โลหะหายาก (Rare Earth) คือทองคำยุค AI หรือฟองสบู่ใหม่

โลหะหายาก (Rare Earth) คือทองคำยุค AI หรือฟองสบู่ใหม่
โลหะหายาก (Rare Earth) คือทองคำยุค AI หรือฟองสบู่ใหม่

เมื่อพูดถึงสิ่งที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ต้องยกให้กลุ่มธาตุที่เรียกว่าโลหะหายากหรือแรร์เอิร์ธ ซึ่งตอนนี้ถูกขนานนามว่าเป็นทองคำของยุคปัญญาประดิษฐ์หรือ AI อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงเตือนจากหลายฝ่ายว่าความนิยมที่พุ่งสูงแบบนี้ อาจจะเป็นเพียงฟองสบู่ที่รอวันระเบิดก็เป็นได้

ความจริงแล้วโลหะหายากไม่ได้หายากในแง่ของปริมาณที่มีอยู่ในโลก หากเทียบกับทองคำหรือเพชรที่ขุดได้น้อยจริง ๆ แต่ชื่อหายากมาจากขั้นตอนการสกัดและการแยกธาตุแต่ละตัวออกมาให้บริสุทธิ์สูง ซึ่งทำได้ยุ่งยากมาก ต้องใช้สารเคมีพิเศษหลายชนิดและกระบวนการที่ซับซ้อน จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหนักหน่วง

กลุ่มธาตุนี้มีทั้งหมด 17 ชนิด รวมถึงธาตุแลนทาไนด์ 15 ชนิด บวกกับสแกนเดียมและอิตเทรียม แต่ละธาตุมีคุณสมบัติพิเศษเรื่องแม่เหล็กและการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่าโลหะทั่วไป ไม่มีธาตุไหนมาทดแทนได้ดีเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนีโอดิเมียมที่ถูกใช้ทำแม่เหล็กถาวรแบบแรงสูงมาก

แม่เหล็กพวกนี้มีขนาดเล็กแต่พลังดูดมหาศาล จึงกลายเป็นหัวใจหลักในมอเตอร์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องหมุนเร็วและประหยัดพลังงาน กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าที่ต้องการความทนทานสูง

และที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือส่วนประกอบในฮาร์ดไดรฟ์สำหรับเก็บข้อมูลมหาศาล รวมถึงระบบระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ใหญ่ที่ใช้ประมวลผล AI ทั้งหมด ศูนย์ข้อมูลพวกนี้ต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อเทรนโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องการมอเตอร์และพัดลมที่เสถียร ประหยัดไฟ และไม่ร้อนเกินไป แม่เหล็กจากนีโอดิเมียมช่วยให้ทุกอย่างทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สารบัญ

ความต้องการโลหะหายากที่พุ่งสูงแบบนี้เกิดขึ้นเพราะ AI ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยฮาร์ดแวร์เครื่องจักรที่ทรงพลังอย่างมหาศาล

ยิ่งโลกต้องการ AI ที่ฉลาดและเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการแร่พวกนี้ก็ยิ่งเพิ่มตามแบบเงาตามตัว เพราะเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลแต่ละเครื่องต้องใช้ชิ้นส่วนที่ทำจากโลหะหายากหลายจุด จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้ว

ปัจจุบันจีนควบคุมการผลิตและการสกัดโลหะหายากไว้เกือบ 90% ของทั้งโลก ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นเริ่มกังวลหนัก หากจีนลดการส่งออกหรือห้ามส่งออกในบางสถานการณ์ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งหมดจะสะดุดทันที

ความกังวลนี้เองที่ทำให้ราคาโลหะหายากพุ่งสูงและมีคนเก็งกำไรกันมากขึ้น จนหลายคนเริ่มสงสัยว่ามันอาจเป็นฟองสบู่ เพราะเมื่อราคาสูงเกินจริง นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็เร่งพัฒนาทางเลือกทันที เช่น การสร้างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้าหรือกังหันลมที่ไม่ต้องใช้นีโอดิเมียมเลย

