ประวัติศาสตร์มอญ จากยุคเริ่มต้นถึงกาลอวสาน

มอญเป็นชนชาติเก่าแก่ มีอารยธรรมรุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่ง จากพงศาวดารพม่า กล่าวว่า “มอญเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า มาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล” คาดว่า น่าจะอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งอาณาจักรของตนทางตอนใต้ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำสะโตง ซึ่งบริเวณนี้ ในเอกสารของจีน และอินเดียเรียกว่า “ดินแดนสุวรรณภูมิ”

ประวัติศาสตร์ มอญ จากยุคเริ่มต้นถึงกาลอวสาน
มอญเป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันอาศัยอยู่เป็นกลุ่มกระจายอยู่ในประเทศพม่า และประเทศไทย ชนชาติมอญมีความเป็นมาที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง เป็นชนชาติ ที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่งในภูมิภาคนี้ ตามพงศาวดารพม่ากล่าวว่า “มอญ” เป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่าซะด้วยซ้ำ
ประวัติศาสตร์ ชนชาติมอญ โดยย่อ
ประวัติศาสตร์ ชนชาติ “มอญ” โดยย่อ มอญ แม้จะสิ้นแผ่นดิน แต่ ไม่สิ้นชาติ และวัฒนธรรม 1.มอญเป็นชนชาติแรก ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า มาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล 2.คำศัพท์โบราณของ มอญ คือ “รามัญ” (Rmen) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกตัวเองของมอญ แต่พม่าเรียกมอญว่า “ตะเลง” (Talaing) 3.มอญ เป็นผู้วางรากฐานสร้างเจดีย์ “ชเวดากอง” ซึ่งแปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มีประวัติการสร้างเก่าแก่ยาวนานกว่า 2,500 ปี ตั้งแต่ครั้งที่นครย่างกุ้งยังเป็นของชาวมอญ 4.หงสาวดี เป็น เป็นศูนย์กลางทางการค้าของมอญ ในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำพะโค ใกล้เมืองเมาะตะมะ ทางตอนใต้ของประเทศพม่า ภายหลัง พระเจ้า”ตะเบงชะเวตี้” กษัตริย์พม่า ราชวงศ์ตองอู ขึ้นปกครองหงสาวดี 5.ปี พ.ศ. 2283 พระเจ้าสมิงทอพุทธิเกศ ก็กู้เอกราชคืน มาจากพม่าได้สำเร็จ อีกทั้งยังยกทัพไปตีเมืองอังวะอีกด้วย 6.ในปี พ.ศ.2300 พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่ชาวมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ และได้บุกยึดเมืองดากอง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น ย่างกุ้ง (Yangon) ซึ่งแปลว่า อวสานสงครามหรือสิ้นสุดสงคราม และนับตั้งแต่นั้นมา มอญ ก็ไม่มีโอกาสที่จะกู้เอกราชคืนมาได้อีกเลย จนกระทั่งทุกวันนี้ 7.คนมอญไม่มีแผ่นดิน ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครอง ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง ประมาณ 9 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 9 ครั้งสุดท้าย พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อชาวมอญไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ได้ก่อกบฏที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่ ราว 40,000 คนเศษ มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี)ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่า “มอญใหม่”…. ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุนการเดินทาง
ประวัติศาสตร์มอญ
ประวัติศาสตร์ของชนชาวมอญ บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ชาวมอญเป็นชนชาติที่น่าสนใจในฐานะที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์ ที่แตกต่างไปจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศไทย คือมีฐานะทัดเทียมกับคนไทยและเป็นชนชาติที่ไม่มีประเทศเป็นของตนเอง ทั้งๆที่ในอดีต มอญเป็นเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญแห่งหนึ่ง แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยและพม่า ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกกลืนเป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ อย่างช้าๆ พระพุทธศาสนายังเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับวิถีชีวิตของคนมอญมากกว่าชาวพุทธอื่นๆที่เป็นเหยื่อจากภายนอกในกระแสโลกาภิวัตน์ ชุมชมมอญเกือบทั้งหมดต้องมีวัดมอญดำรงความเป็นศูนย์กลางทางสังคมและพิธีสำคัญที่สุดของชุมชน พระสตูปทรงพระมุเตาหน้าวัดคือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อีกทั้งบรรดา โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และกุฏิพระ แต่มอญยังสามารถดำรงกลุ่มชาติพันธุ์ของตนไว้ได้ ทั้งในแง่การดำรงชีวิตและวัฒนธรรมประเพณี ที่ยังคงสืบทอดจนถึงปัจจุบัน
พันแสงรุ้ง ตอน ร่องรอยมอญ
วัฒนธรรมมอญมีมาช้านาน เคยมีรัฐมอญอยู่ลุ่มแม่น้ำอิระวดี แม้ทุกวันนี้คนมอญจำนวนมากกลายเป็นชนชาติไร้แผ่นดิน แต่วัฒนธรรมมอญยังคงปรากฎอยู่ ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีร่องรอยภาษามอญในยุคทวารดี อยู่ในศิลาจารึก เรียกอักษรปาลาวะ-ภาษามอญ มีกระจายอยู่ทั่วประเทศแพร่หลายไปพร้อมๆศาสนาพุทธ แต่ที่ยังรักษาอัตลักษณ์มากที่สุดอยู่แถบลุ่มแม่น้ำอิระวดี กลายเป็นอาณาจักรมอญที่รุ่งเรือง อาณาจักรมอญถูกรุกรานโดยพม่ากว่า 700 ปี บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา ต่อมามอญถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่า จากสงครามที่ต่อเนื่องคนมอญจึงมีการอพยพเข้ามาในสยาม มีหลักฐานมากมายของคนมอญที่ปรากฎตามพื้นที่ต่างๆ มีเรื่องราวของชาวมอญในราชสำนัก เรียกได้ว่ามอญมีความเป็นมายาวนาน เป็นกลุ่มผู้คนที่แนบแน่นที่ทำให้สยามเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
ประวัติศาสตรพม่า ตอน อาณาจักรดั้งเดิม มอญ-พะยุ
โยเดีย ที่คิด(ไม่)ถึง : มอญ
การอพยพย้ายถิ่นฐานหลายต่อหลายครั้งในอดีตส่งผลให้ร่องรอยของชาวโยเดียเลือนลางลงไปทุกที แต่ยิ่งเราสืบค้นไปมากเท่าไร คำตอบของสิ่งที่เราตั้งคำถามมาตลอดกลับยิ่งเด่นชัด วันนี้เราจะทำความรู้จักกับชนกลุ่มหนึ่งในเมียนมา ชนชาติที่เราไม่สามารถค้นหาถิ่นฐานของพวกเขาได้จากแผนที่โลกสมัยใหม่ได้อีก หากเราลองลืมเส้นเขตแดนไปชั่วคราว แล้วออกเดินทางเพียงเพื่อพูดคุยถามไถ่จากผู้คน จะพบว่าพวกเขาเหล่านั้น กลมกลืน ใกล้ชิดเรามากกว่าที่คิด ทั้งยังกระจายตัวอยู่ทั้งในเมียนมาและไทยและมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมมากมายอย่างที่เราอาจจะคิดไม่ถึง
ทั่วถิ่นแดนไทย : วิถีชาวมอญรามัญ วัฒนธรรมพื้นถิ่นบ้านม่วง จ.ราชบุรี
ชุมชนมอญริมแม่น้ำแม่กลอง บ้านม่วง จังหวัดราชบุรี เป็นชุมชนมอญที่เก่าแก่มากว่า 354 ปี ชาวมอญในบ้านม่วงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณฝั่งแม่น้ำแม่กลอง เช่น บ้านโป่ง โพธาราม ที่นี่มีชาวมอญอพยพเข้ามาหลายครั้งนับแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จวบจนปัจจุบันความเป็นชาวมอญของชาวบ้านม่วงก็ยังคงอยู่ ทุกคนยังคงเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา ดำเนินวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รักษาวัฒนธรรม เอกลักษณ์ พื้นถิ่นของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เรียนรู้ สืบสาน ปัจจุบันวัดม่วง มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมอญ ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์มอญศึกษา เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องมอญ และเก็บรวมโบราณวัตถุ เช่น คัมภีร์งาช้างจารึกอักษรมอญ ธรรมาสน์ พระพุทธรูป เครื่องใช้ในวิถีชีวิตมอญ รวมทั้งโรงเรียนวัดม่วงยังได้เปิดหลักสูตรท้องถิ่น ภูมิปัญญาชุมชน จัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์มอญ และหลักสูตรภาษามอญในโรงเรียนอีกด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเดินทางมาที่นี่ได้ “บ้านม่วง” หมู่บ้านเมืองมอญ ในวัดม่วงยังมีสถาปัตยกรรมภายในที่ทำให้ได้เห็นถึงความเป็นมอญชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ การตกแต่งลวดลายปูนปั้น ตลอดจนการทาสี ในส่วนของพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ รวมไปถึงรวบรวมประวัติความเป็นมาของชาวมอญในราชบุรี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ มาที่นี่ยังมีอาหารพื้นถิ่นให้ชิมกันแบบมอญ เช่น น้ำปลายำ คือ น้ำพริกที่นำเอาขนุนอ่อนมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำพริก หรือ แกงกะทิใบมะรุมใส่ถั่วเขียว เป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง และที่บริเวณวัดยังมีศูนย์ทอผ้าพื้นบ้าน ซึ่งเป็นผ้าทอมือ มีทั้งผ้าขาวม้าและผ้าโสร่งจากฝีมือชาวบ้านม่วง เป็นลวดลายโบราณที่เป็นแบบความเป็นมาต่าง ๆ ผ่านลวดลายของผืนผ้านี้ได้อีกด้วย
ทั่วถิ่นแดนไทย : วิถีชาวมอญ ชุมชนอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยรามัญ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ความเป็นเชื้อชาติ ความเป็นชาติพันธุ์ นั่นคือเอกลักษณ์ที่ทำให้เราทุกคนภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง ด้วยเพราะความชัดเจนในวิถี ประเพณี วัฒนธรรม ทำให้ความสวยงามของแต่ละชาติพันธุ์นั้นแตกต่างกัน แต่มีสิ่งเดียวที่คงอยู่เหมือนกันนั่นคือ ความรักในตัวตน รักในถิ่น ในที่กำเนิด ที่นี่ก็คงไม่แตกต่างกัน ชุมชนชาวมอญ “สังขละบุรี”จังหวัดกาญจนบุรี บ้านที่มีเสน่ห์ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและอยากเดินเข้าไปหา มาเรียนรู้ความเป็นวิถีที่เป็นธรรมชาติของชาวมอญ ในแบบทั่วถิ่นแดนไทย ไปดู ไปกิน และเข้าใจไปพร้อมกับเรา แล้วคุณจะรู้จักกับคำว่า “สุขในการเดินทางนั้น เป็นอย่างไร”

