ละคร ล่า 2560 เรื่องราวของความเจ็บปวด ความอยุติธรรม และการแก้แค้นที่สะเทือนใจสุด ๆ “มธุสร” (หมิว) เป็นผู้หญิงชาติตระกูลดี มีชีวิตดูดีมีหน้ามีตา แต่ชีวิตเธอพังลงอย่างสิ้นเชิงหลังจากแต่งงานกับ เกรียงไกร สามีเจ้าชู้ ติดการพนัน และชอบขู่กรรโชกเอาเงิน เธอทนไม่ไหวจึงฟ้องหย่า แต่สุดท้ายต้องยอมยกทรัพย์สินแทบทั้งหมดเพื่อแลกกับสิทธิ์เลี้ยงลูกสาวคนเดียว ผึ้ง
หลังหย่า ชีวิตแม่ลูกลำบากมาก มธุสรย้ายไปอยู่คอนโดในชุมชนเสี่ยงภัยและทำงานใหม่เป็นรองผู้จัดการฝ่ายบัญชีในบริษัทของ กุลชาติ (พ่อของเพื่อนผึ้ง) ที่แอบสนใจเธอ
แต่แล้วหายนะก็มาเยือน เมื่อแม่ลูกเข้าไปพัวพันโดยไม่ได้ตั้งใจกับแก๊งนักเลง 7 คน นำโดย แป๊ว และลูกน้องอีก 6 คน (ย้ง, ชัย, แมน, เต๋า, จั๊ว, บิ๊ก) แก๊งนี้เข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ จึงวางแผนล้างแค้นอย่างโหดเหี้ยมสุดขีด พวกเขาจับแม่ลูกไปรุมทำร้ายอย่างหนักหน่วง จนผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องผ่าตัดเอาอวัยวะภายในออก และกลายเป็นคนเสียสติ ไร้ความทรงจำ ต้องรักษาด้วยไฟฟ้าช็อตสมอง (ECT)
มธุสรพยายามฟ้องร้อง แต่กระบวนการยุติธรรมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทนายฝั่งตรงข้ามใช้ เกรียงไกร มาให้การเท็จ และเพราะมธุสรจำเหตุการณ์ได้ไม่ชัดเจน ศาลจึงลงโทษแค่ 3 คน ส่วนที่เหลือยกฟ้อง แถม แป๊ว ยังมีเส้นสายจากนักการเมือง นพดล ช่วยให้ออกจากคุกได้ง่าย ๆ
สิ้นหวังสุดขีด มธุสรเกือบฆ่าตัวตาย แต่แล้ว “อีกด้าน” ของเธอก็ตื่นขึ้น เธอได้พบกับ ยูกิ (เซ็นเซยูกิ) ครูสอนแต่งหน้าชาวญี่ปุ่นที่สอนให้เธอรู้จักการเปลี่ยนบุคลิกภาพ การปลอมตัว และปรัชญา “ความพยาบาทเป็นของหวานที่สุด”
จากนั้น “เกมล่า” จึงเริ่มขึ้นจริง ๆ มธุสรกลายเป็นผู้หญิงอีกคน ใช้ไหวพริบ ความเด็ดเดี่ยว และความแค้นลึก ๆ ไล่ตามล่า 7 ทรชนทีละคนอย่างไม่ยั้ง
ล่า คือเรื่องราวของผู้หญิงธรรมดาที่ถูกชีวิตบีบให้กลายเป็น “ปีศาจ” เพื่อปกป้องลูกและทวงความยุติธรรมที่สังคมไม่ยอมให้เธอ มันโหด มันดาร์ก แต่ก็สะท้อนความจริงบางอย่างของสังคมได้อย่างเจ็บปวด
จุดเด่นที่สุด คือการแสดงของหมิว ลลิตา ปัญโญภาส ต้องยอมให้เลยว่าเธอเล่นได้แบบชนิด “ขนลุกซู่” ตั้งแต่ฉากปกติ ฉากเศร้า ฉากคลั่ง ฉากเย็นชา ไปจนถึงฉากเปลี่ยนบุคลิกหลายรูปแบบ (ทั้งสาวแซ่บ คนแก่ ผิวคล้ำ แต่งชาย) เธอทำได้หมดแบบไม่หลุด และหลายฉากที่เธอส่องกระจกพูดกับตัวเองกลายเป็นมีมคลาสสิกไปแล้ว
บทละครเข้มข้นมาก สะท้อนปัญหาสังคมจริง ๆ ทั้งเรื่องสามีเลว กระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว อิทธิพลนักการเมือง และความโหดร้ายของมนุษย์ที่มีต่อกัน ฉากที่หนัก ๆ ทำให้หลายคนดูแล้วอึ้งและบีบคั้นหัวใจจริง ๆ
การกำกับของ สันต์ ศรีแก้วหล่อ ทำบรรยากาศได้ดาร์กและตึงเครียดดีมาก ภาพสวย ดนตรีประกอบช่วยเร่งอารมณ์ได้สุด ๆ
เรื่องนี้โหดและหนักมากกก โดยเฉพาะฉากที่เกิดกับผึ้ง (ข่มขืนหมู่ + กรอกน้ำมันเครื่อง) ถ้าใครไม่ไหวกับคอนเทนต์ดาร์กหนัก ๆ หรือมีประสบการณ์บาดแผลทางจิต ควรระวังหน่อย เพราะมันไม่ใช่ละครเพื่อผ่อนคลายเลย
นักแสดงสมทบก็ทำได้ดี โดยเฉพาะ สมชาย เข็มกลัด (แป๊ว) และพวกทรชนที่ทำให้เรารู้สึกเกลียดได้จริง ๆ
โดยรวม ล่า คือละครที่ “น่าดูมาก” ถ้าคุณชอบแนวแก้แค้นเข้มข้น ดราม่าสะเทือนใจ และอยากเห็นนักแสดงนำแสดงแบบเต็มที่จนคว้ารางวัลเพียบ ถึงจะจบไปเกือบ 8 ปีแล้ว แต่ยังคงเป็นหนึ่งในละครไทยที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่งเลยครับ
ละคร ล่า 2560
ละคร ล่า 2560
เริ่มต้นจาก มธุสร (หมิว) ผู้หญิงชาติตระกูลดี มีลูกสาวคนเดียวชื่อ ผึ้ง แต่ชีวิตเธอพังทลายเพราะสามี เกรียงไกร ที่อารมณ์รุนแรง เจ้าชู้ ติดการพนัน และยังชอบขู่เอาเงินไปเล่นพนันกับบำเรอเมียใหม่ มธุสรทนไม่ไหวเลยฟ้องหย่า แต่ไอ้เกรียงไกรมันมีหน้ามีตา ไม่ยอมเสียหน้า มันเลยบังคับให้มธุสรยกทรัพย์สินเกือบทั้งหมดให้ เพื่อแลกกับสิทธิ์เลี้ยงลูกสาว มธุสรไม่มีทางเลือกต้องยอมหย่าแบบไม่เอาเงินเลย
หลังหย่า ชีวิตแม่ลูกยากจนทันที เพื่อนสนิท เยาวลักษณ์ รับไปอยู่ด้วย แต่หมิวไม่ชอบพึ่งใคร เธอเลยหาคอนโดเช่าใกล้โรงเรียนผึ้งเอง คอนโดอยู่ชุมชนเสี่ยงภัยแบบสลัม ๆ หลังจากนั้นเธอได้งานใหม่เป็นรองผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่โรงแรมของ กุลชาติ (พ่อเลี้ยงเดี่ยว) ซึ่งลูกสาวเขาเป็นเพื่อนผึ้ง และกุลชาติก็แอบชอบมธุสรแบบ Single Mom ด้วย
แต่แล้วหายนะก็ถล่มลงมา! มธุสรกับผึ้งไปพัวพันกับแก๊งนักเลง 7 คน นำโดย แป๊ว (สมชาย เข็มกลัด) เพราะเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ แป๊วเลยยัดยาเสพติดมูลค่า 16 ล้านให้ผึ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องเลยบานปลาย ตำรวจบุกจับ แก๊งทั้ง 7 คน (ย้ง, ชัย, แมน, เต๋า, จั๊ว, บิ๊ก) กลายเป็นคนถูกไล่ล่า
แก๊งนี้โกรธแค้นมธุสรสุดขีดเลยวางแผนดักฉุดแม่ลูกไปรุมโทรมอย่างโหดร้ายมากกก (ฉากนี้หนักมากเพื่อน ๆ) พวกมันยังกรอกน้ำมันเครื่องจากท่อรถใส่ปากทั้งคืน! หลังจากนั้นผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัส หมอต้องผ่าตัดเอาอวัยวะภายในออกเพื่อช่วยชีวิต และผึ้งก็กลายเป็นคนเสียสติ ต้องรักษาด้วยการช็อตไฟฟ้า ECT จนสุดท้ายกลายเป็นเด็กที่ไร้ความทรงจำ เรียกผู้หญิงทุกคนว่า “แม่”
มธุสรพยายามสู้ในศาล แต่กระบวนการยุติธรรมล้มเหลวสุด ๆ ทนายฝั่งตรงข้ามเอาเกรียงไกรมาให้การเท็จใส่ร้าย และมธุสรจำเหตุการณ์ได้ไม่ชัด ศาลเลยลงโทษแค่ 3 คน ส่วนที่เหลือยกฟ้อง แถม แป๊ว ยังมีเส้นสายจากนักการเมือง นพดล ช่วยให้ออกจากคุกเร็ว และยังทำธุรกิจในคุกได้สบายเลย!
มธุสรสิ้นหวังสุดขีด เกือบฆ่าตัวตาย แต่แล้วจิตใต้สำนึกอีกด้านของเธอก็ตื่นขึ้น! เธอได้เจอ ยูกิ (รัดเกล้า อามารดิษ) ครูสอนแต่งหน้าชาวญี่ปุ่นที่สอนให้เธอรู้จักการเปลี่ยนบุคลิกภาพ การปลอมตัว และที่สำคัญคือปรัชญา “ความพยาบาทเป็นของหวานที่สุด”
จากนั้น… มธุสรไม่ใช่มธุสรคนเดิมอีกต่อไป เธอกลายเป็น ผู้ล่า ที่เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนบุคลิก ไล่ตามแก้แค้น 7 ทรชนทีละคนแบบไม่ยั้ง!
โหดมากเลยใช่ไหม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่แก้แค้นธรรมดา แต่เป็นเรื่องของแม่ที่ถูกชีวิตบีบให้กลายเป็นปีศาจเพื่อปกป้องลูก ถ้าใครชอบแนวเข้ม ดาร์ก สะเทือนใจ แนะนำมากกก
เบื้องหลังการสร้าง ละครเรื่องนี้ เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาเลยนะ มันเป็นการรีเมคจากนิยายคลาสสิก และเป็นบทที่ทำให้หมิว ลลิตา ระเบิดฟอร์มสุดชีวิต
บทประพันธ์ เดิมเขียนโดย ทมยันตี นักเขียนระดับตำนานของไทย เรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ (ครั้งแรกเป็นภาพยนตร์ปี 2520 และครั้งที่สองเป็นละครปี 2537 นำแสดงโดยสินจัย เปล่งพานิช)
เวอร์ชันปี 2560 นี้ผลิตโดย บริษัท เดอะ วัน เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท รีไมน์ เค จำกัด ควบคุมการผลิตโดย ปรารถนา บรรจงสร้าง และอำนวยการผลิตโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ กับ นิพนธ์ ผิวเณร
บทโทรทัศน์ เขียนโดยทีมเขียนเก่ง ๆ อย่าง พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์, วรรณถวิล สุขน้อย, พิมสิรินทร์ พงษ์วานิชสุข และ วีรพล บุญเลิศ
ผู้กำกับ คือ สันต์ ศรีแก้วหล่อ ที่กำกับบรรยากาศให้ดาร์ก ตึงเครียด และสมจริงมาก
ส่วนนักแสดงนำ หมิว ลลิตา ต้องแปลงโฉมหลายรูปแบบ ทั้งแต่งเป็นผู้ชาย มีหนวดเครา ขนหน้าอก ไปจนถึงบุคลิกหลายแบบ ทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมเพียบเลยครับ
นักแสดง
→ ลลิตา ปัญโญภาส รับบท มธุสร

หญิงสาวชาติตระกูลดีที่มีชีวิตดูอบอุ่นและมั่นคง เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่รักลูกสาวคนเดียวชื่อผึ้งมากที่สุดในโลก ชีวิตเธอเริ่มพังทลายลงเมื่อต้องเผชิญกับสามีที่เจ้าชู้ ติดการพนัน และใช้อารมณ์รุนแรงขู่กรรโชกทรัพย์สิน เธอเลือกหย่าเพื่อปกป้องลูกแต่ต้องยอมเสียทรัพย์สินแทบทั้งหมดเพื่อแลกกับสิทธิเลี้ยงดูลูกเพียงอย่างเดียว หลังหย่าเธอต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยความยากลำบาก เธอปฏิเสธความช่วยเหลือจากเพื่อนและเลือกเช่าบ้านในชุมชนเสี่ยงภัยเพื่ออยู่ใกล้โรงเรียนลูก เธอหางานใหม่เป็นรองผู้จัดการฝ่ายบัญชีและดูเหมือนจะมีโอกาสเจอคนดีเข้ามา แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกเมื่อแม่ลูกถูกดึงเข้าไปพัวพันโดยไม่ได้ตั้งใจกับแก๊งนักเลงเจ็ดคน เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นทำให้ผึ้งถูกทำร้ายจนร่างกายและจิตใจพังพินาศ ต้องผ่าตัดเอาอวัยวะภายในและรักษาด้วยวิธีช็อตสมองจนกลายเป็นคนไร้ความทรงจำและเรียกผู้หญิงทุกคนว่าแม่
มธุสรพยายามทุกทางเพื่อขอความยุติธรรมจากระบบกฎหมายแต่กลับได้รับแต่ความผิดหวัง ทนายฝ่ายตรงข้ามใช้หลักฐานเท็จและเส้นสายนักการเมืองทำให้ผู้กระทำผิดหลายคนรอดพ้น เธอสิ้นหวังจนถึงขั้นคิดจบชีวิตตัวเอง แต่ในวินาทีนั้นอีกด้านหนึ่งในตัวเธอตื่นขึ้น เธอได้พบยูกิซึ่งเปิดโลกใหม่ให้เธอรู้จักการเปลี่ยนบุคลิกภาพ การปลอมตัว และการใช้ความพยาบาทเป็นเครื่องมือ เธอเรียนรู้ที่จะวางแผนอย่างเย็นชา เปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนบุคลิกได้หลายรูปแบบเพื่อเข้าใกล้เหยื่อทีละคน การแสดงของลลิตาในบทนี้จึงเต็มไปด้วยชั้นเชิง เธอสลับระหว่างความอ่อนโยนของแม่ ความโกรธแค้นที่เดือดพล่าน และความเย็นชาของนักล่าที่น่ากลัวได้อย่างเนียนที่สุด ผู้ชมรู้สึกทั้งสงสาร เจ็บปวด และเกรงกลัวมธุสรไปพร้อมกัน ทำให้บทนี้กลายเป็นตำนานการแสดงของเธอ
ฉายา ของมธุสรที่หลายคนเรียกกันติดปากคือ ผู้ล่าแห่งความพยาบาท
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะตลอดเรื่องเธอเปลี่ยนจากเหยื่อที่ถูกทำร้ายกลายเป็นผู้ไล่ล่าเหยื่อด้วยตัวเองอย่างเป็นระบบ เธอไม่แก้แค้นด้วยความบ้าคลั่งแต่ใช้ความพยาบาทเป็นพลังขับเคลื่อนที่เย็นชาและมีแผนการชัดเจน คำสอนจากยูกิที่ว่า ความพยาบาทเป็นของหวานที่สุด กลายเป็นหลักปรัชญาที่เธอนำมาใช้จริง เธอวางแผนแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด ศึกษาพฤติกรรมเหยื่อ เปลี่ยนบุคลิกให้เข้ากับสถานการณ์ และทำให้แต่ละการล่าดูเหมือนอุบัติเหตุหรือความบังเอิญ ฉายานี้สะท้อนให้เห็นทั้งความโหดร้ายและความฉลาดของมธุสรที่ลลิตา ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลงตัวจนผู้ชมรู้สึกว่าเธอไม่ใช่แค่นักแสดงแต่คือมธุสรคนนั้นจริง ๆ
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์มธุสรก็คือ เมื่อระบบยุติธรรมล้มเหลว มนุษย์จะหันมาเป็นผู้พิพากษาเองด้วยมือของตัวเอง
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการเดินทางของมธุสรที่เคยเป็นผู้หญิงธรรมดาแต่ถูกบีบให้กลายเป็นนักล่าเพราะสังคมไม่สามารถปกป้องเธอและลูกได้ ความรักของแม่ที่มีต่อลูกทำให้เธอยอมข้ามเส้นแห่งศีลธรรมและกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมในแบบของตัวเอง มันทำให้เราเห็นว่าความเจ็บปวดและความสิ้นหวังสามารถเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นสิ่งที่สังคมกลัวได้ และในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงเลือกทางที่ดูผิดปกติแต่สำหรับพวกเขาแล้วมันคือทางเดียวที่จะปกป้องคนที่รักที่สุด ข้อคิดนี้ยังเตือนให้เราคิดถึงปัญหาของระบบกฎหมายและอิทธิพลที่ทำให้ความยุติธรรมไม่เท่าเทียมกันในสังคมจริง
→ ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง รับบท ภาธร

สารวัตรตำรวจกองปราบฝีมือดีที่มีความซื่อตรงและรักในความยุติธรรมอย่างแรงกล้า เขาเป็นคนที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาและพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ในอดีตเขามีชีวิตครอบครัวที่ดูปกติเพราะเคยแต่งงานกับหมอณัฐฐา แต่ความบ้างานทำให้ภรรยาต้องเสียลูกในท้องและนำไปสู่การหย่าร้าง ซึ่งกลายเป็นปมในใจของเขาตลอดมา ภาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของมธุสรตั้งแต่ช่วงแรกผ่านสายลับที่วานให้เธอส่งข้อความลับเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด เขาเป็นคนที่ออกตามล่าแก๊งนักเลงเจ็ดคนอย่างจริงจังและสามารถจับกุมพวกเขาได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตามเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการศาล เขากลับต้องเผชิญกับความผิดหวังครั้งใหญ่เพราะเส้นสายนักการเมืองและหลักฐานเท็จจากฝ่ายตรงข้ามทำให้ผู้กระทำผิดหลายคนรอดพ้นไปได้ เขาพยายามช่วยเหลือมธุสรและผึ้งอย่างเต็มที่ทั้งในฐานะตำรวจและในฐานะคนที่เห็นใจความทุกข์ของแม่ลูกคู่นี้ มีหลายฉากที่เขาให้คำปรึกษาและพยายามให้กำลังใจมธุสรแม้จะรู้ดีว่าตัวเองถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบและอิทธิพลภายนอก
การแสดงของศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง ในบทนี้จึงเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง เขาสื่อถึงความขัดแย้งภายในใจของตำรวจดีคนหนึ่งที่อยากทำสิ่งถูกต้องแต่ต้องเผชิญกับระบบที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างเนียนและน่าเชื่อถือ ผู้ชมเห็นทั้งความมุ่งมั่น ความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังในตัวเขาไปพร้อมกัน ทำให้ภาธรกลายเป็นตัวละครที่หลายคนเอาใจช่วยและรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
ฉายา ของภาธรที่หลายคนเรียกกันคือ สารวัตรผู้ถูกมัดมือด้วยระบบ
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะตลอดเรื่องเขาพยายามยืนหยัดในความถูกต้องแต่กลับถูกพันธนาการด้วยกฎหมาย เส้นสาย และโครงสร้างอำนาจที่ทำให้เขาไม่สามารถนำพาความยุติธรรมมาสู่มธุสรและผึ้งได้อย่างเต็มที่ แม้เขาจะฝีมือดีและซื่อสัตย์ แต่ทุกครั้งที่พยายามช่วยเหลือก็ต้องเจออุปสรรคจากนักการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างนพดลหรือหลักฐานเท็จที่ถูกนำมาใช้ในศาล ฉายานี้สะท้อนภาพของตำรวจดีในสังคมจริงที่อยากทำงานแต่ถูกระบบกดทับจนทำอะไรได้ไม่มากนัก ศักดิ์สิทธิ์ ถ่ายทอดฉายานี้ได้ดีมากจนผู้ชมรู้สึกถึงความอึดอัดและความเจ็บปวดในใจของตัวละครได้ชัดเจน
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์ภาธรก็คือ แม้จะมีคนดีที่พยายามทำหน้าที่อย่างซื่อตรง แต่หากระบบโดยรวมยังเต็มไปด้วยช่องโหว่และอิทธิพลภายนอก ความยุติธรรมก็ยังคงเป็นเพียงคำพูดที่สวยงาม
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการเดินทางของภาธรที่ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ต่อความจริงของสังคม เขาเป็นตัวแทนของตำรวจจำนวนมากในชีวิตจริงที่อยากช่วยเหลือเหยื่อแต่ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบและเส้นสาย ทำให้เราเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่บุคคลเดียวแต่เป็นโครงสร้างทั้งระบบที่ต้องการการปฏิรูป ข้อคิดนี้ยังทำให้ผู้ชมคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่กับจิตสำนึกส่วนตัวว่าควรเลือกข้างใดเมื่อทั้งสองขัดแย้งกัน และเตือนให้เรารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างใหญ่
→ พรสรวง รวยรื่น รับบท ผึ้ง

ลูกสาวเพียงคนเดียวของมธุสร เธอเป็นเด็กสาววัยใสที่มีนิสัยโอบอ้อมอารี มองโลกในแง่ดี อ่อนโยนและสดใสเหมือนนางฟ้าน้อยในสายตาของแม่ เธอรักและสนิทกับมธุสรมาก เมื่อพ่อแม่หย่าเธอเลือกอยู่กับแม่โดยไม่ลังเลและมองแม่เป็นวีรสตรีที่คอยปกป้องเธอเสมอ ผึ้งเป็นแรงผลักดันและแสงสว่างในชีวิตที่ยากลำบากของมธุสรหลังหย่า เธอเรียนดี มีเพื่อนสนิท และยังคงรักษาความบริสุทธิ์ใจไว้แม้จะอยู่ในชุมชนเสี่ยงภัย ชีวิตของเธอดูเหมือนจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อมธุสรได้งานใหม่ แต่แล้วหายนะก็ถล่มลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อแม่ลูกถูกแก๊งนักเลงเจ็ดคนเข้าใจผิดว่าสายให้ตำรวจและวางแผนล้างแค้นอย่างโหดร้ายสุดขีด
พวกเขาจับตัวผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องจนถึงเช้า ส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส หมอต้องผ่าตัดเอาอวัยวะภายในบางส่วนออกเพื่อช่วยชีวิตและยังต้องรักษาด้วยวิธีช็อตสมองด้วยไฟฟ้า หลังเหตุการณ์นั้นผึ้งกลายเป็นคนเสียสติ ไร้ความทรงจำและไร้ความรู้สึก เธอเรียกผู้หญิงทุกคนที่เจอว่าแม่โดยไม่รู้จักมธุสรที่เป็นแม่แท้จริงอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นจุดแตกหักที่ผลักดันมธุสรให้กลายเป็นผู้ล่าเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกสาว พรสรวง รวยรื่นแสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจ เธอถ่ายทอดทั้งด้านเด็กสาวสดใสที่น่ารักและด้านหลังเหตุการณ์ที่ว่างเปล่า ไร้ชีวิตชีวาและเรียกหาแม่แบบไร้เดียงสาได้อย่างเชื่อมโยงและบีบคั้นหัวใจผู้ชมมาก
ฉายา ของผึ้งที่หลายคนเรียกกันคือ ผึ้งผู้ไร้ความทรงจำ
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะหลังจากถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วง เธอสูญเสียทุกอย่างที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำในวัยเด็ก ความรู้สึกปกติ และแม้แต่การจำหน้าแม่แท้จริงของตัวเองได้ เธอกลายเป็นเหมือนเงาของเด็กสาวคนเดิมที่เคยสดใสและมองโลกในแง่ดี ทุกครั้งที่เธอเรียกผู้หญิงแปลกหน้าเป็นแม่ด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา มันยิ่งทำให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอได้ชัดเจน ฉายานี้สะท้อนทั้งความบริสุทธิ์ที่ถูกทำลายและความสิ้นหวังของมธุสรที่ต้องเห็นลูกสาวกลายเป็นแบบนี้ พรสรวง ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเชื่อถือจนผู้ชมรู้สึกเจ็บปวดไปกับตัวละคร
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์ผึ้งก็คือ ความโหดร้ายของผู้ใหญ่สามารถทำลายชีวิตเด็กบริสุทธิ์และส่งผลกระทบไปทั้งครอบครัวได้อย่างไร
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่ผึ้งเคยเป็นเด็กสาวปกติแต่ต้องเผชิญกับความรุนแรงที่เกินมนุษย์จะรับไหวจนสูญเสียตัวตนไปทั้งหมด มันทำให้เราเห็นว่าความชั่วร้ายของกลุ่มคนไม่เพียงทำร้ายร่างกายแต่ยังทำลายจิตใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง และยังผลักดันให้คนใกล้ชิดอย่างมธุสรต้องเดินไปสู่เส้นทางที่มืดมนเพื่อปกป้องลูก ข้อคิดนี้ยังเตือนให้สังคมตระหนักถึงการปกป้องเด็กและเยาวชนจากความรุนแรง รวมถึงความสำคัญของระบบที่ควรช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงแทนที่จะปล่อยให้ผู้กระทำผิดรอดพ้น
→ สมชาย เข็มกลัด รับบท แป๊ว

หัวหน้าแก๊งนักเลงในย่านสลัมที่มีอิทธิพลและความโหดเหี้ยมอย่างรุนแรง เขาเป็นคนที่ครอบครองพื้นที่ด้วยความกลัวและใช้กำลังบังคับคนอื่นให้ยอมจำนน มีลูกน้องอีกหกคนที่คอยช่วยเหลือในการค้ายาเสพติดและกิจกรรมผิดกฎหมายต่าง ๆ เมื่อมธุสรกับผึ้งย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชน แป๊วเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจจึงเกิดความแค้นอย่างลึกซึ้ง เขาเป็นผู้วางแผนและนำแก๊งทั้งหมดไปดักฉุดแม่ลูกไปรุมทำร้ายอย่างโหดร้ายที่สุดในเรื่อง โดยเฉพาะการกรอกน้ำมันเครื่องใส่ปากจนถึงเช้า ซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสและกลายเป็นคนเสียสติไปตลอดชีวิต
แป๊วยังมีเส้นสายกับนักการเมืองอย่างนพดล ทำให้แม้จะถูกจับกุมและติดคุกแต่ก็ยังใช้ชีวิตอย่างสบาย สามารถทำธุรกิจในคุกได้ และออกมาได้อย่างรวดเร็ว เขาเป็นตัวละครที่สะท้อนถึงด้านมืดของสังคมไทยที่อิทธิพลและเงินทองสามารถซื้อทุกอย่างได้แม้กระทั่งความยุติธรรม สมชาย เข็มกลัด แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความเย็นชา ความโหดเหี้ยม ความเห็นแก่ตัว และความไร้หัวใจของแป๊วได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกคลื่นไส้และอยากเห็นเขาถูกแก้แค้นอย่างแรง การแสดงของเขาทำให้แป๊วกลายเป็นตัวร้ายที่ผู้ชมจำได้ติดตาและเป็นจุดกำเนิดของความพยาบาททั้งหมดในเรื่อง
ฉายา ของแป๊วที่หลายคนเรียกกันคือ เดนมนุษย์หัวหน้าแก๊ง
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาไม่ใช่แค่นักเลงธรรมดาแต่เป็นปีศาจในร่างมนุษย์ที่นำพาความโหดร้ายมาสู่ครอบครัวที่บริสุทธิ์ เขาเป็นหัวหน้าแก๊งเจ็ดคนที่ก่อเหตุร้ายแรงที่สุดและยังมีเส้นสายที่ทำให้รอดพ้นจากกฎหมายได้ตลอด ฉายานี้สะท้อนทั้งความโหดร้ายที่เกินมนุษย์และบทบาทผู้นำที่ชักจูงลูกน้องให้ทำเรื่องเลวร้ายร่วมกัน สมชาย ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดและน่ากลัวจนผู้ชมรู้สึกว่าตัวละครนี้คือตัวแทนของความชั่วร้ายที่แท้จริงในสังคม
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์แป๊วก็คือ ความชั่วร้ายของมนุษย์เมื่อมีอิทธิพลและเส้นสายสามารถทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ได้โดยไม่ต้องรับโทษ
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่แป๊วก่อเหตุโหดร้ายแต่ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติเพราะมีนักการเมืองคอยปกป้อง มันทำให้เราเห็นว่าปัญหาใหญ่ของสังคมไม่ใช่แค่คนชั่วแต่เป็นระบบที่เอื้อให้คนชั่วรอดพ้นจากการลงโทษ ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ตระหนักว่าความอยุติธรรมในสังคมจริงเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพราะอิทธิพลและเงินทอง และหากไม่มีการปฏิรูประบบก็จะยังมีเหยื่ออีกมากมายที่ต้องทนทุกข์เหมือนมธุสรและผึ้ง
→ ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม รับบท ย้ง

