ปริศนาด้านไกลของดวงจันทร์

ด้านไกลดวงจันทร์ ดินแดนลี้ลับที่ไม่มีใครเคยไปเยือน
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ คือ 2 วัตถุที่มนุษย์รู้จักดีที่สุด อันที่จริง มนุษย์เข้าใจว่าวัตถุบนท้องฟ้าสองชิ้นนี้เป็นทรงกลม จึงไม่น่าแปลกที่โลกก็จะมีทรงกลมเช่นเดียวกัน (ก่อนที่มนุษย์จะมาเชื่อเรื่องโลกแบนอีกครั้งในช่วงที่ศาสนามีอิทธิพล) ผู้เขียนได้ลองตั้งคำถามและค้นหาว่า ในเมื่อเรารู้ว่าดวงจันทร์เป็นทรงกลม มีใครเคยตั้งคำถามบ้างหรือไม่ว่า แล้วด้านหลังของดวงจันทร์หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็ยังไม่เจอเรื่องราวหรือการจดบันทึก แต่ก็มีสิ่งที่น่าสนใจที่ Plutarch นักปราชญ์ชาวกรีก ในช่วง คศ.ที่ 46 ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ที่เราเห็นดวงจันทร์สว่างไม่เท่ากันในแต่ละจุด เป็นเพราะว่ามีหลุมที่ยุบลงไป และแสงส่องไปไม่ถึง กล่าวคือ หน้าของดวงจันทร์ไม่ได้สม่ำเสมอกัน บทความจาก ด้านไกลของดวงจันทร์ ประวัติศาสตร์ของการสำรวจมุมที่ไม่มีใครเคยเห็น เขียนโดย Nutn0n
ด้านไกลของดวงจันทร์ 1 ความหมาย และความแตกต่าง ของทั้งดวงจันทร์ทั้งสองด้าน
อย่างที่เราทราบกัน ว่าดวงจันทร์นั้นหันหน้าเข้าหาโลกเพียงด้านเดียวตลอด นี้จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับการศึกษาดวงจันทร์ในอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ (ของมนุษย์บนพื้นโลก) แม้แต่ในยุคของกาลิเลโอ เมื่อราว 400 ปีก่อน ที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อศึกษาพื้นผิวของดวงจันทร์ในรูปแบบต่างๆแล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจรู้ได้เลยว่า ตกลงแล้วอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์นั้นมีลักษณะเช่นไรกันแน่ ซึ่งกว่าจะได้เห็นภาพด้านหลังของดวงจันทร์ เราก็ต้องรอไปจนถึงปลายปีทศวรรษที่ 1950 เมื่อยานสำรวจ Luna 3 ของโซเวียตได้ถ่ายรูปด้านไกลของดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก
ด้านไกลของดวงจันทร์ 2 ประวัติการสำรวจ และ ความเป็นไปได้ในอนาคต
อย่างที่เราทราบกัน ว่าดวงจันทร์นั้นหันหน้าเข้าหาโลกเพียงด้านเดียวตลอด นี้จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับการศึกษาดวงจันทร์ในอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ (ของมนุษย์บนพื้นโลก) แม้แต่ในยุคของกาลิเลโอ เมื่อราว 400 ปีก่อน ที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อศึกษาพื้นผิวของดวงจันทร์ในรูปแบบต่างๆแล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจรู้ได้เลยว่า ตกลงแล้วอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์นั้นมีลักษณะเช่นไรกันแน่ ซึ่งกว่าจะได้เห็นภาพด้านหลังของดวงจันทร์ เราก็ต้องรอไปจนถึงปลายปีทศวรรษที่ 1950 เมื่อยานสำรวจ Luna 3 ของโซเวียตได้ถ่ายรูปด้านไกลของดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก
ด้านไกลของดวงจันทร์ ประวัติศาสตร์ การสำรวจที่ไม่มีใครเคยเห็น dark side of the moon
อย่างที่เราทราบกัน ว่าดวงจันทร์นั้นหันหน้าเข้าหาโลกเพียงด้านเดียวตลอด นี้จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับการศึกษาดวงจันทร์ในอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ (ของมนุษย์บนพื้นโลก) แม้แต่ในยุคของกาลิเลโอ เมื่อราว 400 ปีก่อน ที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อศึกษาพื้นผิวของดวงจันทร์ในรูปแบบต่างๆแล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจรู้ได้เลยว่า ตกลงแล้วอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์นั้นมีลักษณะเช่นไรกันแน่ ซึ่งกว่าจะได้เห็นภาพด้านหลังของดวงจันทร์ เราก็ต้องรอไปจนถึงปลายปีทศวรรษที่ 1950 เมื่อยานสำรวจ Luna 3 ของโซเวียตได้ถ่ายรูปด้านไกลของดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรกบทความจาก ด้านไกลของดวงจันทร์ ประวัติศาสตร์ของการสำรวจมุมที่ไม่มีใครเคยเห็น เขียนโดย Nutn0n
จีนพบวัตถุประหลาดคล้ายเจลที่ด้านไกลของดวงจันทร์
หุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์ของจีนพบวัตถุประหลาดคล้ายเจลที่ด้านไกลของดวงจันทร์
องค์การบริหารกิจการอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) แถลงว่าหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจดวงจันทร์ด้านไกล “อวี้ทู่-2” (Yutu-2) หรือ “กระต่ายหยก” ได้พบวัตถุประหลาดคล้ายเจลที่สะท้อนแสงเป็นมันวาว ในแอ่งหลุมแห่งหนึ่งที่เพิ่งเกิดจากการชนของอุกกาบาตเมื่อไม่นานมานี้
แม้ทางการจีนจะยังไม่เปิดเผยว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไร แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศส่วนหนึ่งคาดว่า น่าจะเป็นแก้วหลอมละลาย ซึ่งเกิดจากความร้อนหลังการพุ่งชนของอุกกาบาตดังกล่าว
หุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์ของจีนพบวัตถุประหลาดคล้ายเจลที่ด้านไกลของดวงจันทร์
องค์การบริหารกิจการอวกาศแห่งชาติจีน หรือ CNSA แถลงว่า หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจดวงจันทร์ด้านไกล “อวี้ทู่-2” (Yutu-2) ที่แปลว่า “กระต่ายหยก” ได้พบวัตถุประหลาดคล้ายเจลที่สะท้อนแสงเป็นมันวาว ในแอ่งหลุมแห่งหนึ่ง ที่เพิ่งเกิดจากการชนของอุกกาบาตเมื่อไม่นานมานี้
แม้ทางการจีน จะยังไม่เปิดเผยว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไร แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศส่วนหนึ่งคาดว่า น่าจะเป็นแก้วหลอมละลาย ซึ่งเกิดจากความร้อนหลังการพุ่งชนของอุกกาบาตดังกล่าว
จีน ถาม สหรัฐฯ ยานสหพันกาแล็กซี่ซ่อนอยู่หลังดวงจันทร์จริงหรือไม่
ฉางเอ๋อ 4 ลงจอดบนดวงจันทร์ด้านไกล
China’s space agency has released a video of its Chang’e 4 spacecraft landing on the side of the moon permanently hidden from Earth’s view. On Friday, the National Space Administration released images from the lunar surface.

