ทองคำถูกยกย่องมานานแสนนานว่าเป็นสุดยอดสินทรัพย์ที่มั่นคงที่สุดในโลกการเงิน ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนผ่านมาทุกวิกฤตมันก็ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม เหตุผลหลักที่ทำให้ทองคำไม่เคยถูกทิ้งขว้างหรือตกกระแส โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังวุ่นวาย ก็มาจากคุณสมบัติพิเศษที่หาสิ่งไหนมาแทนได้ยากจริงๆ
เริ่มต้นจากเรื่องความเชื่อมั่นที่ฝังลึกในใจมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณเลย
พอมนุษย์เริ่มมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ทองคำกลายเป็นสิ่งที่ทุกเผ่าพันธุ์ทุกอารยธรรมยอมรับร่วมกันโดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์บังคับจากใคร ไม่เหมือนเงินกระดาษหรือเงินดิจิทัลในบัญชีธนาคารที่มูลค่ามาจากการรับรองของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง
ถ้าประเทศไหนเกิดสงคราม เศรษฐกิจล้มสลาย หรือเงินเฟ้อพุ่งทะยานแบบควบคุมไม่ได้ เงินกระดาษพวกนั้นก็อาจกลายเป็นแค่กระดาษไร้ค่าที่เอาไว้จุดไฟหรือเช็ดโต๊ะได้เท่านั้น แต่ทองคำต่างออกไปเพราะมันมีมูลค่าในตัวเองจริงๆ มีน้ำหนักสัมผัสได้ มีความเงาวับสวยงาม และที่สำคัญที่สุดคือปริมาณมันจำกัดบนโลกใบนี้ ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ตามใจเหมือนการพิมพ์ธนบัตร
ความหายากนี้เองที่สร้างกำแพงป้องกันไม่ให้มูลค่าทองคำลดลงง่ายๆ แม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดที่หยุดโลกทั้งใบ สงครามระหว่างมหาอำนาจ หรือความวุ่นวายทางการเมืองที่รุนแรง นักลงทุนทั่วโลกจะเริ่มรู้สึกหวาดกลัวกับสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้นหรือคริปโตเคอร์เรนซี เพราะราคาพวกนั้นอาจดิ่งเหวได้ในชั่วข้ามคืน
พอทุกคนตื่นตระหนกพร้อมกันก็จะแห่กันไปหาสินทรัพย์ที่เรียกว่า “หลุมหลบภัย” หรือ Safe Haven และทองคำก็คือตัวเลือกอันดับหนึ่งเสมอมา การที่คนซื้อทองกันเยอะๆ ในช่วงวิกฤตแบบนี้ยิ่งทำให้ราคาทองพุ่งสูงขึ้นไปอีก จนกลายเป็นภาพชินตาที่ว่ายิ่งโลกแย่เท่าไหร่ ทองคำยิ่งเปล่งประกายเท่านั้น
นอกจากความหายากและความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานานแล้ว ทองคำยังมีจุดเด่นที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญาเลย
ถ้าถือทองคำแท่งไว้ในมือ มูลค่ามันขึ้นอยู่กับตัวทองล้วนๆ ไม่ต้องกังวลว่าบริษัทจะล้มละลายหรือธนาคารจะปิดตัวลง ความเป็นอิสระแบบนี้ทำให้ทองคำกลายเป็นเหมือนประกันภัยทางการเงินที่ไว้ใจได้จริงๆ
อีกมุมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือทองคำเป็นตัวป้องกันเงินเฟ้อชั้นยอด
ในช่วงที่ราคาข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ เงินในกระเป๋าซื้อของได้น้อยลง แต่ราคาทองมักจะปรับตัวสูงขึ้นตามหรือเร็วกว่าค่าครองชีพ ทำให้คนที่ถือทองไว้รู้สึกว่าความมั่งคั่งตัวเองยังคงอยู่ ไม่ได้ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปหมด
ที่น่าสนใจคือแม้แต่ธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจทั่วโลกที่ดูเหมือนควบคุมระบบเงินได้ทุกอย่าง ก็ยังคงซื้อทองคำสะสมไว้ในคลังสำรองอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศอย่างจีน รัสเซีย หรืออินเดีย ต่างเพิ่มการถือครองทองคำอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่าถ้าระบบการเงินโลกเกิดสั่นคลอนขึ้นมาจริงๆ ทองคำคือสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของเงินตราและเศรษฐกิจประเทศไว้ได้
ลองนึกภาพดูว่าตลอดประวัติศาสตร์ ทองคำเคยถูกใช้เป็นมาตรฐานเงินตราในระบบ Gold Standard ที่หลายประเทศผูกมูลค่าเงินของตัวเองเข้ากับทองคำโดยตรง แม้ระบบนั้นจะเลิกใช้ไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงถือทองคำสำรองไว้มหาศาล
ปัจจุบันทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาทั้งหมดบนโลกมีประมาณ 210,000 ตันเท่านั้น และส่วนใหญ่ยังอยู่เหนือพื้นดินในรูปแบบเครื่องประดับ เงินลงทุน หรือคลังสำรอง ส่วนที่เหลือฝังลึกใต้ดินและขุดยากขึ้นทุกวัน ทำให้อุปทานใหม่เพิ่มขึ้นช้ามากเมื่อเทียบกับความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากใช้ลงทุนแล้ว ทองคำยังมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมจริงๆ
เช่น ใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพราะนำไฟฟ้าได้ดีมาก ใช้ในทางการแพทย์ทำเครื่องมือหรือรักษาโรคบางอย่าง และแม้แต่ในอวกาศยานก็ใช้ทองคำเคลือบเพื่อป้องกันความร้อน แต่ปริมาณที่ใช้ในส่วนเหล่านี้ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับการถือครองเพื่อความมั่งคั่งและป้องกันความเสี่ยง
ราคาทองคำในปัจจุบันผันผวนตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในระบบธนาคาร ถ้าดอกเบี้ยสูงหรือดอลลาร์แข็ง ราคาทองอาจชะลอตัวชั่วคราว
แต่พอเกิดความไม่แน่นอนขึ้นมา ราคาก็จะดีดกลับแรงเสมอ ตัวอย่างชัดๆ เช่น ในวิกฤตการเงินปี 2008 ราคาทองพุ่งจากประมาณ 800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแตะ 1,900 ดอลลาร์ในปี 2011 หรือช่วงโควิด-19 ปี 2020 ที่ราคาทะยานไปทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ 2,000 ดอลลาร์ เพราะทุกคนกลัวระบบการเงินจะพัง
ทองคำจึงไม่ใช่แค่โลหะสวยงามหรือเครื่องประดับที่ใส่แล้วดูหรู แต่มันคือรากฐานของความมั่งคั่งที่แท้จริง เป็นสินทรัพย์ที่อยู่เหนือกาลเวลาและความวุ่นวายของโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ทองคำก็ยังคงเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่คนทั่วโลกหันไปหาเมื่อทุกอย่างเริ่มสั่นคลอน และนั่นคือเหตุผลที่มันจะยังคงเปล่งประกายต่อไปอีกยาวนานอย่างแน่นอน


