ออมก่อนใช้ หลักการโบราณที่ใช้กับคนยุคใหม่ได้เสมอ

ออมก่อนใช้ หลักการโบราณที่ใช้กับคนยุคใหม่ได้เสมอ
ออมก่อนใช้ หลักการโบราณที่ใช้กับคนยุคใหม่ได้เสมอ

หลักการออมก่อนใช้ที่ดูเหมือนจะเก่าแก่และเชยสุดๆ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในปี 2026 แม้ว่าโลกทุกวันนี้จะหมุนเร็วและเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนที่ดึงดูดให้ใช้เงินแบบไม่ยั้งมือ แต่หลักการนี้กลับกลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้คนรอดจากกับดักทางการเงินที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่าเดิม

เพราะแก่นแท้ของมันไม่ได้อยู่แค่การเก็บเงินใส่กระปุกธรรมดา แต่เป็นการต่อสู้กับธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ที่ถูกออกแบบมาให้ชอบความสุขทันทีมากกว่าความมั่นคงในระยะยาว

ทุกวันนี้สิ่งกระตุ้นให้เสียเงินมาจากทุกทาง โฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ฉลาดจนรู้ใจราวกับอ่านความคิดได้ ดีลส่วนลดที่โผล่มาพอดีกับสิ่งที่กำลังอยากได้ หรือคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียที่ทำให้รู้สึกว่าถ้าไม่ได้ซื้อของชิ้นนั้น ไม่ได้ไปเที่ยวที่นั้น หรือไม่ได้ลองประสบการณ์นั้น จะกลายเป็นคนล้าหลังหรือพลาดอะไรสำคัญไปทันที

ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่า FOMO หรือ fear of missing out ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักในยุคดิจิทัล ทำให้คนจำนวนมากเลือกใช้เงินก่อนแล้วค่อยคิดถึงการออมทีหลัง

แต่ในความเป็นจริงวิธีนี้มักจบลงที่ไม่มีอะไรเหลือเก็บเลย เพราะค่าใช้จ่ายและความอยากมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ที่มี ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Parkinson’s Law ที่บอกว่าค่าใช้จ่ายจะพองตัวเต็มพื้นที่ของเงินที่มีอยู่เสมอ

การพลิกกลับมาออมก่อนใช้จึงเป็นการฝืนสัญชาตญาณที่ยากแต่ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยเฉพาะการตั้งระบบหักเงินออมอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนหรือรายได้เข้ามา วิธีนี้ช่วยสร้างวินัยที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังใจในแต่ละวัน

ส่วนที่หลายคนมักมองข้ามแต่สำคัญมากคือพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่ทำงานเหมือนหิมะกลิ้งลงเขา

ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งโตใหญ่ ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าออมเดือนละ 5,000 บาทตั้งแต่อายุ 25 ปี ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้จากกองทุนรวมหุ้นในระยะยาว พอถึงอายุ 60 ปี เงินก้อนนี้จะโตกลายเป็นหลักสิบล้านบาท โดยที่ส่วนใหญ่ของเงินมาจากดอกเบี้ยที่ทบต้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เงินต้นที่ออม

แต่ถ้าเริ่มช้าลงไปแค่ 10 ปี เช่น เริ่มตอนอายุ 35 ปี เงินก้อนสุดท้ายจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่งแม้จะออมจำนวนเท่าเดิม นี่คือเหตุผลที่การเริ่มออมก่อนใช้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ให้เวลาเป็นเพื่อนช่วยทำงานแทน เพราะดอกเบี้ยทบต้นต้องการเวลามากที่สุดในการสร้างความมหัศจรรย์

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่คนยุคใหม่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือเงินเฟ้อที่คอยกัดกินมูลค่าเงินอย่างเงียบๆ

เฉลี่ยแล้วเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับ 2-4% ต่อปี บางช่วงบางประเทศอาจสูงกว่านั้นมาก หมายความว่าถ้าปล่อยเงินนอนนิ่งอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ เงินนั้นจะมีค่าลดลงทุกปี ซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ การออมก่อนใช้ในยุคนี้จึงต้องต่อยอดไปถึงการนำเงินออมไปลงทุนให้งอกเงยสูงกว่าเงินเฟ้อ

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงของแต่ละคน จุดสำคัญคือต้องเริ่มออมก่อนถึงจะมีเงินก้อนให้เอาไปต่อยอด ถ้าปล่อยให้ใช้เงินหมดก่อนก็เท่ากับเสียโอกาสให้เวลาและดอกเบี้ยทบต้นทำงานไปโดยเปล่าประโยชน์

อีกมุมที่ลึกซึ้งไม่แพ้กันคือเรื่องความเครียดและความเปราะบางทางการเงิน

คนที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนหรือไม่มีเงินสำรองมักเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมขาดตลอดเวลา พอเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วยหนัก ซ่อมรถกะทันหัน หรือตกงานชั่วคราว ความเครียดจะพุ่งสูงทันที เพราะต้องหาทางกู้ยืมหรือใช้บัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยแพงมหาศาล

นักวิจัยด้านการเงินพฤติกรรมพบว่าความเครียดทางการเงินเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า และความสัมพันธ์ที่แตกหัก การมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำจึงเหมือนซื้อประกันความสบายใจชั้นดี ทำให้เผชิญปัญหาได้โดยไม่ต้องตื่นตระหนก และยังเปิดทางให้มีอิสรภาพในการตัดสินใจ เช่น ลาออกจากงานที่ไม่ชอบเพื่อหางานใหม่ที่ดีกว่า หรือลงทุนในตัวเองด้วยการเรียนคอร์สใหม่ๆ โดยไม่กลัวอดมื้อกินมื้อ

ท้ายที่สุด การออมก่อนใช้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขบนบัญชี แต่เป็นการฝึกวินัยในการจัดการความต้องการของตัวเองในปัจจุบันเพื่อแลกกับอิสรภาพและความมั่นคงในอนาคต ในโลกที่ทุกอย่างดูหอมหวานและเข้าถึงง่าย การมีระเบียบวินัยแบบนี้จึงเป็นทักษะที่ช่วยให้รอดพ้นจากกับดักที่แฝงตัวอยู่ในไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างแท้จริง และยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งงดงามเท่านั้น


แชร์ให้เพื่อน