ยาน Chang’e 4 กับการลงจอดครั้งแรกที่ด้านมืดของดวงจันทร์

ในปี 2019 จีน ได้กลายเป็นชาติแลกที่ทำลายทุกข้อจำกัด และส่งยานแบบ Lander รวมถึง Rover ไปลงสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์ได้สำเร็จ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก เพราะยานจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกได้ แต่สิ่งที่จีนทำก็คือ จีนส่งดาวเทียม 1 ดวงชื่อว่า Queqiao ไปโคจร​ ณ จุด Lagrange L2 ซึ่งเป็นจุดที่แรงโน้มถ่วงระหว่างโลกกับดวงจันทร์หักล้างกันจนทำให้ยานที่ไปอยู่ตรงนั้นเหมือนกับตกอยู่ในหลุมของสนามโน้มถ่วง และมันจะอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ซึ่งนับว่ายากมาก แต่จีนก็เก่งฟิสิกส์พอที่จะสามารถทำได้ และ ณ จุด L4 นี้เอง อยู่เยื้อง ๆ ระหว่างด้านไกลของดวงจันทร์กับโลก ทำให้ยาน Chang’e 4 สามารถส่งข้อมูลต่าง ๆ กลับมายังโลกได้ผ่านยาน Queqiao ที่เป็นตัว Relay สัญญาณให้

ยาน Yutu หันกลับมาถ่ายภาพยานแม่ของมันในขณะที่วิ่งสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มา – CNSA

ด้านไกลของดวงจันทร์

โดยในความหมายด้านไกลของดวงจันทร์ (The far side of the Moon) ก็คือ ซีกฝั่งอีกครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์ที่หันหน้าออกจากโลก และจากการสำรวจก็พบว่าฝั่งไกลจากโลกดังกล่าว พื้นผิวดาวส่วนใหญ่จะขรุขระ อันเป็นผลเนื่องมาจากการพุ่งชนของกลุ่มอุกกาบาตและร่องรอยของสะเก็ดลาวาที่สาดกระเด็นแผ่ขยายออกมา อีกทั้งยังปรากฏให้เห็นถึงความสัมพันธ์เล็กน้อย ของบริเวณพื้นที่ราบลุ่มที่เรียกว่า ลูน่า มาเรีย (lunar maria) ที่ว่ากันว่ามันคือหนึ่งในหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ และในบางครั้งด้านไกลของดวงจันทร์ ยังสามารถถูกเรียกว่า “ด้านมืดของดวงจันทร์” (dark side of the Moon) ได้อีกด้วย

