ถือทองระยะยาว 20 ปี ให้ผลตอบแทนชนะหุ้นไหม

ถือทองระยะยาว 20 ปี ให้ผลตอบแทนชนะหุ้นไหม
ถือทองระยะยาว 20 ปี ให้ผลตอบแทนชนะหุ้นไหม

การเลือกว่าจะเก็บสะสมทองคำหรือนำเงินไปลงทุนในหุ้นสำหรับระยะเวลายาวถึง 20 ปี นั้น เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันอย่างถี่ถ้วนในหลายๆ มุม เพราะทั้งทองคำและหุ้นมีลักษณะการทำงานในพอร์ตการลงทุนที่แตกต่างกันมาก หุ้นคือการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทจริงๆ ที่มีชีวิต มีการผลิตสินค้า มีการสร้างกำไร และมีโอกาสขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ

ส่วนทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีชีวิต ไม่ได้สร้างรายได้หรือกระแสเงินสดใดๆ ด้วยตัวเอง มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด ความเชื่อมั่นของผู้คนในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน และการใช้เป็นเครื่องป้องกันเงินเฟ้อเป็นหลัก

สารบัญ

หากย้อนดูข้อมูลสถิติในอดีตเป็นเวลายาวๆ จะเห็นว่าหุ้นมักให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าทองคำเมื่อคำนวณแบบนำเงินปันผลกลับไปลงทุนใหม่

เพราะธุรกิจต่างๆ มีการเติบโตตามเศรษฐกิจโดยรวม มีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา และกำไรที่ได้ก็นำไปขยายกิจการต่อ ทำให้เกิดการเติบโตแบบทบต้นจริงๆ

ในทางตรงกันข้าม ทองคำ 1 บาทในวันนี้ เมื่อผ่านไป 20 ปี มันก็ยังคงเป็นทองคำ 1 บาทเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มปริมาณหรือสร้างมูลค่าเพิ่มจากภายในได้เลย การที่ราคาทองคำจะสูงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนต้องการซื้อมากขึ้นเท่านั้น เช่น เกิดความกลัวเรื่องเงินเฟ้อรุนแรง หรือเกิดวิกฤตการเมืองระหว่างประเทศ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในดัชนีหุ้นใหญ่ของสหรัฐอย่าง S&P 500 ซึ่งรวมบริษัทชั้นนำหลายร้อยบริษัท มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่สูงกว่าการถือทองคำค่อนข้างชัดเจน

โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างอินเทอร์เน็ตหรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาขับเคลื่อน แต่ทองคำก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตใหญ่ๆ เช่น ปี 2008 ที่เกิดวิกฤตการเงินโลก

หรือช่วงปี 2020 ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ราคาทองคำมักจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นที่พักพิงของเงินทุนที่หนีความเสี่ยงจากตลาดหุ้น ทำให้คนที่ถือทองคำในช่วงนั้นได้รับผลตอบแทนที่ดีพอสมควร

พลังสำคัญที่ทำให้หุ้นมีโอกาสเอาชนะทองคำในระยะยาว คือ การทำงานของดอกเบี้ยทบต้นหรือ compound interest

ซึ่งเป็นเหมือนหิมะถล่มที่กลิ้งลงจากภูเขา ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ขนาดก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะกำไรจากหุ้นที่ได้ในแต่ละปีถูกนำไปซื้อหุ้นเพิ่ม ทำให้จำนวนหุ้นที่ถือเพิ่มขึ้นและสร้างกำไรต่อไปแบบไม่หยุดนิ่ง

ในขณะที่ทองคำไม่มีกลไกแบบนี้เลย การเติบโตของมันขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกล้วนๆ เช่น การอ่อนค่าของสกุลเงินกระดาษ การผลิตทองคำใหม่จากเหมืองที่มีจำกัด หรือความต้องการจากธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกที่สะสมทองคำเป็นทุนสำรอง

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นไม่ใช่ทางที่ชนะตลอดไปเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่เริ่มลงทุนและสกุลเงินที่ใช้ด้วย

สำหรับนักลงทุนในประเทศไทย การถือทองคำมีข้อดีพิเศษที่ซ่อนอยู่ คือราคาทองคำในประเทศจะได้รับอิทธิพลจากทั้งราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

หากเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วง 20 ปี แม้ราคาทองคำโลกจะไม่ขึ้นมากนัก แต่ราคาทองคำในไทยก็อาจจะสูงขึ้นได้พอสมควร ซึ่งช่วยชดเชยผลตอบแทนที่อาจต่ำกว่าหุ้นต่างประเทศได้

อีกมุมที่น่าสนใจคือเรื่องความผันผวนของราคา แม้ว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าในภาพรวม

แต่ระหว่างทางนั้นราคาหุ้นอาจลดลงไป 30 – 50 เปอร์เซ็นต์ได้หลายครั้งในช่วง 20 ปี เช่น ช่วงฟองดอทคอมแตกหรือวิกฤตซับไพรม์ ซึ่งต้องการความอดทนและจิตใจที่มั่นคงมากในการถือต่อไปโดยไม่ขายออกมา

ส่วนทองคำแม้ราคาจะขึ้นลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วมักมีความผันผวนน้อยกว่าในยามวิกฤต และให้ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยาเพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริงจัง สามารถจับต้องได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีที่อาจหายไปหากบริษัทเจอปัญหาใหญ่

ที่ควรรู้คือ ทองคำได้รับการยกย่องว่าเป็น safe haven asset หรือสินทรัพย์ปลอดภัยมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เพราะมนุษย์ใช้มันเป็นเงินตรามานานหลายพันปี แม้ในปี 1971 ที่สหรัฐฯ เลิกผูกมูลค่าเงินดอลลาร์กับทองคำแล้ว ราคาทองคำก็ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องวัดความมั่นคงของระบบการเงินโลก ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงซื้อสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากพันธบัตรรัฐบาล

ในทางกลับกัน หุ้นคือเครื่องยนต์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเงินที่ลงทุนในหุ้นจะถูกนำไปใช้พัฒนาธุรกิจ สร้างงาน และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

การเปรียบเทียบทั้งสองอย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องของใครชนะใครอย่างเด็ดขาด แต่เป็นเรื่องของการหาสมดุลที่เหมาะสม

การกระจายเงินไปลงทุนทั้งในหุ้นและทองคำช่วยลดความเสี่ยงโดยรวม เพราะเมื่อหุ้นตกหนักในยามวิกฤต ทองคำมักจะขึ้นมาช่วยพยุงพอร์ต ในทางกลับกันเมื่อเศรษฐกิจดีและหุ้นเติบโต ทองคำก็อาจนิ่งๆ อยู่

แต่โดยรวมแล้วพอร์ตจะมีความมั่นคงมากขึ้น นักลงทุนมืออาชีพส่วนใหญ่จึงแนะนำให้มีทั้งสองประเภทผสมกันตามสัดส่วนที่เหมาะกับอายุ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายการเงินในระยะยาว การมองหาความสมดุลแบบนี้จึงเป็นหนทางที่ฉลาดกว่าการพยายามเลือกข้างใดข้างหนึ่งเพียงอย่างเดียว


แชร์ให้เพื่อน