ทองคำยังเป็นหลุมหลบภัยจริงไหม ในโลกที่เงินพิมพ์ได้ไม่จำกัด

ทองคำยังเป็นหลุมหลบภัยจริงไหม ในโลกที่เงินพิมพ์ได้ไม่จำกัด
ทองคำยังเป็นหลุมหลบภัยจริงไหม ในโลกที่เงินพิมพ์ได้ไม่จำกัด

ทองคำยังคงเป็นหลุมหลบภัยที่แท้จริงในยุคที่เงินกระดาษถูกพิมพ์ออกมาไม่ยั้งแบบทุกวันนี้ ถือเป็นเรื่องที่คนในวงการการเงินถกเถียงกันหนักหน่วงมานานหลายสิบปี เพราะในอดีต เวลาเกิดสงครามใหญ่ ๆ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ทองคำคือสิ่งที่คนมั่งคั่งทั่วโลกจะรีบคว้าไว้เป็นอันดับแรก เพื่อรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ให้รอดพ้นจากความโกลาหล

แต่พอโลกเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีการเงินดิจิทัลและธนาคารกลางทั่วโลกนิยมใช้นโยบายพิมพ์เงินมหาศาล หรือที่เรียกกันว่า Quantitative Easing เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว มุมมองต่อทองคำก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น แม้จะยังคงสถานะความคลาสสิกและความน่าเชื่อถือเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ลึกก่อนเลยคือเงินที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ มันไม่ได้มีมูลค่าจากการที่ต้องมีทองคำสำรองไว้เต็มจำนวนเหมือนสมัยก่อนแล้ว มูลค่าของมันมาจากความเชื่อมั่นของคนในสังคมและการรับรองจากรัฐบาลเป็นหลัก

ตั้งแต่ปี 1971 ที่สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีนิกสันประกาศยกเลิกระบบ Bretton Woods ที่ผูกเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำแบบคงที่ โลกก็เข้าสู่ยุคเงิน fiat อย่างเต็มตัว รัฐบาลและธนาคารกลางเลยสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้ตามความจำเป็น ตราบใดที่ยังรักษาความเชื่อมั่นและควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้

เมื่อเงินไหลเข้าสู่ระบบมากเกินไป สิ่งที่ตามมาคือมูลค่าของเงินแต่ละหน่วยค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย หรือที่รู้จักกันดีในชื่อเงินเฟ้อ

นี่เองที่ทำให้ทองคำกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เพราะทองคำต่างจากเงินกระดาษตรงที่มันมีปริมาณจำกัดบนโลกจริง ๆ การผลิตเพิ่มต้องขุดจากใต้ดิน ต้องใช้เทคโนโลยี ใช้พลังงาน ใช้แรงงานมหาศาล และแหล่งแร่ก็ไม่ได้มีให้ขุดง่าย ๆ ทั่วไป ทำให้อุปทานของมันเติบโตช้ามากเมื่อเทียบกับเงินที่พิมพ์ได้ไม่จำกัด

เหตุผลที่ทองคำยังคงถูกยกให้เป็นหลุมหลบภัยชั้นยอดในยุคแบบนี้

ก็คือมันทำหน้าที่รักษาอำนาจการซื้อได้ดีเยี่ยม ถ้าย้อนดูข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 1970s ที่สหรัฐฯ เผชิญเงินเฟ้อสูงมาก ราคาทองคำพุ่งจากประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแตะเกือบ 800 ดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ปี

หรือในวิกฤตการเงินปี 2008 ราคาทองก็ทะยานขึ้นต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดใหม่ หรือแม้แต่ช่วงโควิด-19 ที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัดเงินเข้าระบบหลายล้านล้านดอลลาร์ ราคาทองก็พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกิน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลายครั้ง

ถ้าเอาเงินก้อนหนึ่งไปซื้อของในอดีต แล้วเปรียบเทียบกับวันนี้ จะเห็นชัดว่าเงินก้อนเดิมซื้อของได้น้อยลงมากเพราะราคาสินค้าแพงขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่ถ้าเปลี่ยนไปถือทองคำตั้งแต่ตอนนั้น ทองคำก้อนเดิมจะยังซื้อของได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะมูลค่าของมันปรับตัวขึ้นชดเชยเงินเฟ้อได้ดี

นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนสถาบันและคนมีฐานะดีทั่วโลกยังคงจัดสรรพอร์ตการลงทุนส่วนหนึ่งไว้กับทองคำเสมอ เพื่อเป็นเหมือนประกันภัยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่โลกมีความตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สงครามจริง ๆ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนของนโยบายการเงินที่ทำให้คนเริ่มสงสัยในความมั่นคงของสกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ

เวลาความเชื่อมั่นในเงินกระดาษสั่นคลอน เงินทุนจำนวนมากก็จะไหลเข้าทองคำทันที ทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นตามดีมานด์ที่พุ่ง

ที่น่าสนใจมากคือพฤติกรรมของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา

หลายประเทศกำลังพัฒนาและประเทศมหาอำนาจใหม่ ๆ เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย ตุรกี หรือแม้แต่โปแลนด์และฮังการี ต่างสะสมทองคำเข้าคลังสำรองอย่างต่อเนื่องและในปริมาณมหาศาล

เช่น จีนเพิ่มสำรองทองคำจากประมาณ 600 ตันในปี 2009 มาอยู่ที่กว่า 2,000 ตันในปัจจุบัน รัสเซียก็เพิ่มอย่างรวดเร็วก่อนและหลังเกิดวิกฤตยูเครน เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์และเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ระบบการเงินโลกอาจเปลี่ยนแปลงใหญ่

เช่น การถูกคว่ำบาตรหรือการลดอิทธิพลของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลก การที่ธนาคารกลางเหล่านี้ซื้อทองคำอย่างเป็นระบบ แสดงให้เห็นชัดว่าทองคำยังคงถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระดับสถาบัน ไม่ใช่แค่ระดับบุคคล

ถึงอย่างนั้น ในยุคดิจิทัลก็มีคู่แข่งที่น่าจับตามองอย่างบิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ ที่หลายคนเรียกกันว่าทองคำดิจิทัล

เพราะมีจำนวนจำกัดตามโค้ด ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ง่าย ๆ และโอนย้ายข้ามโลกได้ในพริบตา แต่ทองคำยังคงมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าในหลายด้าน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับพันปีที่ผ่านการทดสอบมาทุกวิกฤต ไม่ว่าจะล่มสลายของอาณาจักร การปฏิวัติ หรือสงครามโลก

ทองคำยังคงรักษาคุณค่าเอาไว้ได้เสมอ แถมยังไม่มี counterparty risk หรือความเสี่ยงจากคู่สัญญา ถ้าถือทองคำแท่งหรือเหรียญทองไว้ในมือ มูลค่าของมันไม่ต้องพึ่งพาบริษัท เทคโนโลยี หรือรัฐบาลใด ๆ เลย ต่างจากคริปโตที่ยังมีความผันผวนสูงและอาจได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบหรือปัญหาด้านเทคนิค

นอกจากนี้ ทองคำยังมีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมจริง ๆ ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร เช่น ใช้ในเครื่องประดับที่ขายดีทั่วโลก โดยเฉพาะในอินเดียและจีนที่วัฒนธรรมนิยมทองคำมาก

หรือใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องการการนำไฟฟ้าสูง เช่น ในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ยานอวกาศ ทำให้ดีมานด์ของทองคำมีเสถียรภาพในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว ในโลกที่เครื่องพิมพ์เงินยังคงทำงานหนักและค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนแอลงจากเงินเฟ้อเรื้อรัง

ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในหลุมหลบภัยที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด แม้มันอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนระยะสั้นที่หวือหวาเท่าหุ้นเทคโนโลยีหรือคริปโต แต่ในวันที่เกิดพายุเศรษฐกิจใหญ่จริง ๆ เช่น วิกฤตหนี้ เงินเฟ้อพุ่ง หรือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ทองคำมักจะเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ได้ดีที่สุด การถือทองคำไว้จึงเหมือนการซื้อความอุ่นใจและความมั่นคงในระยะยาว เพราะไม่ว่าโลกการเงินจะหมุนไปทางไหน สิ่งที่มีค่าจริง ๆ จากธรรมชาติและผ่านการพิสูจน์มาหลายยุคสมัยก็ยังคงความสำคัญและคุณค่าเอาไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย


แชร์ให้เพื่อน