สารคดี ปริศนาวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์

ปริศนาวิทยาศาสตร์เบื้องหลังไสยศาสตร์

ลัทธิทางศาสนาของโลกในยุคโบราณ ได้ค้นพบความลับเกี่ยวกับเวทมนตร์ โลกเหนือธรรมชาติที่ถูกซ่อนอยู่ นักวิจัยกำลังค้นพบว่าลัทธิต่างๆ และสมาคมลึกลับต่างๆในโลกยุคโบราณ ก่อตั้งขึ้นได้จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เหตุใดลัทธิโบราณจึงติดต่อสื่อสารกับเหล่าพวกผี ผ่านอำนาจแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสามารถทำให้รูปปั่นของพระเยซูขนาดทรงตัวจริง ฟื้นคืนชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์ได้อย่างไร ศาสตร์ใดของยุคโบราณที่ปกป้องกองทัพทหารทางศาสนา และ เมืองจากการทำลายล้าง ลบเครื่องหมายคำถามออก และ อารยธรรมโบราณนี้ หรือ เงื่อนงำ เรื่องนรก ยมโลก ที่ถูกค้นพบในที่ๆไม่มีกล้องตัวใดไปถึงมาก่อนได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์ลึกลับเบืิ้องหลังไสยศาสตร์ คือการค้นพบ โลกในยุคโบราณของเรา
สารคดี ปริศนาวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์

วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป*

สารคดี ปริศนาวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์มีทั้งหมด 7 คลิป
1.สารคดี – ปริศนาวิทยาศาสตร์เบื้องหลังไสยศาสตร์ HD
2.สารคดี – ปริศนาวิทยาศาสตร์เบื้องหลังไสยศาสตร์ HD
3.สารคดีNEW2016 ตอน ปริศนาวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์
4.สารคดี ปริศนาวิทยาศาสตร์เบื้องหลังไสยศาสตร์ HD
5.สารคดี ปริศนาวิทยาศาสตร์เบื้องหลังไสยศาสตร์
6.สารคดีเผยความลับไสยศาสตร์จริงหรือหลอก! l สารคดีช่อง ภาพชัดระดับ
7.สารคดีเผยความลับไสยศาสตร์จริงหรือหลอก! l สารคดีช่อง ภาพชัดระดับ

วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป*

ความคิดเห็นคุณภาพ เกี่ยวกับ สารคดี ปริศนาวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์
-วิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่ได้มาจากการสังเกตุธรรมชาติที่มีอยู่จริง โดยจะใช้เหตุผลในการศึกษา และยังมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งจะเชื่อในทฤษฎีหรือหลักการใดก็ต่อเมื่อได้มีการพิสูจน์จนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น ซึ่งวิทยาศาสตร์เป็นหลักวิชาในการค้นหาความจริงของธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของผู้คนในยุคนี้

ไสยศาสตร์ แปลว่า ศาสตร์หรือวิชาของคนหลับ หรือคนที่ยังละเมอๆอยู่(ยังไม่ตื่น) ซึ่งหลักการสำคัญของไสยศาสตร์ ก็คือจะสอนให้เชื่อเอาไว้ก่อน ห้ามถาม ห้ามสงสัย (เพราะตอบไม่ได้) ไสยศาสตร์จึงเป็นแค่ความเชื่อ ที่ไม่มีหลักการแน่นอนและไม่มีเหตุผลมาอธิบาย ซึ่งหลักวิชาใดที่ไม่มีเหตุผล พิสูจน์ไม่ได้ จะจัดว่าเป็นไสยศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งไสยศาสตร์จะเป็นหลักวิชาในการค้นหาความจริงของธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับมากมาก่อนของผู้คนในยุคโบราณ(แม้ยุคนี้ก็ยังมีหลงเหลืออยู่มากหมือนกัน)

ไสยศาสตร์จะตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตตร์ไม่ใช้ความเชื่อ จะใช้เหตุผลที่พิสูจนได้จริงเท่านั้น แต่ไสยศาสตร์จะใช้ความเชื่อที่ไม่ต้องการการพิสูจน์และไม่ต้องมีเหตุผล

