ความรู้การเงินมีไว้รวย หรือมีไว้ไม่จน

ความรู้การเงินมีไว้รวย หรือมีไว้ไม่จน
ความรู้การเงินมีไว้รวย หรือมีไว้ไม่จน

หลายคนเคยสงสัย ความรู้เรื่องการเงินมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ เพื่อให้รวย หรือเพื่อไม่ให้จน ซึ่งจริงๆ แล้วมันตอบได้ว่าทั้งสองอย่างเลย แต่มันทำงานในช่วงเวลาที่ต่างกัน เหมือนอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ทำหน้าที่ได้ทั้งป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกัน

ตอนเริ่มต้นใหม่ๆ ความรู้การเงินจะทำหน้าที่เหมือนตาข่ายนิรภัยที่คอยรองรับไม่ให้ชีวิตตกต่ำลงไปอยู่ในหลุมยากลำบากก่อนเป็นอย่างแรก เพราะพื้นฐานที่สุดของการเงินคือการทำให้กระแสเงินสดไหลเวียนดี รู้จักบริหารรายรับให้มากกว่ารายจ่ายเสมอ แล้วก็จัดการหนี้สินไม่ให้มันล้นมือ

หลายคนที่รายได้ดีๆ แต่สุดท้ายกลับลำบากเพราะใช้เงินเกินตัว หรือไปกู้หนี้ยืมสินแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ดอกเบี้ยมันก็ทบต้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นภูเขาหนี้ที่ปีนไม่ขึ้น การรู้จักระวังพวกกลโกงทางการเงิน เช่น พวกสินเชื่อดอกเบี้ยโหด หรือการหลอกลงทุนที่ดูดีเกินจริง ก็ช่วยป้องกันได้เยอะ

แล้วที่ขาดไม่ได้เลยคือการมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายปกติ เพื่อที่ถ้าวันไหนตกงานหรือมีเรื่องไม่คาดฝันก็ยังมีเงินประคองชีวิตไปได้โดยไม่ต้องไปกู้หนี้เพิ่ม

ความรู้พวกนี้มันช่วยสร้างฐานะสุทธิให้เป็นบวก คือมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้ แล้วก็รักษาสภาพคล่องให้เงินหมุนเวียนได้ดี ชีวิตเลยไม่ต้องตื่นเช้ามากังวลว่าวันนี้จะกินอะไรหรือจ่ายบิลยังไง มันเหมือนสร้างกำแพงป้องกันความจนเอาไว้ก่อน ทำให้เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

พอฐานไม่จนมั่นคงแล้ว ความรู้การเงินก็จะขยับระดับขึ้นไปทำหน้าที่สร้างความรวยแทน

คือไม่ใช่แค่เก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยต่ำเตี้ย แต่หันไปลงทุนให้เงินงอกเงย เช่น ซื้อหุ้น กองทุน พันธบัตร หรืออสังหาฯ ที่เหมาะกับตัวเอง แล้วก็จัดสรรพอร์ตการลงทุนให้กระจายความเสี่ยงไม่ทุ่มไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว

ที่สำคัญคือใช้พลังของดอกเบี้ยทบต้นให้เงินทำงานแทนตัวเอง เช่น ลงทุนแล้วปล่อยให้ผลตอบแทนมันทบไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่า โดยไม่ต้องไปเหนื่อยเพิ่ม

ความรวยที่นี่ไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินเป็นพันล้านถึงจะเรียกว่ารวย แต่หมายถึงมีอิสรภาพทางการเงิน คือเลือกทำอะไรก็ได้ตามใจโดยไม่ต้องกลัวเงินหมด เช่น ลาออกจากงานที่ไม่ชอบไปทำอย่างอื่นที่รัก หรือเกษียณเร็วๆ ได้โดยยังมีเงินใช้สบายๆ