โดยกว่าร้อยละ 18 ของฝั่งไกล จะสามารถมองเห็นได้บนผิวโลกได้ ในปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ไลเบรชัน (Libration) หรือการโยกขึ้นลงของดวงจันทร์ขณะโคจรรอบโลกได้ ในขณะที่อีกกว่าร้อยละ 82 ของฝั่งไกลนั้น ยังคงเป็นปริศนา จนกระทั่ง ปี ค.ศ.1959 เมื่อยานอวกาศของโซเวียตที่ชื่อ ลูน่า 3 (Luna 3) ได้ถ่ายรูปทางฝั่งไกลของดวงจันทร์สำเร็จ และต่อมาในปี ค.ศ. 1968 นักบินอวกาศจากภารกิจอะพอลโล 8 (Apollo 8) ซึ่งขณะนั้นกำลังโคจรอยู่โดยรอบดวงจันทร์ ก็ได้กลายมาเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้มองเห็นฝั่งไกลของดวงจันทร์ จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม ปี ค.ศ. 2019 ยานฉางเอ๋อ 4 (Chang’e 4) ของจีน ก็สามารถลงจอดครั้งแรกเป็นประวัติศาสตร์ ยังฝั่งไกลของดวงจันทร์

และจากคำแนะนำของนักดาราศาสตร์ก็บอกว่า ในอนาคตสำหรับการติดตั้งกล้องโทรทรรศน์วิทยุยังฝั่งไกลของดวงจันทร์ จะช่วยให้กล้องโทรทรรศน์ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะดวงจันทร์ จะกลายมาเป็นโล่กำบังให้อย่างดี สำหรับสัญญาณรบกวนวิทยุ (radio interference) จากพื้นโลก

การที่ดวงจันทร์หันหน้าเข้าหาโลกเพียงด้านเดียว เป็นผลเนื่องมาจาก แรงไทดัล หรือ ‘ไทดัล ฟอร์ซ’ (Tidal forces) ที่ไปดึงช้าให้การหมุนของดวงจันทร์ เข้าถึงจุดที่หันหน้าเข้าหาโลกเพียงฝั่งเดียว หรือที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ ไทดัล ล็อค (Tidal locking) ซึ่งนั่นจะทำให้ผิวของดวงจันทร์ในอีกด้านหนึ่ง จะไม่มีวันที่คนบนโลกได้เห็นมัน ดังนั้นเราจึงเรียกอีกฝั่งที่มองไม่เห็นว่า ‘ด้านไกลของดวงจันทร์’ (far side of the Moon) แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงตลอดการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ เราก็ยังสามารถมีโอกาสได้เห็นด้านไกลของมันอยู่ ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ไลเบรชัน’ (Libration) ซึ่งไลเบรชันคือรูปแบบการโคจรของดวงจันทร์ที่จะทำให้เราสามารถเห็นพื้นผิวได้เกินกว่าร้อยละ 50 ในขณะที่การโคจรเกิดซ้ำไปซ้ำมา ไลเบรชันจะปรากฏขึ้นโดยเป็นการโยกไปข้างหน้าแล้วไปข้างหลัง (หรือขึ้นแล้วลง) ของผิวหน้า ดังเช่นการโยกไปมาของตาชั่งรอบจุดสมดุล นี้ก็หมายความว่า ด้วยปรากฏการณ์ไลเบรชันข้างต้น ก็จะสามารถทำให้เรามองเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้มากถึงร้อยละ 59 ส่วนพื้นผิวที่เหลือต่อจากนี้ จะไม่มีทางเห็นส่องเห็นได้จากพื้นโลก (เนื่องจากมีมุมต่ำเมื่อมองจากโลก จนยากที่จะเห็นพื้นผิวทั้งดาวได้)

Comparison of humanity’s first glimpse of the lunar far side and the same view thanks to LRO data 50 years later. NASA’s Goddard Space Flight Center Scientific Visualization Studio, CC BY

ด้านมืดของดวงจันทร์

จากชื่อที่เรียกคุ้นหูกันว่า ‘dark side of the Moon’ หรือ ด้านมืดของดวงจันทร์ อันที่จริงแล้ว คำว่า ‘dark’ หรือ ‘มืด’ นั้น มันไม่ได้มีความหมายในเชิงว่า มันไม่มีแสงสว่างแต่อย่างใด แต่หากเป็นความหมายในเชิงของ ‘ความไม่รู้’ เสียมากกว่า เช่นเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์นั่นมีอะไรกันแน่ ดังนั้นการนิยามให้ใช้เป็นคำว่า ‘มืด’ ไว้ก่อน จึงเป็นอันเข้าใจกันในบริบทนี้

