ทำไมผลตอบแทนสูง มักมาพร้อมคืนที่นอนไม่หลับ

ทำไมผลตอบแทนสูง มักมาพร้อมคืนที่นอนไม่หลับ
ทำไมผลตอบแทนสูง มักมาพร้อมคืนที่นอนไม่หลับ

เวลาที่เห็นตัวเลขผลตอบแทนสูงๆ แบบปีละ 20-30% หรือบางทีมากกว่านั้นอีก ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาก็มักจะเป็นความตื่นเต้นสุดๆ อยากรีบเข้าไปลงทุนเลย เพราะภาพของเงินงอกเงยเร็วๆ มันดูน่าดึงดูดมากจริงๆ แต่ในโลกการเงิน ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ผลตอบแทนที่สูงขนาดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย มันมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย เหมือนตลาดกำลังให้รางวัลกับคนที่กล้าทนรับสิ่งที่คนอื่นกลัว

ลองคิดตามดู ถ้ามีสินทรัพย์อะไรสักอย่างที่ทั้งให้ผลตอบแทนสูงและปลอดภัยจริงๆ คนทั้งโลกคงแห่กันไปซื้อหมด ราคาก็จะพุ่งขึ้นสูงมาก จนสุดท้ายผลตอบแทนที่ได้ก็ลดลงมาอยู่ในระดับปกติที่ใครๆ ก็ยอมรับได้ นี่คือกลไกของตลาดที่เรียกว่า arbitrage หรือการเก็งกำไรแบบไร้ความเสี่ยง

ที่ทำให้โอกาสดีๆ แบบนั้นหายไปเร็วมาก การที่สินทรัพย์บางตัวยังคงให้ผลตอบแทนสูงอยู่ได้นานๆ แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ถอยห่าง มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ที่ไม่ใช่ทุกคนพร้อมจะเผชิญหน้า และความน่ากลัวพวกนี้แหละที่กลายเป็นสาเหตุหลักของการนอนไม่หลับในค่ำคืนหลายๆ คืน

ส่วนความน่ากลัวที่ชัดเจนที่สุดก็คือความผันผวนของราคา

สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมักมีกราฟราคาที่ขึ้นลงแรงมาก บางวันกำไรพุ่งกระฉูด บางวันขาดทุนหนักจนมึนงง ความรู้สึกแบบนี้กระทบจิตใจมนุษย์อย่างแรง เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนส่วนใหญ่กลัวการสูญเสียมากกว่าดีใจกับกำไรในระดับเท่าๆ กัน

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Loss Aversion ซึ่งมาจากงานวิจัยของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky ที่พบว่าความเจ็บปวดจากการขาดทุนหนึ่งหน่วย มักรุนแรงกว่าความสุขจากการได้กำไรหนึ่งหน่วยประมาณสองเท่าเลยทีเดียว แม้ว่าระยะยาวสินทรัพย์นั้นอาจให้ผลตอบแทนดีจริง

แต่ระหว่างทางที่ราคาตกลงไป 30-40% หรือบางทีมากกว่านั้น ความกังวลก็จะถาโถมเข้ามา คิดวนไปวนมาว่าเงินที่เก็บหอมรอมริบจะหายวับไปกับตาหรือเปล่า ความเครียดสะสมแบบนี้ทำให้สมองทำงานไม่หยุด แม้จะนอนลงไปแล้วก็นอนไม่สนิท ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเช็คพอร์ตบ่อยๆ จนกลายเป็นวงจรที่ทำลายการพักผ่อนไปเลย

นอกจากความผันผวนที่เห็นชัดแล้ว ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่มองไม่เห็นง่ายๆ ซ่อนอยู่อีก เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

บางทีเห็นกำไรในบัญชีสวยงาม แต่พอต้องการเงินจริงๆ อยากขายออกมา กลับไม่มีคนซื้อ หรือซื้อในราคาที่ต่ำมากจนขาดทุนมหาศาล ความเสี่ยงแบบนี้เรียกว่า illiquidity risk ซึ่งสินทรัพย์บางประเภทอย่างอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง หรือหุ้นบริษัทเล็กๆ มักมีปัญหานี้บ่อย

หรืออีกอย่างคือความเสี่ยงจากความไม่โปร่งใส สินทรัพย์ที่ซับซ้อนเกินไป เช่น ตราสารอนุพันธ์บางชนิด หรือการลงทุนในโครงการที่ข้อมูลไม่ชัดเจน ทำให้ไม่รู้เลยว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างใน ความไม่แน่นอนพวกนี้เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด ยิ่งลงเงินไปเยอะเกินกว่าที่จิตใจจะรับไหว ความกดดันก็ยิ่งหนัก บางคนถึงขั้นตัดสินใจผิดพลาดในช่วงที่อารมณ์คุมสติไม่อยู่ ขายออกมาตอนราคาต่ำสุด หรือซื้อเพิ่มตอนที่กำลังจะพังทลาย

ในเชิงวิชาการ ความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงมีชื่อเรียกว่า Risk Premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยง

หมายถึงผลตอบแทนส่วนเกินที่ได้จากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่แทบไม่มีเสี่ยงเลยอย่างพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มั่นคง ส่วนชดเชยนี้คือค่าตอบแทนที่ตลาดให้สำหรับการยอมรับความเสี่ยง ถ้าอยากได้ส่วนนี้มากขึ้น ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นตามไปด้วย

แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานของโมเดลอย่าง Capital Asset Pricing Model หรือ CAPM ที่ใช้อธิบายว่าผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้นตัวหนึ่งมาจากความเสี่ยงระบบทั้งตลาดคูณกับ beta ของหุ้นนั้น

อีกเครื่องมือที่ใช้กันเยอะคือ Standard Deviation หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ที่วัดว่าการเคลื่อนไหวของราคาเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง โอกาสที่ราคาจะแกว่งแรงทั้งขึ้นและลงก็ยิ่งมาก ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกชัดเจนว่าสินทรัพย์นั้นจะสร้างความกังวลได้ขนาดไหน นักลงทุนมืออาชีพมักใช้ค่านี้รวมกับ Sharpe Ratio เพื่อดูว่าผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับความผันผวนที่ต้องเจอหรือไม่

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าความเครียดจากการลงทุนส่งผลต่อสุขภาพการนอนจริงๆ

เช่น การศึกษาจากนักจิตวิทยาการเงินพบว่าคนที่พอร์ตผันผวนสูงมักมีระดับคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดตก และนอนหลับน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

หรือใน behavioral finance ยังมีแนวคิดอย่าง myopic loss aversion ที่อธิบายว่าถ้าคนเช็คพอร์ตบ่อยเกินไป ความกลัวขาดทุนจะยิ่งแรงจนตัดสินใจผิดพลาด

ดังนั้นก่อนจะไล่ตามผลตอบแทนสูงๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการประเมินตัวเองให้ดีว่าทนความเสี่ยงได้แค่ไหน ทนเห็นพอร์ตแดงเถือกได้นานแค่ไหน หรือถ้าต้องนอนไม่หลับเพราะกังวลบ่อยๆ อาจต้องเลือกทางสายกลางที่ผลตอบแทนน้อยลงแต่หลับสนิทกว่า

เพราะสุดท้ายแล้วเงินที่มากมายก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าต้องแลกกับสุขภาพจิตและร่างกายที่ทรุดโทรม การลงทุนที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขกำไร แต่ต้องคำนึงถึงความสงบสุขในชีวิตประจำวันด้วยเสมอ


แชร์ให้เพื่อน