาจดูแรงไปหน่อย ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่เรียนจบสูง ๆ เก่ง ๆ อัจฉริยะกันทั้งนั้น คือเรียนมากไป คิดมากไป ขนาดพวกอยู่มัธยมต้ม-ปลาย ยังบ่นถึงการศึกษา แล้วระดับสูงล่ะ อย่างที่เห็น ๆ บางคนนะ แค่บางคนแต่มันก็เยอะอยู่หรอก เป็นระดับ Dr. แต่บ้า ๆ บอ ๆ ไม่เต็มบ้าง คือพวกอัจฉริยะเขาทุ่มเท แล้วเขาก็ต้องแรกมาด้วยบางอย่าง ผมไม่ได้จะสื่อให้ทุกคนไม่พยายามในการเรียนสูงแต่อย่างใด ก็ตามคลิปครับเราใช้มัน 100% ไม่ได้ เราควรทุกอย่างในระดับพอดี ผมเห็นบางคนอ่ะอ่านหนังสือวันละ 4ชม.ขึ้น เรียนพิเศษอีก ถึงมันจะเป็นสิ่งที่เราเลือกเองหรือพ่อแม่บังคับ ส่วนใหญ่พ่อแม่จะบังคับ ถ้าคุณไม่อยากทำมัน ไม่ไหวมัน คุณพูดสิครับ ถ้าคุณสามารถใช้สมองทนการเรียนนั้นได้ การพูดสักเรื่องก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ยังงั้นการเรียนก็อย่าทิ้งมันครับเพราะไม่สามารถย้อนไปเรียนได้ ที่ผมพิมพ์มันดูย้อนแย้งก็เราทิ้งอันไหนอันหนึ่งไปก็ไม่ดี

สมองส่วนหน้าเราว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุด ….. ส่วนสมองส่วนกลาง เป็นส่วนแสดงอารมณ์ความรู้สึก ถ่าเราไม่ค่อยใช้สมองส่วนกลางอารมณ์เราก็จะซอฟลง…คนเก่งๆส่วนมากพวกนี้เขาจะใช้สมองส่วนหน้าได้ดี อย่าเช่นพวกคนจีน หรือฝรั่ง พวกนี้เขาจะใช้สมองส่วนหน้าเยอะกว่าคนไทย มีวิธีสังเกตได้ง่ายๆ 

สรุปง่ายๆก็คือ เมือสมองทำงานเต็มที 100% จะทำให้สมองทำงานหนักและจะต้องใช้พลังงานที่สูง จนอาจทำให้ท้องใส้ปั้นป่วนเพราะอาจย่อยอาหารไปเลี้ยงไม่ทันในขณะเดียวกันสมองจะตัดอวัยวะบางส่วนที่ไม่จับเป็นออกเพื่อที่สมองจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเมือสมองทำงานเต็มประสิทธิภาพจะทำให้ประสาทสัมผัส ทั้ง 5 ของเรานั้นมีการตอบสนองทีเร็วขึ้น ซึ่งต้องแลกมาด้วยกับภาวะต่างๆของจิตใจๆ ผลของการตัดสิ้นใจต่างๆ อาจจะค่อนข้างไม่ชัดเจน ผิดถูกยังไงขออภัยนะครับผม

ผมเชื่อนะว่า สมอง สามารถปรับแต่ง ปรับปรุง และแก้ใข ให้เรามีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆให้ใด้ดีขึ้น เช่น คิดวิเคราะห์ แล้วทำเรื่องต่างๆใด้ดีขึ้นในทุกๆด้าน เพียง มนุษย์มีความก้าวหน้าใน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านชีวะภาพเกี่ยวกับร่างกายของ มนุยษ์ สัตว์ พืช รวมทั้ง เวลา และ สถานการณ ์ ที่อาจเป็น. ตัวเร่ง.ให้เราต้อง ทำ หรือ วิวัฒนาการ เพื่อความอยู่รอด.(เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคับ)