ในยุคที่ผู้คนยังไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มากอย่างในปัจจุบัน ไสยศาสตร์ก็ย่อมที่จะเจริญ เพราะเป็นที่พึ่งของผู้คนในยุคนั้นได้ แต่ในสมัยใหม่นี้ที่ผู้คนมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มากแล้ว ไสยศาสตร์ก็ค่อยๆเสื่อมหายไป และวิทยาศาสตร์ก็เข้ามาแทนที่ จะมีก็คนที่ยังติดอยู่ในความเชื่อของยุคเก่าๆเท่านั้นที่ยังเป็นพวกไสยศาสตร์อยู่ ซึ่งก็ยังมีอยู่มากเหมือนกันในปัจจุบัน

-ไสยศาสตร์และศาสนาทุกศาสนาไม่ชอบความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพราะไม่ต้องการการพิสูจน์ ไม่อยากให้พิสูจน์ ใช้ความเชื่อความศรัทธาล้วนๆ

– พอวิทยาศาสตร์เริ่มพัฒนา ก็พิสูจน์ได้ ว่าพวกไสยศาสตร์ ความเชื่อ มันมั้วทั้งเพ ตุ๋นกันทั้งงั้น
เช่น…เหาะเหินเดินอากาศ ก็เอากล้องจับ
บั้งไฟพญา.”ตื๊ด” …ก็เอากล้องจับ
เรียกลมเรียกฝน…ก็เปิดแผนที่อากาศโชว์กันจะๆ
พวกยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้า เพราะกระสุนแต่ก่อนคุณภาพไม่ดี ด้าน…เดี๋ยวนี้กระสุนคุณภาพดี ก็โป้ง หงาย
ยาผีบอก สมุนไพรวิเศษ ก็เอาไปส่องกล้อง แยกให้ดูถึงระดับโมเลกุล ว่ากระเดือกพิษไปเท่าไหร่แล้ว
โลกแบน…ก็เอาดาวเทียมไปถ่ายให้เห็นกันจะจะ

-พลังจิตยังพิสูจน์ไม่ได้ บางทีไสยศาสตร์มีมาตั้งนานแล้ว วิท ยังค้นไม่พบก็มี แต่บางที วิท ก็พิสูจน์ได้ว่า ไสยศาสตร์บางอย่างมันปลอม เช่น ปีนบรรไดมีด ในเทศกาลเจ เป็นต้น ถ้าเมื่อใดไสยศาสตร์หรือพลังจิตพิสูจน์ได้เมื่อใด เมื่อนั้นมันคงไปด้วยกันได้ (แต่คิดว่าไสยศาสตร์คงถูกกลืนเป็นวิทยาศาสตร์ไปเลยมากกว่า)
โดยส่วนตัวเชื่อว่าพลังจิตมีจริง จากการได้ไปพบปะจากครูบาอาจารย์หลายท่าน บางองค์ไม่รู้ว่ารู้ได้ไงว่าเราเคยทำมาในอดีตทั้งที่ไม่เคยเล่าให้ฟัง ไม่ได้แบบกว้างๆแบบหมอดูด้วย เช่น ระวังอุบัติเหตุเกี่ยวกับขา(มดกัดก็อุบัติเหตุฟะ) แต่ถึงขนาดเจาะจงเลยทีเดียว อันนี้น่าจะเรียกอภิญญามากกว่าไสยศาสตร์นะ

-1. ความรู้ของจักรวาลนี้ ถูกแบ่งเป็นสองอย่าง 1. สิ่งที่ธรรมชาติสร้าง (วิทยาศาสตร์) 2. สิ่งที่มนุษย์สร้าง (ศิลปศาสตร์)
2. ความจริงมีความจริงเดียว จำนวนคนเชื่อ อายุคนเชื่อ ความฉลาดของคนเชื่อ ไม่ได้ทำให้ความจริง มันจริงมากขึ้นหรือน้อยไปกว่านั้น
3. แยกความจริงออกมาจากความเชื่อ ความจริงคือความจริง ความเชื่อคือความเชื่อ

-ในขณะที่ไสยศาสตร์เฟื่องฟู เมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีก่อน วิทยาศาสตร์ยังเป็นวุ้นอยู่เลย
เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์เฟื่องฟู ไสยศาสตร์ก็ค่อย ๆ อับแสง

-ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้ได้ผลกับผู้มีปัญญาน้อยหากแต่มีศรัทธามากครับ
วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ถูกจริตกับผู้มีปัญญามากหากแต่มีศรัทธาน้อย
ดังนั้นสองศาสตร์นี้จึงอยู่ตรงข้ามกันเสมอมา

-อำนาจสมาธิ กับวิทยาศาสตร์ไม่ได้สวนทางกันเลย
เพียงแต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ที่กล้าทดลองต่างหากครับ
เพราะถ้าจะลงมือปฏิบัติเอง ต้องละนิวรณ์ ละกามตัณหา กามฉันทะ
แต่จะเอาแบบฉาบฉวย ก็ไม่ได้อีก
เพราะ พระพุทธเจ้ามิให้ภิกษุ แสดง ปาฏิหาริย์

ว่ากันตรงๆ อินทรีย์ ของคนที่อ้างวิทยาศาสตร์ อ่อนกว่าแทบจะทุกด้าน
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
มันไม่มีองค์ความรู้วิทยาศาสตร์
กิเลสคืออะไร ยังตอบไม่ได้เลย

ไสยศาสตร์ ไม่ใช่พุทธศาสตร์ แยกแยะให้ดีๆ
ไสย แปลว่า นอน ศาสตร์ที่ยังหลับอยู่
จึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไร
อาศัยความกลัวลึกๆของมนุษย์

-พื้นฐานของมนุษย์คือร่างกายและจิตใจ การดำรงชีวิตอยู่ได้ คือการหาทางตอบสนองความต้องการ
ของร่างกายและจิตใจ จึงมีความอยากไม่มีที่สุด เพื่อจะคิดค้นสิ่งต่างๆขึ้นมา บ้างก็เป็นวัตถุ แต่เมื่อ
ยังผลิตวัตถุไม่ได้ คนบางคนก็หาทางออกด้านจิตใจ เพราะเมือพอใจแล้วก็ถือว่าตอบสนองได้เช่นกัน
จึงมีการคิดค้นทางออกด้านจิตใจ รวมทั้งวิธีที่เรียกว่าไสยศาสตร์ เมื่อปฏิบัติตามแล้วได้ดั่งใจ ก็ถือว่า
ประสบผลสำเร็จในศาสตร์ ส่วนจะพิสูจน์ได้อย่างไรนั้น คนที่เขาพอใจเขาก็บอกว่าพิสูจน์ได้แล้ว ส่วน
คนที่เขาไม่พอใจ เขาก็บอกว่ายังพิสูจน์ไม่ได้ เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ รถยนต์ เครื่องบิน เป็นสิ่งที่ทุก
คนพอใจแล้ว ก็ยอมรับ แต่ยังมีหลายๆส่วนที่ยังถกเถียงกันอยู่เช่นกัน อาทิ การเดินทางในหลุมดำ การ
เดินทางให้เร็วเท่ากับความเร็วของแสง เป็นต้น
สรุป ล้วนตอบสนองทางใจ อันหนึ่งเน้นไปทางวัตถุ อันหนึ่งเน้นไปทางจิตใจ อย่าลืมว่า คนเราอยู่ไม่ได้
เพียงแค่อาศัยวัตถุเท่านั้น (ถามทุกๆท่านว่า ทุกวันนี้ ยังต้องการความรักความเข้าใจจากคนที่เรารัก กัน
อยู่หรือไม่)

-ถาม … ทำไมวิทยาศาสตร์ กับ ไสยศาสตร์ ถึงสวนทางกัน !
ตอบ … ไม่ได้สวนทางกัน (อยู่เลนเดียวกัน) แต่วิทยาศาสตร์มันแซง ล้ำ นำหน้าไสยศาสตร์ไปไกล เนื่องจากวิทยาศาสตร์มันมีการต่อยอดไปเรื่อย ๆ แต่ไสยศาสตร์มันหยุดนิ่งในการพัฒนามานานแล้ว ตอนนี้มีแต่เสื่อมถอยลง คือมีคนเรียนศาสตร์ด้านนี้น้อยลงไปเรื่อย ๆ