จนกระทั่ง เมื่อครั้งที่มนุษย์สามารถส่งยานอวกาศไปวนรอบจันทร์ได้สำเร็จ และเผยให้เห็นถึงพื้นที่ต่างๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากความเข้าใจผิดกันว่า ‘ด้านมืด’ จึงกลายมาเป็นความเข้าใจใหม่ว่า อันที่จริงมันไม่ได้มืด! และรวมถึงการสลายให้หายไปของ ‘ความไม่รู้’ ในเชิงของคำว่ามืด ด้วยเช่นกัน เพราะอันที่จริงแล้วทั้งสองด้านของดวงจันทร์ ไม่ว่าจะด้านไกลหรือใกล้ มันก็จะได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงเฉลี่ย (เกือบ) เท่ากันเสมอ

อย่างไรก็ตามในด้านใกล้ ก็ยังสามารถรับแสงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับออกมาจากโลกได้อยู่ ในชื่อปรากฏการณ์ ‘แสงโลก’ หรือ ‘เอิร์ธไชน์’ (earthshine) ซึ่งจะทำให้ผู้สังเกตบนโลกอีกฝั่งหนึ่ง สามารถเห็นแสงจางๆจากด้านกลางคืนของดวงจันทร์ได้ เช่นเมื่อสังเกตจากโลกจะเห็นดวงจันทร์มืดมิด แต่หากเราได้ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์แล้วหันกลับมามองโลกก็จะเห็นได้ว่าโลกนั้นมีแสงสว่างอยู่ ดังนั้นการเกิด ‘แสงโลก’ นี้จึงทำเรายังคงเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้เกือบทั้งหมด แม้จะถูกเงาของโลกบดบังก็ตาม (ปรากฏการณ์ ‘แสงโลก’ นี้จะสังเกตได้ดีในช่วงวันขึ้น 1–3 ค่ำ หรือ แรม 12–14 ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงจันทร์ดับ)

ในขณะเดียวกัน หากเราเห็นดวงจันทร์เต็มดวงในช่วงจันทร์เพ็ญ ดวงจันทร์ทางฝั่งไกลจากโลกทั้งหมดจะมืดมิดจากแสงอาทิตย์ (โดยตรง) อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งในความหมายของคำว่ามืดในทางเทคนิคแล้ว ยังสามารถใช้เรียกเพื่อความเข้าใจในความหมายของ ‘จุดอับสัญญาณ’ ได้อีกด้วย เช่นการสื่อสารของของยานอวกาศจะถูกปิดกั้นได้ หากยานกำลังเคลื่อนอยู่ทางฝั่งไกลของดวงจันทร์ ตัวอย่างเช่น การสื่อสารระหว่างกันในภารกิจอะพอลโล่ เป็นต้น ที่นักบินอวกาศได้เลือกลงเหยียบแต่พื้นผิวทางฝั่งด้านใกล้

ตำแหน่งของแอ่งเอตเคนขั้วใต้ และหลุมฟอนคาร์มัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยานฉางเอ๋อ 4 ลงจอด (จาก Shayanne Gal/Business Insider)

การหมุนของดวงจันทร์

ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกจากตะวันตกไปตะวันออก โดยเคลื่อนไปทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวของโลก ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลก 1 รอบในเวลา 27.3 วันนั่นคือในเวลา 27.3 วัน ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกได้เป็นมุม 360 องศา นั่นคือในเวลา 1 วัน ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกได้เป็นมุม 360/27.3 หรือประมาณ 13 องศา ดังนั้นเมื่อดูจากโลกจะเห็นดวงจันทร์อยู่ทางทิศตะวันออกของจุดเดิมวันละประมาณ 13 องศา ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาที่โลกหมุนประมาณ 52 นาที ดังนั้นดวงจันทร์จะขึ้นช้าวันละประมาณ 52 นาที

การหมุนสมวาร (Synchronous Rotation)