ที่มาของคำว่ามอญและรามัญ

นักภูมิศาสตร์อาหรับบางท่านเรียกมอญว่า รามัญประเทศ (Ramannadesa) ซึ่งหมายถึง “ประเทศมอญ” คำนี้เพี้ยนมาจากคำศัพท์โบราณของ มอญ คือ “รามัญ” (Rmen) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกตัวเองของมอญ แต่พม่าเรียกมอญว่า “ตะเลง” (Talaing) ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า Telangana อันเป็นแคว้นหนึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย

ส่วนนาม รามัญ พบเก่าสุดในมหาวังสะของสิงหล ในสมัยพระเจ้าจานซิต้าแห่งพุกาม พบคำนี้ในศิลาจารึกมอญ เขียนออกเสียงว่า รมีง ซึ่งในจารึกนั้น ก็พบคำเรียกพม่าอ่านว่า มิรมา อีกด้วย ส่วนในสมัยหงสาวดี พบจารึกแผ่นทองเขียนอ่านว่า รมัน คล้ายกับที่ไทยเรียก รามัญ ส่วนในเขตรามัญเทสะ จะเรียกว่า มัน หรือ มูน ซึ่งใกล้กับคำว่า มอญ ในภาษาไทย

ประวัติชนชาติ มอญ

มอญเป็นชนชาติเก่าแก่ มีอารยธรรมรุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่ง จากพงศาวดารพม่ากล่าวว่า “มอญเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า มาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล” คาดว่าน่าจะอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งอาณาจักรของตนทางตอนใต้ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำสะโตง ซึ่งบริเวณนี้ในเอกสารของจีนและอินเดียเรียกว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ

ในพุทธศตวรรษที่ 2 ศูนย์กลางของอาณาจักรมอญคืออาณาจักรสุธรรมวดีหรือสะเทิม (Thaton) จากพงศาวดารมอญกล่าวไว้ว่าอาณาจักรสะเทิมสร้างโดยพระราชโอรส 2 พระองค์ของพระเจ้าติสสะ แห่งแคว้นหนึ่งของอินเดีย ก่อนปี พ.ศ. 241 พระองค์นำพลพรรคลงเรือสำเภามาจอดที่อ่าวเมาะตะมะ และตั้งรากฐานซึ่งต่อมาเป็นที่ตั้งของเมือง อาณาจักรสะเทิมรุ่งเรืองมากมีการค้าขายติดต่ออย่างใกล้ชิดกับประเทศอินเดียและลังกา และได้รับเอาอารยธรรมของอินเดียมาใช้ ทั้งทางด้านอักษรศาสตร์ และศาสนา โดยเฉพาะรับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทมา มอญมีบทบาทในการถ่ายทอดอารยธรรมอินเดียไปยังชนชาติอื่นอย่างเช่น ชาวพม่า ไทย และลาว เจริญสูง มีความรู้ดีทางด้านการเกษตร และมีความชำนาญในการชลประทาน โดยเป็นผู้ริเริ่มระบบชลประทานขึ้นในลุ่มน้ำอิรวดีทางตอนกลางของประเทศพม่า

พระเจ้าอโนรธา กษัตริย์พม่าแห่งพุกาม ยกทัพมาตีอาณาจักรสุธรรมวดีและกวาดต้อนผู้คน ทรัพย์สมบัติ พระสงฆ์ พระไตรปิฎก กลับไปพุกามจำนวนมาก ต่อมาระหว่างปี 1600-1830 กรุงหงสาวดี ตกอยู่ใต้อำนาจพุกาม แต่กระนั้นพม่าก็รับวัฒนธรรมมอญมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษามอญได้แทนที่ภาษาบาลีและสันสกฤตในจารึกหลวง และพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้เป็นศาสนาที่นับถือสูงสุดในพุกาม มอญยังมีความใกล้ชิดกับลังกา ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท และนิกายเถรวาทก็แพร่กระจายไปทั่วเอเชียอาคเนย์

พระเจ้าจานซิต้าทรงดำเนินนโยบายผูกมิตรกับราชตระกูลของพระเจ้ามนูหะ กษัตริย์มอญแห่งสะเทิม โดยยกพระราชธิดาให้กับเจ้าชายมอญ พระนัดดาที่ประสูติจากทั้งสองพระองค์นี้ ก็ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ พระนามว่า พระเจ้าอลองสิธู ในยุคที่พระองค์ปกครองอาณาจักรพุกามได้รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมากที่สุด นอกจากนี้ในสมัยของพระเจ้าจานซิต้ามีศิลาจารึกยกย่องไว้ว่า วัฒนธรรมมอญเหนือกว่าวัฒนธรรมพม่าอีกด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ. 1830 จักรวรรดิมองโกลยกทัพมาตีพุกาม ทำให้มอญได้รับเอกราชอีกครั้ง มะกะโท หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว ราชบุตรเขยของพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงกอบกู้เอกราชมอญจากพม่า และสถาปนา อาณาจักรหงสาวดี พระองค์มีมเหสีเป็นราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหง มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมาะตะมะ ต่อมาในสมัยพระยาอู่ ได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ เมืองพะโคหรือหงสาวดี ราชบุตรของพระองค์คือพญาน้อย ซึ่งต่อมาก็คือ พระเจ้าราชาธิราช ผู้ทำสงครามยาวนานกับกษัตริย์พม่าอังวะ ในสมัยพระเจ้าสวาซอเก กับสมัยพระเจ้ามิงคอง (คนไทยเรียกว่า พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ในหนังสือเรื่อง ราชาธิราช) ขุนพลสำคัญของพระเจ้าราชาธิราช ก็คือ สมิงพระรามละกูนเอง และแอมูน-ทยา ในสมัยของพระเจ้าราชาธิราชนั้นหงสาวดีกลายเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่ชายฝั่งทะเลอ่าวเบงกอล จากแม่น้ำอิรวดีขยายลงไปทางตะวันออกถึงแม่น้ำสาละวิน และเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โตมีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่งในหลายลุ่มน้ำ เช่น เมาะตะมะสะโตงพะโคพะสิม อาณาจักรมอญยุคนี้เจริญสูงสุดในสมัยพระนางเชงสอบูและสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ หลังจากนั้นในสมัยพระเจ้าสการะวุตพีหงสาวดีก็เสียแก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ในปี พ.ศ. 2081

พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธกิตติ กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จ และสถาปนา อาณาจักรหงสาวดีใหม่ ทั้งได้ยกทัพไปตีเมืองอังวะ ในปี พ.ศ. 2290 พญาทะละได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธกิตติ ขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวางทำให้อาณาจักรตองอูของพม่าสลายตัวลง จนในปี พ.ศ. 2300 พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญ กษัตริย์องค์สุดท้ายของมอญคือ พระเจ้าพญามองธิราชหรือพญาทะละ

อาณาจักรหงสาวดี (สีชมพูอ่อน) ราว ค.ศ. 1400 (พ.ศ. 1943)

ภาษาและอักษรมอญ

ภาษามอญ มีการใช้มานานประมาณ 3,000-4,000 ปี เป็นภาษาในตระกูลภาษามอญ-เขมร มีผู้ใช้ภาษานี้อยู่ประมาณ 5,000,000 คน ส่วนอักษรมอญ พบหลักฐานในประเทศไทยที่จารึกวัดโพธิ์ร้าง อายุราวพุทธศตวรรษ 12 เป็นอักษรมอญโบราณที่เก่าแก่ที่สุด ในบรรดาจารึกภาษามอญที่ได้ค้นพบในแถบเอเซียอาคเนย์ เป็นจารึกที่เขียนด้วยตัวอักษรปัลลวะ ที่ยังไม่ได้ดัดแปลงให้เป็นอักษรมอญ พบว่ามีการประดิษฐ์อักษรมอญขึ้นเพื่อให้พอกับเสียงในภาษามอญ และในจารึกเสาแปดเหลี่ยมที่ศาลสูง เมืองลพบุรี จารึกในพุทธศตวรรษที่ 14 ราว พ.ศ. 1314 เป็นตัวอักษรมอญโบราณหลังปัลลวะ มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

