ละครพื้นบ้าน อุทัยเทวี 2560 เล่าถึงความรักข้ามเผ่าพันธุ์ ความอิจฉา และบทเรียนชีวิตแบบไทยๆ เรื่องเริ่มต้นใต้บาดาล ณ นครของ “พญานาคราช” (รับบทโดย พศิน กรรณสูต) ที่มีลูกสาวสวยๆ ชื่อ “สมุทมาลา” (กชกร ส่งแสงเติม) สาวน้อยคนนี้เบื่อชีวิตใต้น้ำ เลยหนีขึ้นมาเที่ยวโลกมนุษย์ แล้วดันไปเจอ “รุกขเทวดา” (ณ พบ ประสบลาภ) ที่สิงอยู่ในต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำ สองคนนี้ตกหลุมรักกันแบบฟ้าผ่าเลย แต่ปัญหามาเมื่อรุกขเทวดาถูกลงโทษจากพระอินทร์ ให้ไปอยู่นอกป่าหิมพานต์เพราะทำผิดกฎสวรรค์ สมุทมาลาเลยตั้งครรภ์คนเดียว รอจนคลอดออกมาเป็นไข่ฟองใหญ่ เธอห่อด้วยสไบแล้วพ่นพิษนาคคุ้มกันไว้ ก่อนรีบกลับบาดาลเพราะกลัวพ่อรู้
บังเอิญมีคางคกตัวนึงหิวมาเจอไข่ เลยงับกิน แต่พิษนาคแรงเกิน คางคกตายคาที่ ไข่ฟักออกมาเป็นเด็กผู้หญิงน้อยๆ ที่คิดว่าคางคกคือแม่ตัวเอง เพราะเกิดมาเห็นแต่ศพคางคก เธอเลยอาศัยอยู่ในท้องคางคกนั้นแหละ จนตายายคู่หนึ่ง (ชาวบ้านธรรมดา) พายเรือมาตกปลา เจอเด็กน้อยก็สงสาร เลยเก็บมาเลี้ยง ตั้งชื่อว่า “อุทัยเทวี” (วรัญภรณ์ ณ พัทลุง)
พออุทัยเทวีโตเป็นสาวสวย ก็ได้พบกับ “เจ้าชายสุทธราช” (สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์) เจ้าชายหล่อจากเมืองหลวง สองคนรักกัน แต่ตายายที่เลี้ยงดูมีข้อแม้สุดหิน ต้องสร้างสะพานทองคำจากวังหลวงยาวไปถึงบ้านตายายถึงจะยอมยกให้! เจ้าชายเลยต้องหาทาง ใช้ไหวพริบและความช่วยเหลือจากเหล่าเทพต่างๆ จนสร้างสะพานสำเร็จ อุทัยเทวีเลยได้แต่งงานกลายเป็นสะใภ้หลวง สุขสันต์กันไป
แต่เรื่องไม่จบง่ายๆ นะ เพราะเจ้าชายมีสัญญาเก่ากับเมืองจุโลมนคร ต้องแต่งงานกับ “เจ้าหญิงฉันทนา” (อัญรส ปุณณโกศล) เพื่อเชื่อมสัมพันธ์สองเมือง เจ้าหญิงฉันทนาอิจฉาอุทัยเทวีหนักมาก คิดแผนสารพัดจะกำจัด เริ่มจากกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ จนถึงขั้นสั่งทหารทำร้ายอุทัยเทวีให้หมดสติ แล้วโยนทิ้งน้ำคิดว่าตายแน่ๆ. แต่ อุทัยเทวีมีเลือดนาคไง ไม่จมน้ำตายหรอก เธอรอดมาได้ แล้วยังได้พบกับแม่แท้ๆ สมุทมาลา และตา พญานาคราช ที่ใต้บาดาล
ตารู้เรื่องเลยโกรธแค้น ยกทัพนาคไปตีเมืองจุโลมนครเพื่อแก้แค้น แต่สุดท้ายอุทัยเทวีห้ามทัพไว้ เพราะไม่อยากให้เกิดสงคราม ฉันทนาถูกกรรมสนอง ผมหงอกทั้งหัวจากความเครียด แล้วยังถูกกำจัดในที่สุด (เวอร์ชั่นนี้โหดหน่อยนะ ตามนิทานพื้นบ้าน). เจ้าชายสุทธราชเสียใจคิดว่าอุทัยเทวีตาย เลยไปบวช แต่สุดท้ายทั้งคู่ได้กลับมาครองรักกันอย่างมีความสุข เมืองต่างๆ สงบสุข