โดยใช้วัสดุอย่างเฟร์ไรต์แทน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลโลหะหายากจากขยะอิเล็กทรอนิกส์เก่า ๆ ให้ได้ปริมาณมากและต้นทุนต่ำลง ถ้าเทคโนโลยีพวกนี้เดินหน้าได้จริง ความต้องการแร่แบบดั้งเดิมก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาที่พุ่งสูงอยู่ตอนนี้ก็อาจร่วงลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว

นอกจากเรื่องราคาและการเมืองระหว่างประเทศแล้ว อีกมุมที่สำคัญมากในการตัดสินว่าโลหะหายากจะเป็นทองคำจริงหรือแค่ฟองสบู่ คือต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม

เพราะการสกัดแร่หนึ่งตันต้องขุดดินและใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล จนเกิดขยะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีและสารกัดกร่อนที่เป็นอันตรายต่อดิน น้ำ และอากาศ หากในอนาคตมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก ต้นทุนการผลิตก็จะพุ่งสูงจนอาจไม่คุ้มที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบางอย่าง

แต่ในมุมของนักพัฒนาเทคโนโลยี โลหะหายากยังคงจำเป็นอย่างยิ่งในระยะยาว เพราะยังไม่มีวัสดุอื่นที่ให้แรงเหนี่ยวนำแม่เหล็กได้แรงขนาดนี้ในปริมาณเล็กจิ๋วเท่าเดิม

ดังนั้นสถานะของมันจึงค่อนข้างก้ำกึ่ง ระหว่างการเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ล้ำค่ามาก กับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพราะอาจถูกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาทดแทนได้ตลอดเวลา

ที่ควรรู้คือ ธาตุบางตัวในกลุ่มนี้อย่างยูโรเพียมและเทอร์เบียม ถูกนำไปใช้ทำสารเรืองแสงในหน้าจอสมาร์ทโฟน ทีวี และจอมอนิเตอร์

ทำให้สีแดงและสีเขียวที่ออกมาสดใส คมชัด และสมจริงมาก เกือบทุกคนที่ใช้โทรศัพท์ไถหน้าจอเล่นโซเชียลหรือสั่งงาน AI ทุกวัน ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับโลหะหายากเหล่านี้โดยตรง

นอกจากนั้นยังมีแอปพลิเคชันอื่น ๆ อีกมาก เช่น ในเครื่องตรวจ MRI ของโรงพยาบาลที่ใช้แม่เหล็กแรงสูงจากนีโอดิเมียมเพื่อสร้างภาพชัดเจน หรือในแบตเตอรี่ไฮบริดบางชนิดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บประจุไฟฟ้า

ส่วนการผลิตโลหะหายากนอกจากจีนแล้ว ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเวียดนามก็เริ่มขยายเหมืองของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพา โดยเฉพาะเหมืองที่มอนเทนพาสในแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ที่เพิ่งฟื้นตัวและผลิตได้มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีนี้

การรีไซเคิลก็เป็นแนวทางสำคัญ เพราะตอนนี้รีไซเคิลจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของความต้องการ แต่บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ อย่างแอปเปิ้ลหรือกูเกิลกำลังลงทุนพัฒนาโรงงานรีไซเคิลแบบพิเศษเพื่อดึงโลหะหายากกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

ในภาพรวมแล้ว การติดตามสถานการณ์ของโลหะหายากจึงไม่ใช่เรื่องของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการติดตามทิศทางของนวัตกรรมโลกทั้งหมด

เพราะทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ที่ขับด้วยไฟฟ้า ไฟฟ้าจากลม พลังงานสะอาด ไปจนถึง AI ที่กำลังเปลี่ยนชีวิตประจำวัน ล้วนโยงใยกับกลุ่มธาตุ 17 ชนิดนี้ทั้งสิ้น หากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ประสบความสำเร็จในการลดการใช้หรือรีไซเคิลได้ดี ราคาก็อาจปรับตัวลง

แต่ถ้ายังหาทดแทนไม่ได้จริง ๆ โลหะหายากก็จะยังคงเป็นวัสดุหลักที่ขับเคลื่อนโลกไฮเทคต่อไปอีกนานแสนนาน และการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในด้านการผลิตและการใช้งานก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้มันกลายเป็นทองคำที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ฟองสบู่ชั่วคราว


แชร์ให้เพื่อน