การที่แร่เงิน ถูกเรียกว่า ทองคำของคนจน นั้นมาจากเหตุผลที่ลึกซึ้งและมีพื้นฐานมาจากประวัติศาสตร์การเงินของโลกจริงๆ ถ้าย้อนกลับไปดูยุคสมัยโบราณหรือแม้แต่ช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา จะพบว่าแร่เงินหรือเงินแท้ๆ นี่แหละที่คนธรรมดาใช้แลกเปลี่ยนซื้อของกินของใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าทองคำเยอะ
เพราะทองคำมีมูลค่าสูงเกินไปสำหรับการซื้อขายเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นในสมัยจักรวรรดิโรมัน หรือ ยุโรปยุคกลาง เหรียญเงินที่ทำจากแร่เงินเป็นเงินตราหลักที่หมุนเวียนในตลาดทั่วไป ส่วนทองคำมักเก็บไว้สำหรับราชวงศ์หรือการค้าขายขนาดใหญ่
เหตุผลหลักก็คือ มูลค่าต่อหน่วยของแร่เงินต่ำกว่าทองคำมากหลายสิบเท่า
ทำให้คนที่มีเงินไม่เยอะสามารถซื้อหามาครอบครองได้ง่ายกว่าเยอะเลย แม้ในปัจจุบันที่ราคาทองคำพุ่งสูงถึงประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนแร่เงินอยู่แค่ราว 77 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น
การเริ่มต้นสะสมแร่เงินแท่งหรือเหรียญเงินจึงใช้เงินแค่หลักร้อยหลักพันบาทก็มีชิ้นเป็นของตัวเองได้แล้ว ต่างจากทองคำที่ต้องเตรียมเงินก้อนโตกว่ามากกว่าจะซื้อได้แม้แต่แท่งเล็กๆ
นี่จึงทำให้แร่เงินกลายเป็นทางเข้าที่ง่ายและน่าดึงดูดสำหรับคนอยากเริ่มออมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองจริงๆ ไม่ต้องรอให้รวยก่อนถึงจะเริ่มได้ แถมยังจับต้องได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร
แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือเรื่องของผลตอบแทนในช่วงตลาดขาขึ้น
เพราะสถิติในอดีตแสดงให้เห็นชัดว่าเวลาที่ราคาโลหะมีค่าพุ่งขึ้น แร่เงินมักวิ่งแรงและเร็วกว่าทองคำเสมอ เหตุผลก็เพราะตลาดของแร่เงินมีขนาดเล็กกว่าตลาดทองคำมาก เมื่อมีเงินลงทุนไหลเข้าแค่เล็กน้อยก็พอที่จะดันราคาให้ทะยานขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์สูงๆ ได้ง่ายๆ
บางช่วงอาจขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับทองคำ นี่แหละที่ทำให้นักลงทุนสายชอบความตื่นเต้นหรือคนที่มีงบจำกัดหลงใหลแร่เงิน เพราะมีโอกาสทำกำไรก้อนโตได้ในเวลาอันสั้น ถือเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างจากทองคำที่มักขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและมั่นคงกว่า
แต่ต้องเข้าใจจุดแตกต่างสำคัญคือแร่เงินไม่ใช่แค่โลหะมีค่าเพื่อการลงทุนอย่างเดียว
มันยังเป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมเยอะมาก ความต้องการแร่เงินกว่าครึ่งหนึ่งของโลกมาจากภาคการผลิตเลย ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่ต้องใช้เงินเพสต์เพื่อนำไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์เยอะ หรือแม้แต่อุปกรณ์สื่อสาร 5G และ gadget ต่างๆ ที่ต้องการตัวนำไฟฟ้าชั้นดี
เพราะแร่เงินคือโลหะที่นำไฟฟ้าและความร้อนได้ดีที่สุดในโลกเลย ไม่มีโลหะไหนเทียบได้จริงๆ แถมยังนำความร้อนได้ดีมากด้วย ทำให้ราคาแร่เงินไม่ได้ผันผวนตามความกลัวเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้ออย่างเดียวเหมือนทองคำ แต่ยังขึ้นอยู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีสีเขียวและอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก
ถ้าโลกหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นหรือโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฮเทคบูม ราคาแร่เงินก็มีแนวโน้มพุ่งตามไปด้วย ในปี 2026 นี้เองที่ความต้องการจากอุตสาหกรรมยังคงสูงแม้จะมีคาดการณ์ว่าอาจลดลงเล็กน้อยเหลือราว 650 ล้านออนซ์ แต่ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของความต้องการทั้งหมด และตลาดยังคงขาดแคลนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
ส่วนเรื่องความหายากนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะแร่เงินที่ขุดได้ในแต่ละปีมักถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมจนหมดเกลี้ยง และรีไซเคิลกลับมายากมาก
เพราะมันกระจายตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่างจากทองคำที่ขุดขึ้นมาแล้วส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้เป็นเครื่องประดับหรือแท่งในคลังธนาคารกลางแทบไม่สูญหาย แร่เงินส่วนใหญ่ขุดได้เป็นผลพลอยได้จากเหมืองทองแดง ตะกั่ว หรือสังกะสี ทำให้อุปทานไม่ยืดหยุ่นเท่าทองคำ
นักลงทุนมือโปรจึงชอบดูตัวชี้วัดที่เรียกว่า Gold-to-Silver Ratio หรืออัตราส่วนราคาทองคำต่อแร่เงิน เพื่อประเมินว่าแร่เงินถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกัน ในอดีตอัตราส่วนเฉลี่ยระยะยาวอยู่ราว 40-60 ต่อ 1 แต่บางช่วงโบราณเคยต่ำถึง 15 ต่อ 1 เพราะความอุดมสมบูรณ์ในเปลือกโลกใกล้เคียงกัน
ถ้าอัตราส่วนพุ่งสูง เช่น 80 ต่อ 1 หรือ 100 ต่อ 1 แบบที่เคยเกิดบ่อยๆ มักเป็นสัญญาณว่าแร่เงินกำลังถูกกดราคาต่ำเกินไปและมีโอกาสกลับตัวขึ้นแรง ในช่วงต้นปี 2026 นี้ อัตราส่วนอยู่ราว 65 ต่อ 1 ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่พอสมควร บ่งบอกว่าแร่เงินยังมีห้องให้ขึ้นได้อีกถ้าตลาดเข้าสู่ขาขึ้นจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การสะสมแร่เงินก็มีความท้าทายที่แตกต่างจากทองคำชัดเจน
อย่างเรื่องขนาดและน้ำหนักที่มากกว่า เพราะความหนาแน่นของแร่เงินต่ำกว่าทองคำ ถ้าจะเก็บมูลค่าเท่ากัน เช่น หนึ่งล้านบาท ต้องใช้แร่เงินปริมาณมหาศาล อาจต้องมีตู้เซฟใหญ่หรือห้องเก็บของแยกต่างหาก น้ำหนักก็หนักจนยกไม่ไหว
ต่างจากทองคำที่กำไว้ในมือเดียวก็มีมูลค่าสูงลิ่ว แถมแร่เงินยังหมองดำหรือเกิดคราบสนิมได้ง่ายถ้าอากาศมีความชื้นหรือมีกำมะถัน เพราะปฏิกิริยากับออกซิเจนและสารเคมีในอากาศ ต้องเก็บในถุงสูญญากาศหรือเคลือบพิเศษถึงจะคงสภาพดี
ในบางประเทศยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มตอนซื้อขายแร่เงินแท่ง ซึ่งต่างจากทองคำลงทุนที่มักยกเว้นภาษี ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นนิดหน่อย
สุดท้ายแล้ว การมองแร่เงินเป็นทองคำเวอร์ชันสำหรับคนงบน้อยนั้นมีเหตุผลรองรับแน่นหนาจริงๆ
ทั้งจากประวัติศาสตร์ การเข้าถึงง่าย โอกาสกำไรสูงในช่วงขาขึ้น และความต้องการจากอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษอย่างการนำไฟฟ้าดีเลิศและคุณสมบัติต้านแบคทีเรียที่ใช้ในทางการแพทย์ด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่ามันผันผวนแรงมาก อาจให้ความตื่นเต้นมหาศาลหรือความหวาดเสียวได้ในคราวเดียวกัน การลงทุนหรือสะสมจึงต้องอาศัยความอดทน วางแผนดีๆ และติดตามข่าวสารอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดถึงจะได้ประโยชน์เต็มที่