หลักฐานจารึกในสมัยกลางประมาณ พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา มีบันทึกทั้งภาษามอญและอักษรมอญ ซึ่งพม่าก็รับอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาพม่าเป็นครั้งแรก ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 ตัวอักษรได้คลี่คลายจากตัวอักษรปัลลวะ เป็นตัวอักษรสี่เหลี่ยมหรืออักษรมอญโบราณ และเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กลงในระยะต่อมา จนในพุทธศตวรรษที่ 21 ก็ได้กลายเป็นอักษรมอญปัจจุบัน ที่มีลักษณะกลม สันนิษฐานว่าเกิดจากการจารหนังสือโดยใช้เหล็กจารลงบนใบลาน อักษรมอญยุคนี้มีอายุ ประมาณ 400 ปีเศษ

ศิลาจารึกมยาเซดี (ค.ศ. 1113) เป็นศิลาจารึกมอญในพุกามสมัยพระเจ้าจานซิต้า หนึ่งในศิลาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดของพม่า

 

ภาษามอญจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic Languages) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในแถบอินโดจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และเมื่อพิจารณาลักษณะทางไวยากรณ์ ภาษามอญจัดอยู่ในประเภทภาษาคำติดต่อ (Agglutinative) อยู่ในกลุ่มภาษาตะวันออกเฉียงใต้ (South Eastern Flank Group) นักภาษาศาสตร์ที่ชื่อ วิลเฮล์ม ชมิดท์ (Willhelm Schmidt) ได้จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาสายใต้ (Austric Southern family)

พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงภาษามอญไว้ว่า “ภาษามอญ นั้นมีลักษณะเป็นภาษาคำโดด ซึ่งมีรูปภาษาคำติดต่อปน ลักษณะคำมอญ จะมีลักษณะเป็นคำพยางค์เดียว หรือสองพยางค์ ส่วนคำหลายพยางค์ เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาบาลีและสันสกฤต และคำที่เกิดจากการเติมหน่วยคำผสาน กล่าวคือ การออกเสียงของคำซึ่งไม่เน้นการออกเสียงในพยางค์แรก จะสร้างคำโดยการใช้การผสานคำ (affixation) กับคำพยางค์แรก เพื่อให้มีหน้าที่ทางไวยากรณ์ อีกทั้งการใช้หน่วยผสานกลางศัพท์ และการใช้สระต่าง ๆ กับพยางค์แรก ในคำสองพยางค์ ก็จะเป็นการช่วยเน้นให้พยางค์แรกเด่นชัดขึ้นด้วย แต่พยางค์หลังเป็นส่วนที่มีความหมายเดิม”

สรุปคือภาษามอญเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ไม่มีการผันคำนาม คำกริยา ตามกฎบังคับทางไวยากรณ์ ประโยคประกอบด้วยคำที่ทำหน้าประธาน กริยา และกรรม ส่วนขยายอยู่หลังคำที่ถูกขยาย

ในปัจจุบันชาวมอญรุ่นหลังหันมาใช้ภาษาพม่ากันมาก และมีจำนวนมากที่เลิกใช้ภาษามอญจนคิดว่าตนเป็นพม่า อีกทั้งไม่ทราบว่าตนมีเชื้อสายมอญ จากการสำรวจประชากรมอญในปี ค.ศ. 1931 พบว่ามีจำนวนแค่ 3 แสน 5 หมื่นคน ต่อมาในปี ค.ศ. 1939 ได้มีการก่อตั้งสมาคมชาวมอญและมีการสำรวจประชากรมอญอีกครั้ง พบว่ามีราว 6 แสนกว่าคน พอต้นสมัยสังคมนิยมสำรวจได้ว่ามีชาวมอญราว 1 ล้านกว่าคน ชาวมอญที่ยังพูดภาษามอญในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน รัฐมอญ แต่ในเขตเมืองก็จะพบแต่ชาวมอญที่พูดภาษาพม่าเป็นส่วนมาก

ในประเทศไทยเอง ก็มีการใช้ภาษามอญในการสื่อสารตามชุมชนมอญในจังหวัดต่าง ๆ และแต่ละชุมชนก็มีสำเนียงเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามที่อาศัย ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากชุมชนอื่นที่ไม่ใช่ชาวมอญซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยในบางชุมชนยังคงมีการสอนลูกหลานให้พูดภาษามอญกัน แต่บางชุมชนภาษามอญก็มีการใช้สื่อสารน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามในจังหวัดสมุทรสาคร ก็มีชาวมอญจากประเทศพม่า ที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงานต่างด้าวในจังหวัด ซึ่งได้นำภาษาพูดและภาษาเขียนกลับเข้ามาในชุมชนมอญแถบมหาชัยอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มีการใช้ภาษามอญรวมไปถึงป้ายข้อความภาษามอญให้พบเห็นโดยทั่วไป

ศิลปะมอญ

ศิลปวัฒนธรรมมอญนั้น กลายเป็นศิลปวัฒนธรรมของพม่าไปหมด เพราะศิลปวัฒนธรรมส่วนใหญ่นั้นพม่าได้รับไปจากมอญ ศิลปสถาปัตยกรรมประเภทเรือนยอด (กุฎาคาร) หรือหลังคาที่มียอดแหลมต่อขึ้นไป โดยเฉพาะเรือนยอดทรงมณฑปนี้ เป็นสถาปัตยกรรมมอญ ที่ไทยและพม่านำมาดัดแปลงใช้ต่อ

ศิลปดนตรีนั้น ไทยได้รับอิทธิพลจากมอญมามาก เช่น ไทยเรารับวงปี่พาทย์มอญ และรับได้ดีทั้งรักษาไว้จนปัจจุบัน และให้เกียรติเรียกว่า วงปี่พาทย์มอญ นิยมบรรเลงในงานศพ ดนตรีไทยที่มีชื่อเพลงว่า มอญ นั้น นับได้ 17 เพลง เช่น มอญดูดาว มอญชมจันทร์ มอญรำดาบ มอญอ้อยอิ่ง มอญร้องไห้ มอญนกขมิ้น ฯลฯ และยังมีแขกมอญ คือ ทำนองทั้งแขกทั้งมอญ เช่น แขกมอญบางขุนพรหม แขกมอญบางช้าง เป็นต้น เพลงทำนองของมอญมีความสง่าภาคภูมิ เป็นผู้มีวัฒนธรรมและค่อนข้างจะเย็นเศร้า แต่ที่สนุกสนานก็มีบ้าง เช่น กราวรำมอญ มอญแปลง ฯ ส่วนเครื่องดนตรีประเภทให้จังหวะ ที่เรียกว่าเปิงมางนั้นเป็นเครื่องดนตรีของมอญ ซึ่งไทยเรานำมาทำคอกล้อมเป็นวงกลมหลายวงเรียกว่า เปิงมางคอก ตีแล้วฟังสนุกสนาน และเครื่องดนตรีเช่น ปี่มอญ ฆ้องมอญ ตะโพนมอญ จะเข้ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากมอญ

