ถ้าการเงินดีจริง ทำไมคนทำงานหนักถึงยังจน

ถ้าการเงินดีจริง ทำไมคนทำงานหนักถึงยังจน
ถ้าการเงินดีจริง ทำไมคนทำงานหนักถึงยังจน

ความสงสัยที่ว่าทำไมเศรษฐกิจโดยรวมดูเหมือนจะเติบโตไปได้สวย มีตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูด แต่คนที่ตื่นเช้ามืดค่ำมืด ทุ่มเททำงานหนักทุกวันกลับยังคงลำบาก เงินเดือนแทบไม่พอใช้จ่ายพื้นฐาน นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในหลายสังคมทั่วโลก และมันไม่ได้มีสาเหตุเดียวแบบง่ายๆ แต่เป็นการทับซ้อนกันของปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ช่องว่างระหว่างภาพใหญ่กับชีวิตจริงของคนตัวเล็กๆ ห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ลองมองดูตัวเลขเศรษฐกิจระดับชาติอย่างจีดีพีที่เพิ่มขึ้น มันมักมาจากกำไรของบริษัทขนาดยักษ์ การส่งออกที่บูม หรือการลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ในกลุ่มทุน ไม่ได้กระจายลงมาถึงคนทำงานทั่วไปในสัดส่วนที่สมดุลเลย

บางครั้งการเติบโตแบบนี้เรียกว่า K-shaped recovery ที่เห็นชัดหลังวิกฤตโควิด คือส่วนบนของตัว K พุ่งขึ้นสูงหมายถึงคนรวยหรือบริษัทใหญ่ยิ่งรวย แต่ส่วนล่างดิ่งลงลึกหมายถึงคนรายได้น้อยยิ่งจนลง ทำให้ภาพรวมดูดีแต่ชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่กลับแย่ลง

ปัญหาที่เจ็บปวดที่สุดอย่างหนึ่งคือค่าแรงที่เติบโตช้ากว่าค่าครองชีพมาก

ลองสังเกตง่ายๆ ว่าราคาของก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่ง ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำมันรถ หรือแม้แต่ค่าโดยสารสาธารณะ มันขึ้นทุกปีแบบไม่หยุดยั้ง บางปีขึ้นทีเดียว 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่เงินเดือนฐานของคนทำงานทั่วไปกลับขยับแค่หลักหน่วย หรือบางทีหลายปีกว่าจะได้ปรับครั้งหนึ่ง ส่งผลให้กำลังซื้อจริงๆ ลดลงต่อเนื่อง แม้จะทำงานหนักขึ้น หาล่วงเวลาเพิ่ม หรือรับงานพิเศษมาทำ ก็ยังตามค่าครองชีพไม่ทัน

เพราะเงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ไหลออกไปจ่ายสิ่งจำเป็นพื้นฐาน จนแทบไม่เหลือพอเก็บออมหรือนำไปต่อยอดอะไรได้เลย สถานการณ์แบบนี้เรียกว่า wage stagnation เมื่อเทียบกับ inflation ที่สูง ซึ่งเกิดในหลายประเทศมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้นด้วยการย้ายโรงงานไปประเทศค่าแรงถูก หรือใช้เครื่องจักรแทนคน

อีกเรื่องที่ทำให้คนทำงานหนักยิ่งติดอยู่ในวงจรยากจน

คือกับดักหนี้สินและต้นทุนชีวิตที่คนจนต้องจ่ายแพงกว่า ซึ่งเป็นความจริงที่เรียกว่า poverty penalty ลองคิดดูง่ายๆ คนที่มีเงินก้อนโตสามารถซื้อข้าวสาร น้ำมันพืช หรือของใช้ในบ้านแบบแพ็คใหญ่จากห้างสรรพสินค้าที่ราคาต่อหน่วยถูกมาก แต่คนหาเช้ากินค่ำต้องซื้อทีละน้อยจากร้านสะดวกซื้อหรือตลาดนัด ซึ่งราคาต่อหน่วยแพงกว่าหลายเท่า

