ค่าแรงวิ่งตามเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจวิ่งหนีค่าแรง

ค่าแรงวิ่งตามเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจวิ่งหนีค่าแรง
ค่าแรงวิ่งตามเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจวิ่งหนีค่าแรง

พูดถึงความรู้สึกที่คนทำงานหลายคนเจออยู่บ่อยๆ เลย นั่นคือการทุ่มเททำงานหนักมาก แต่พอสิ้นเดือนเงินเดือนที่ได้กลับรู้สึกไม่พอใช้ หรือแม้ตัวเลขในบัญชีจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่กลับซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะของทุกอย่างแพงขึ้นเร็วกว่าเงินที่เพิ่มมา

มันเหมือนกับว่าค่าแรงกำลังพยายามวิ่งไล่ตามเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจดันเร่งเครื่องหนีไปไกลกว่าเสมอ ถ้าดูตามความเป็นจริงในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเงินเฟ้อ ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นแบบหลังมากกว่า เพราะทุกครั้งที่มีการพูดถึงหรือประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเลยคือราคาสินค้าต่างๆ ขยับขึ้นรอไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารการกิน ค่าเดินทาง หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน พอค่าแรงขึ้นจริงๆ เงินที่ได้เพิ่มมาก็เหมือนละลายหายไปกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตั้งแต่แรก ทำให้คนรู้สึกว่าการขึ้นค่าแรงครั้งนั้นแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าประกาศขึ้นค่าแรงวันนี้ พรุ่งนี้ร้านอาหารก็ขึ้นราคาเมนูทันที หรือโรงงานก็ปรับราคาสินค้าออกมา เพราะผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าต้นทุนแรงงานจะสูงขึ้น

ที่เป็นแบบนี้เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ค่าแรงคนงานอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาก

เช่น ราคาน้ำมันที่เป็นพลังงานหลัก ราคาวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ปัญหาในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ทำให้ของขาดแคลน เมื่อปัจจัยพวกนี้แพงขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องปรับราคาสินค้าขายให้สูงขึ้นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

พอสินค้าแพง คนทั่วไปก็มีเงินในมือซื้อของได้น้อยลง อำนาจซื้อลดลง ก็เลยเกิดเสียงเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงเพื่อให้พออยู่พอกิน แต่พอขั้นตอนการพิจารณาและประกาศขึ้นค่าแรงเสร็จ ช่วงเวลาที่ผ่านไปนั้นเอง เงินเฟ้อและราคาสินค้าก็วิ่งไปไกลกว่าเดิมแล้ว

มันเลยกลายเป็นวงจรวนลูปไม่รู้จบ ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Wage-Price Spiral หรือเกลียวค่าแรง-ราคา ซึ่งหมายถึงการที่ราคาสินค้าขึ้นก่อน คนเลยเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม พอค่าแรงเพิ่ม ต้นทุนธุรกิจก็สูงขึ้น ผู้ประกอบการก็ขึ้นราคาสินค้าอีกเพื่อชดเชย แล้วมันก็วนกลับไปแบบนี้เรื่อยๆ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง และคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนระดับล่างที่รายได้มาจากค่าแรงเป็นหลัก เพราะเหมือนงูกินหางตัวเอง ทุกอย่างแพงขึ้นหมดแต่รายได้ไม่ทัน

เพิ่มเติมอีกหน่อยเรื่องนี้ ในอดีตหลายประเทศเคยเจอ Wage-Price Spiral แบบหนักๆ

เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970s หลายประเทศตะวันตกเจอภาวะ stagflation ที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจไม่โต เพราะราคาน้ำมันพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง ทำให้ราคาทุกอย่างขึ้น แล้วค่าแรงก็ตามขึ้น แต่สุดท้ายแก้ด้วยนโยบายเข้มงวด เช่น ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อ แม้จะทำให้คนตกงานชั่วคราวแต่ก็หยุดวงจรได้

ในไทยเองก็เคยมีช่วงที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศตอนปี 2555 ทำให้ราคาสินค้าบางอย่างปรับขึ้นตาม และคนรู้สึกว่าของแพงขึ้นเร็ว แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นส่วนหนึ่งของวงจรนี้ที่ผสมกับปัจจัยอื่น เช่น ค่าเงินบาทหรือราคาน้ำมันโลก

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือเรื่องผลิตภาพแรงงาน หรือ productivity ซึ่งหลายครั้งถูกมองข้าม

