รายได้หลายทางไม่ใช่ทางลัด แต่คือทางรอด

รายได้หลายทางไม่ใช่ทางลัด แต่คือทางรอด
รายได้หลายทางไม่ใช่ทางลัด แต่คือทางรอด

ในยุคที่เศรษฐกิจมันผันผวนสุด ๆ แบบทุกวันนี้ คาดเดาอะไรแทบไม่ได้เลย คำที่บอกว่ารายได้หลายทางไม่ใช่ทางลัดแต่เป็นทางรอดจริง ๆ มันสะท้อนความจริงของชีวิตได้ชัดเจนมาก ลองนึกภาพดูง่าย ๆ การมีรายได้จากช่องทางเดียวมันเหมือนยืนบนเก้าอี้ที่ขาเดียว ถ้าวันไหนขานั้นหักหรือพังไป โอกาสล้มกระแทกพื้นแรง ๆ ก็สูงมากเลยทีเดียว

การทำงานประจำอย่างเดียวในสมัยนี้เลยไม่ใช่ตัวการันตีความมั่นคงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนโลกเร็วเหลือเกิน บางที AI เข้ามาแทนงานบางอย่าง หรือวิกฤตแบบโควิดที่ไม่มีใครคาดคิดก็โผล่มาทำให้บริษัทล้มระนาว คนตกงานกันเยอะแยะ การหาช่องทางทำเงินเพิ่มเติมเลยกลายเป็นเรื่องของการกระจายความเสี่ยงแบบชาญฉลาด ไม่ใช่แค่อยากรวยเร็วหรือทำตัวยุ่งเพื่อโชว์ว่าขยัน แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเองและครอบครัวจากภัยทางการเงินที่อาจมาเมื่อไหร่ก็ได้

ความเข้าใจผิดที่หลายคนมีคือมองว่ารายได้หลายทางต้องรวยทางลัด ได้เงินก้อนโตเร็ว ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย รายได้เสริมส่วนใหญ่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ลงแรงลงเวลาสม่ำเสมอในช่วงแรก กว่าจะเห็นผลชัดเจน กลายเป็นฐานรายได้ที่มั่นคงได้ มันเหมือนปลูกต้นไม้ที่ต้องรดน้ำพรวนดินนานกว่าจะออกผลใหญ่

สิ่งที่น่าสนใจมากคือเรื่องการแบ่งประเภทรายได้ออกเป็นสองแบบหลัก ๆ คือ

Active Income ที่ต้องลงแรงทำตลอดถึงจะได้เงิน เช่น ทำงานประจำหรือรับงานฟรีแลนซ์ กับ Passive Income ที่เงินไหลเข้ามาได้แม้ไม่ได้ลงแรงตลอดเวลา เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝาก รายได้จากค่าเช่าอสังหา หรือรายได้จากคอนเทนต์ออนไลน์ที่ทำไว้แล้วยังสร้างเงินต่อเนื่อง

การมีรายได้หลายทางที่ดีที่สุดคือการผสมทั้งสองแบบนี้ให้สมดุลกัน เพราะ Active Income ให้กระแสเงินสดเร็ว ช่วยหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ส่วน Passive Income ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว ลดความกดดันถ้างานหลักมีปัญหา

ตัวอย่างง่าย ๆ คนที่ทำงานออฟฟิศประจำอาจรับงานฟรีแลนซ์ด้านที่ถนัด เช่น เขียนบทความ ออกแบบกราฟิก หรือสอนออนไลน์ในวันหยุด พร้อม ๆ กับเริ่มลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือแม้แต่ทำช่องยูทูบ ทำบล็อก แล้วรอรายได้จากโฆษณา ยอดวิว หรือสปอนเซอร์เข้ามาเรื่อย ๆ แบบนี้เงินจะไหลมาจากหลายทิศ ลดความเสี่ยงได้ดีมาก