ดวงจันทร์มีการหมุนรอบตัวเองแบบที่เรียกว่า การหมุนสมวาร (synchronous rotation) คือคาบการหมุนรอบตัวเองกับคาบการโคจรรอบโลกมีค่าเท่ากัน (เพราะอย่างนี้นี่เองที่ทำให้เราเห็นแค่ด้านเดียว) โดยดวงจันทร์ใช้เวลาโคจรรอบประมาณ 27.3 วัน เป็นผลให้ดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลก เรียกด้านที่หันเข้าหาเราว่า “ด้านใกล้” (near side) ส่วนด้านตรงข้าม คือ “ด้านไกล” (far side) เป็นด้านที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ อย่างไรก็ตาม ดวงจันทร์มีการแกว่งเล็กน้อย ทำให้เรามีโอกาสมองเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้มากกว่า 50% อยู่เล็กน้อย ในอดีต ด้านไกลของดวงจันทร์เป็นด้านที่ลึกลับอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงยุคที่เราสามารถส่งยานอวกาศออกไปถึงดวงจันทร์ได้ สิ่งหนึ่งที่แตกต่างระหว่างด้านใกล้กับด้านไกล คือ ด้านไกลไม่มีพื้นที่ราบคล้ำที่เรียกว่า “มาเร” (แปลว่าทะเล) กว้างขวางมากเหมือนอย่างด้านใกล้
ดวงจันทร์ใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองที่ได้จังหวะพอดีกับวิถีการโคจรรอบโลก ซึ่งเมื่อเรามองดวงจันทร์จากพื้นโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียวตลอดเวลา ในประวัติศาสตร์ยุคแรกของดวงจันทร์ การหมุนของมันช้าและกลายเป็นถูกล็อกอยู่ในลักษณะนี้ เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ความฝืด และมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงบนโลกเมื่อนานมาแล้ว ขณะที่ดวงจันทร์ยังคงหมุนเร็วกว่าในปัจจุบัน รอบโป่งในปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงมาก่อนแนวโลก-ดวงจันทร์ เพราะว่ามันไม่สามารถดึงรอยโป่งของมันกลับคืนได้อย่างรวดเร็วพอที่จะรักษาระยะของรอยโป่งระหว่างมันกับโลก การหมุนของมันขจัดรอยโป่งนอกเหนือจากแนวโลก-ดวงจันทร์ รอยโป่งที่อยู่นอกเส้นโลก-ดวงจันทร์นี้ทำให้เกิดการบิด ซึ่งลดความเร็วของการหมุนของดวงจันทร์ลง เมื่อการหมุนของดวงจันทร์ช้าลงจนเหมาะสมกับการโคจรรอบโลก เมื่อนั้นรอยโป่งของมันจึงหันหน้าเข้าหาโลกเสมอ รอยโป่งอยู่ในแนวเดียวกับโลก และรอยบิดของมันก็จึงหายไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมดวงจันทร์จึงใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองพอๆ กับการโคจรรอบโลก
มีความผันผวนเล็กน้อย (ไลเบรชัน) ในมุมองศาของดวงจันทร์ซึ่งเราได้เห็น เราจึงมองเห็นพื้นผิวของดวงจันทร์ทั้งหมดประมาณ 59% ของพื้นผิวทั้งหมดของดวงจันทร์

ดวงจันทร์ เป็นดาวบริวารเพียงดวงเดียวของโลก จัดเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่ลำดับที่ 5 ในระบบสุริยะ มีระยะห่างจากโลกเฉลี่ยนับจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลางประมาณ 384,403 กิโลเมตร เทียบเท่ากับ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก จุดศูนย์กลางมวลร่วมของระบบตั้งอยู่ที่ตำแหน่ง 1700 กิโลเมตรใต้ผิวโลก หรือประมาณ 1 ใน 4 ของรัศมีของโลก ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในเวลาประมาณ 27.3 วัน เมื่อเปรียบเทียบการแปรคาบโคจรตามมาตรภูมิศาสตร์ระหว่างโลก-ดวงจันทร์-ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดเป็นเฟสของดวงจันทร์ ซึ่งจะซ้ำรอบทุกๆ ช่วง 29.5 วัน (เรียกว่า คาบไซโนดิก)

เส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์มีค่าประมาณ 3,474 กิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสี่ของโลก ดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์มีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นผิวของโลก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผืนทวีปของโลกเท่านั้น คิดเป็นขนาดใหญ่ประมาณรัสเซีย แคนาดา กับสหรัฐอเมริกา รวมกัน) มวลรวมของดวงจันทร์คิดเป็นประมาณ 2% ของมวลของโลก และแรงโน้มถ่วงเป็น 17% ของโลก

สัญลักษณ์แทนดวงจันทร์คือ ☾ ปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) นีล อาร์มสตรอง และ บัซซ์ อัลดริน นักบินอวกาศขององค์การนาซา เป็นมนุษย์ 2 คนแรกที่เหยียบลงบนพื้นดินของดวงจันทร์ กฎหมายอวกาศถือว่าดวงจันทร์เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ตามสนธิสัญญาที่ใช้บังคับกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์ ดวงดาว และวัตถุอวกาศอื่นๆ ค.ศ. 1979

การกำเนิดดวงจันทร์ ตามทฤษฎีนิยมคือ ครั้งอดีตเคยมีดาวเคราะห์ขนาดประมาณ ดาวอังคาร ได้พุ่งเข้าชนโลก (เมื่อ 4,500 พันล้านปีก่อน) จนทำให้เนื้อสารบางส่วนของโลกได้หลุดออกไปอยู่นอกอวกาศและรวมกลุ่มกันเป็นดวงจันทร์บริวารของโลกในที่สุด และนี่จึงส่งผลทำให้มัน หมุนรอบตัวเองช้ามาก ในที่สุดก็กลายเป็นว่า มันได้ถูกล็อกให้อยู่ในลักษณะนี้เป็นต้นมา

การหมุนของดวงจันทร์

อ้างอิง
ด้านไกล (มืด) ของดวงจันทร์
ด้านไกลของดวงจันทร์ ประวัติศาสตร์ของการสำรวจมุมที่ไม่มีใครเคยเห็น


