เรื่องที่หลายคนสงสัยเวลาดูตลาดหุ้น คือทำไมเวลาดัชนีหุ้นขึ้นแรง ตัวเลขเขียวๆ วิ่งฉิว แต่พอเดินออกไปข้างนอกกลับเจอแต่คนบ่นว่าขายของยาก ของแพง ค่าครองชีพสูงลิ่ว ดูเหมือนสองโลกไม่เกี่ยวกันเลย จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจมันซับซ้อนมาก ไม่ได้เดินคู่กันแบบเส้นตรงตลอดเวลา
ในทางทฤษฎี ตลาดหุ้นควรจะเหมือนกระจกที่สะท้อนสุขภาพของบริษัทใหญ่ๆ ที่จดทะเบียนในตลาด เพราะบริษัทเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าบริษัทกำไรดี ขยายกิจการ จ้างงานเพิ่ม เงินหมุนเวียนเยอะ ราคาหุ้นก็ควรขึ้นตามการเติบโตนั้น มันดูสมเหตุสมผลในแบบอุดมคติ
แต่ในความเป็นจริง มันไม่ค่อยเป็นแบบนั้นบ่อยนัก เพราะตลาดหุ้นมักจะวิ่งนำหน้าเศรษฐกิจจริงไปหลายก้าว โดยเฉพาะประมาณ 5-7 เดือน นักลงทุนไม่ได้มองแค่สถานการณ์ตอนนี้ แต่จะพยายามคาดเดาอนาคต ถ้าคิดว่าอีกไม่กี่เดือนเศรษฐกิจจะดีขึ้น ก็จะรีบซื้อหุ้นเก็บไว้ก่อน ทำให้ราคาหุ้นพุ่งก่อนที่คนทั่วไปจะรู้สึกถึงการฟื้นตัวจริงๆ บางทีคนยังลำบากอยู่ แต่หุ้นกลับขึ้นไปไกลแล้ว
อีกด้านหนึ่งที่ต้องยอมรับตรงๆ คือตลาดหุ้นส่วนใหญ่สะท้อนชีวิตของคนที่มีเงินเยอะจริงๆ มากกว่าคนทั่วไป
คนที่ขยับราคาหุ้นได้จริงๆ มักเป็นนักลงทุนสถาบัน กองทุนใหญ่ๆ หรือมหาเศรษฐีที่มีเงินสะสมมหาศาล เวลาเงินในระบบล้นเหลือ เช่น ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยลงต่ำมาก หรืออัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คนกลุ่มนี้ที่เข้าถึงเงินถูกๆ ได้ง่ายก็จะเอาเงินนั้นมาลงในหุ้นหรืออสังหาฯ ทำให้ราคาพุ่งสูงเกินมูลค่าจริง สร้างฟองสบู่ที่ไม่ได้มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจจริง แต่มาจากสภาพคล่องส่วนเกิน
ลองนึกถึงช่วงวิกฤตที่เศรษฐกิจแย่ คนตกงานเยอะ แต่หุ้นกลับขึ้น เพราะเงินถูกๆ ไหลไปปั่นกำไรในตลาดแทนที่จะไปสร้างงานหรือลงทุนผลิตจริงๆ ผลคือตัวเลขในกระดานดูสวย แต่ชีวิตคนส่วนใหญ่ยังยากลำบากเหมือนเดิม
เรื่องอารมณ์ของนักลงทุนก็มีผลมหาศาล ความโลภทำให้คนไล่ซื้อจนราคาหุ้นพุ่งเกินพื้นฐานบริษัทจริงๆ
ความกลัวก็ทำให้เทขายหนักทั้งที่บริษัทไม่ได้แย่ลง อารมณ์พวกนี้มักถูกกระตุ้นด้วยข่าวสาร หรือบางทีก็มาจากกลุ่มคนที่มีข้อมูลลับหรือมีอิทธิพลในตลาด สิ่งสำคัญที่ต้องรู้เพิ่มคือตลาดหุ้นเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของเศรษฐกิจทั้งหมด บริษัทที่จดทะเบียนมีแค่บางส่วน เศรษฐกิจจริงๆ ยังมีธุรกิจ SME ร้านค้าเล็กๆ เกษตรกรรม ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเลย เพราะฉะนั้นหุ้นขึ้นแรงแค่ไหน ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างบ้านหรือชาวนาก็อาจไม่ได้ดีขึ้นตาม
ความรู้ที่น่าสนใจคือเรื่องการฟื้นตัวแบบ K-Shaped ที่เกิดขึ้นบ่อยหลังวิกฤตใหญ่ๆ
เช่น หลังโควิด-19 หรือวิกฤตการเงินปี 2008 เส้นกราฟการฟื้นตัวมันเหมือนตัว K คือแฉกบนที่พุ่งขึ้นแรงคือกลุ่มคนรวย บริษัทใหญ่ เจ้าของสินทรัพย์ในหุ้นที่กลับมารวยเร็วมาก เพราะได้ประโยชน์จากนโยบายการเงินผ่อนคลายและเงินไหลเข้าตลาด แต่แฉกล่างที่ดิ่งลงคือแรงงานทั่วไป ธุรกิจเล็กๆ ที่ฟื้นช้า หรือบางทีแย่ลงกว่าเดิม ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้น ตลาดหุ้นเลยดูดี แต่สังคมจริงๆ มีความเหลื่อมล้ำสูง
อีกตัวชี้วัดที่ Warren Buffett ชอบใช้คือ Buffett Indicator
คือเอามูลค่าตลาดหุ้นทั้งหมด (Market Capitalization) มาหารด้วย GDP ของประเทศ ถ้าตัวเลขสูงเกิน 100% มากๆ เช่น 150-200% แปลว่าตลาดเริ่มแพงเกินเหตุ สะท้อนการเก็งกำไรและอารมณ์มากกว่าการเติบโตจริงของเศรษฐกิจ
อย่างในอดีต ก่อนวิกฤตดอทคอมปี 2000 ตัวเลขนี้พุ่งสูงมาก แล้วตลาดก็แตกฟองสบู่ตามมา หรือช่วงหลังโควิดที่หลายตลาดทั่วโลกตัวเลขสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะเงินล้นระบบ การเข้าใจเรื่องพวกนี้ช่วยให้มองตลาดหุ้นอย่างมีสติ ไม่หลงไปกับตัวเลขเขียวๆ จนลืมดูความจริงรอบตัว เพราะสุดท้าย เงินในกระเป๋าคนส่วนใหญ่และความเป็นอยู่จริงๆ นั่นแหละที่บอกว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีมากกว่าดัชนีที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินและอารมณ์ของคนกลุ่มเล็กๆ