ใช้สมอง100%ก็จะทำให้สมองทำงานหนัก อาจค้างได้เบลอเอ๊อเลยก็ได้นะ ถึงจะฉลาดขึ้น​ เก่งขึ้น​ แต่​ต์แต่​อาจจะเหมือนcpu หน่อยประมอจผลของคอม ที่ทำงานหนักอาจค้างกระตุกได้ ต้องรีเซตคอมให้หายค้าง ทำงานหนักอาจทำให้เมมบ็อทไหม้ ได้เพราะความร้อน ถ้าเป็นสมองอาจร่วนเบลอเอ๊อเลยก็ได้นะ​ ผมว่าอันตราย ถ้ามีแต่ผลดีจริงที่สมองทำงาน100% ร่างกายเราคงออกแบบให้ใช้100%เองละแต่มันอาจะปกป้องเราไม่ให้ทำงานหนัก เกิดอันตรายได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับร่างกาย สมองดีแค่ไหนด้วย เหมือนcpuรุ่นใหม่กับเมมบ๊อทรุ่นไหมองค์ประกอบอื่นต่างๆ อาจะทำให้ร่างกายและสมองพังเพราะไม่มีพลังงานพอ ทนรับการทำงานหนักไม่ไหวจนสมองร่วนพังไปเลยก็ได้นะ

 


สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

สารคดี แปลกแต่จริง
สารคดี แปลกแต่จริง  คุณอาจจะคิดว่าไม่มีสิ่งใดทำให้คุณแปลกใจได้อีกแล้ว คุณคิดผิดครับ โลกเต็มไปด้วยเรื่องราวสิ่งที่น่าทึ่ง เรื่องลึกลับเหลือเชื่อที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ บางอย่างหาคำตอบได้ บางอย่างมันก็เหนือเหตุผล 1.มิติโลกหลังเที่ยงคืน แปลกแต่จริง 22.มิติโลกหลังเที่ยงคืน แปลกแต่จริง 63.มิติโลกหลังเที่ยงคืน แปลกแต่จริง 84.มิติโลกหลังเที่ยงคืน แปลกแต่จริงตอนที่ 35.มิติโลกหลังเที่ยงคืน ...
สารคดี สงครามอวกาศ
จรวดเท่าเสาโทรศัพท์พุ่งลงมาจากอวกาศชั้นนอก และทำลายเป้าหมายต่างๆบนโลก เลเซอร์พลังงานสูงทำลายล้างศัตรูทุกทิศทางในชั่วพริบตา ขีปนาวุธที่เคลื่อนที่เร็วเกือบเท่าแสง จะส่งแรงระเบิดมหาศาลโดยไม่ได้ใช้ระเบิดช่วย มันเริ่มเป็นไปได้ที่จะชนสิ่งต่างๆด้วยพลังงานของลูกระเบิดอะตอม โดยไม่จำเป็นต้องใช้การแผ่รังสีชนิดใดๆ และ นักรบอวกาศจะต้องสู้ตายในศึกที่ดุเดือดและไม่เหมือนใคร นี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นอนาคตของสงครามอวกาศในเอกภพแห่งนี้ สารคดี สงครามอวกาศ 1.ท่องจักรวาล 52 สงครามอวกาศ2.ท่องจักรวาล 52 ...
สารคดี วิศวะกรรมรถไฟเหาะ
รถไฟเหาะเครื่องเล่นยอดนิยมในสวนสนุกทั่วโลก สิ่งที่อยู่เบื้องหลังกลไกลการทำงานของรถไฟเหาะนั้นจะเป็นอย่างไรติดตามได้ใน สารคดี สำรวจโลก วิศวะกรรมรถไฟเหาะ [su_spoiler title="ฟิสิกส์ในสวนสนุก ฟิสิกส์ของรถไฟเหาะ ...
สารคดี ความร้อนใต้พิภพ
สารคดี ความร้อนใต้พิภพ พลังงานความร้อนใต้พิภพ หมายถึง พลังงานความร้อนตามธรรมชาติที่ได้จากแหล่งความร้อนที่ถูกกักเก็บอยู่ภายใต้ผิวโลก การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ มีข้อดีคือ ไม่ก่อมลพิษหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา พลังงานนี้เงียบและน่าเชื่อถืออย่างที่สุด โรงงานไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพผลิตพลังงานประมาณร้อยละ 90 ตลอดเวลาเมื่อเทียบกับร้อยละ 65-75 ของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่มีข้อเสียคือ อาจจะมีผลกระทบได้เช่นเดียวกับการใช้พลังงานชนิดอื่น ...
สารคดี ตอน กาลเวลา
[su_spoiler title="สารคดี ท่องจักรวาล ...
Copy link
Powered by Social Snap