ความคิดเห็น เกี่ยวกับ  ปริศนาด้านไกลของดวงจันทร์

สหรัฐอเมริกาไปไกลกว่าที่เราคิด นายวอยเอจเจอร์ 1 และ 2 หลุดออกจากระบบสุริยะจักรเรียบร้อยแล้ว ยานนิวฮอไรซอนส์ กำลังสำรวจดาวพลูโต ยานแคสสินี่ สำรวจดวงจันทร์เอนซิเลดัส กับ ไททัน ซึ่งเป็นบริวารของดาวเสาร์ มันใช้เวลาเดินทาง 7 ปี จากปี 1997 ลงจากจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2004 มันปฏิบัติหน้าอยู่นานถึง 13 ปี จาก 2004 ถึง 2017 ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าชั้นบรรยากาเพื่อทำลายตัวเอง มันส่งภาพถ่ายมายัง นาซ่า 450,000 ภาพ และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อีก 630 กิ๊กกะไบต์…ข้ามูลเหล่านั้นนาว่าเก็บไว้ยังไม่ได้เปิดเผยให้โลกรู้….เช่นเดียวกับยานสำรวจบนดาวอังคาร นับตั้งแต่ยานมาร์ส พาธไฟเดอร์ ,โฟนิกซ์ , มาร์เวน , ไวกิ้ง 1และ ไวกิ้ง 2, ออพพอ์จูนนิตี้ , สปิริต , คิวริออสซิตี้ , และ ลำล่าสุด ที่พึ่งส่งขึ้นไป ส่ง 5 พ.ค.2018 ลงจอด 26 พ.ย.2018 คือยานอินไซต์ เพื่อศึกษาทางธรณีวิทยา มันมีสว่านเจาะได้ลึกถึง 5 เมตร ขณะนี้ มี เพียง ยานคิวริออสซิตี้ ที่ส่งขึ้นไปตั้งแต่ 2012 กับ ยานอินไซต์ ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ …ปีนี้ องค์การนาซ่าจะส่งขึ้นไปอีก 1 ลำ …อเมริกา ให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้ผลิตจรวดแทน เช่น สเปซ เอ็กซ์ ของอีลอน มัสค์ , บลู ออริจิ้น ของ เจฟฟ์ เบโซส์ , ยูแอลเอ ของ ล็อคฮีด มาร์ติน กับ โบอิ้ง และ เวอร์จิ้น กาแล็คติก ที่สร้างสนามบิน อวกาศ ในรัฐเท็กซัส เพื่อพาคนไปทัวร์อวกาศ…ปธน.โดนัล ทรัมป์ เพิ่มงบให้กับองค์การนาซ่า และสนับสนุนให้มีการสำรวจดวงจันทร์ ยูโรปา 1 ใน 4 (ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด คาลิสโต)ดวงจันทร์บริวารดาวพฤหัสฯ และมีขนาดเล้ดสุดใน 4 ดวง มันมีน้ำแข็งบนผิวเป็นหนามๆ เเละมีความคล้ายโลกมากที่สุด ….ฯลฯ

ผมว่า นาซา ไปหลังดวงจันมาเเล้ว. แต่เค้าไม่ออกสื่อ. แต่จีนไปครั้งเเรกลงหลังดวงจันทร์ด้านมึด เค้าออกสื่อเลย เพราะประชากรบนโลก ก้ไม่รุ้ บ้างคนก้อยากรู้ จีนเลยจัดให้

ฉางเอ๋อ 4 (Chang’e 4) ของจีน ลงจอดบนดวงจันทร์ที่ด้านไกลสำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 ฉางเอ๋อ 4 ใช้กล้องระดับคมชัดถ่ายภาพพื้นผิวด้านไกลบนดวงจันทร์ เพื่อศึกษาสภาพของแร่ธาตุบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงศึกษาเศษวัสดุที่สาดกระเด็นจากการพุ่งชนของอุกกาบาต
ล่าสุด วงในเริ่มเปิดเผยว่า ฉางเอ๋อ 4 ถึงกับหยุดนิ่งเมื่อค้นพบโครงสร้างประหลาดคล้ายท้อนเหล็กเคลือบด้วยโลหะขนาดใหญ่มีความสูง 2.5 เมตร ความกว้าง 15 เมตร ปรากฏอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ภาพเเสดงอย่างชัดเจน

ตอนนี้ ทางหน่วยงานจีนติดต่อสอบถามรัฐบาลเงาของสหรัฐอเมริกาว่า โครงสร้างที่เห็นเป็นของชาติใดของสหรัฐหรือไม่ ทางรัฐบาลเงาสหรัฐตอบว่า

“ไม่ใช่ของเรา เรารู้เรื่องมายาวนานเเล้ว มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่มีอารยธรรมเก่าเเก่มีชีวิตอยู่อย่างลับๆ ที่ด้านไกลดวงจันทร์ พวกนั้นสร้างฐานทัพทหารซ่อนอยู่ในภูมิภาคด้านไกลดวงจันทร์ โดยเฉพาะในหลุมอุกาบาตที่เรายังไม่เคยสำรวจ

