หุ้นไม่ได้น่ากลัว คนไม่รู้แผนต่างหากที่น่ากลัว

หุ้นไม่ได้น่ากลัว คนไม่รู้แผนต่างหากที่น่ากลัว
หุ้นไม่ได้น่ากลัว คนไม่รู้แผนต่างหากที่น่ากลัว

หลายคนมักมองตลาดหุ้นว่าเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก เหมือนกับการพนันที่เสี่ยงดวงไปวันๆ เพราะเห็นตัวเลขสีเขียวสลับสีแดงวิ่งขึ้นลงตลอดเวลา แล้วก็ได้ยินข่าวคนขาดทุนหนักจนชีวิตพัง แต่จริงๆ แล้วความน่ากลัวที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ความผันผวนของราคาหุ้นพวกนั้นเลย ความน่ากลัวตัวจริงเกิดจากการที่คนกระโดดเข้าไปลงทุนโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ไม่มีความรู้ ไม่มีแผนการรับมือ เหมือนกับการขับรถสปอร์ตด้วยความเร็วสูงในถนนมืดสนิทโดยไม่ยอมเปิดไฟหน้า แบบนี้โอกาสชนพังยับเยินมันสูงมากจนเกือบจะแน่นอน

แต่ถ้าก่อนออกตัวมีการเช็กรถให้พร้อม รู้จักเส้นทางดี เปิดไฟหน้า ใส่เข็มขัดนิรภัย ความเร็วสูงพวกนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ถึงจุดหมายได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม ตลาดหุ้นก็เหมือนกันทุกประการ ความผันผวนของราคาเป็นเรื่องธรรมดาของมัน แต่ความเสี่ยงที่อันตรายจริงๆ มาจากตัวนักลงทุนเองที่ไม่รู้จักวิธีรับมือกับความผันผวนนั้น ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะทำยังไงถ้าตลาดเป็นไปในทิศทางที่ไม่คาดคิด

แผนการลงทุนที่ดีมันไม่ใช่การนั่งเดาว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลงแบบเสี่ยงดวง

แต่เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจนไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้จะทำแบบนั้น ถ้าเป็นอีกแบบจะทำอีกแบบ เช่น กำหนดจุดตัดขาดทุนเอาไว้เลยว่าถ้าหุ้นตัวนั้นราคาตกลงไปถึงระดับเท่าไหร่จะขายออกทันทีเพื่อไม่ให้ขาดทุนบานปลาย

หรือใช้วิธีแบ่งเงินซื้อหุ้นเป็นงวดๆ เรียกว่าการเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging หรือ DCA) เช่น แทนที่จะทุ่มเงินก้อนเดียวซื้อหุ้นตัวนั้นหมดหน้าตัก ก็ค่อยๆ ซื้อทีละส่วนทุกเดือนหรือทุกไตรมาส ไม่ว่าจะราคาขึ้นหรือลง

สุดท้ายต้นทุนเฉลี่ยก็จะออกมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล และวิธีนี้ยังช่วยลดความกดดันทางอารมณ์ได้เยอะมาก เพราะไม่ต้องคอยนั่งลุ้นว่าราคาจะขึ้นหรือลงในวันนั้นๆ การมีกฎเกณฑ์ชัดเจนแบบนี้ทำให้เวลาตลาดผันผวนหนักๆ ก็ยังยึดมั่นในแผนได้ ไม่ตื่นตระหนกจนขายหมอบในจุดต่ำสุด หรือโลภมากจนไล่ซื้อในจุดสูงสุด

เพราะเวลาที่อารมณ์เข้ามาครอบงำเหตุผล มักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่แย่ที่สุดเสมอ

เช่น เวลาหุ้นตกหนักก็กลัวจนรีบเทขายในราคาที่ถูกสุดๆ พอหุ้นขึ้นก็กลัวตกรถจนรีบวิ่งเข้าไปซื้อในราคาแพงลิ่ว ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้ามีแผนชัดเจนตั้งแต่แรก อาการพวกนี้ก็จะเกิดขึ้นน้อยลงมาก นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จึงเน้นเรื่องวินัยและการควบคุมอารมณ์เป็นอันดับต้นๆ