ความรู้ที่ช่วยในขั้นนี้มีเยอะเลย เช่น กฎเลข 72 ที่บอกไว้ว่าเงินจะโตเป็นสองเท่าในกี่ปี ให้เอา 72 หารด้วยอัตราผลตอบแทนต่อปี เช่น ถ้าลงทุนได้ปีละ 8% ก็เอา 72 หาร 8 ได้ 9 ปี เงินจะเพิ่มเป็นสองเท่า

หรือถ้าได้ 10% ก็แค่ 7.2 ปีเท่านั้น มันช่วยให้เห็นภาพชัดว่าการลงทุนระยะยาวมันทรงพลังแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าเริ่มเร็วตั้งแต่อายุน้อย ยิ่งทบยิ่งมหาศาล แล้วก็ต้องไม่ลืมเรื่องเงินเฟ้อที่เหมือนโจรเงียบๆ คอยขโมยมูลค่าเงินไปทีละนิดทุกปี

เช่น ถ้าเงินเฟ้อปีละ 3% อีก 20 ปีข้างหน้าเงิน 1 ล้านบาทจะซื้อของได้เท่ากับแค่ 550,000 บาทในวันนี้ การแค่เก็บเงินเฉยๆ เลยไม่พอ ต้องลงทุนให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อถึงจะรวยจริง เช่น ในไทยเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ราว 2-3% ต่อปี การลงทุนหุ้นหรือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7-10% ต่อปีในระยะยาวเลยเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเก็บธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่ถึง 2%

นอกจากนี้ยังมีเรื่องจิตวิทยาการเงินที่สำคัญมาก เพราะต่อให้รู้เยอะแค่ไหน ถ้าขาดวินัยหรือแพ้อารมณ์ก็จบ

เช่น เวลาตลาดตกหลายคนตื่นตระหนกขายหมด หรือเห็นเพื่อนรวยจากหุ้นตัวนึงก็รีบตามไปซื้อโดยไม่ศึกษาก่อน สุดท้ายขาดทุนหนัก การรู้จักควบคุมตัวเอง รอจังหวะ และยอมรับความผันผวนได้คือกุญแจสำคัญ แล้วที่เป็นหัวใจเลยคือการแยกให้ออกระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สิน

สินทรัพย์คือสิ่งที่เอาเงินใส่กระเป๋าให้เรา เช่น บ้านที่ปล่อยเช่าแล้วมีค่าเช่าเข้ามา หุ้นที่ปันผล หรือธุรกิจที่ทำกำไร ส่วนหนี้สินคือสิ่งที่ดูดเงินออกจากกระเป๋า เช่น รถยนต์ที่ผ่อนแล้วมีแต่ค่าบำรุงรักษา หรือบ้านที่อยู่เองแต่ผ่อนหนักจนเงินหมดไปกับดอกเบี้ย

คนที่รวยจริงๆ จะพยายามสะสมสินทรัพย์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วลดหนี้สินลงให้เหลือน้อยที่สุด ความรู้การเงินเลยทำหน้าที่ทั้งป้องกันไม่ให้จนในช่วงแรก แล้วค่อยต่อยอดไปสร้างความรวยในช่วงหลัง มันเหมือนมีทั้งโล่และดาบที่ช่วยให้เดินทางในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องเงินได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงคือการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือการเงินเพิ่ม เริ่มออมและลงทุนทีละนิด หรือติดตามข่าวเศรษฐกิจบ้าง เพราะถ้ามีความรู้แต่ไม่เคยใช้ มันก็เหมือนมีแผนที่แต่ไม่เคยออกเดินทาง สุดท้ายก็ยังอยู่ที่เดิม ไม่ต่างจากกระดาษเปล่าๆ ที่ไม่มีค่าเพิ่มขึ้นเลย การเริ่มต้นวันนี้แม้เล็กน้อยแต่ทำต่อเนื่องคือสิ่งที่จะพาไปถึงทั้งไม่จนและรวยได้จริงๆ


แชร์ให้เพื่อน