แต่ดาวเทียมมองได้ไกลกว่าอีก25% เท่ากับว่าเลือแค่25%ที่ยังมองไม่เห้น แต่ถ้ามียานสำรวจไปดาวศุกและพุธ เขาคงรู้แล้วว่าเป็นอย่างไรแค่ไม่บอก เพราะเวลายานสำรวดไปดวงอาทิต ด้านหลังที่ดวงจันบังโลก จะโดนแสงเต็มๆ /ตรงที่อยูได้ก็คงเลยจากขอบที่เราเห็นเข้าไปที่5-10%เพราะไกลจากตรงนั้นเวลาดวงจันใกลดวงอาทิตคงร้อน

มีมนุษย์ต่างดาวจริง และอยู่บนดวงจันทร์ แต่สหรัฐปิดบังอยู่ ทั้งๆที่มีหลักฐานมัดตัวอยู่มาก สิ่งนี้ทำให้เทคโนโลยีของอเมริกาก้าวไกลและแบบก้าวกระโดด ส่วนจีนตอนนี้ก็คงทราบแล้ว จึงบุกไปยังดวงจันทร์ทางด้านมืด เพราะนอกจากมีมนุษย์ต่างดาวอยู่ที่นั้นแล้ว ยังมีพลังงานอยู่มากที่มนุษย์ต้องการ มนุษย์ต่างดาวไม่ได้อยู่บนผิวดวงจันทร์ฝั่งไกล แต่อยู่ใต้ดินลงไป ทุกวันนี้มนุษย์ต่างดาวทำงานร่วมกันกับสหรัฐ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจีนรู้ความจริง

ถ้า​ไม่มีดวงจันทร์​โลกอาจถูกอุกาบาต​ซนเละ​ ดวงจันทร์​เสมือนเป็นโล่กันซนให้โลกถ้าคิดจะไปสร้างเมืองบนดวงจันทร์​ ผมว่านาซ่าคิดผิด 

ผมสงสัยอยู่อย่างคับ โลกไหญ่กว่าดวงจันทร์. เวลาเรามองดวงจันทร์จากโลกเห็นเป็นดวงไหญ่มาก แต่ทำไมมองโลกจากดวงจันทร์ถึงเห็นโลกเล็กคับ(ป.ล)มีช่องยูทูปช่อง1นำภาพถ่ายโลกมาไห้ดู

ใครที่บอกว่าเมกาไม่เคยไปเหยีบดวงจันทร์นี่น่าเศร้าใจจัง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นผู้คิดค้นชิ้นส่วนสำหรับให้ยานลงจอดได้โดนไม่ระเบิดฝีมือคนไทยนะ พี่ไทยมีส่วนร่วมควรจะภาคภูมิใจซิ

ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจีนถึงวางท่าใส่เมกา ยอมรับว่าจีนแม่มเก่งจริง เมกาเป็นก้าวแรก โซเวียตทำแต้มได้สูงกว่า แต่จีนมาทีหลังกระโดดข้ามสองชาติไปเลย … แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าถ้าไม่มีเมกา ทำก้าวแรกไว้ โซเวียตกะจีนอาจต้องเสียเวลาหาก้าวแรกอยู่ก็เป็นด้าย

จริงแล้วอเมริกาอาจรู้มานานแล้วว่าการที่จะสำรวจด้านมืดของดวงจันทร์นั้นต้องทำเหมือน
การสะท้อนสัญญาณแบบกระจก แต่อเมริกาต้องการที่จะส่งคนจริงๆไปมากกว่า

ถ้าไปด้านไกลจะไม่สามรถเชื่อมต่อสื่อสารได้ และยังมีอุณหภมิที่เย็นเป็นน้ำแข็ง
ถ้ามนุษย์ขับยานไปลงจอดด้านไกลจะไม่สามารถกลับโลกได้ เชื่อเพลิงไอพ่นจะกลายเป็นน้ำแข็ง อุณหภูมิต่ำสุด 100 K(หน่วยเควิน)ประมาณ 171 องศา จีนถึงต้องใช์หุ่นโลเวอร์สำรวจไปสำรวจด้านไกล

นี้เหละที่ทำให้มนุษย์ไม่สำรวจด้านไกล แต่ใช้ยานโคจรถ่ายภาพแทน

จริงแสงมันส่องได้ไกล ( คุณเคยเห็นดวงดาวหรือเปล่า ในช่วงกลางคืน)

