จังหวะไหน “ควรซื้อทอง” มากกว่าซื้อกองทุนหุ้น

จังหวะไหน ควรซื้อทอง มากกว่าซื้อกองทุนหุ้น
จังหวะไหน ควรซื้อทอง มากกว่าซื้อกองทุนหุ้น

เมื่อสถานการณ์โลกเริ่มเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่สูงมาก หรือข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศเริ่มรุนแรงและบานปลายขึ้นทุกวัน นั่นคือจังหวะที่ทองคำมักถูกยกให้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการลงทุนมากกว่ากองทุนหุ้น เพราะทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไว้ใจได้เสมอในยามวิกฤต

ต่างจากกองทุนหุ้นที่มูลค่าจะแกว่งตัวแรงตามสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน หรือแม้แต่กระแสความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณถดถอยหรือเกิดวิกฤตการเงินรุนแรง การมีทองคำไว้ในพอร์ตจะช่วยลดแรงกระแทกที่ทำให้พอร์ตขาดทุนหนักได้ชัดเจนกว่าการถือแต่หุ้นล้วนๆ

เนื่องจากราคาทองคำมักจะวิ่งสวนทางกับตลาดหุ้นในช่วงที่ความกลัวแผ่กระจายไปทั่ว โดยเฉพาะในวิกฤตใหญ่ๆ ที่ผ่านมา เช่น ปี 2008 ตลาดหุ้นดิ่งเหวแต่ทองคำพุ่งทะยานจากราว 800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไปเกือบ 1,900 ดอลลาร์ หรือช่วงโควิด-19 ปี 2020 ที่หุ้นตกหนักแต่ทองคำทะลุ 2,000 ดอลลาร์ได้สบาย เพราะคนทั่วโลกต่างแสวงหาที่หลบภัยที่มั่นคงและไม่พึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม

สารบัญ

อีกช่วงเวลาที่ทองคำดูน่าดึงดูดกว่ากองทุนหุ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ เรียลยิลด์อยู่ในระดับต่ำมากหรือติดลบ

ซึ่งเรียลยิลด์คำนวณมาจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ลบออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อพุ่งสูงจนแซงหน้าดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนจากตราสารหนี้ไปไกล การถือเงินสดหรือลงทุนในกองทุนหุ้นบางประเภทอาจไม่คุ้มค่าเพราะอำนาจซื้อของเงินลดลงทุกวัน

แต่ทองคำมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยรักษามูลค่าและต้านทานเงินเฟ้อได้ดีเยี่ยมมาตลอดหลายพันปี เนื่องจากปริมาณทองคำในโลกมีจำกัดและไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้เหมือนเงิน fiat ทำให้ในยุคที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วแต่ดอกเบี้ยธนาคารยังตามไม่ทัน ทองคำจึงกลายเป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้ความมั่งคั่งถูกเงินเฟ้อกัดกินจนหายวับไปกับกาลเวลา

ที่น่าสนใจคือในทศวรรษ 1970s ที่เกิดภาวะสแต็กเฟลชัน เงินเฟ้อพุ่งสูงแต่เศรษฐกิจชะงัก ทองคำทะยานขึ้นถึง 20 เท่าในเวลาไม่กี่ปี เพราะคนหันมาถือทองคำเพื่อรักษาอำนาจซื้อเอาไว้ ขณะที่หุ้นและพันธบัตรขาดทุนหนัก

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีบทบาทสำคัญมาก เพราะราคาทองคำทั่วโลกอ้างอิงเป็นดอลลาร์เป็นหลัก และทั้งสองมักยืนอยู่คนละฝั่งเสมอ

ถ้าดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลงจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐ หรือการพิมพ์เงินจำนวนมาก ราคาทองคำก็จะปรับตัวสูงขึ้นแทบจะทันที เพราะนักลงทุนจากทั่วโลกสามารถซื้อทองคำได้ถูกกว่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น

การสังเกตดัชนีดอลลาร์หรือ DXY ถ้าเริ่มส่งสัญญาณกลับตัวเป็นขาลง จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการโยกเงินมาสะสมทองคำมากกว่าฝืนถือกองทุนหุ้นที่อาจเจอแรงกดดันจากทั้งความผันผวนของตลาดและค่าเงินที่อ่อนแอ