ย้งคือหนึ่งในลูกน้องคนสนิทของแป๊ว หัวหน้าแก๊งนักเลงเจ็ดคนในย่านสลัม เขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและโหดเหี้ยมไม่แพ้ใครในแก๊ง มีบทบาทสำคัญในการช่วยวางแผนและปฏิบัติการผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการค้ายาเสพติด ย้งถูกเลี้ยงดูมาในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากทำให้เขากลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและไม่สนใจศีลธรรม เขามีความภักดีต่อแป๊วอย่างมากและมักเป็นคนที่คอยเสนอไอเดียร้ายกาจเพื่อแก้ปัญหา เมื่อแก๊งเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ ย้งเป็นคนที่ช่วยแป๊ววางแผนล้างแค้นอย่างละเอียด โดยเฉพาะเหตุการณ์ดักฉุดแม่ลูกมธุสรกับผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนเสียสติ
ย้งยังเป็นคนที่รอดพ้นจากการลงโทษในศาลเพราะเส้นสายและหลักฐานที่ไม่เพียงพอ ทำให้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระและยังคงก่อเรื่องร้าย ๆ ต่อไป เขาเป็นตัวละครที่สะท้อนถึงคนในสังคมชั้นล่างที่ถูกระบบบีบให้กลายเป็นอาชญากรแต่เลือกที่จะไม่กลับตัว ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความเย็นชา ความฉลาดแกมโหด และความภักดีแบบบิดเบี้ยวได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกเกลียดและอยากเห็นมธุสรแก้แค้นเขาให้สาสม การแสดงของเขาทำให้ย้งกลายเป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนความเข้มข้นของเรื่องและเพิ่มความดาร์กให้กับพล็อตทั้งหมด
ฉายา ของย้งที่หลายคนเรียกกันคือ ลูกสมุนฉลาดร้าย
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาไม่ใช่แค่นักเลงโง่ ๆ แต่เป็นคนที่ใช้สมองในการวางแผนอาชญากรรมและล้างแค้นได้อย่างแยบยล เขาช่วยแป๊วคิดกลยุทธ์ที่ทำให้แก๊งรอดพ้นจากตำรวจหลายครั้งและยังเป็นคนที่เสนอไอเดียโหดร้ายในเหตุการณ์ทำร้ายผึ้ง ฉายานี้สะท้อนทั้งความฉลาดที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและบทบาทลูกน้องที่คอยสนับสนุนหัวหน้าให้ทำชั่วได้สำเร็จ ภรัณยู ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าย้งคือตัวแทนของคนร้ายที่ฉลาดแต่ไร้หัวใจ
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์ย้งก็คือ ความฉลาดที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดสามารถสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากกว่าความโง่เขลา
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่ย้งใช้ไหวพริบในการช่วยแก๊งก่ออาชญากรรมและหลบหนีกฎหมาย มันทำให้เราเห็นว่าคนที่มีศักยภาพแต่เลือกเส้นทางมืดเพราะสภาพแวดล้อมหรือความเห็นแก่ตัวจะกลายเป็นภัยร้ายที่ยากจะหยุดยั้ง ข้อคิดนี้ยังเตือนให้สังคมให้โอกาสและการศึกษาที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้คนฉลาดกลายเป็นอาชญากร และแสดงให้เห็นว่าการแก้แค้นแบบส่วนตัวอย่างที่มธุสรทำอาจเป็นทางออกเดียวเมื่อระบบไม่สามารถจัดการคนร้ายแบบนี้ได้
→ พงศธร จงวิลาส รับบท จั๊ว

จั๊วคือหนึ่งในลูกน้องคนสำคัญของแป๊ว หัวหน้าแก๊งนักเลงเจ็ดคนในย่านสลัมคลองเตย เขาเป็นคนที่เกิดและเติบโตในสลัมทำให้กลายเป็นคนใจร้อน โมโหร้าย ชอบใช้กำลังและไม่ลังเลที่จะทำเรื่องผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอดและความทะเยอทะยาน เขาโลภมาก ฝันอยากรวยสบายและมีผู้หญิงรวย ๆ มาเลี้ยงดู จั๊วมีบทบาทสำคัญในการช่วยแป๊ววางแผนอาชญากรรมต่าง ๆ รวมถึงการค้ายาเสพติดและล้างแค้น เมื่อแก๊งเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ จั๊วเป็นคนที่ร่วมวางแผนและลงมือดักฉุดแม่ลูกมธุสรกับผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องอย่างโหดร้ายซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนเสียสติ จั๊วรอดพ้นจากการลงโทษในศาลเพราะเส้นสายและหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระและก่อเรื่องร้ายต่อไป
หลังจากนั้นเขาหนีไปอยู่กับพ่อแม่และเมียตามคำแนะนำของนายใหญ่ แล้วให้พ่อแม่ลักพาตัวเด็กเพื่อแบล็กเมล์คุณนายรัศมี เมื่อมธุสรรู้จึงปลอมตัวเป็นคุณนายรัศมีเพื่อล่อจั๊วและครอบครัวออกมา จั๊วพยายามยิงมธุสรแต่ถูกขัดขวางและจับตัวได้ในที่สุด เขาถูกทรมานอย่างหนักรวมถึงถูกแขวนห้อยหัวบนรถแบ็คโฮ ถูกแทงและกรอกโซดาไฟ ก่อนถูกโยนลงบ่อตัวเงินตัวทองให้กัดกินจนตาย พงศธร จงวิลาส แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความใจร้อน ความโลภ และความโหดเหี้ยมของจั๊วได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกเกลียดและอยากเห็นมธุสรแก้แค้นเขาให้สาสม การแสดงของเขาทำให้จั๊วกลายเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มความดาร์กและความเข้มข้นให้กับพล็อตทั้งหมด
ฉายา ของจั๊วที่หลายคนเรียกกันคือ ไอ้โลภทะเยอทะยาน
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนที่เต็มไปด้วยความโลภและทะเยอทะยานอยากรวยสบายโดยไม่สนวิธีการ ทำให้เขายอมทำเรื่องผิดกฎหมายทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย เขาไม่ใช่แค่นักเลงธรรมดาแต่เป็นคนที่ใช้ความใจร้อนและกำลังในการไล่ล่าความมั่งคั่งแม้ต้องทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างมธุสรและผึ้ง ฉายานี้สะท้อนทั้งความเห็นแก่ตัวที่เกินขีดจำกัดและบทบาทที่ทำให้แก๊งทรชนยิ่งโหดร้ายขึ้น พงศธร ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าจั๊วคือตัวแทนของคนชั่วที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกิเลส
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์จั๊วก็คือ ความโลภและทะเยอทะยานที่ไร้ขีดจำกัดสามารถนำพาชีวิตไปสู่จุดจบที่โหดร้ายได้อย่างไร
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่จั๊วเลือกเส้นทางอาชญากรรมเพราะอยากรวยเร็วแต่สุดท้ายต้องพบจุดจบจากการแก้แค้น มันทำให้เราเห็นว่าคนที่เกิดในสภาพแวดล้อมยากลำบากอาจถูกบีบให้ชั่วแต่การเลือกที่จะไม่กลับตัวเพราะกิเลสจะนำมาซึ่งความหายนะ ข้อคิดนี้ยังเตือนให้สังคมให้โอกาสและการศึกษาที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้คนแบบนี้เกิดขึ้น และแสดงให้เห็นว่าการแก้แค้นส่วนตัวอาจเป็นทางออกเมื่อระบบยุติธรรมล้มเหลวกับคนชั่วแบบนี้
→ อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ รับบท ชัย

ชัยคือหนึ่งในลูกน้องคนสำคัญของแป๊ว หัวหน้าแก๊งนักเลงเจ็ดคนในย่านสลัม เขาเป็นคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความยากจนทำให้กลายเป็นคนใจร้าย ชอบใช้กำลังและไม่ลังเลที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อความสนุกหรือเพื่อปกป้องแก๊ง เขามีนิสัยดุร้ายและหยาบคาย มักเป็นคนที่ลงมือทำเรื่องเลวร้ายโดยตรง ชัยมีบทบาทสำคัญในการช่วยแป๊ววางแผนและปฏิบัติการผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการค้ายาเสพติด เมื่อแก๊งเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ ชัยเป็นคนที่ร่วมวางแผนและลงมือดักฉุดแม่ลูกมธุสรกับผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องอย่างโหดร้ายซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนเสียสติ ชัยถูกจับกุมแต่ศาลตัดสินให้ติดคุกเพราะหลักฐานชัดเจน
เขาใช้ชีวิตในคุกอย่างสบายเพราะเส้นสายของแป๊วและนักการเมืองนพดล ทำให้เขายังคงเย่อหยิ่งและไม่สำนึกผิด หลังจากนั้นเขายังคงเป็นเป้าหมายของมธุสรที่ตามล่าแก้แค้นทีละคน ชัยถูกมธุสรหลอกล่อและแก้แค้นอย่างสาสมด้วยวิธีที่โหดร้ายสะท้อนบาปกรรมที่เขาก่อ อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความดุร้าย ความหยาบคาย และความไร้เมตตาของชัยได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกเกลียดและอยากเห็นมธุสรจัดการเขาให้สิ้นซาก การแสดงของเขาทำให้ชัยกลายเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มความเข้มข้นและความดาร์กให้กับพล็อตทั้งหมด
ฉายา ของชัยที่หลายคนเรียกกันคือ ไอ้ดุร้ายไร้เมตตา
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนที่แสดงความโหดเหี้ยมออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในแก๊ง ไม่ว่าจะเป็นการลงมือทำร้ายผึ้งอย่างไม่ลังเลหรือการเย่อหยิ่งแม้ในคุก เขาไม่ใช่แค่นักเลงแต่เป็นคนที่ไร้หัวใจและสนุกกับการทำร้ายคนอ่อนแอ ฉายานี้สะท้อนทั้งความดุร้ายที่เกินมนุษย์และบทบาทที่ทำให้แก๊งทรชนยิ่งน่ากลัวขึ้น อัครินทร์ ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าชัยคือตัวแทนของความชั่วร้ายที่ไม่ควรมีในสังคม
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์ชัยก็คือ ความรุนแรงและความไร้เมตตาที่ถูกปลูกฝังจากสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นภัยสังคมได้อย่างไร
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่ชัยเติบโตในสลัมและเลือกเส้นทางอาชญากรรมโดยไม่สำนึกผิด มันทำให้เราเห็นว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลแต่เป็นสังคมที่ขาดโอกาสและการอบรมที่ดี ข้อคิดนี้ยังเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความรุนแรงตั้งแต่ต้นและแสดงให้เห็นว่าการแก้แค้นส่วนตัวอย่างที่มธุสรทำอาจเป็นทางออกเมื่อระบบยุติธรรมไม่สามารถจัดการคนแบบนี้ได้อย่างเด็ดขาด
→ เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ รับบท แมน