ประเพณีและศาสนามอญ

ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญนั้น มีวัฒนธรรมเป็นแบบฉบับมายาวนาน บางอย่างมีอิทธิพลให้กับชนชาติใกล้เคียง เช่น ประเพณีสงกรานต์ ข้าวแช่ ฯลฯ บางอย่างก็ถือปฏิบัติกันแต่เฉพาะในหมู่ชนมอญเท่านั้น ชาวมอญมีเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็นับถือผีบรรพบุรุษกับผีอื่น ๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์ รวมทั้งเทวดาองครักษ์

ประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ของภาคกลางใน จังหวัดสมุทรปราการ โดยชาวพระประแดง (มอญปาก-ลัด) ปกติมักจัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายนหรือตรงกับช่วงวันสงกรานต์ ความเป็นมาหรือสาระสำคัญของประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ก็เพื่อเป็นการระลึกและเป็นการบูชา รวมไปถึงการเฉลิมฉลองให้กับครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับลงจากจากชั้นภพ ดาวดึงส์ นั่นเอง เป็นการถือปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยผู้คนต่างมักจะนำเสาหงส์ และ ธงตะขาบ มาใช้คู่กัน

มอญในประเทศไทย หลักฐานทางประวัติศาสตร์

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐมและอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร” และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีน หรือ นครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน

เมืองนครปฐมบริเวณพระปฐมเจดีย์ และใกล้เคียงมีการพบจารึกอักษรปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ อักษรมอญโบราณ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์) และพบจารึกอักษรมอญโบราณ สมัยหริภุญชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 17 จำนวน 7 หลัก ที่ลำพูน (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจขอมก็เริ่มเสื่อมลง พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ที่ได้ครองราชย์สืบต่อมา ทรงดัดแปลงอักษรขอม และ อักษรมอญ มาประดิษฐ์เป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญบนใบลานนั้น พบมากมายตามหมู่บ้านมอญในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตามหมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจคะมีในรัฐมอญ ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำเลิง นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

การอพยพของชาวมอญเข้าสู่สยามประเทศ

ทุกวันนี้ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม การแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานจากพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ มีการเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 สมัยพระเจ้าอลองพญาเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่ชาวมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติ พระยารามและครัวเรือนให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีชาวมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้งที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนชาวมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของชาวมอญมาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยา

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว ชาวมอญก็ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมาถึงรัชกาลพระเจ้าอโนเพตลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบชาวมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของชาวมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า ชาวมอญกลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204หรือ 2205 ชาวมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฏขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มชาวมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่ชาวมอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก ต่อมาสมัยพระเจ้าอลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์โก้นบองได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือกลืนมอญให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลายระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวกเม็งในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับสมัยกรุงธนบุรี ชาวมอญก่อกบฏในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็นชาวมอญในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้หรือหลังจากนี้ ส่วนชาวมอญที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาชาวมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามา

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อชาวมอญไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างเจดีย์ ได้ก่อกบฏที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี), ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่

ชุมชนมอญในประเทศไทย

ชาวมอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติพี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มชาวมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญกระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
มอญสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
มอญไทรโยค จ.กาญจนบุรี
มอญบ้านโป่ง จ.ราชบุรี
มอญโพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญเจ็ดริ้ว จ.สมุทรสาคร
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

มอญไทรน้อย จ.นนทบุรี
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญคลองสี่(ทุ่งรังสิต) จ.ปทุมธานี
มอญบางลำภู จ.เพชรบุรี
มอญคลองสามวา กรุงเทพฯ
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญพระเพลิง จ.นครราชสีมา
มอญบ้านนา จ.นครนายก

อาณาจักรมอญ 3 ยุค

อาณาจักรมอญ หรือ รามัญประเทศ เป็นอาณาจักรของชนชาติมอญซึ่ง อาจแบ่งได้เป็น 3 ยุค

ยุคแรกคือยุคราชวงศ์สะเทิม อาณาจักรสุธรรมวดี มีกษัตริย์ปกครอง 59 พระองค์ เริ่มจากสมัยพระเจ้าสีหราชา มาจนถึงสมัยพระเจ้ามนูหา เชื่อว่ายุคนี้ครอบครองพื้นที่ได้ ทั้งทวารวดีและสะเทิม ยุคแรกสิ้นสุดลงเมื่อพระเจ้าอโนรธาแห่งอาณาจักรพุกาม ยกทัพมาตีเมืองสะเทิมในสมัยพระเจ้ามนูหะ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไทยบางท่านเชื่อว่าพระเจ้าอโนรธาน่าจะยกมาตีถึงนครปฐม

ยุคที่สองคือยุคราชวงศ์เมาะตะมะ-หงสาวดี หรือยุคอาณาจักรหงสาวดี‎ เริ่มจากสมัยที่พม่าซึ่งอ่อนแอจากการรุกรานของมองโกล พระเจ้าวาเรรูหรือพระเจ้าฟ้ารั่ว (มะกะโท) ได้ทรงกอบกู้เอกราชมอญจากพม่าและสถาปนาอาณาจักรหงสาวดี พระองค์มีมเหสีเป็นราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์ของไทย มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมาะตะมะ ต่อมาในสมัยพญาอู่ ได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ เมืองพะโคหรือหงสาวดี ราชบุตรของพระองค์คือพญาน้อย ซึ่งต่อมาก็คือพระเจ้าราชาธิราช ผู้ทำสงครามยาวนานกับกษัตริย์พม่าอาณาจักรอังวะ ในสมัยพระเจ้าฝรั่งมังศรีชวา กับสมัย พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ขุนพลสำคัญของพระเจ้าราชาธิราช คือ สมิงพระราม สมิงนครอินทร์ และแอมูน-ทยา ในสมัยของพระเจ้าราชาธิราชนั้นหงสาวดีกลายเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่ชายฝั่งทะเลอ่าวเบงกอลจากแม่น้ำอิรวดีขยายลงไปทางตะวันออกถึงแม่น้ำสาละวิน และเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โต มีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่งในหลายลุ่มน้ำ เช่น เมาะตะมะ สะโตง พะโค พะสิม อาณาจักรมอญยุคนี้เจริญสูงสุดในสมัยพระนางเชงสอบูและสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ หลังจากนั้นในสมัยพระเจ้าสการะวุตพี หงสาวดีก็เสียแก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ในปี พ.ศ. 2094