ถ้าขึ้นค่าแรงแต่คนทำงานยังผลิตได้เท่าเดิม หรือสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ได้มากขึ้น นายจ้างก็ไม่อยากจ้างเพิ่ม หรือบางทีเลือกใช้เครื่องจักร อัตโนมัติ หุ่นยนต์แทน เพราะในระยะยาวเทคโนโลยีทำให้ผลิตได้เร็วขึ้น ถูกขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงแพงๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องวันหยุดหรือความผิดพลาดของคน

ลองดูตัวอย่างในโรงงานสมัยใหม่ หลายแห่งเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ประกอบสินค้า ทำให้ผลิตได้มากขึ้นหลายเท่าแต่ใช้คนน้อยลง

ความรู้ตรงนี้คือ ในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี ค่าแรงสูงมากแต่ธุรกิจยังแข่งขันได้เพราะ productivity สูง คนงานมีทักษะสูง ใช้เทคโนโลยีเก่ง ทำให้สร้างมูลค่าได้เยอะต่อคน แต่ในประเทศที่ productivity ยังต่ำ การขึ้นค่าแรงเร็วเกินไปอาจทำให้ธุรกิจย้ายฐานไปประเทศอื่นที่ถูกกว่า หรือลดการจ้างงานลง จนคนตกงานเพิ่มแทนที่จะดีขึ้น

ส่วนที่เจ็บปวดอีกอย่างคือสินทรัพย์อย่างบ้าน คอนโด ที่ดิน หรือหุ้น มักขึ้นราคาเร็วกว่าค่าแรงมากๆ หลายเท่า

ทำให้คนที่ไม่มีสินทรัพย์ติดตัว รายได้มาจากทำงานอย่างเดียว รู้สึกเหมือนวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ความเร็วเพิ่มขึ้นตลอด วิ่งเท่าไหร่ก็อยู่ที่เดิม แต่คนที่มีสินทรัพย์อยู่แล้ว ราคามันขึ้นตามเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อ ทำให้รวยขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม มันเลยขยายความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้น ช่องว่างระหว่างคนที่รายได้จากน้ำพักน้ำแรง กับคนที่รายได้จากทุนหรือสินทรัพย์ ห่างกันจนแทบมองไม่เห็น

ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นทั่วโลกหรือราคาบ้านในหลายเมืองใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว เพราะเงินไหลเข้าสินทรัพย์จากนโยบายดอกเบี้ยต่ำหลังวิกฤตการเงิน 2008 และช่วงโควิดที่พิมพ์เงินเยอะ แต่ค่าแรงจริงๆ (ปรับตามเงินเฟ้อแล้ว) ของคนทั่วไปในหลายประเทศแทบไม่เพิ่มหรือเพิ่มช้า ทำให้คนรุ่นใหม่ซื้อบ้านยากขึ้นมาก ต้องกู้ยาวขึ้น หรือเช่าตลอดไป ในไทยก็เห็นชัดว่าราคาคอนโดในกรุงเทพฯ พุ่งสูงมากเมื่อเทียบกับเงินเดือนเฉลี่ย

สุดท้ายแล้ว การที่เศรษฐกิจวิ่งหนีค่าแรงแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องข้าวแกงแพงขึ้น แต่เป็นภาพใหญ่ของความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

ถ้าอยากให้ค่าแรงตามทันจริงๆ ไม่ใช่แค่ประกาศขึ้นตัวเลข แต่ต้องพัฒนาทักษะคนทำงานให้สูงขึ้น ให้ทำสิ่งที่เครื่องจักรแทนไม่ได้ เช่น งานสร้างสรรค์ การบริการเฉพาะทาง หรือนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกับควบคุมตลาดไม่ให้มีการผูกขาดมากเกินไป เช่น ไม่ให้บริษัทใหญ่ๆ ปั่นราคาสินค้าจำเป็น หรือรัฐช่วยอุดหนุนพลังงานและวัตถุดิบให้ราคาไม่ผันผวนเกิน

เพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้ คนทำงานส่วนใหญ่จะหมดแรงวิ่งไล่ในที่สุด และถ้ากำลังซื้อของคนหมู่มากหายไป เศรษฐกิจทั้งระบบที่พึ่งพาการบริโภคก็จะชะลอตัวหรือพังลงได้ในระยะยาว เหมือนหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ความเหลื่อมล้ำสูงเกินไปนำไปสู่ปัญหาสังคมใหญ่ๆ

นักเศรษฐศาสตร์อย่างโทมัส พิคเคตตี้ ในหนังสือ Capital in the Twenty-First Century ชี้ว่าถ้าผลตอบแทนจากทุนสูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจและค่าแรงเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำจะเพิ่มไม่หยุด และต้องมีนโยบายอย่างภาษีสินทรัพย์หรือการกระจายโอกาสเพื่อแก้ไข มิฉะนั้นสังคมจะไม่ยั่งยืน


แชร์ให้เพื่อน