แมนคือหนึ่งในลูกน้องคนสำคัญของแป๊ว หัวหน้าแก๊งนักเลงเจ็ดคนในย่านสลัม เขาเป็นคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความยากจนทำให้กลายเป็นคนใจร้าย ชอบใช้กำลังและไม่ลังเลที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องแก๊งและตัวเอง เขามีนิสัยดุร้ายและเห็นแก่ตัว มักเป็นคนที่ลงมือทำเรื่องเลวร้ายโดยตรง แมนมีบทบาทสำคัญในการช่วยแป๊ววางแผนและปฏิบัติการผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการค้ายาเสพติด เมื่อแก๊งเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ แมนเป็นคนที่ร่วมวางแผนและลงมือดักฉุดแม่ลูกมธุสรกับผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องอย่างโหดร้ายซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนเสียสติ
แมนรอดพ้นจากการลงโทษในศาลเพราะเส้นสายและหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระและก่อเรื่องร้ายต่อไป หลังจากนั้นเขายังคงเป็นเป้าหมายของมธุสรที่ตามล่าแก้แค้นทีละคน แมนถูกมธุสรหลอกล่อและแก้แค้นอย่างสาสมด้วยวิธีที่โหดร้ายสะท้อนบาปกรรมที่เขาก่อ เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความดุร้าย ความเห็นแก่ตัว และความไร้เมตตาของแมนได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกเกลียดและอยากเห็นมธุสรจัดการเขาให้สิ้นซาก การแสดงของเขาทำให้แมนกลายเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มความเข้มข้นและความดาร์กให้กับพล็อตทั้งหมด
ฉายา ของแมนที่หลายคนเรียกกันคือ ไอ้โหดเห็นแก่ตัว
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนที่แสดงความโหดเหี้ยมและความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในแก๊ง ไม่ว่าจะเป็นการลงมือทำร้ายผึ้งอย่างไม่ลังเลหรือการปกป้องตัวเองแม้ต้องทรยศเพื่อนในแก๊ง เขาไม่ใช่แค่นักเลงแต่เป็นคนที่ไร้หัวใจและมองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ฉายานี้สะท้อนทั้งความโหดร้ายที่เกินมนุษย์และบทบาทที่ทำให้แก๊งทรชนยิ่งน่ากลัวขึ้น เฉลิมพล ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าแมนคือตัวแทนของความชั่วร้ายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัว
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์แมนก็คือ ความเห็นแก่ตัวและความโหดร้ายที่ถูกปลูกฝังจากสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นภัยสังคมได้อย่างไร
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่แมนเติบโตในสลัมและเลือกเส้นทางอาชญากรรมโดยไม่สำนึกผิด มันทำให้เราเห็นว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลแต่เป็นสังคมที่ขาดโอกาสและการอบรมที่ดี ข้อคิดนี้ยังเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความรุนแรงตั้งแต่ต้นและแสดงให้เห็นว่าการแก้แค้นส่วนตัวอย่างที่มธุสรทำอาจเป็นทางออกเมื่อระบบยุติธรรมไม่สามารถจัดการคนแบบนี้ได้อย่างเด็ดขาด
→ กันต์ธีร์ ปิติธัญ รับบท บิ๊ก

บิ๊กคือหนึ่งในลูกน้องคนสำคัญของแป๊ว หัวหน้าแก๊งนักเลงเจ็ดคนในย่านสลัม เขาเป็นคนร่างใหญ่กำยำที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความยากจนทำให้กลายเป็นคนดุร้าย ชอบใช้พละกำลังและไม่ลังเลที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องแก๊งและตัวเอง เขามีนิสัยหยาบคายและเห็นแก่ตัว มักเป็นคนที่ลงมือทำเรื่องเลวร้ายโดยตรงด้วยแรงกายที่มหาศาล บิ๊กมีบทบาทสำคัญในการช่วยแป๊ววางแผนและปฏิบัติการผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการค้ายาเสพติด เมื่อแก๊งเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ บิ๊กเป็นคนที่ร่วมวางแผนและลงมือดักฉุดแม่ลูกมธุสรกับผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องอย่างโหดร้ายซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนเสียสติ
บิ๊กรอดพ้นจากการลงโทษในศาลเพราะเส้นสายและหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระและก่อเรื่องร้ายต่อไป หลังจากนั้นเขายังคงเป็นเป้าหมายของมธุสรที่ตามล่าแก้แค้นทีละคน บิ๊กถูกมธุสรหลอกล่อและแก้แค้นอย่างสาสมด้วยวิธีที่โหดร้ายสะท้อนบาปกรรมที่เขาก่อ กันต์ธีร์ ปิติธัญ แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความดุร้าย ความเห็นแก่ตัว และความไร้เมตตาของบิ๊กได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกเกลียดและอยากเห็นมธุสรจัดการเขาให้สิ้นซาก การแสดงของเขาทำให้บิ๊กกลายเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มความเข้มข้นและความดาร์กให้กับพล็อตทั้งหมด
ฉายา ของบิ๊กที่หลายคนเรียกกันคือ ไอ้ยักษ์ดุร้าย
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนร่างใหญ่กำยำที่แสดงความโหดเหี้ยมออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในแก๊ง ไม่ว่าจะเป็นการลงมือทำร้ายผึ้งอย่างไม่ลังเลด้วยพละกำลังมหาศาลหรือการใช้แรงกายในการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ เขาไม่ใช่แค่นักเลงแต่เป็นคนที่ไร้หัวใจและสนุกกับการใช้กำลังทำร้ายคนอ่อนแอ ฉายานี้สะท้อนทั้งความดุร้ายที่เกินมนุษย์และบทบาทที่ทำให้แก๊งทรชนยิ่งน่ากลัวขึ้น กันต์ธีร์ ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าบิ๊กคือตัวแทนของความชั่วร้ายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพละกำลัง
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์บิ๊กก็คือ พละกำลังที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดสามารถสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากกว่าความอ่อนแอ
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่บิ๊กใช้ร่างกายกำยำในการก่ออาชญากรรมและทำร้ายคนบริสุทธิ์ มันทำให้เราเห็นว่าคนที่มีศักยภาพทางกายแต่เลือกเส้นทางมืดเพราะสภาพแวดล้อมหรือความเห็นแก่ตัวจะกลายเป็นภัยร้ายที่ยากจะหยุดยั้ง ข้อคิดนี้ยังเตือนให้สังคมให้โอกาสและการศึกษาที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้คนแบบนี้เกิดขึ้น และแสดงให้เห็นว่าการแก้แค้นส่วนตัวอย่างที่มธุสรทำอาจเป็นทางออกเมื่อระบบยุติธรรมล้มเหลวกับคนร้ายแบบนี้
→ พลภัคค์ วัชรพงศ์หิรัญญ์ รับบท เต๋า

เต๋าคือหนึ่งในลูกน้องคนสำคัญของแป๊ว หัวหน้าแก๊งนักเลงเจ็ดคนในย่านสลัม เขาเป็นคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความยากจนทำให้กลายเป็นคนใจร้าย ชอบใช้ไหวพริบและไม่ลังเลที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องแก๊งและตัวเอง เขามีนิสัยฉลาดแกมโหดและเห็นแก่ตัว มักเป็นคนที่ช่วยวางแผนเรื่องเลวร้ายโดยใช้สมองมากกว่ากำลัง เต๋ามีบทบาทสำคัญในการช่วยแป๊วปฏิบัติการผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการค้ายาเสพติด เมื่อแก๊งเข้าใจผิดว่ามธุสรเป็นสายให้ตำรวจ เต๋าเป็นคนที่ร่วมวางแผนและลงมือดักฉุดแม่ลูกมธุสรกับผึ้งไปรุมทำร้ายและกรอกน้ำมันเครื่องอย่างโหดร้ายซึ่งทำให้ผึ้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนเสียสติ
เต๋ารอดพ้นจากการลงโทษในศาลเพราะเส้นสายและหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระและก่อเรื่องร้ายต่อไป หลังจากนั้นเขายังคงเป็นเป้าหมายของมธุสรที่ตามล่าแก้แค้นทีละคน เต๋าถูกมธุสรหลอกล่อและแก้แค้นอย่างสาสมด้วยวิธีที่โหดร้ายสะท้อนบาปกรรมที่เขาก่อ พลภัคค์ วัชรพงศ์หิรัญญ์ แสดงบทนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาถ่ายทอดความฉลาดแกมโหด ความเห็นแก่ตัว และความไร้เมตตาของเต๋าได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกเกลียดและอยากเห็นมธุสรจัดการเขาให้สิ้นซาก การแสดงของเขาทำให้เต๋ากลายเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มความเข้มข้นและความดาร์กให้กับพล็อตทั้งหมด
ฉายา ของเต๋าที่หลายคนเรียกกันคือ ไอ้ฉลาดแกมโหด
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนที่ใช้ไหวพริบในการวางแผนอาชญากรรมและล้างแค้นได้อย่างแยบยล ไม่ว่าจะเป็นการช่วยแป๊วคิดกลยุทธ์ที่ทำให้แก๊งรอดพ้นจากตำรวจหลายครั้งหรือการเสนอไอเดียโหดร้ายในเหตุการณ์ทำร้ายผึ้ง เขาไม่ใช่แค่นักเลงโง่ ๆ แต่เป็นคนที่นำสมองไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ฉายานี้สะท้อนทั้งความฉลาดที่ถูกบิดเบี้ยวและบทบาทที่ทำให้แก๊งทรชนยิ่งอันตรายขึ้น พลภัคค์ ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าเต๋าคือตัวแทนของคนร้ายที่ฉลาดแต่ไร้หัวใจ
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์เต๋าก็คือ ไหวพริบและความฉลาดที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดสามารถสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากกว่าความโง่เขลา
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่เต๋าใช้สมองในการช่วยแก๊งก่ออาชญากรรมและหลบหนีกฎหมาย มันทำให้เราเห็นว่าคนที่มีศักยภาพแต่เลือกเส้นทางมืดเพราะสภาพแวดล้อมหรือความเห็นแก่ตัวจะกลายเป็นภัยร้ายที่ยากจะหยุดยั้ง ข้อคิดนี้ยังเตือนให้สังคมให้โอกาสและการศึกษาที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้คนฉลาดกลายเป็นอาชญากร และแสดงให้เห็นว่าการแก้แค้นส่วนตัวอย่างที่มธุสรทำอาจเป็นทางออกเดียวเมื่อระบบไม่สามารถจัดการคนร้ายแบบนี้ได้
→ รัดเกล้า อามารดิษ รับบท เซ็นเซยูกิ

ครูสอนแต่งหน้าชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เธอมีบุคลิกสงบ ลึกลับ และดูเหมือนรู้เรื่องราวของมนุษย์ลึกซึ้งเกินปกติ เธอเปิดร้านสอนแต่งหน้าและมีเทคนิคการเปลี่ยนโฉมที่เหนือชั้น สามารถทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนละคนได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งใบหน้า บุคลิก และเสียงพูด ยูกิปรากฏตัวในชีวิตของมธุสรในช่วงที่มธุสรสิ้นหวังที่สุด หลังจากสูญเสียความยุติธรรมจากระบบกฎหมายและเกือบฆ่าตัวตาย เธอเป็นคนที่ปลุกจิตใต้สำนึกด้านมืดของมธุสรให้ตื่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยูกิไม่ใช่แค่ครูสอนแต่งหน้าแต่เป็นติวเตอร์ที่สอนปรัชญาการใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง
เธอถ่ายทอดเทคนิคการปลอมตัว การเปลี่ยนบุคลิกภาพหลายรูปแบบ และที่สำคัญคือคำสอนที่ว่า ความพยาบาทเป็นของหวานที่สุด ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้มธุสรกลายเป็นผู้ล่า เธอสอนให้มธุสรมองความแค้นเป็นพลังที่ต้องชิมให้อร่อยและใช้มันอย่างมีแผนการ ไม่ใช่แค่ระเบิดอารมณ์ ยูกิมีอดีตที่คลุมเครือและดูเหมือนเคยผ่านความเจ็บปวดมาเช่นกัน ทำให้เธอเข้าใจมธุสรได้ลึกซึ้ง รัดเกล้า อามารดิษ แสดงบทนี้ได้อย่างน่าจดจำมาก เธอถ่ายทอดความสงบเย็นชา ความลึกลับ และความฉลาดหลักแหลมของยูกิได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกว่ายูกิคือตัวแทนของด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในทุกคนและเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เรื่องทั้งเรื่องเข้มข้นขึ้นอย่างมาก
ฉายา ของเซ็นเซยูกิที่หลายคนเรียกกันคือ อาจารย์แห่งความพยาบาท
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเธอไม่ใช่แค่ครูสอนแต่งหน้าแต่เป็นผู้ปลุกและสอนให้มธุสรใช้ความแค้นเป็นอาวุธที่ทรงพลัง เธอถ่ายทอดปรัชญาที่ว่าความพยาบาทเป็นของหวานที่สุดและต้องชิมมันให้อร่อยด้วยการวางแผนอย่างเย็นชา ฉายานี้สะท้อนทั้งความฉลาดในการเปลี่ยนบุคลิกและการใช้ความเจ็บปวดเป็นพลังขับเคลื่อน รัดเกล้า ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่ากลัวและมีเสน่ห์จนผู้ชมรู้สึกว่ายูกิคือตัวละครที่เปลี่ยนมธุสรจากเหยื่อกลายเป็นนักล่าอย่างแท้จริง
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์เซ็นเซยูกิก็คือ ความเจ็บปวดและความแค้นสามารถถูกเปลี่ยนเป็นพลังที่สร้างสรรค์หรือทำลายล้างได้ขึ้นอยู่กับการควบคุม
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่ยูกิสอนมธุสรให้ใช้ความพยาบาทอย่างมีแผนการแทนที่จะปล่อยให้มันกลืนกินตัวเอง มันทำให้เราเห็นว่าความมืดในใจมนุษย์ไม่ได้ชั่วร้ายเสมอไปแต่สามารถเป็นเครื่องมือหากรู้จักจัดการ ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ตระหนักถึงอิทธิพลของคนรอบข้างที่อาจปลุกด้านใดด้านหนึ่งในตัวเราและแสดงให้เห็นว่าการเยียวยาจิตใจที่ผิดวิธีอาจนำไปสู่เส้นทางที่มืดมนยิ่งกว่าเดิม
→ รัญญา ศิยานนท์ รับบท เยาวลักษณ์

เพื่อนสนิทคนเดียวของมธุสรตั้งแต่สมัยเรียน เธอเป็นผู้หญิงใจดี มีฐานะดี และพร้อมช่วยเหลือเพื่อนเสมอ เมื่อมธุสรหย่ากับเกรียงไกรและชีวิตตกต่ำ เยาวลักษณ์เป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยโดยเสนอให้มธุสรกับผึ้งมาอยู่ด้วยกันที่บ้านของเธอเพื่อไม่ให้แม่ลูกต้องลำบาก เธอคอยให้ที่พักพิง ให้เงิน ให้กำลังใจ และเป็นที่ปรึกษาในช่วงที่มธุสรสิ้นหวังที่สุด อย่างไรก็ตามมธุสรซึ่งมีนิสัยไม่อยากพึ่งพาใครมากเกินไปจึงปฏิเสธและเลือกย้ายออกไปเช่าบ้านเองในชุมชนเสี่ยงภัย แต่เยาวลักษณ์ก็ยังคงคอยช่วยเหลือจากระยะไกล เช่น ส่งเงิน ส่งของใช้ หรือโทรให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ เธอเป็นคนเดียวที่มธุสรเปิดใจเล่าเรื่องราวทุกอย่างและไว้ใจได้อย่างเต็มที่ แม้ในช่วงที่มธุสรเริ่มเปลี่ยนไปเป็นผู้ล่า
เยาวลักษณ์ก็ยังคงเป็นห่วงและพยายามเตือนสติเพื่อนด้วยความจริงใจ เธอไม่เคยตัดขาดมิตรภาพแม้จะเห็นด้านมืดของมธุสร รัญญา ศิยานนท์ แสดงบทนี้ได้อย่างนุ่มนวลและอบอุ่นมาก เธอถ่ายทอดความเป็นเพื่อนแท้ที่ใจดี ไม่ตัดสิน และคอยอยู่เคียงข้างได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกว่าเยาวลักษณ์คือตัวละครที่ทำให้เรื่องที่มีแต่ความมืดมนมีแสงสว่างและความหวังบ้าง เธอเป็นตัวแทนของคนดีในสังคมที่ยังคงมีอยู่จริงและเป็นจุดที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกอบอุ่นใจท่ามกลางความโหดร้ายของพล็อต
ฉายา ของเยาวลักษณ์ที่หลายคนเรียกกันคือ เพื่อนแท้ในยามทุกข์
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเธอเป็นเพื่อนคนเดียวที่ไม่เคยทิ้งมธุสรในช่วงชีวิตที่ยากลำบากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเสนอที่อยู่ เงินทอง หรือกำลังใจ เธอคอยช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนและยังคงยืนหยัดเคียงข้างแม้เห็นเพื่อนเปลี่ยนไปในทางที่มืดมน ฉายานี้สะท้อนทั้งความใจดีที่แท้จริงและมิตรภาพที่ยั่งยืนในโลกที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว รัญญา ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างอบอุ่นจนผู้ชมรู้สึกว่าเยาวลักษณ์คือตัวอย่างของเพื่อนที่ดีที่ทุกคนอยากมี
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์เยาวลักษณ์ก็คือ มิตรภาพที่แท้จริงคือสิ่งที่คอยอยู่เคียงข้างโดยไม่ตัดสินและไม่ทิ้งกันในยามวิกฤต
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่เยาวลักษณ์ช่วยเหลือมธุสรอย่างต่อเนื่องแม้เพื่อนจะปฏิเสธหรือเดินไปในเส้นทางที่ผิด มันทำให้เราเห็นว่าความเป็นเพื่อนที่ดีไม่ใช่แค่ตอนสุขแต่ต้องยืนหยัดตอนทุกข์และให้กำลังใจโดยไม่บังคับ ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ตระหนักถึงคุณค่าของคนรอบข้างที่ใจดีและแสดงให้เห็นว่ามิตรภาพแบบนี้สามารถเป็นแสงสว่างในช่วงชีวิตที่มืดมนที่สุดได้
→ กรุณพล เทียนสุวรรณ รับบท กุลชาติ

เจ้าของโรงแรมใหญ่ที่มีฐานะมั่นคงและเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูกสาวคนเดียวหลังจากสูญเสียภรรยา เขาเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน มีความรับผิดชอบสูง และมองโลกในแง่ดีเสมอ ลูกสาวของเขาเป็นเพื่อนสนิทกับผึ้งลูกสาวของมธุสรจึงทำให้กุลชาติได้รู้จักกับมธุสรในช่วงที่เธอเพิ่งหย่าและชีวิตยากลำบาก เขาเห็นใจมธุสรที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกันจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงใจ โดยให้งานเธอเป็นรองผู้จัดการฝ่ายบัญชีในโรงแรมของเขาเพื่อให้เธอมีรายได้เลี้ยงลูก กุลชาติแอบสนใจมธุสรในฐานะผู้หญิงเข้มแข็งและทุ่มเทให้ลูก เขาค่อย ๆ แสดงความห่วงใยผ่านการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ส่งของใช้ ให้คำปรึกษา หรือชวนไปทานข้าวเพื่อผ่อนคลาย
มีหลายฉากที่เขาพยายามเข้าใกล้มธุสรด้วยความนุ่มนวลและเคารพขอบเขตของเธอ เขาเป็นตัวละครที่นำเสนอความเป็นไปได้ของความรักครั้งใหม่และชีวิตที่ดีขึ้นให้มธุสรท่ามกลางความทุกข์ยาก อย่างไรก็ตามเพราะพล็อตเรื่องที่เน้นความแค้นและความมืดมน ความสัมพันธ์ของเขากับมธุสรจึงไม่พัฒนาไปไกลนักและกลายเป็นเพียงความหวังที่ริบหรี่ กรุณพล เทียนสุวรรณ แสดงบทนี้ได้อย่างนุ่มนวลและมีเสน่ห์มาก เขาถ่ายทอดความเป็นสุภาพบุรุษ ความอบอุ่น และความเข้าใจในความเจ็บปวดของมธุสรได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกว่ากุลชาติคือตัวละครที่ทำให้อยากให้มธุสรมีตอนจบแบบแฮปปี้แต่เรื่องนี้ดาร์กเกินกว่าจะเป็นไปได้
ฉายา ของกุลชาติที่หลายคนเรียกกันคือ พ่อเลี้ยงเดี่ยวสุภาพบุรุษ
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นผู้ชายที่มีฐานะแต่เลือกที่จะช่วยเหลือมธุสรด้วยความจริงใจและเคารพ ไม่เคยกดดันหรือใช้เส้นสายบังคับ เขาเข้าใจความรู้สึกของแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะตัวเองก็เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวเช่นกันจึงคอยยื่นมือเข้ามาอย่างนุ่มนวล ฉายานี้สะท้อนทั้งความอบอุ่นที่แท้จริงและความเป็นสุภาพบุรุษในยุคที่ผู้ชายดีหายาก กรุณพล ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างมีเสน่ห์จนผู้ชมรู้สึกว่ากุลชาติคือตัวอย่างของผู้ชายที่ดีที่ควรมีในชีวิตจริง
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์กุลชาติก็คือ ความรักและความช่วยเหลือที่แท้จริงต้องมาจากความเข้าใจและความนุ่มนวลโดยไม่บังคับ
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่กุลชาติคอยช่วยมธุสรด้วยความเคารพขอบเขตและไม่เคยเร่งรัดความสัมพันธ์ มันทำให้เราเห็นว่าผู้ชายดีไม่ใช่คนที่มีเงินหรือฐานะแต่เป็นคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของอีกฝ่ายและยื่นมือเข้ามาอย่างถูกจังหวะ ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ตระหนักถึงคุณค่าของคนที่คอยอยู่เคียงข้างอย่างเงียบ ๆ และแสดงให้เห็นว่าความหวังในความรักครั้งใหม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในช่วงชีวิตที่ยากลำบากที่สุด
→ กฤตธีรา อินทรพรวิจิตร รับบท หมอณัฐฐา

แพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและการผ่าตัดที่รับผิดชอบรักษาผึ้งหลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่แก๊งนักเลงทำร้ายแม่ลูก เธอเป็นคนที่ต้องตัดสินใจผ่าตัดเอาอวัยวะภายในของผึ้งออกเพื่อช่วยชีวิตและยังคอยดูแลการรักษาด้วยวิธีช็อตสมองไฟฟ้า ECT จนผึ้งรอดชีวิตแต่สูญเสียความทรงจำและกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก เธอคอยให้คำปรึกษาและกำลังใจกับมธุสรในฐานะแพทย์ที่เห็นใจผู้ป่วยและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้หมอณัฐฐายังเป็นอดีตภรรยาของสารวัตรภาธร พวกเขาเคยมีความรักที่อบอุ่นแต่สุดท้ายหย่ากันเพราะภาธรหมกมุ่นกับงานจนละเลยเธอ ส่งผลให้เธอแท้งลูกและสูญเสียความฝันที่จะมีครอบครัวสมบูรณ์
ปมนี้ทำให้เธอเข้าใจความเจ็บปวดของมธุสรที่สูญเสียลูกในแบบที่ต่างกันแต่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน เธอคอยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาธรกับมธุสรในบางช่วงและยังคงมีความรู้สึกดี ๆ ให้อดีตสามีแม้จะแยกทางกันแล้ว หมอณัฐฐาเป็นตัวละครที่นำเสนอด้านมนุษย์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเผชิญทั้งความทุกข์ของผู้ป่วยและปมในใจตัวเอง กฤตธีรา อินทรพรวิจิตร แสดงบทนี้ได้อย่างนุ่มลึกและน่าเห็นใจมาก เธอถ่ายทอดความเป็นหมอที่ทุ่มเท ความเจ็บปวดจากอดีต และความเข้าใจในความทุกข์ของคนอื่นได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกว่าเธอคือตัวละครที่เพิ่มความลึกให้กับพล็อตดาร์ก ๆ และทำให้เห็นด้านที่อ่อนโยนของวงการแพทย์
ฉายา ของหมอณัฐฐาที่หลายคนเรียกกันคือ หมอผู้เข้าใจความเจ็บปวด
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเธอไม่ใช่แค่แพทย์ที่รักษาร่างกายแต่ยังเข้าใจจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัวจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยสูญเสียลูกในครรภ์ เธอคอยอยู่เคียงข้างมธุสรและผึ้งด้วยความเห็นอกเห็นใจที่แท้จริงและยังคงรักษาความเป็นมืออาชีพแม้มีปมกับอดีตสามีอย่างภาธร ฉายานี้สะท้อนทั้งความทุ่มเทในหน้าที่และความเป็นมนุษย์ที่ลึกซึ้ง กฤตธีรา ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างนุ่มนวลจนผู้ชมรู้สึกว่าเธอคือหมอที่ทุกคนอยากมีในช่วงวิกฤตชีวิต
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์หมอณัฐฐาก็คือ ความเจ็บปวดในอดีตสามารถเปลี่ยนเป็นพลังในการเข้าใจและช่วยเหลือผู้อื่นได้
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่เธอใช้ประสบการณ์สูญเสียลูกมาเป็นแรงผลักดันในการรักษาผึ้งและให้กำลังใจมธุสร มันทำให้เราเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ดีไม่ใช่แค่มีความรู้แต่ต้องมีความเห็นอกเห็นใจจากความเข้าใจความทุกข์ที่แท้จริง ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลจิตใจทั้งผู้ป่วยและคนรอบข้าง และแสดงให้เห็นว่าการเยียวยาคนอื่นบางครั้งก็ช่วยเยียวยาตัวเองไปในตัว
→ ศตวรรษ ดุลยวิจิตร รับบท เกรียงไกร

สามีเก่าของมธุสรที่ดูดีมีหน้ามีตาในสังคมแต่แท้จริงแล้วเป็นคนเจ้าชู้ ติดการพนันอย่างหนัก และมีนิสัยอารมณ์รุนแรงเห็นแก่ตัวสุดขีด เขาใช้ชีวิตแต่งงานกับมธุสรโดยขู่กรรโชกเงินจากเธอเพื่อนำไปเล่นพนันและบำเรอเมียใหม่ เมื่อมธุสรจับได้ว่าเขานอกใจและติดการพนันหนักเธอจึงตัดสินใจฟ้องหย่าเพื่อปกป้องทรัพย์สินและลูกสาว แต่เกรียงไกรไม่ยอมเสียหน้าและใช้เส้นสายข่มขู่ให้มธุสรยกทรัพย์สินแทบทั้งหมดเพื่อแลกกับสิทธิเลี้ยงผึ้ง เขาเป็นคนที่ทำให้ชีวิตมธุสรกับผึ้งตกต่ำลงอย่างสิ้นเชิงหลังหย่า เพราะเธอต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยความยากลำบาก เกรียงไกรยังไม่จบแค่นั้น เมื่อคดีแก๊งนักเลงขึ้นศาล
เขากลับถูกทนายฝ่ายจำเลยดึงมาให้การเท็จใส่ร้ายมธุสรเพื่อช่วยให้ทรชนบางคนรอดพ้นโทษ เขาไม่เคยสำนึกผิดและยังคงใช้ชีวิตอย่างสบายด้วยเส้นสายและหน้ามีตาในสังคม เกรียงไกรเป็นตัวละครที่สะท้อนด้านมืดของผู้ชายที่มีอำนาจและเงินทองแต่ไร้ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ศตวรรษ ดุลยวิจิตร แสดงบทนี้ได้อย่างน่าเกลียดและน่าเกลียดมาก เขาถ่ายทอดความเจ้าชู้ ความเห็นแก่ตัว และความเย็นชาของเกรียงไกรได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกอยากให้มธุสรจัดการเขาเหมือนทรชนคนอื่น การแสดงของเขาทำให้เกรียงไกรกลายเป็นตัวจุดชนวนความแค้นทั้งเรื่องและเป็นตัวอย่างของสามีเลวที่ผู้ชมจำได้ติดตา
ฉายา ของเกรียงไกรที่หลายคนเรียกกันคือ สามีเลวตัวฉกาจ
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหมดตั้งแต่ขู่กรรโชกทรัพย์สิน ยกเลิกการหย่าเพื่อแลกชีวิตผึ้ง และยังมาให้การเท็จในศาลเพื่อช่วยทรชน เขาไม่ใช่แค่เจ้าชู้แต่เป็นคนที่ใช้เส้นสายและหน้ามีตาในการทำร้ายครอบครัวตัวเองโดยไม่สำนึกผิด ฉายานี้สะท้อนทั้งความเห็นแก่ตัวที่เกินมนุษย์และบทบาทที่ทำให้ชีวิตมธุสรพังทลาย ศตวรรษ ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่าเกลียดจนผู้ชมรู้สึกว่าเกรียงไกรคือตัวแทนของผู้ชายเลวที่สังคมยังเอื้อให้รอดพ้น
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์เกรียงไกรก็คือ ผู้ชายที่มีหน้ามีตาและเส้นสายสามารถทำร้ายครอบครัวได้โดยไม่รับผิดชอบใด ๆ
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่เกรียงไกรขู่กรรโชกและใส่ร้ายมธุสรแต่ยังคงใช้ชีวิตสบาย มันทำให้เราเห็นว่าปัญหาในสังคมไม่ใช่แค่คนชั่วแต่เป็นระบบที่เอื้อให้คนมีอิทธิพลรอดพ้นจากการลงโทษ ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ผู้หญิงระวังในการเลือกคู่ครองและแสดงให้เห็นว่าความเห็นแก่ตัวของคนคนเดียวสามารถทำลายชีวิตคนทั้งครอบครัวได้อย่างสิ้นเชิง
→ อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รับบท นภดล