ดวงไม่ใกล้กว่าโลกไม่จำเป็นต้องร้อน ดวงที่ไกลกว่าโลกไม่จำเป็นต้องหนาวตลอดเวลา เพียงแค่ไม่มีชั้นโอโซนหรือ อากาศและชั้นบรรยากาศ คอยประคองแสงหรือเรียกว่าเรือนกระจก และ สมดุลทางวัฏจักรภายในดวงนั้นๆ เช่น โลก เพราะมีทั้ง ลมร้อนลมหนาว เมฆปกคลุมค่อยกระจายแสงให้ดูโปรงแสงสะท้อนตลอดเวลา น้ำและต้นไม้ๆลๆคอยซึมซับความร้อนความเย็นในเกิดอุณหภูมิเป็นวงกว้างได้

ดวงจันทร์ มีด้านที่โลกมองไม่เห็น ตลอดเวลา ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเอง 1รอบ ใช้เวลาเท่ากับ หมุนรอบโลก1รอบเป้ะ มองด้านขั้วโลกเหนือ โลกหมุนรอบตัวเองทวนเข็มนาฬิกา ดวงจันทร์หมุนรอบโลกทวนเข็ม ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองทวนเข็ม ด้านที่มองจากโลกมองไม่เห็น จะกระทบเเสงเเดดในเวลาข้างเเรม เเละด้านที่มองจากโลกไม่เห็นจะอยู่ในความมืดไม่เจอเเสงเเดด ในเวลาข้างขึ้น

เรียกว่าด้านมืดไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะเมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ด้านนี้ก็จะหันไปทางดวงอาทิตย์และสว่างขึ้นมา ในศัพท์ทางดาราศาสตร์อย่างเป็นทางการของต่างประเทศก็เรียกว่าด้าน Far side ไม่ได้เรียกว่าด้านมืด จึงควรเรียกว่าด้าน…ตรงข้ามโลก…น่าจะถูกต้องมากกว่าครับ


สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ
พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ พายุสุริยะ (อังกฤษ: Solar storm) เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดจากการที่ผิวดวงอาทิตย์ระเบิดขึ้นมาที่เรียกว่า "การระเบิดลุกจ้า" ซึ่งทำให้อนุภาคประจุไฟฟ้าพุ่งออกมาจำนวนมหาศาล ประจุไฟฟ้าที่พุ่งออกมานี้จะรบกวนระบบการสื่อสารมีผลทำให้การสื่อสารระยะไกลเป็นอัมพาต ทำให้เครื่องบินไม่สามารถติดต่อกับหอบังคับการได้ โทรศัพท์มือถือใช้งานไม่ได้รวมไปถึงดาวเทียมเสียหาย การทำนายความรุนแรงของพายุสุริยะสามารถทำได้โดยตรวจสอบจุดมืดดวงอาทิตย์ เนื่องจากจุดดำเกิดจากความแปรปรวนของสนามแม่เหล็ก เมื่อมีจุดมืดมากขึ้นก็จะส่งผลให้อนุภาคกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป* พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ มีทั้งหมด ...
โลกเราจะเกิดไรขึ้น? ถ้าดวงจันทร์หายไป
ถ้าดวงจันทร์หายไป เราเคยจะคิดเล่นๆนะว่า ถ้าหากโลกของเรานี้ไม่มีพระจันทร์ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเรา คำตอบง่ายๆที่เราคิดได้ คือ เราจะขาดแสงสีสวยงามในยามคํ่าคืนนั้นเอง แต่ถ้าหากอ้างอิงจากทางวิทยาศาสตร์ก็คือ จะมีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้นบนโลกมากมาย ยิ่งกว่าที่เราจะคาดไว้อีกหลายอย่าง โลกเราจะเกิดไรขึ้น? ถ้าดวงจันทร์หายไป  
ยาน Opportunity ที่สำรวจดาวอังคาร เผชิญพายุฝุ่นร้ายแรงกว่าปี 2007
ยาน Opportunity ที่สำรวจดาวอังคาร เผชิญพายุฝุ่นร้ายแรงกว่าปี 2007 พายุฝุ่นบนดาวอังคาร กำลังอาละวาดอีกครั้งบนดาวอังคาร ส่งผลให้ยาน Opportunity ของนาซา นั้น เป็นอันต้องหยุดชะงักลง เนื่องจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานหลักของยานอ่อนลง ทำให้ ...
สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล !
สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล !  เมื่อพูดถึงจักรวาลในความหมายของมันก็คือผลรวมของอวกาศและเวลา รวมไปถึงสิ่งต่างๆที่บรรจุอยู่ภายใน เช่น ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ กาแลคซี่ หลุมดำ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดคือ สสารและพลังงานรู้จัก เช่นเดียวกับโลกที่เ้ราอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ และเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งต่างๆอันเป็นผลรวมของจักรวาลดังที่ได้พูดมาทั้งหมด ...
พบดวงจันทร์ดวงใหม่ของโลก
การค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบโลก เปรียบเสมือนดวงจันทร์ของโลกดวงใหม่ มีชื่อว่า 2020 CD3 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 สองนักดาราศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา Theodore Pruyne และ Kacper Wierzchos ค้นพบโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ...
Copy link
Powered by Social Snap