ความรู้ด้านจิตวิทยาการลงทุน (Behavioral Finance) ก็ยิ่งช่วยได้เยอะ เพราะมันอธิบายว่าทำไมมนุษย์ถึงมีพฤติกรรมแบบ fear of missing out (FOMO) เวลาเห็นคนอื่นรวยจากหุ้นตัวนั้น หรือ panic selling เวลาตลาดตกหนัก

ทั้งที่จริงๆ แล้วตลาดหุ้นในระยะยาวมีแนวโน้มขึ้นตลอด ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่าดัชนีหลักๆ ทั่วโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7-10% หลังหักเงินเฟ้อแล้ว แต่คนส่วนใหญ่กลับขาดทุนเพราะซื้อสูงขายต่ำด้วยอารมณ์นั่นเอง

อีกสิ่งที่ช่วยลดความกลัวได้ดีมากคือการเข้าใจมูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ลงทุน

ถ้าศึกษามาดีว่าบริษัทนั้นมีพื้นฐานแข็งแรง มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ชัดเจน (เรียกว่า economic moat) ราคาที่ผันผวนขึ้นลงในระยะสั้นก็จะกลายเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย หรือบางทีกลับกลายเป็นโอกาสให้ซื้อเพิ่มในราคาถูก

นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Warren Buffett ก็ใช้วิธีนี้เป็นหลัก คือซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ในราคาที่สมเหตุสมผล แล้วถือยาวไปเลย ไม่สนใจความผันผวนระยะสั้น เพราะมั่นใจในมูลค่าพื้นฐานของกิจการ การวิเคราะห์พื้นฐานแบบนี้ต้องดูงบการเงิน ดูอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ เช่น P/E Ratio, ROE, อัตราการเติบโตของรายได้และกำไร ดูหนี้สิน ดูเงินสดในมือ ฯลฯ ถ้าทำการบ้านมาดีระดับนี้ ความผันผวนของราคากลับกลายเป็นเพื่อนที่ช่วยสร้างโอกาสมากกว่าศัตรู

นอกจากนั้น การกระจายความเสี่ยงหรือ diversification ก็เป็นส่วนสำคัญมากของแผนการลงทุน

ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไปในหุ้นตัวเดียวหรือในอุตสาหกรรมเดียว เพราะถ้าตัวนั้นหรือภาคนั้นมีปัญหา เงินทั้งหมดก็อาจจะหายวับไปพร้อมกัน การแบ่งเงินไปลงในหุ้นหลายตัว หลายภาคธุรกิจ หลายประเทศ หรือแม้แต่ผสมกับสินทรัพย์อื่นอย่างพันธบัตร กองทุนทองคำ อสังหาริมทรัพย์ จะทำให้พอร์ตโดยรวมมีความมั่นคงมากขึ้น

ต่อให้มีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเจอวิกฤตหนัก ตัวอื่นๆ ก็ยังช่วยพยุงให้ภาพรวมไม่ทรุดตัวลงมากเกินไป นักวิชาการหลายคนพิสูจน์มาแล้วว่าการกระจายความเสี่ยงช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยไม่จำเป็นต้องเสียผลตอบแทนระยะยาวไปมากนัก

ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสมหาศาลสำหรับคนที่ยอมใช้เวลาเรียนรู้ ทำการบ้านอย่างหนัก และมีวินัยในการยึดมั่นกับแผนที่วางไว้ แต่สำหรับคนที่หวังรวยทางลัด หวังเสี่ยงดวงโดยไม่มีแผนการรัดกุม มันก็จะกลายเป็นหลุมพรางที่อันตรายสุดๆ

การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นจึงควรเริ่มจากการศึกษาหาความรู้ให้แน่น สร้างแผนการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการเงิน อายุ ความสามารถรับความเสี่ยง ฯลฯ แล้วค่อยๆ ปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความกลัวที่มีต่อตลาดหุ้นก็จะค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นความมั่นใจ และนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในระยะยาวได้จริงๆ


แชร์ให้เพื่อน