หรือเรื่องการกู้ยืมเงิน คนที่มีรายได้มั่นคงและเครดิตดีจะเข้าถึงสินเชื่อธนาคารดอกเบี้ยต่ำได้ง่าย แต่คนฐานะปานกลางลงไปมักถูกปฏิเสธจนต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบหรือบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงลิ่ว บางครั้งถึงหลัก 30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ทำให้เงินที่หามาด้วยความเหนื่อยยากส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นดอกเบี้ยที่จ่ายไม่เคยหมดต้น ส่งผลให้หนี้ทบต้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งลำบากหนักกว่าเดิม ความจริงข้อนี้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงินยังไม่เข้มแข็งพอ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องทักษะและมูลค่าของงานในตลาดแรงงานยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปมาก

การทำงานหนักด้วยแรงกายเพียงอย่างเดียวในงานที่ทำซ้ำๆ หรือมีคนจำนวนมากทำได้ มักมีเพดานรายได้ต่ำมาก ไม่ว่าจะขยันขนาดไหนก็ยากที่จะก้าวข้ามไปได้ เพราะในยุคดิจิทัลและ automation งานที่ใช้ทักษะสูง หายาก และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เช่น การเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสร้างเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ จะมีมูลค่าสูงกว่ามาก งานที่เป็น routine tasks กลับถูกเครื่องจักรหรือ AI แทนที่ได้ง่าย ทำให้อุปทานแรงงานล้นตลาดและค่าแรงถูกกดทับ สถานการณ์นี้เรียกว่า skill-biased technological change ที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เพิ่มขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา

ส่วนปัจจัยภายในตัวบุคคลอย่างความรู้ทางการเงินและการเข้าถึงโอกาสก็มีบทบาทใหญ่ไม่แพ้กัน

หลายคนทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาเหลือให้เรียนรู้เรื่องการลงทุน การวางแผนภาษี หรือการหาช่องทางรายได้เสริม เพราะแค่การเอาตัวรอดในแต่ละวันก็ใช้พลังงานหมดแล้ว ความเครียดจากการเงินตึงมือทำให้ยากที่จะคิดระยะยาว ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ถูกออกแบบมาให้เงินทำงานให้เงิน หรือ compound effect ที่คนมีทุนตั้งต้นสามารถนำเงินไปลงทุนในหุ้น กองทุน หรืออสังหาฯ แล้วได้ผลตอบแทนทบต้นเพิ่มความมั่งคั่งแบบก้าวกระโดด แต่คนที่เริ่มจากศูนย์หรือติดลบกลับยากมากที่จะสะสมทุนได้พอที่จะเข้าเล่นในเกมเดียวกันนี้

และที่ขาดไม่ได้เลยคือโครงสร้างสวัสดิการของสังคม

ถ้าประเทศไหนมีสวัสดิการพื้นฐานที่แข็งแรง เช่น การรักษาพยาบาลฟรีหรือราคาถูก การศึกษาคุณภาพดีที่เข้าถึงได้จริง หรือเงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน คนทำงานหนักก็จะมีความเสี่ยงน้อยลง เพราะไม่ต้องกลัวว่าครอบครัวเจ็บป่วยหนักครั้งเดียวจะล้มทั้งครอบครัว

แต่ในหลายที่ที่สวัสดิการยังไม่ครอบคลุม เพียงเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งเดียว เช่น พ่อแม่ป่วยหนัก ลูกต้องลาออกจากโรงเรียน เงินเก็บทั้งชีวิตก็หายวับไปในพริบตา ทำให้การไต่บันไดทางเศรษฐกิจยากยิ่งกว่าเดิม ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ผลจากความขยันหรือความขี้เกียจของปัจเจกบุคคลเท่านั้น

แต่มันฝังรากลึกในกติกาของระบบเศรษฐกิจ โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน และต้นทุนชีวิตที่ต่างกันมากระหว่างคนฐานะต่างระดับ ซึ่งถ้าอยากแก้ไขจริงๆ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งนโยบายระดับชาติ การศึกษา และการสร้างโอกาสที่กระจายทั่วถึงมากกว่าเดิมถึงจะช่วยให้คนทำงานหนักมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืน


แชร์ให้เพื่อน