-ก่อนอื่นเราสมควรที่จะพยายามทำความเข้าใจกับ คำที่ใช้ เรียกขานว่า “ไสย์ศาสตร์” อันในสังคมทั่วไปจะใช้สำหรับอ้างถึง กับสิ่งที่สัมผัสได้แต่ไม่สามารถพิสูจน์ ตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ อันก็เป็นจุดสังเกตุของ จขกท พร้อมให้ข้อสรุปที่ว่า ทั้งสองอย่างนี้มีลักษณะสวนทางกัน ถูกใหมครับ

คำว่า “ไสย์ศาสตร์” ที่จริงแล้วเป็นคำเรียกขานถึง วิชาที่ว่าด้วยสิ่งที่ไม่อาจใช้อวัยวะสัมผัสทั่วไปของมนุษย์ (หู ตา จมูก ปาก และผิวหนัง) และตามหลักวิทยาศาสตร์ สัมผัสได้นั่นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการนำเอาไสย์ศาสตร์ มาใช้ประโยชน์นั้นๆ ซึ่งแน่ล๊ะมีทั้งจริงและเทียมเสมือนเช่นการเล่นมายากลต่างๆ และในขณะเดียวกันความเชื่อในลัทธิต่างๆ ทั่วโลกต่างพยายามใช้ผลประโยชน์จากไสย์ศาสตร์มาเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเชื่อและศัทธาของผู้พบเห็นในรูปลักษณะที่เรียกกันว่า “ความสักศิทธิ์” เพราะจะเป็นผลให้เกิดมีสาวกเพิ่มขึ้นรวมทั้งให้เกิดความมั่นคงในลัทธินั้นๆ การนำเอาไสย์ศาสตร์ มาใช้ประโยชน์ แท้ที่จริงไม่ใช่ “ศาสตร์” (วิชาความรู้) แต่เป็นในรูปลักษณะของ “ความสัทธา” หรือที่เรียกกันชนเคยชินว่า ความเชื่อ นั่นเองครับ

ในเมื่อคำว่า “ไสย์ศาสตร์” คือความรู้ประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกันกับ “วิทยาศาสตร์” ก็ย่อมจะสามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบในด้านวิชาการ ถูกใหมครับ ไม่ใช่ว่าผมต้องการจะใช้คำว่า “ไม่เชื่อก็อย่าดูหมิ่น” แต่จะใช้คำว่า “ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็มิได้หมายถึงว่าไม่มี” แทนครับ

๑.) ผมเอาเหรียญ ๑ บาท สองเหรียญ วางในมือให้คุณมอง คุณจะมองเห็น อะไรครับ ในมือของผมมีเหรียญเป็นเงิน ๒ บาท หรือ สองเหรียญๆ ละ ๑ บาท นักวิทยาศาสตร์ จะมองในคำตอบแรก เพราะ ๑ + ๑ เท่ากับ ๒ ส่วนนักไสย์ศาสตร์จะมองในคำตอบที่สอง เพราะ แต่ล๊ะเหรียญเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน และเพียงมนุษย์ระบุค่า (๑ บาท) เท่ากันเท่านั้นครับ

๒.) ผมจุดไฟ กับเทียน สองเล่ม คุณมองอย่างไร เปลวไฟทั้งสองแตกต่างกัน หรือเป็นอันหนึ่งเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จะมองในคำตอบแรก เพราะเปลวไฟจุดอยู่ต่างกัน ส่วน นักไสย์ศาสตร์ จะมองว่าเป็นอันหนึ่งเดียวเดียวกัน เพราะมีรูปลักษณะเปลวไฟเช่นเดียวกันครับ

๓.) คุณเดินเข้าไปในห้องนอน ปิดประตูหน้าต่างและดับไฟ คุณจะเห็นว่า ในห้องมีความมืด ถูกใหมครับ คุณเปิดประตูและเดินออกนอกห้อง แต่ก่อนจะออกไปคุณจะสังเกตุได้ว่า ความสว่างของนอกห้องรุกเข้าสู่ห้องมืดที่คุณยืนอยู่ แต่คุณจะไม่สามารถเห็นในขณะเดียวกันว่าความมืดในห้องรุกออกมาข้างนอกใช่ใหมครับ คุณคิดว่า นักวิทยาศาสตร์ เขาจะอธิบายอย่างไร ส่วนนักไสย์ศาสตร์ จะบอกว่า ความสว่างที่มนุษย์มองเห็นนั้น เป็นเป็นเพียงพลังแสงที่สะท้อนจากสิ่งที่เห็นครับ

