การลงทุนในตลาดหุ้นเนี่ย สิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ ไม่ใช่ความรู้เรื่องตัวเลข กราฟราคา หรือสูตรคำนวณมูลค่าหุ้นที่ดูเหมือนจะแม่นยำขนาดไหน แต่กลับเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ของคนลงทุนเองมากกว่า เพราะต่อให้ใครเก่งเรื่องอ่านงบการเงินจนทะลุปรุโปร่ง หรือวิเคราะห์กราฟเทคนิคได้ระดับเทพ แต่ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พอตลาดผันผวนหนักๆ ก็มักจะพลาดท่าเสียหายยับเยินได้ง่ายๆ
ตลาดหุ้นเลยเหมือนกระจกบานโตที่สะท้อนด้านมืดของมนุษย์ออกมาชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความโลภ หรือสันดานดิบที่ซ่อนอยู่ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าราคาหุ้นในช่วงสั้นๆ มักไม่ได้เคลื่อนไหวตามพื้นฐานธุรกิจของบริษัทแบบตรงเป๊ะ แต่กลับวิ่งตามอารมณ์หมู่ของผู้คนมากกว่า บางทีความคาดหวังที่พุ่งสูงจนเกินจริงทำให้ราคาพุ่งทะยาน หรือความตื่นตระหนกที่แผ่กระจายก็ทำให้ราคาดิ่งลงเหวได้ในพริบตา
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจพื้นฐานว่า ตลาดหุ้นคือเกมจิตวิทยาขนาดใหญ่ ที่คนส่วนใหญ่ในสนามมักตัดสินใจผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญเสมอ
เพราะธรรมชาติมนุษย์ถูกสร้างมาให้เอาตัวรอดด้วยการตามฝูง เมื่อเห็นคนอื่นแห่ซื้อกันเยอะ ราคาขึ้นสูงลิ่ว สัญชาตญาณก็จะกระตุ้นให้รีบตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาสดีๆ หรือตกรถ แต่พอตลาดทรุดตัวลง ทุกคนหวาดกลัวกันหมด สัญชาตญาณก็สั่งให้รีบขายหนีเพื่อรักษาตัวเองไว้ก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง ช่วงที่ทุกคนกลัวสุดขีดนั่นแหละคือเวลาที่ความเสี่ยงต่ำที่สุด และโอกาสได้ผลตอบแทนสูงๆ กลับคุ้มค่าที่สุด การมี mindset ที่แข็งแกร่งจึงเหมือนการสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากเสียงรบกวนรอบข้าง ไม่ให้หวั่นไหวกับความผันผวนที่เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว แต่หันไปโฟกัสภาพใหญ่ในระยะยาวแทน
เรื่องที่น่าสนใจมากคือ มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชื่อ Loss Aversion หรือการเกลียดการสูญเสีย
ที่อธิบายได้ดีว่าทำไมมนุษย์ถึงเจ็บปวดกับการเสียเงินมากกว่าความสุขที่ได้จากการได้เงินเท่ากัน เช่น ความรู้สึกเจ็บตอนเสียเงินหมื่นบาทจะรุนแรงกว่าความสุขตอนได้เงินหมื่นบาทถึงสองเท่าเลยทีเดียว ความไม่สมดุลทางอารมณ์แบบนี้ทำให้คนลงทุนส่วนใหญ่ชอบขายหุ้นที่กำลังกำไรนิดหน่อยเร็วๆ เพราะกลัวว่ากำไรจะหายไป เรียกกันติดปากว่าขายหมู แต่กลับยอมถือหุ้นที่ขาดทุนยับเยินต่อไปนานๆ หรือที่เรียกว่าดอย เพียงเพราะไม่กล้ายอมรับความจริงว่าขาดทุนแล้ว
การฝึก mindset ให้ดีจึงไม่ใช่การพยายามทำนายว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงในอนาคต แต่เป็นการวางแผนรับมือล่วงหน้าว่า ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น จะจัดการอารมณ์และพอร์ตยังไง ถ้าเกิดอีกแบบหนึ่ง จะตอบสนองอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้สัญชาตญาณดิบมาควบคุมการตัดสินใจ
อีกอย่างที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางจิตใจได้เยอะคือ การเข้าใจพลังของดอกเบี้ยทบต้น หรือ compound interest ที่ทำให้เงินเติบโตแบบทวีคูณไปเรื่อยๆ
เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ความมั่งคั่งที่แท้จริงและยั่งยืนมักเกิดจากการสะสมแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การหวังรวยทางลัดแบบเสี่ยงโชคพนัน นักลงทุนที่เข้าใจเกมจิตวิทยาดีจะใช้เวลาเป็นอาวุธลับ โดยปล่อยให้เงินทำงานของมันเองไปเงียบๆ ผ่านการลงทุนที่มีเหตุผล และหลีกเลี่ยงการเข้าไปเล่นเกมที่ตัวเองเสียเปรียบเพียงเพราะอยากได้กำไรเร็วเกินไป
สุดท้ายแล้ว การชนะในตลาดหุ้นไม่ได้อยู่ที่ใครฉลาดเลขหรือไอคิวสูงกว่า แต่อยู่ที่ใครมีสติ อดทน และควบคุมใจตัวเองได้ดีกว่าในวันที่ตลาดพยายามยั่วโมโหหรือบีบให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ การเป็นนักลงทุนที่เก่งจริงๆ จึงไม่ใช่แค่เก่งวิเคราะห์ข้อมูล แต่คือเก่งในการดูแลจิตใจให้มั่นคงเหมือนหินผา ไม่ว่าจะเจอพายุตลาดแบบไหนก็ไม่สั่นคลอน
นักลงทุนระดับตำนานอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า “Be fearful when others are greedy, and greedy when others are fearful”
ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า ให้กลัวตอนที่คนอื่นโลภ และให้โลภตอนที่คนอื่นกลัว ประโยคนี้สะท้อน mindset ที่กล่าวถึงข้างต้นได้ชัดเจนมาก เพราะมันคือการทำตรงข้ามกับฝูงชนในเวลาที่เหมาะสม และบัฟเฟตต์เองก็พิสูจน์ด้วยผลงานว่าการอดทนรอและลงทุนในบริษัทดีๆ ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล บวกกับการปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานนานหลายสิบปี สามารถสร้างความมั่งคั่งมหาศาลได้จริง
อีกตัวอย่างคลาสสิกคือวิกฤตตลาดหุ้นปี 2008 ที่หลายคนตื่นตระหนกขายทุกอย่างทิ้ง แต่คนที่มี mindset แข็งแกร่งกลับฉวยโอกาสซื้อหุ้นดีๆ ในราคาถูก และหลายปีต่อมากลายเป็นมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นมานับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนว่า ตลาดหุ้นให้รางวัลใหญ่แก่คนที่ควบคุมจิตใจได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่รู้เยอะที่สุดหรือเดาทิศทางแม่นที่สุดเสมอไป การลงทุนที่ดีจึงเหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความสงบสุขภายในใจมากกว่าการสปรินต์ระยะสั้นที่เสี่ยงเจ็บตัวหนัก


