การลงทุนในตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของการรวยข้ามคืนหรือการซื้อขายไว ๆ เพื่อไล่เก็บกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดเวลาแบบที่หลายคนเข้าใจกันหรอก แต่สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นแตกต่างจากคนที่เข้ามาแล้วสุดท้ายแพ้หรือขาดทุนหนัก คือความสามารถในการนิ่งและรอคอยให้แผนที่วางไว้ค่อย ๆ สัมฤทธิผลไปตามเวลา
การพยายามเก็งกำไรระยะสั้น ๆ มันเหมือนกับการวิ่งออกไปเก็บเหรียญที่ตกอยู่กลางถนนที่มีรถวิ่งพล่านตลอดเวลา
อาจจะได้เงินเร็วจริง แต่โอกาสที่จะโดนรถชนหรือบาดเจ็บหนักก็สูงมาก เพราะราคาหุ้นในช่วงสั้น ๆ มักถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของฝูงชน ความโลภที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นแรง ๆ หรือความกลัวที่ทำให้ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้คาดเดายากมากและเปลี่ยนแปลงได้ภายในไม่กี่นาที แต่ถ้ามองในภาพระยะยาว ราคาหุ้นจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้น ๆ เสมอ เพราะการที่บริษัทจะเติบโตจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายกิจการ เพิ่มสาขา พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือสร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนเกมได้ มันต้องใช้เวลาหลายปี ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามวันข้ามคืน ดังนั้นกำไรที่มั่นคงและยั่งยืนจริง ๆ จึงมักมาจากการเลือกธุรกิจดี ๆ สักตัวแล้วปล่อยให้เวลาช่วยทำให้มันเติบโตไปตามธรรมชาติ
ความอดทนที่พูดถึงกันนี้ไม่ได้แปลว่านั่งเฉย ๆ รอไปวัน ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
แต่หมายถึงการอดกลั้นต่อสิ่งรบกวนต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย หุ้นตัวไหนที่กำลังถูกปั่นราคาขึ้นมาอย่างน่าหลงใหล หรือแม้แต่ช่วงที่ตลาดผันผวนหนักจนพอร์ตการลงทุนกลายเป็นสีแดงชั่วคราว นักลงทุนที่เก่งจริง ๆ จะเข้าใจดีว่าความผันผวนเป็นส่วนธรรมดาของตลาดหุ้นและไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว ถ้าพื้นฐานของบริษัทที่เลือกยังแข็งแรงเหมือนเดิม การถือหุ้นต่อไปถึงแม้จะยากลำบากในช่วงนั้น แต่สุดท้ายมันจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากที่สุด
การเปลี่ยนหุ้นบ่อย ๆ เพราะใจร้อนอยากเห็นกำไรเร็ว ๆ มักจะนำมาซึ่งต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่กัดกินเงินลงทุนอย่างหนัก ทั้งค่าธรรมเนียมซื้อขายที่สะสมไปเรื่อย ๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือการพลาดโอกาสได้รับผลตอบแทนแบบทบต้น ซึ่งหลายคนยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกเลยทีเดียว พลังของการทบต้นจะทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงหลัง ๆ ของการลงทุน ยิ่งถือหุ้นไว้นานเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะกำไรที่ได้ในแต่ละปีจะไปทบกับเงินต้นและสร้างกำไรใหม่ในปีถัดไปเรื่อย ๆ การขายหุ้นออกเร็วเกินไปแค่เพราะได้กำไรเล็กน้อยจึงเหมือนกับการตัดโอกาสให้เงินทำงานต่ออย่างเต็มศักยภาพ
ถ้าจะพูดถึงความรู้ที่น่าสนใจ ในด้านจิตวิทยาการลงทุน มีงานวิจัยเยอะมากที่ชี้ว่าสมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ชอบรางวัลที่มาเร็วและทันที ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่มาจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ต้องหาอาหารกินให้ทัน
แต่ในตลาดหุ้น ผู้ที่สามารถควบคุมสัญชาตญาณนี้ได้ต่างหากที่กลายเป็นผู้ชนะระยะยาว การรอให้กำไรเติบโตผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจหลาย ๆ รอบต้องใช้พลังใจอย่างมาก เพราะระหว่างทางจะมีทั้งช่วงตลาดขึ้นแรง ช่วงตลาดตกหนัก และช่วงที่ทุกอย่างดูนิ่งเฉย ถ้าย้อนดูประวัติของนักลงทุนระดับตำนานอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ จะเห็นชัดเลยว่ากำไรส่วนใหญ่ของเขามาจากหุ้นไม่กี่ตัวที่เลือกอย่างรอบคอบและถือไว้นานหลายสิบปี เช่น การลงทุนในโคคา-โคลา หรืออเมริกันเอ็กซ์เพรส ที่เขาซื้อมาในราคาที่เหมาะสมแล้วปล่อยให้ธุรกิจเติบโตไปตามเวลา
หรือแม้แต่ปีเตอร์ ลินช์ ที่บริหารกองทุนแมกเจลแลนก็ทำผลตอบแทนสูงมากจากการเลือกหุ้นดี ๆ แล้วถือยาวแทนที่จะซื้อขายบ่อย ๆ นักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้นั่งเทรดเป็นพันครั้งต่อปี แต่เลือกแค่ไม่กี่ตัวที่มั่นใจจริง ๆ แล้วรอให้เวลาทำงานให้ การมีวินัยแบบนี้ยังช่วยลดความเครียดลงได้มาก เพราะไม่ต้องคอยจ้องหน้าจอหาจังหวะเข้าออกตลอดเวลา ทำให้มีเวลาไปทำอย่างอื่นในชีวิตได้มากขึ้น การลงทุนด้วยความอดทนจึงไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มตัวเลขในบัญชี แต่ยังสร้างอิสรภาพทั้งด้านเวลาและจิตใจไปพร้อมกัน
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นจริง ๆ ตลาดมักจะให้รางวัลกับคนที่ใจเย็นเสมอ
มีคำพูดติดปากในวงการลงทุนว่า “ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปสู่คนใจเย็น” เพราะคนที่ใจร้อนมักขายตอนราคาตกเพราะกลัว หรือซื้อตอนราคาพุ่งเพราะโลภ สุดท้ายก็เสียโอกาสให้คนที่อดทนรอได้ ถ้าดูตัวอย่างง่าย ๆ การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นอย่าง SET Index ของไทยหรือ S&P 500 ของอเมริกา ถือยาว ๆ ผ่านช่วงวิกฤตต่าง ๆ มาหลายสิบปี ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีก็อยู่ราว 7-10% หลังหักเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่อทบต้นไปนาน ๆ จะเปลี่ยนเงินก้อนเล็กให้กลายเป็นก้อนใหญ่ได้จริง ๆ
แต่ถ้าพยายามจับจังหวะเข้าออกบ่อย ๆ สุดท้ายคนส่วนใหญ่กลับได้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดเสียอีก เพราะความผิดพลาดจากอารมณ์และต้นทุนที่เสียไป สรุปง่าย ๆ เลยคือความตื่นเต้นจากการซื้อขายเร็ว ๆ อาจให้ความสนุกชั่วคราว แต่ความนิ่งและยึดมั่นในหลักการลงทุนที่ดีต่างหากที่สร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว


