การลงทุนโดยการเดินตามคนอื่นแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่ยอมศึกษาหรือคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองก่อน มันเหมือนกับการเอาสตางค์ที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตไปโยนลงบ่อลึกที่มองไม่เห็นก้นเลยทีเดียว เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือการฝากเงินไว้กับความมืดมิด ไม่รู้ว่าเงินนั้นจะไปไหนหรือจะกลับมาเมื่อไร
ในโลกแห่งความจริง การที่ใครคนหนึ่งมาบอกว่าหุ้นตัวนี้กำลังไปได้สวย หรือคริปโตตัวนั้นกำลังจะพุ่งแรง หรือสินทรัพย์อะไรก็ตามที่กำลังฮอตในช่วงนั้น ไม่ได้แปลว่ามันจะดีหรือเหมาะกับทุกคนไปเสียหมด เพราะแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน มีพอร์ตการลงทุนที่ไม่เหมือนกัน และที่สำคัญที่สุดคือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็แตกต่างกันมาก
บางคนอาจจะทนความผันผวนได้สูง บางคนแค่ขยับนิดหน่อยก็ใจหายใจคว่ำแล้ว การลงทุนตามกระแสโดยไม่มีความเข้าใจพื้นฐานเลย จึงเหมือนกับการสร้างระเบิดเวลาขึ้นมาด้วยมือตัวเอง เพราะพอราคาเริ่มแกว่งแรงหรือร่วงลงแบบไม่หยุดยั้ง คนที่ตามคนอื่นมาก็มักจะตื่นตระหนก รู้สึกสับสนไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงต่อ
บางคนรีบขายทิ้งตอนขาดทุนหนัก บางคนก็ถือไว้แบบติดดอยยาวๆ เพราะไม่มีเหตุผลชัดเจนในใจว่าควรจะถือต่อหรือควรจะตัดใจขายดีกว่า สุดท้ายก็เจ็บตัวหนักโดยไม่จำเป็น
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการลงทุนแบบตามคนอื่นคือการกลายเป็นเหยื่อของการตลาด หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นสภาพคล่องให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาสร้างกระแสเพื่อหาทางออกจากตำแหน่งที่ตัวเองติดอยู่สูงๆ
พอเห็นคนในโซเชียลมีเดีย ในกลุ่มไลน์ ในกลุ่มเทเลแกรม หรือในคอมมูนิตี้ต่างๆ พากันโพสต์ พากันพูดว่าสินทรัพย์ตัวนี้กำลังจะให้กำไรมหาศาล บ่อยครั้งมันเป็นเพียงการปั่นกระแสเพื่อดึงดูดแรงซื้อเข้ามาเท่านั้น เรียกกันว่าการสร้าง FOMO หรือ Fear of Missing Out ความกลัวว่าจะพลาดโอกาสดีๆ จนทำให้คนรีบกระโจนเข้าไปซื้อโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
ลืมไปว่าราคาอาจจะพุ่งขึ้นไปสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากแล้ว การตัดสินใจจากความกลัวแบบนี้ มันไม่ต่างอะไรจากการเล่นพนันที่อาศัยแค่โชคหรือคำบอกเล่าจากคนที่ไม่รู้จักกันจริงๆ เพราะคนที่มาบอกต่อหรือโพสต์เชียร์นั้น เขาไม่ได้มารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเงินในกระเป๋าของใครเลย ถ้าขาดทุนหนัก คนที่เสียก็เสียคนเดียว ส่วนคนที่ปั่นกระแสก็อาจจะขายออกไปได้กำไรแล้วหายตัวไป
นอกจากเรื่องจังหวะเวลาที่ผิดพลาดแล้ว อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องแผนการลงทุน
