การลงทุนไม่ใช่การทาย แต่คือการจัดการความเสี่ยง

การลงทุนไม่ใช่การทาย แต่คือการจัดการความเสี่ยง
การลงทุนไม่ใช่การทาย แต่คือการจัดการความเสี่ยง

การมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องเสี่ยงดวงหรือเดาราคาแบบสุ่มๆ นั้นเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเข้าไปเล่นในตลาดทุนโดยไม่มีแผนอะไรเลย มันเหมือนกับการกระโดดลงน้ำทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลยสักนิด ความรู้สึกแบบอยากรวยเร็ว ความตื่นเต้นชั่ววูบ หรือความโลภที่อยากได้กำไรมหาศาลในเวลาสั้นๆ มักจะเป็นตัวผลักให้คนทำแบบนั้น และผลลัพธ์ที่ตามมาก็มักเป็นการขาดทุนหนักจนเงินหายวับไปเลย

แต่การลงทุนที่แท้จริงและอยู่ได้ยาวนั้น อาศัยการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นหัวใจหลักเลย คือต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้ดี วางแผนรับมือกับสิ่งที่ไม่แน่นอน และรักษาวินัยให้เคร่งครัด เพื่อให้พอร์ตเงินลงทุนเติบโตได้เรื่อยๆ ไม่ว่าตลาดจะดีหรือแย่แค่ไหนก็ตาม

ที่สำคัญคือ การจัดการความเสี่ยงไม่ได้หมายถึงการพยายามหนีความเสี่ยงให้หมดไปจนเหลือศูนย์

เพราะในโลกการเงิน ความเสี่ยงกับผลตอบแทนมันเดินคู่กันเสมอ ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลย ผลตอบแทนที่ได้ก็มักจะต่ำเตี้ยจนแพ้เงินเฟ้อไปเสียอีก การจัดการที่ดีคือรู้ตัวเองว่ากำลังแบกความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไหวหรือยัง และถ้าสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามคาด จะมีวิธีรับมือยังไง

วิธีที่ง่ายและทำได้ทันทีเลยคือการกระจายความเสี่ยง หรือที่คุ้นเคยกันดีว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว

นั่นคือแบ่งเงินไปลงในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร ทองคำ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัลบางอย่าง ถ้าอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเกิดวิกฤตขึ้นมา เงินส่วนที่เหลือในสินทรัพย์อื่นๆ ก็ยังช่วยพยุงไม่ให้ขาดทุนทั้งพอร์ต เช่น ในอดีตตอนวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 คนที่ลงทุนแต่หุ้นธนาคารหรืออสังหาฯ ในอเมริกาก็เจ็บหนัก แต่คนที่กระจายไปลงทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาลก็รอดมาได้ดีกว่าเยอะ

นอกจากการกระจายแล้ว อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือการกำหนดขนาดตำแหน่งลงทุน หรือ Position Sizing

คนที่ชอบเดาราคามักจะทุ่มเงินก้อนโตไปเลยกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่า “ต้องมาแน่” แต่คนที่จริงจังกับการจัดการความเสี่ยงจะคำนวณไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าครั้งนี้ผิดพลาด จะยอมเสียเงินไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินต้นทั้งหมด เช่น กฎที่นิยมกันคือไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของพอร์ตต่อการลงทุนครั้งเดียว เพราะถึงแม้จะผิดติดกันหลายครั้ง เงินต้นก็ยังเหลือเยอะพอที่จะกลับมาแก้ตัวได้

การตั้งจุดตัดขาดทุน หรือ Stop Loss ไว้ชัดเจนก็เหมือนเข็มขัดนิรภัยทางการเงินเลย ถ้าราคาตกลงไปถึงจุดนั้น ระบบจะขายออกอัตโนมัติ ไม่ต้องรอให้อารมณ์มาควบคุม ทำให้รักษาเงินต้นไว้ได้และมีโอกาสกลับมาเริ่มใหม่เมื่อเจอจังหวะดีๆ

ความแตกต่างชัดเจนเลยระหว่างการเดากับการลงทุนจริงๆ คือเรื่อง “แผนสำรอง” ถ้าไม่มีแผนรับมือตอนสถานการณ์แย่ นั่นคือการพนันล้วนๆ แต่ถ้าวางแผนไว้ครอบคลุมทุกกรณี นั่นถึงเรียกว่าการบริหารจัดการที่แท้จริง

ส่วนความรู้ที่น่าสนใจมากคือแนวคิด Margin of Safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัย

ซึ่งเป็นหลักการที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Benjamin Graham สอนไว้ ให้ซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงของมันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ถ้าคำนวณแล้วบริษัทหนึ่งมีมูลค่าจริง 100 บาท ก็พยายามซื้อตอนราคา 60-70 บาท เพื่อที่ถ้าคำนวณผิดหรือมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้น ราคาที่ซื้อมาต่ำๆ นั้นจะช่วยกันกระแทกไม่ให้ขาดทุนหนัก

อีกเรื่องคือ Expected Value หรือค่าคาดหวัง เป็นการคำนวณแบบสถิติว่า ในระยะยาวกลยุทธ์ที่ใช้จะทำกำไรได้มากกว่าขาดทุนไหม โดยดูทั้งโอกาสชนะ โอกาสแพ้ ขนาดกำไร และขนาดขาดทุน เช่น ถ้าชนะมีโอกาส 40% แต่กำไร 3 เท่า และแพ้มีโอกาส 60% แต่ขาดทุนแค่ 1 เท่า ค่าคาดหวังก็ยังเป็นบวก นักลงทุนมืออาชีพจึงไม่มองแค่ “ราคาจะขึ้นไหม” แต่ถามตัวเองเสมอว่าความเสี่ยงที่แบกคุ้มกับผลตอบแทนที่อาจได้หรือไม่

และอย่าลืมเลยว่าศัตรูตัวฉกาจที่สุดของการจัดการความเสี่ยงคืออารมณ์ของตัวเอง

ตลาดขึ้นแรงๆ ความมั่นใจล้นอาจทำให้ลืมวินัย เริ่มทุ่มหนักหรือเปลี่ยนไปเดาราคาด้วยความโลภ แต่พอตลาดลง ความกลัวก็ทำให้ขายของดีทิ้งในราคาต่ำสุดโดยไม่มีเหตุผล การมีระบบที่ชัดเจนและยึดมั่นในแผนจึงเป็นสิ่งที่แยกนักลงทุนจริงๆ ออกจากนักเสี่ยงโชค การลงทุนที่ดีจึงไม่ใช่การนั่งลุ้นว่าราคาพรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง แต่เป็นการตอบตัวเองให้ได้ว่า ถ้าพรุ่งนี้ราคาลงจะทำยังไง และถ้าราคาขึ้นจะจัดการต่ออย่างไร เพื่อให้อยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาวอย่างแท้จริง


แชร์ให้เพื่อน