ความรู้ที่น่าสนใจคือแนวคิดเรื่อง diversification ในวงการการเงินที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ชอบพูดถึง คืออย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน ถ้ารายได้มาจากทางเดียว พอทางนั้นพังก็จบ แต่ถ้ากระจายไปหลายทาง โอกาสรอดสูงกว่าเยอะ

อีกส่วนที่สำคัญคือเรื่องการมีทักษะหลากหลาย หรือที่เรียกว่า Multi-potentialite

คนที่มีความสามารถหลายด้านจะปรับตัวกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ดีมาก เพราะโลกสมัยนี้งานบางอย่างหายไป บางอย่างเกิดใหม่ตลอด การฝึกทักษะนอกเหนือจากงานหลัก เช่น เรียน coding เรียนการตลาดดิจิทัล เรียนถ่ายรูปตัดต่อวิดีโอ มันเหมือนลงทุนในตัวเองที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เพราะเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างจริง ๆ ในชีวิตคนไทยหลายคน เช่น พนักงานบริษัทที่ชอบทำอาหารเลยเปิดขายออนไลน์ช่วงเย็น หรือคนที่เก่งภาษาเลยรับแปลงานฟรีแลนซ์ หรือแม้แต่คนที่ชอบเขียนเลยทำเพจรีวิวหนัง หนังสือ แล้วค่อย ๆ โตจนมีสปอนเซอร์

แต่สิ่งที่ต้องระวังมาก ๆ คือการจัดการเวลา เพราะถ้าทำหลายอย่างพร้อมกันโดยไม่วางแผนดี อาจเหนื่อยล้าสะสมจนสุขภาพแย่ นอนไม่พอ ความเครียดสูง ซึ่งแพ้ประโยชน์ทั้งหมดไปเลย

เป้าหมายจริง ๆ ของรายได้หลายทางไม่ใช่ทำงานจนไม่มีเวลาพัก แต่เป็นการสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่น ให้มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น เช่น ถ้างานหลักลดเงินเดือนหรือเลิกจ้าง ก็ยังมีช่องทางอื่นรองรับ ลดความกังวลเรื่องหนี้สิน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำให้จิตใจสบายขึ้น มั่นใจมากขึ้นในการใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน

การเริ่มต้นทำรายได้หลายทางก็ไม่ยากอย่างที่คิด เริ่มจากสำรวจตัวเองก่อนว่าชอบอะไร ทำอะไรได้ดี

เช่น ชอบทำอาหารก็ลองขายออนไลน์ ชอบให้คำปรึกษาก็เป็นโค้ชหรือที่ปรึกษา ชอบถ่ายรูปก็ขายสต็อกภาพ ชอบเขียนก็ทำบล็อกหรือเขียนอีบุ๊กขาย ช่วงแรกอาจได้เงินน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่ใส่ไป แต่ให้มองว่าเป็นการสะสมประสบการณ์ วางรากฐาน พอทำไปเรื่อย ๆ มันจะโตเอง

ความรู้ที่น่าศึกษาคือแนวคิด Side Hustle ที่คนอเมริกันนิยมมาก คืองานเสริมข้างเคียงที่ค่อย ๆ โตจนบางคนลาออกจากงานประจำไปทำเต็มตัวเลย หรือแนวคิด FIRE (Financial Independence Retire Early) ที่เน้นสร้าง Passive Income ให้มากพอจนเกษียณเร็วได้

โดยหลายคนเริ่มจากรายได้หลายทางผสม Active กับ Passive ความจริงยิ่งมีช่องทางมาก ความเสี่ยงเจอวิกฤตการเงินก็น้อยลง

สุดท้ายแล้วการหาทางทำเงินเพิ่มไม่ใช่ความโลภหรืออยากรวยเร็ว แต่เป็นความรับผิดชอบต่อตัวเองและอนาคต ที่ไม่อยากผูกชีวิตไว้กับปัจจัยเดียวที่ควบคุมไม่ได้ เพราะโลกมันเปลี่ยนตลอด การเตรียมตัวให้พร้อมคือสิ่งที่ฉลาดที่สุดในยุคนี้


แชร์ให้เพื่อน