เพราะแต่ละคนมีแผนที่แตกต่างกันมาก คนที่ถูกตามอาจจะมีเงินเย็นที่วางไว้ได้นานเป็นสิบปี หรือเขาอาจจะมีวิธีตัดขาดทุนที่รวดเร็วและแม่นยำจากการวิเคราะห์ข้อมูลลึกๆ แต่ถ้าแค่เลียนแบบเฉพาะเปลือกนอก เช่น เห็นเขาซื้อก็ซื้อตาม โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังเขาวางแผนยังไง ก็จะเสียเปรียบมหาศาล
ความไม่รู้ในส่วนนี้ยังรวมถึงการไม่เข้าใจตัวธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่เอาเงินไปลงด้วยเลย ถ้าไม่รู้ว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร รายได้มาจากช่องทางไหน คู่แข่งเป็นใคร หรือมีปัจจัยภายนอกอะไรที่กระทบได้บ้าง พอมีข่าวลบแค่เล็กน้อยก็จะตื่นตระหนกทันที ขายทิ้งแบบไม่คิดอะไร
แต่ในความเป็นจริง ความรู้ที่แน่นพอจะช่วยแยกแยะได้ว่าช่วงที่ตลาดแตกตื่นนั้นเป็นวิกฤตจริงที่ต้องหนี หรือเป็นเพียงความตื่นตระหนกชั่วคราวที่กลายเป็นโอกาสซื้อของถูกไปเลยก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดในอดีต เช่น ช่วงวิกฤตโควิดปี 2020 ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนัก คนที่ไม่มีความรู้ก็ขายทิ้งหมด แต่คนที่มีความเข้าใจพื้นฐานธุรกิจดีๆ กลับเข้าซื้อเพิ่มแล้วได้กำไรหลายเท่าตัวในเวลาต่อมา
ส่วนความรู้ที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจมากคือแนวคิดที่เรียกว่า Circle of Competence หรือขอบเขตความสามารถของตัวเอง
ซึ่งเป็นหลักการที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Warren Buffett และ Charlie Munger ชอบใช้มาก เขาจะลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่ตัวเองเข้าใจลึกซึ้งจริงๆ เท่านั้น ถ้าอะไรที่อยู่นอกขอบเขตความรู้ แม้คนอื่นจะบอกว่ากำไรดีแค่ไหนก็จะไม่แตะเลย เพราะเชื่อว่าการรักษาเงินต้นให้ปลอดภัยสำคัญกว่าการวิ่งไล่กำไรที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
แนวคิดนี้ช่วยให้หลีกเลี่ยงการลงทุนตามกระแสที่ไม่รู้เรื่องได้ดีมาก อย่าง Buffett เองก็เคยบอกว่าถ้าไม่เข้าใจธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่บางตัว เขาก็จะไม่ลงทุน แม้ว่ามันจะฮอตแค่ไหนก็ตาม การสร้างวินัยในการศึกษาข้อมูลด้วยตัวเอง เช่น อ่านงบการเงิน ดูรายงานประจำปีของบริษัท ติดตามข่าวเศรษฐกิจมหภาค หรือแม้แต่ดูแนวโน้มอุตสาหกรรม จะช่วยให้มีเข็มทิศส่วนตัว ไม่ต้องคอยตามคนอื่นตลอด
และอีกอย่างที่ต้องระวังคือ Confirmation Bias หรือความลำเอียงในการยืนยันความเชื่อของตัวเอง
ซึ่งมักเกิดขึ้นเวลาที่ตามกระแส คนจะเลือกฟังแต่ข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ เช่น เห็นแต่โพสต์ที่บอกว่าหุ้นตัวนี้จะขึ้นต่อ แต่ปิดหูปิดตาไม่รับฟังข่าวลบหรือความเห็นต่าง สุดท้ายก็เจ็บตัวหนัก การลงทุนที่ยั่งยืนและมั่นคงจริงๆ จึงต้องเริ่มจากการลงทุนในความรู้ก่อนเสมอ เพราะความรู้จะเปลี่ยนความไม่แน่ใจที่มาจากการตามคนอื่น ให้กลายเป็นความมั่นใจที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างถี่ถ้วน ทำให้การตัดสินใจทุกครั้งมีน้ำหนักและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นลงไปได้มากเลยทีเดียว