๔.) คุณมอง ความแตกต่าง ระหว่าง สีดำ (ชั่วร้าย) กับสีขาว (ดี) อย่างไร เป็นสิ่งตรงกันข้ามหรือคู่กัน หรือเป็นสองสิ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน นักไสย์ศาสตร์ จะมองแต่คำตอบที่สอง อันหมายถึงว่า สีดำตรงกันข้ามกับไม่ใช่สีดำ และก็มิได้หมายถึงแต่เฉพาะกับสีขาว เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีดำก็มิได้เฉพาะเจาะจงกับความ “ดำเข็มข้น” อันใดอันหนึ่งเท่านั้น เพราะในสีดำเองก็ยังมีความแตกต่างอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดอีกด้วยครับ

ความแตกต่างในแง่วิชาการ ระหว่าง “ไสย์ศาสตร์” กับ “วิทยาศาสตร์” อยู่ที่ลักษณะการพิสูจน์และวิจัย สิ่งบังเกิด โดย นักไสย์ศาสตร์ ยึดหลักคิดคำนวนจากประสพการณ์ที่มีข้อพิสูจน์ในตัวเอง ส่วนนักวิทยาศาสตร์ ยึดหลักกฏกติกาคิดคำนวน ในกรอบของคณิตศาสตร์ เป็นหลัก อย่างเช่นความห่างระหว่าง ความว่างเปล่า (สูญ) กับ ความเป็นไป (หนึ่ง) มีระยะห่างตั้งแต่ หนึ่ง ถึง ไม่มีจุดสิ้นสุด โดยหลักคณิตศาสตร์เรียกว่า “ตำแหน่งหลังจุด” อันเป็นเหตุผลที่นักไสย์ศาสตร์ จะมองความเป็นไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และนักวิทยาศาสตร์จะมองความเป็นไปได้ อย่างมากไม่เกินเลข ๓๒ หลักหลังจุดเท่านั้น ตราบใดที่นักวิทยาศาสตร์ยึดหลักคิดคำนอนในกรอบเช่นนี้ก็จะไม่สามารถ หาข้อพิสูจน์ในแง่วิชาการ ของไสย์ศาสตร์ ได้ครับ นอกจากหาผลสรุปจากการใช้ ที่เรียกกันว่า “สักสิทธิ์” หรือไม่นั่นเองครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างของการมอง ไสย์ศาสตร์ ระหว่างในลัทธินั้นๆ กับนักไสย์ศาสตร์ ที่ยังแยกจากกัน ระหว่าง “ความเชื่อ” กับ “ความเข้าใจ” อีกด้วย ครับ อย่างเช่นคำว่า “ฉัน” ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ที่แบ่งออกเป็น สาม ส่วนประกอบด้วยกัน คือ ร่าง วิญญาน และจิต ร่างมิใช่ “ฉัน” เพราะฉันอาศัยอยู่ในร่างของฉัน วิญญาน (ญาน) ก็มิใช่ “ฉัน” เพราะญานของฉันเป็นสิ่งคู่กับร่างเพื่อให้สามารถใช้งานได้ รวมทั้ง จิต ก็มิใช่ “ฉัน” แต่เป็นเพียงจุดมองของฉันเพื่อทำความเข้าใจกับ การมีร่าง และวิญญาน ของฉันนั่นเอง ข้อพิสูจน์ก็คือ ฉันมิสามารถกำหนดความเป็นไป ต่อร่างของของฉัน ฉันมิสามารถชี้กำหนดถึงความคิดความเข้าใจต่อวิณณานของฉัน และในที่สุดฉันก็ไม่สามารถกำหนดชี้ชัดการรู้ทราบต่อจิตของฉัน เป็นต้นครับ

Copy link
Powered by Social Snap