ยุคที่สามยุคฟื้นฟูหรือยุคอาณาจักรหงสาวดีใหม่ พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธกิตติ กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จและได้ยกทัพไปตีเมืองอังวะ ในปี พ.ศ. 2290 พญาทะละได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธกิตติและขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง ทำให้อาณาจักรตองอูของพม่าสลายตัวลง จนในปี พ.ศ. 2300 พระเจ้าอลองพญา แห่งราชวงศ์คองบองก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาและได้โจมตีมอญ การล่มสลายของอาณาจักรหงสาวดีใหม่เป็นการสิ้นสุดเอกราชและอำนาจของชาวมอญที่เคยมีมาหลายร้อยปีในพม่าตอนล่าง กองทัพของราชวงศ์คองบองกดดันให้ชาวมอญต้องอพยพไปยังสยาม ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ และการอพยพของชาวพม่าจากทางเหนือ ทำให้ชาวมอญกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

อ้างอิง
ชาวมอญ
อาณาจักรมอญ


ความคิดเห็น ประวัติศาสตร์มอญ จากยุคเริ่มต้นถึงกาลอวสาน

เรารู้แต่เพียงว่าชนชาติมอญเค้ารักสงบและมีอารยธรรมสูงมาก ที่เราเห็นเป็นพม่าอ่ะ เอาจริงนะ ของมอญเกือบทั้งหมด เพียงแต่พม่าเป็นชนชาติมีกำลังวังชามาก สูงใหญ่แรงเยอะกว่ามอญและชอบสงคราม จึงมีชัยเหนือมอญ และรับวัฒนธรรมมอญไปไม่น้อยทีเดียว

เราก็คนมอญแท้ คนเฒ่าคนแก่บอกว่า ทั้งหมู่บ้าน เวลาไปอยู่ต่างถิ่นจะมีแต่คนทักว่าหน้าตาเหมือนแขกบ้าง คนใต้บ้าง เลยไปหาประวัติดู เลยรู้ว่ามาจากอินเดีย ละที่สิ้นชาติเพราะมอญนับถือพุทธ ไม่ชอบทำศึกสงคราม
ตอนนี้ก็อยู่ตามประเทศไทยและพม่า อย่างที่เค้าพูดว่า ผิวพม่าในตาแขก

ทุ่งเจดีย์พุกาม ก็เป็นฝีมือสร้างของช่างชาวมอญ กษัตริย์พุกามให้ช่างชาวมอญไปสร้างครับ และเจดีย์ทางล้านนาภาคเหนือของไทย ก็ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตย์กรรมของมอญนั่นเอง – มอญน่าจะเป็นญาติกับขอมในสมัย 2 พันปีก่อน น่าจะเชื้อสายใกล้เคียงกัน ส่วนอาณาจักรน่านเจ้า มีหลักฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของ คนล้านนา หรือ เวียดนาม แยกเป็น 2 สาย ในยุคมากกว่า 1,500 ปีก่อนครับ อาณาจักรน่านเจ้าล่มสลายหลังยุค 3 ก๊ก1800 ปีก่อนของจีน อยู่ในเขตของซุนกวน พออาณาจักรล่มสลายก็อพยพแยกกันลงมา อยู่ทางภาคเหนือของไทยบ้าง ไปทางเวียดนามบ้าง ในยุค 1800 – 1500 ปีก่อน อันนี้ดูจากสารคดีของไทยพีบีเอส เธอ เขา เรา ใคร มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และดีเอ็นเอ มนุษย์

อย่างน้อยๆก็ทำให้หลายๆคนได้รู้จักมอญมากขึ้น ไม่ถูกเหมารวมว่าเป็นพม่ากันหมด
ถึงแม้ว่าจะต้องถือสัญชาติพม่า ตามประเทศที่ตนเองเกิดตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ
ผมเป็นคนมอญคนหนึ่งที่เกิดในพม่า และโตในไทย และสนใจในประวัติศาสตร์ทั้งไทยและมอญ ทำให้ได้รู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับความเป็นมาและชาติกำเนิดของตน
และภูมิใจอย่างหนึ่ง ที่มอญกับไทยไม่ได้เป็นศัตรูสู้รบกันมาก่อน
ไม่เหมือนที่พม่าเป็นตามประวัติศาสตร์ที่เห็นๆกัน

มอญ มาจากอินเดียไม่ใช่เหรอ?
ถ้าเอาตามที่พม่า อ้างอิง พม่า เรียกมอญว่า ตลิงคะ
หรือ คำเต็มเรียกว่า Telangana เป็นชื่อของแคว้นๆนึงของอินเดีย ฉะนั้น​การจะบอกว่ามอญ มาจากจีน ก็จะยังๆอยู่ เพราะ องค์ความรู้ ลักษณะ​ศิลปะ ก็มาจากอินเดียแท้100 %
สุวรรณภูมิ​เอง แม้กระทั้งเขมรเอง ก็เอาวัฒนธรรม​, ศิลปะอินเดีย มาโดยตรงจาก เจ้าครองนครคือ สุริยวรมัน ของอินเดีย ที่มาจาก ชวา

พม่ามีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 3 พระองค์ ซึ่งอยู่ในคนละยุคทั้งสิ้น คือ

1.พระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งพุกาม ผู้ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรกในดินแดนพม่า

2.พระเจ้าบุเรงนอง แห่งตองอู

3.พระเจ้าอลองพญา แห่งอังวะ

ต้นตระกูลมอญมาจากอินเดีย โดยชาวพม่าเรียกชาวมอญนี้ว่า “ตะเลง” ซึ่งมาจากคำว่า “ตลิงคานะ” อันหมายถึง แคว้นหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย นั่นคือ “แคว้นกลิงคะ” ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของวัฒนธรรมผสมระหว่างพราหมณ์กับพุทธ

