หนี้ดี vs หนี้เลว เส้นบางๆ ระหว่างโอกาสกับหลุมศพทางการเงิน

หนี้ดี vs หนี้เลว เส้นบางๆ ระหว่างโอกาสกับหลุมศพทางการเงิน
หนี้ดี vs หนี้เลว เส้นบางๆ ระหว่างโอกาสกับหลุมศพทางการเงิน

การแยกแยะระหว่างหนี้ดีกับหนี้เลวเป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ ในยุคนี้ เพราะหนี้ไม่ได้แปลว่าต้องแย่เสมอไป มันเหมือนเครื่องมือที่ใช้ได้ทั้งสร้างเนื้อสร้างตัวและทำลายชีวิตทางการเงินเลย ถ้าใช้ถูกทาง หนี้จะกลายเป็นตัวช่วยให้เดินทางไปสู่ความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้ผิด มันก็พร้อมจะกลืนกินอนาคตทั้งหมด

หนี้ดีคือหนี้ที่กู้มาแล้วช่วยให้มีรายได้เพิ่มหรือมีสินทรัพย์ที่มูลค่าโตขึ้นในระยะยาว

เหมือนการยืมเงินจากอนาคตมาลงทุนให้งอกเงย เช่น การกู้เงินไปเรียนต่อปริญญาโทหรือคอร์สพัฒนาทักษะที่ทำให้ได้งานดีขึ้น เงินเดือนสูงขึ้น จนรายได้ที่เพิ่มมาช่วยผ่อนหนี้ได้สบายๆ และยังเหลือกำไร หรือการกู้ซื้อคอนโดแล้วปล่อยเช่า รายได้จากค่าเช่าก็ไหลเข้ามาเดือนต่อเดือน บางทีมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเสียอีก

หรือซื้อบ้านแล้วราคาที่ดินขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าสินทรัพย์โต การกู้เพื่อเริ่มธุรกิจที่มีแผนชัดเจน โมเดลธุรกิจดี ก็เข้าข่ายหนี้ดีเช่นกัน เพราะมันคือการใช้หลักการ Leverage หรือการใช้เงินคนอื่นมาช่วยขยายผลให้ตัวเองเติบโตเร็วขึ้น

นักลงทุนระดับโลกหลายคนรวยจาก Leverage นี่แหละ เพราะเงินก้อนใหญ่ที่กู้มาช่วยซื้อสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องได้

ในทางตรงข้าม หนี้เลวคือหนี้ที่เกิดจากการซื้อของกินของใช้ที่มูลค่าลดลงทันทีที่ซื้อ หรือซื้อเพราะอยากได้ชั่ววูบ ไม่ได้จำเป็นจริงๆ

เช่น การรูดบัตรเครดิตซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ทุกปี ซื้อกระเป๋าแบรนด์แพงๆ หรือเสื้อผ้าที่ใส่ไม่กี่ครั้งก็เบื่อ การกู้เงินไปเที่ยวพักผ่อนหรูๆ หรือผ่อนรถสปอร์ตราคาแพงเกินตัวเพื่อโชว์คนอื่น ของพวกนี้พอซื้อปุ๊บมูลค่าตกลงทันที แถมยังต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงอีก เงินไหลออกตลอดไม่มีอะไรกลับมา รถที่ผ่อนอยู่ดีๆ ค่าเสื่อมราคาปีละ 10 – 20% แต่ดอกเบี้ยยังคงจ่ายเต็มจำนวน ทำให้สุดท้ายจ่ายแพงกว่าที่ควรจะเป็นมาก

เส้นแบ่งระหว่างหนี้ดีกับหนี้เลวบางครั้งก็ไม่ชัดเจนขนาดนั้น เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน

เช่น การกู้ซื้อบ้านที่หลายคนมองว่าเป็นหนี้ดี ถ้าซื้อบ้านราคาเหมาะสม ทำเลดี มีโอกาสราคาขึ้น และผ่อนไหวสบายๆ ก็เป็นหนี้ดีจริงๆ แต่ถ้าซื้อบ้านราคาแพงเกินกำลัง ผ่อนเดือนละเกือบหมดเงินเดือน หรือซื้อในทำเลที่ไม่มีอนาคต ราคาไม่ขึ้นเลย สุดท้ายก็กลายเป็นภาระหนักจนชีวิตเครียด

การกู้เพื่อทำธุรกิจก็เหมือนกัน ถ้าแผนไม่รอบคอบ ขาดทุนต่อเนื่อง ดอกเบี้ยก็จะกลายเป็นหนี้เลวทันที สิ่งที่ต้องดูให้ดีคือความสามารถในการชำระคืนและความคุ้มค่า อัตราดอกเบี้ยก็เป็นจุดสำคัญ

หนี้ดีส่วนใหญ่ดอกเบี้ยจะต่ำกว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ เช่น กู้ซื้อหุ้นหรืออสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนปีละ 10% แต่ดอกเบี้ยแค่ 4-5% ก็คุ้ม แต่ถ้าดอกเบี้ยสูงกว่าผลตอบแทนที่ทำได้ หนี้ดีก็แปรสภาพเป็นหนี้เสียทันที

เรื่องดอกเบี้ยทบต้นที่ทำงานเงียบๆ แต่รุนแรงมาก

ถ้าดอกเบี้ยทบต้นอยู่ฝั่งเงินออมหรือการลงทุน มันจะช่วยให้เงินโตแบบก้าวกระโดด เช่น ลงทุนกองทุนรวมแล้วปล่อยให้ดอกทบต้นทำงานยาวๆ แต่ถ้าอยู่ฝั่งหนี้ โดยเฉพาะบัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยสูงถึง 18-20% ต่อปี หรือหนี้นอกระบบที่แพงกว่านั้น ยอดหนี้จะพุ่งขึ้นเร็วมากจนตามไม่ทัน บางคนรูดบัตรนิดหน่อยแต่จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน สุดท้ายยอดต้นบวกดอกทบต้นกลายเป็นหลายเท่าตัวภายในไม่กี่ปี

อีกเรื่องที่สำคัญคือค่าเสียโอกาส ทุกบาทที่จ่ายดอกเบี้ยให้หนี้เลว คือเงินที่หายไปจากโอกาสลงทุนอื่น

เช่น แทนที่จะจ่ายดอกเบี้ยรถแพงๆ เงินก้อนนั้นเอาไปซื้อกองทุนหุ้นหรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ได้ ระยะยาวความแตกต่างจะมหาศาลมาก การรักษาสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ให้ไม่เกิน 40% เป็นกฎเหล็กที่นักการเงินแนะนำกัน เพราะถ้าเกินกว่านั้น ชีวิตจะตึงเครียดเกินไป เผื่อเจอเหตุฉุกเฉินก็ลำบาก

สุดท้ายหนี้ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวถ้ารู้จักจัดการ มีวินัย คิดให้รอบคอบ และคำนวณความเสี่ยงดีๆ มันจะกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วกว่าคนที่ไม่กล้าใช้หนี้เลย แต่ถ้าขาดสติ ปล่อยให้อารมณ์หรือแรงกดดันจากสังคมนำ มันก็พร้อมจะดึงลงไปสู่ปัญหาการเงินที่แก้ยาก หลีกหนีไม่พ้นได้เลย การเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึกจึงช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินได้มั่นใจและปลอดภัยกว่ามาก


แชร์ให้เพื่อน