นักการเมืองที่มีอิทธิพลสูงในวงการเมืองและมีเส้นสายเชื่อมโยงไปถึงแก๊งอาชญากรในย่านสลัม เขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังความรอดพ้นของแป๊วและแก๊งทรชนเจ็ดคน เมื่อแก๊งถูกจับกุมหลังเหตุการณ์ร้ายแรงกับมธุสรและผึ้ง นภดลใช้เส้นสายและอำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทำให้ศาลลงโทษแค่บางคนและยกฟ้องคนอื่น ๆ แม้แป๊วจะติดคุกแต่เขาก็ช่วยให้แป๊วทำธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผยภายในคุกและยังเร่งรัดให้แป๊วออกจากคุกได้อย่างรวดเร็ว นภดลไม่เคยปรากฏตัวตรง ๆ ในเหตุการณ์รุนแรงแต่เป็นคนที่คอยหนุนหลังและปกป้องแก๊งด้วยเงินทองและอิทธิพล ทำให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาเป็นตัวละครที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทยเรื่องเส้นสายนักการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้คนชั่วและทำให้เหยื่ออย่างมธุสรสิ้นหวังกับระบบกฎหมาย นภดลมีบุคลิกเยือกเย็น มั่นใจในอำนาจ และไม่เคยแสดงความสำนึกผิด เขาเป็นตัวแทนของคนที่มีอำนาจแต่ใช้ในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แสดงบทนี้ได้อย่างน่ากลัวและน่าเกลียดมาก เขาถ่ายทอดความเย็นชา ความมั่นใจในเส้นสาย และความไร้หัวใจของนภดลได้เนียนสุด ๆ จนผู้ชมรู้สึกว่าตัวละครนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้มธุสรต้องกลายเป็นผู้ล่าและเรื่องทั้งเรื่องยิ่งดาร์กหนักขึ้น
ฉายา ของนภดลที่หลายคนเรียกกันคือ เส้นสายอิทธิพลมืด
ฉายานี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยลงมือเองแต่ใช้เส้นสายและอำนาจในการปกป้องแก๊งทรชน ทำให้คนชั่วรอดพ้นโทษและยังคงก่อเรื่องร้ายได้ต่อไป เขาแทรกแซงศาล ช่วยธุรกิจในคุก และเร่งให้แป๊วออกคุกเร็ว ฉายานี้สะท้อนทั้งความมืดมนของระบบที่เอื้อคนมีอิทธิพลและบทบาทเบื้องหลังที่ทำให้ความยุติธรรมล้มเหลว อธิวัฒน์ ถ่ายทอดฉายานี้ได้อย่างน่ากลัวจนผู้ชมรู้สึกว่านภดลคือตัวแทนของปัญหาสังคมที่แก้ยาก
ข้อคิด ที่ได้จากคาแร็กเตอร์นภดลก็คือ อิทธิพลและเส้นสายของคนมีอำนาจสามารถบิดเบือนความยุติธรรมและปกป้องคนชั่วได้อย่างหน้าตาเฉย
ข้อคิดนี้สะท้อนผ่านการที่นภดลใช้ตำแหน่งนักการเมืองช่วยแก๊งทรชนรอดพ้นโทษซ้ำ ๆ มันทำให้เราเห็นว่าปัญหาใหญ่ของสังคมไม่ใช่แค่อาชญากรแต่เป็นคนที่มีอำนาจแต่เลือกใช้ในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ข้อคิดนี้ยังเตือนให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบเพื่อลดช่องโหว่ของเส้นสายและแสดงให้เห็นว่าหากไม่จัดการปัญหานี้เหยื่อจะต้องหาทางแก้แค้นเองเหมือนมธุสร
ละคร “ล่า” ปี 2560 ถือเป็นหนึ่งในละครไทยที่ดาร์กและสะเทือนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง ด้วยเรื่องราวของมธุสร แม่ที่ถูกบีบให้กลายเป็นนักล่าเพื่อทวงความยุติธรรมให้ลูกสาว ตอนจบของภาคแรกทิ้งความรู้สึกอึดอัดและค้างคาใจผู้ชมไว้มากมาย เพราะแม้เธอจะแก้แค้นทรชนทั้ง 7 คนสำเร็จ แต่ก็ต้องเผชิญกับผลกรรมและคำถามทางศีลธรรม ถ้าละครเรื่องนี้มีภาค 2 จริง ๆ มันจะเป็นอย่างไร
หลายปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก มธุสร (ลลิตา ปัญโญภาส) ถูกจับกุมและติดคุกในข้อหาฆาตกรรมต่อเนื่อง เธอใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจยังคงเต็มไปด้วยความพยาบาทที่ไม่เคยมอดดับ ผึ้ง (พรสรวง รวยรื่น) ลูกสาวที่เคยไร้ความทรงจำ เริ่มมีอาการฟื้นตัวช้า ๆ ด้วยการรักษาของหมอณัฐฐา (กฤตธีรา อินทรพรวิจิตร) เธอเริ่มจำเหตุการณ์คืนนั้นได้เป็นฉาก ๆ และเรียกชื่อแม่ได้จริง ๆ เป็นครั้งแรก ทำให้เยาวลักษณ์ (รัญญา ศิยานนท์) เพื่อนสนิทของมธุสร ต้องคอยดูแลผึ้งอย่างใกล้ชิด
แต่ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีแก๊งอาชญากรใหม่ที่ใหญ่และโหดร้ายกว่าเดิม ภายใต้การนำของนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีเส้นสายลึกกว่า นภดล (อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) ซึ่งรอดพ้นจากภาคแรก กลับมาสร้างเครือข่ายใหม่เพื่อล้างแค้นมธุสรที่เคยทำลายลูกน้องเก่า แก๊งนี้ไม่เพียงค้ายาเสพติดแต่ยังเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการเมืองระดับสูง ทำให้สารวัตรภาธร (ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) ที่เคยหย่ากับหมอณัฐฐา ต้องกลับมารับผิดชอบคดีนี้อีกครั้ง
มธุสรได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเพราะหลักฐานบางอย่างที่เยาวลักษณ์ช่วยรวบรวม แต่เธอกลับพบว่าผึ้งถูกแก๊งใหม่ลักพาตัวไปเพื่อล่อเธอออกมา เซ็นเซยูกิ (รัดเกล้า อามารดิษ) ที่หายตัวไปนาน กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งเพื่อช่วยมธุสรฝึกฝนเทคนิคการปลอมตัวที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น มธุสรจึงกลับมาเป็น “ผู้ล่า” อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่แก้แค้นส่วนตัว เธอต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและตำรวจทุจริต กุลชาติ (กรุณพล เทียนสุวรรณ) ที่เคยแอบรักเธอก็กลับมาในฐานะผู้ช่วยเหลือจากภายนอก
เรื่องราวเข้มข้นด้วยการไล่ล่าที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น มธุสรต้องเปลี่ยนบุคลิกมากกว่า 10 รูปแบบเพื่อแทรกซึมเข้าไปในแก๊ง ขณะเดียวกันผึ้งที่เริ่มฟื้นความทรงจำก็กลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโปงเครือข่ายนี้ แต่ก็ทำให้เธอต้องเผชิญความเจ็บปวดทางจิตใจอีกครั้ง ตอนจบเปิดกว้างด้วยการที่มธุสรต้องเลือกระหว่างการแก้แค้นให้สิ้นซากหรือการกลับมาเป็นแม่ที่ปกป้องลูกอย่างสงบสุข
การล่ารายชื่อถอดนักแสดง
ก่อนหน้าที่ละครจะเริ่มออกอากาศ มีประชาชนกลุ่มหนึ่งประกาศให้ประชาชนลงชื่อผ่าน www.change.org เพื่อถอดถอน ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม หนึ่งในนักแสดงออกจากละครเรื่องนี้โดยประชาชนกลุ่มนั้นอ้างว่า ภรัณยูได้แสดงความเห็นในอินสตราแกรมส่วนตัวทำนองว่าการข่มขืนเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยไม่สนใจผลกระทบของผู้ถูกกระทำ ภายหลัง ถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการใหญ่ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้ออกมาตอบโต้ว่าที่ประชาชนประกาศให้ลงชื่อนั้น เป็นเพียงเรื่อง “ไร้สาระ” และเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดี
การพาดพิงพรรคเพื่อไทยและทักษิณ ชินวัตร
เมื่อละครเรื่องดังกล่าวออกอากาศไปได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดประเด็นทางการเมืองขึ้น เมื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาตำหนิละครเรื่องดังกล่าวกรณีเรื่องการใช้สัญลักษณ์พรรคการเมืองสมมติในเรื่อง “พรรคธรรมนำไทย” เนื่องจากทางพรรคเพื่อไทยเห็นว่าสัญลักษณ์พรรคสมมตินี้คล้ายคลึงกับพรรคเพื่อไทย รวมถึงมีการกล่าวถึงในฉากที่มีการสนทนาผ่านโปรแกรมประยุกต์ไลน์ว่าตัวละครที่กล่าวถึงพำนักอยู่ที่ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนภายหลังทางช่องออกมาขอโทษและสั่งถอดสัญลักษณ์พรรคการเมืองสมมติดังกล่าวแล้ว รวมถึงจะเปลี่ยนชื่อพรรคการเมืองสมมติดังกล่าวด้วย
การพาดพิงถึงนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์
ในวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ละครเรื่องดังกล่าวได้เผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสมอีกครั้ง โดยนำภาพบุคคลจริงหนึ่งในนั้นคือ อดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยนำภาพไปเป็นภาพประกอบฉากเพื่อให้ตัวตัวร้ายในเรื่องตามไปเก็บ โดยตนได้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจากการที่คนรู้จักโทรศัพท์และไลน์มาสอบถาม เพราะตนไม่เคยดูละครเรื่องนี้ ซึ่งการนำภาพคนไปเผยแพร่โดยไม่รับอนุญาตถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม
ต่อมาในวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 พีระวัฒน์ อัฐนาค ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องวันในฐานะตัวแทนของ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้กล่าวคำขออภัยผ่านรายการพิเศษก่อนการฉายละครในช่วงที่ 1 (เป็นช่วงก่อนการฉายละครเรือนเบญจพิษช่วงสุดท้าย) ถึงกรณีการเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสมและมีการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม โดยทางสถานีได้ดำเนินการแก้ไขเทปออกอากาศในวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ที่เผยแพร่บนแอปพลิเคชันไลน์ทีวีใหม่ ด้วยการตัดฉากที่มีภาพของบุคคลที่สามออก และได้กล่าวขออภัยรวมถึงให้คำสัญญาว่าจะดำเนินการปรับเปลี่ยนมาตรฐานในการทำละครโทรทัศน์และซีรีส์ให้มีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