ในพงศาวดารมอญได้กล่าวถึงเจ้าชายจาก “เมืองกลิงคะ” หรือ “เมืองติลิงคนะ” แห่งมัชฌิมเทสะ เสด็จมายังสุธรรมวดีในสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดิน โดยมีท้าวสักกะเป็นผู้อุปถัมภ์

สอดคล้องกับคัมภีร์พิธีรำผีมอญที่จะต้องมีขั้นตอนเซ่นไหว้ “เจ้าพ่อแห่งชมพูทวีป” (ตะละเหญียะฮ์เกาะเกรียง) ในการประกอบพิธีทุกครั้ง

รวมทั้งตำนานที่ตกทอดอยู่ในบทเพลงที่กล่าวถึงมอญ ๓ กลุ่ม ซึ่งมีสัญลักษณ์ในการนับถือผี (Totem) ต่างกัน ได้แก่

๑.มอญตาง (สัญลักษณ์ “ผ้า”) อาศัยอยู่ในเมืองพะโค (หงสาวดี) มาจากลุ่มแม่น้ำคงคา

๒.มอญเตี๊ยะ (สัญลักษณ์ “มะพร้าว”) อาศัยอยู่ในเมืองพะสิม มาจากแคว้นตลิงคะ (กลิงคะ)

๓.มอญญะ (สัญลักษณ์ “กระบอกไม้ไผ่”) อาศัยอยู่ในเมืองเมาะลำเลิง (มะละแหม่ง) มาจากปากแม่น้ำโคธาวารี

ตลอดจนวัฒนธรรมและตัวอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ที่พัฒนาขึ้นจนเป็นอักษร “มอญโบราณ”

(ภาษามอญเก่าสุด คือ “ภาษามุณฑะ” อันเป็นภาษาของเผ่ามองโกลอยด์สาขาหนึ่งที่อพยพมาจากแถบเทือกเขาหิมาลัยและอพยพเข้าไปในอินเดียบริเวณแคว้นพิหาร (มคธ) และแคว้นอัสสัม โดยชนเผ่านี้เป็นบรรพบุรุษของชนชาติที่พูดภาษามุณฑะ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มภาษามอญ-เขมร คือ ชาวพิหาร (มคธ) ชาวยะไข่ ชาวอัสสัม และชนชาติในอิรวดีจนถึงแหลมทอง)

อ.พิริยะ เคยเสวนาเรื่องอยุธยาคือขอม และกล่าวว่า “สยาม” กับ “รามัญ” มาจากอินเดียเข้ามาในสุวรรณภูมิ โดยฝั่งตะวันตกเรียก “รามัญ” (ประเทศพม่า) ส่วนฝั่งตะวันออกเรียก “สยาม” (ประเทศไทย) ใช้ภาษามอญโบราณ อาจารย์บอกว่าแถบนี้มอญทั้งนั้น แล้วกลุ่มคนที่สร้างปราสาทหินขนาดใหญ่ต่างๆ ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ที่พูดภาษามอญโบราณทั้งสิ้น

(“พระนางจามเทวี” แห่งกรุงหริภุญชัย ท่านก็เป็นมอญโบราณเหมือนกัน)

มอญคือ1ในบรรพชน​คนไทยทั้งหลวงพระ​บาง, ขอม/เขมร​, แขกเปอร์เซีย​, จีน, และพวกจามเป็น​บรรพชน​ของเราทั้งหมดเพราะพวกนี้ล้วนมาอาศัย​และมาค้าขายกับเจ้ากรุงศรีอยุธยา
ผสมปนเป​ แต่งงาน​กันเป็​น​พี่น้อง​กันและอาศัย​อยู่​ลุ่มน้ำ​เจ้าพระยา​เพราะกรุง​ศรี​เป็น​เมืองที่ยิ่งใหญ่​มีชาวต่างชาติ​เข้ามาสัมพันธไมตรี​ต่อกัน
ฝรั่งจึงเรียกคนชาติพันธุ์​ทั้งหมด​ที่อยู่​บริเวณ​ลุ่มน้ำ​เจ้าพระยา​คือพวก​ สยาม

ทำไมทุกทฤษฎี ต้องมีต้นบรรพบุรุษอพยพจากจีนตลอดเลย เราอาจจะมีบรรพบุรุษอยู่ในแผ่นดินสุววรณภูมิอยู่ตั้งนานแล้ว หลักฐานก็มีอยู่ว่ามีคนอาศัยในแผ่นดินนี้มาตั้งแต่ยุคสำริด

ต้องเข้าใจว่าทุกที่ทุกถิ่นมีชนเผ่าพื้นเมืองอยู่แล้ว​ เพียงแต่มีชนกลุ่มใหม่เข้าแทรกแซกบุกรุกกลืนชนชาติจนสิ้นเผ่าพันธุ์​เดิม​ ซึ่งชนกลุ่มใหม่นี้แหละที่ได้รับการยอมรับในประวัติศาสต​ร์​ เช่นไทย​ พม่า​ เวียตนาม​ เป็นต้น​ ที่ว่ามาจากทางจีนและเอเชียกลาง​ ก็เพราะว่าภัยแห้งแล้งความอดอยาก​ หลบภัยสงครามหนีมาขออาศัย​อยู่กับชนพื้นเมืองเดิม​ พอปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา​ ก็แข็งข้อล้มล้างคนกลุ่มเดิมให้สิ้นซาก​ เพื่อให้กลุ่มของตนขึ้นมาครอบครองแทนที่

2ชนชาติที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.มอญโดนพม่ากลืนชาติ
2.ขอมโดนเขมรกลืนชาติ

มอญ ไม่ใช่เชื้อสาย มอญเขมร
แค่ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษาเท่านั้นนะครับ
กลุ่ม ภาษา มอญ-เขมร
ไม่ใช่เชื้อสาย มอญ-เขมร
ไม่แน่ใจว่า ใช้คำผิด รึอย่างไร แต่ ข้อความตรงนี้ ควรแก้