ความรู้เสริม คือ ธนาคารกลางหลายประเทศอย่างจีนและรัสเซียได้เพิ่มการถือครองทองคำในเงินออมสำรองอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์และป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยิ่งทำให้ทองคำได้รับแรงหนุนในระยะยาว

ส่วนที่หลายคนอาจยังไม่เคยสังเกตคือเรื่องฤดูกาล หรือ seasonality ของทองคำ

ซึ่งราคามักมีรอบการเคลื่อนไหวตามความต้องการจริงจากผู้บริโภคหลักของโลก อย่างประเทศอินเดียที่เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดเพื่อใช้ในงานแต่งงานและเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะช่วงตุลาคมถึงธันวาคมที่ตรงกับฤดูแต่งงานและเทศกาลดิวาลี ความต้องการพุ่งสูงช่วยผลักดันราคาให้ขยับขึ้นได้ดี

ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้บริโภคอันดับสองก็มีช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่คนนิยมซื้อทองคำเป็นของขวัญและลงทุน การสะสมทองคำล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเหล่านี้จึงมักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการไล่ซื้อกองทุนหุ้นในช่วงปลายปีที่ตลาดหุ้นอาจเริ่มหมดแรงส่งจากปัจจัยฤดูกาลเช่นกัน

ที่น่าสนใจ คือ ฤดูกาลทองคำยังมีอีกหลายรอบ เช่น ช่วงรอมฎอนในโลกมุสลิมที่ความต้องการเครื่องประดับเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ในประเทศไทยเองที่คนนิยมซื้อทองคำในช่วงสงกรานต์หรือเทศกาลสำคัญเพราะถือเป็นสิริมงคล ทำให้ราคาในประเทศมักปรับตัวตามกระแสโลกแต่มีปัจจัยท้องถิ่นช่วยหนุนด้วย

การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนระยะยาว

การถือทองคำไว้ในสัดส่วนประมาณ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตทั้งหมดไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเก็งกำไรให้รวยเร็วเหมือนหุ้น แต่ทำหน้าที่เป็นประกันภัยหรือตัวกันกระแทกให้พอร์ตในยามที่กองทุนหุ้นทั่วโลกดิ่งลงเหว

โดยทองคำจะเข้ามาประคองไม่ให้พอร์ตพังทลายทั้งหมด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับหุ้นมักอยู่ในระดับต่ำหรือแม้แต่ติดลบในบางช่วง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพอร์ตโฟลิโอสมัยใหม่ที่เน้นการกระจายสินทรัพย์เพื่อลดความผันผวนโดยรวม

ถ้าสัดส่วนทองคำในพอร์ตยังต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับโลกที่เปราะบางจากปัจจัยต่างๆ จังหวะนี้จึงเหมาะสมที่สุดในการเพิ่มการสะสมทองคำมากกว่าการทุ่มเงินทั้งหมดไปที่กองทุนหุ้นเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้รูปแบบการลงทุนในทองคำก็มีหลากหลาย ทั้งทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ กองทุน ETF ที่ติดตามราคาทองคำ หรือแม้แต่หุ้นบริษัทเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีต่างกันไป เช่น ETF ซื้อขายสะดวกผ่านตลาดหุ้นแต่ไม่ต้องเก็บรักษาทางกายภาพ ขณะที่ทองคำแท่งให้ความรู้สึกมั่นใจเรื่องการครอบครองจริง

ทองคำไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงตลอดเวลา แต่จุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการรักษามูลค่าในยามวิกฤตและช่วยสมดุลพอร์ตให้คงที่ยิ่งขึ้น

เมื่อโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม การเมือง เศรษฐกิจ หรือเงินเฟ้อ การมีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนจึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนนอนหลับสบายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนสุดขีดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในตลาดหุ้น และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทองคำก็ยังสามารถขายหรือปรับพอร์ตได้ตามความเหมาะสมต่อไป


แชร์ให้เพื่อน