พระเจ้าอโนรธามังช่อมหาราช หนึ่งในสามกษัตริย์ของพม่า
พระเจ้าบุเรงนองมหาราชทำให้เราเสียกรุงครั้งที่ 1
มังระโอรสของพระเจ้าอลองพญามหาราช ทำให้เราเสียกรุงครั้งที่ 2 แถมยังรบชนะต้าชิงโดยการกำจัดกองทัพ แปดกองธง ของเฉียนหลงฮ่องเต้ลงได้ แม้พม่าจะชนะแต่ถ้าวัดกำลังพลที่สูญเสีย จีนใหญ่กว่าพม่าหลายเท่า พม่าสูญเสีย 5หมื่นเจ็บหนักกว่าจีนที่เสียหลายแสน
ต้องขอบคุณเฉียนหลงฮ่องเต้ที่ก่อสงคราม คองบอง-ต้าชิง ขึ้น ถ้าไม่มีสงครามนี้ก็จะไม่มีพระเจ้าตากและอาจจะไม่มีไทยในทุกวันนี้ เพราะถ้าไม่มีสงครามจีนพม่า ทัพใหญ่ของพระเจ้ามังระคงจะกวาดไทยจนสิ้นชาติ นี่แค่ทัพรองยังทำให้เราเกือบสิ้นชาติเลย

ร้องไห้ได้มั้ย… อวสานมอญ… 😭 ผมคนหนึ่งเป็นมอญ แท้ๆจาก พม่า คืออยากจะบอกว่า อึดอัดมากครับ ภาษามอญก็ใช้ไม่ได้ ก็ต้องเรียนภาษาพม่า ปิดเทอมพม่า3เดือน เด็กมอญทุกคน ก็ต้องมาเรียนภาษามอญ อยู่บ้านพูดมอญออกจากบ้านต้องใช้ภาษาพม่า .. เอาเวลาย้อนกลับไปได้ไหม ผมอยากเกิดตอนเมืองมอญ รุ่งเรืองจัง… ทุกวันนี้ เหมือนคนแปลกๆ อยู่พม่าก็ไม่ใช่ว่าจะได้อีสระ ก็เลยต้องมาเป็นแรงงานที่ไทย แต่ไม่เคยโทษตัวคทีเกิดมา เป็นมอญ เพราะภูมิใจมากทีได้เป็นมอญ เพราะมอญเป็นผู้ให้จริงๆ ก็รู้สึกว่า. วันหนึ่งถ้าเราขับรถไปที่ไหนสักที่หนึ่งและเห็นปายบอกทางเป็นภาษาตัวเอง ซื้อของใช้ภาษาตัวเอง ก็คงจะมีความสุขมากๆ

มอญสิ้นประเทศเพราะความเย่อหยิ่งทะนงตนและใจแคบชาตินิยมเกินไป คือใครมาปกครองต้องเป็นเชื้อสายเดียวกับตนไม่ค่อยเอาพวกพ้องพวกอื่นอย่างไทใหญ่จะช่วยก็ไม่เอาและบางทีก็ไปเข้ากับพม่า ง่ายๆคือทำตัวเอง แต่พม่ากลืนชาติได้ไม่เก่งคือใช้กำลังบีบเสียส่วนใหญ่คนเลยต่อต้าน ต้องมาดูไทยสยามกลืนเก่งทีสุดใช้วิธีแยบยลฉลาด กินทีละนิด อะลุ่มอะหล่วย เหมือนสายน้ำทุกวันนี้กลมกลืนที่สุดไร้คนต่อต้าน

ปัจจุบันคนมอญยังรักษาวัฒนธรรมของตนไว้ดีมากเช่นที่จ.สมุทรสาคร คนมอญที่ทำงานโรงงาน วันหยุด คนมอญส่วนใหญ่ ทุกวัย มักจะแต่งตัวสุภาพ เรียบรัอยเข้าวัด ทำกิจกรรมในวัด ทั้งวันส่วนคนไทย มักเทียวหรือสังสรรค์ไร้สาระในวันหยุด เปรียบเทียบดู คนมอญยังมีจิตใจที่มีคุณธรรมมีเมตตากรุณากว่า บางเผ่า แต่มอญที่อยู่ในกทม.หรือในไทยแล้วได้สัญชาติไทย ก็จะไปอีกเรื่อง

สรุปคือมอญอาจเป็นคนกลุ่มแรกๆที่มาตั้งถิ่นฐานในเอเชียอาคเนย์มีมาก่อนขอม พุกาม ทวารวดี เชียงแสนหรือสุโขทัย เป็นไปได้มั้ยครับว่าพม่า กัมพูชา ลาวและไทยล้วนแต่เป็นมอญทั้งนั้นไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต


สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

ไต้หวันเป็นประเทศหรือไม่?
อ.วาสนาขอต่อยอดจากประเด็นสงครามทวิตภพไทย-จีนกันอีกสักตอน กับประเด็นคำถามที่ถูกยกมาโต้กันอย่างดุเดือดว่า ‘ไต้หวันเป็นประเทศหรือไม่’ หรือว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนกันเเน่’ ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์เเละวิชาการคำตอบจะออกมาอย่างไร [su_spoiler title="โลกเหลือเพียง 16 ชาติ ที่นับไต้หวันเป็นประเทศ" ...
จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิผู้เป็นมหาราชและทรราชในคนเดียวกัน
“จิ๋นซีฮ่องเต้” หรือ “ฉินสื่อหวงตี้” มีข้อมูลระบุว่าเดิมท่านชื่อ “อิ๋งเจิ้ง” (แซ่-อิ๋ง, ชื่อ เจิ้ง) ชาติกำเนิดของอิ๋งเจิ้งมีที่มาไม่แน่ชัด บางข้อมูลบอกว่าท่านอาจเป็นบุตรของ “จื่ออี้” (อี้เหริน) ชาวแคว้นฉินซึ่งถูกจับมาเป็นตัวประกันที่แคว้นจ้าว ขณะที่ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า อิ๋งเจิ้ง ...
การเป็นประชาธิปไตยของเกาหลีใต้
นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของเกาหลีใต้สมัยเมื่อ 40 ปีที่แล้วถูกฝ่ายรัฐบาลทหารจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก คนไหนไม่ถูกจับก็ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ฝ่ายรัฐบาลของเกาหลีใต้สมัยนั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างจริงจัง การถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบแทบจะไม่มีเลย เกาหลีใต้ เลิกเป็นเผด็จการได้อย่างไร? SpokeDark : โรซี่ ...
Copy link
Powered by Social Snap