เรื่องนี้มันผสมผสานตำนานไทยแบบเต็มๆ มีดราม่า ความรัก การต่อสู้ และแง่คิดดีๆ อย่างความอิจฉาไม่เคยนำพาสิ่งดีๆ มา คนดีมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และบุพเพสันนิวาสที่เนื้อคู่ต้องเจอกันยังไงก็เจอ
เนื้อเรื่องยังคงเอกลักษณ์นิทานพื้นบ้านไทยแท้ๆ มีนาค เทวดา ครุฑ (พบศิลป์ โตสกุล เล่นพญาครุฑเวนไตย) ผสมกันสนุก ดราม่าอิจฉาแรงดี อย่างตอนเจ้าหญิงฉันทนา (อัญรส ปุณณโกศล) พยายามกำจัดอุทัยเทวี มันลุ้นระทึกแบบโบราณๆ แต่เพิ่มเอฟเฟกต์ CGI นิดๆ ให้ดูทันสมัยขึ้น แง่คิดเรื่องบุพเพสันนิวาส คนดีผีคุ้ม ก็สอนเด็กๆ ได้ดีนะ
ละครพื้นบ้าน อุทัยเทวี 2560
เบื้องหลังการผลิตละคร “อุทัยเทวี” ปี 2560 มันเป็นละครรีเมคครั้งที่ 3 จากนิทานพื้นบ้านเทพนิยายวัดเกาะ โดยบุราณ ออกอากาศช่อง 7 แล้วอัพย้อนหลังใน SAMSEARN OFFICIAL มาดูกันว่าทีมงานเค้าทำยังไงถึงได้ละครสนุกแบบนี้
การผลิตเริ่มจากบริษัท สามเศียร จำกัด ร่วมกับบริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด ที่เป็นค่ายใหญ่สายละครพื้นบ้าน พวกเขาดัดแปลงเนื้อหาจากนิทานโบราณ ให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ไทยๆ ไว้ บทละครโทรทัศน์เขียนโดยแก้วกัลยาณี ที่ทำให้เรื่องราวไหลลื่น มีดราม่าและแง่คิด กำกับการแสดงโดยภิภัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์ (หรือที่ทีมงานเรียก “หนำเลี๊ยบ”) ที่มีสไตล์กำกับสนุก ลีลาเผาขน เน้นฉากแอคชั่นและ CGI นิดๆ ให้ดูทันสมัย
แต่ยังคงกลิ่นอายจักรๆ วงศ์ๆ มีเบื้องหลังสนุกๆ จากคลิป behind the scene ที่เห็นนักแสดงอย่างกชกร ส่งแสงเติม (สมุทมาลา) รุ่งรัตน์ ดวงขวัญ (ท้าวอุ้มชู) และคนอื่นๆ นินทากันสนุกในห้องแต่งตัว หรือตอนกำกับฉากร้ายๆ ของอัญรส ปุณณโกศล (ฉันทนา) ที่เล่นแรงมาก
นักแสดง
→ สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์ รับบท เจ้าชายสุทธราช

โอรสของท้าวการพกับนางกาวิล จากเมืองการพนคร เป็นเจ้าชายหนุ่มหล่อ ฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบสูง และกล้าหาญไม่แพ้ใคร เรื่องเริ่มจากเขาไปฟังเทศน์ที่วัด แล้วบังเอิญพบอุทัยเทวี สาวสวยชาวบ้านที่มีเลือดนาคแฝงอยู่ เขาตกหลุมรักทันที แม้เธอจะมาจากครอบครัวต่ำต้อย แต่เขายืนยันจะแต่งงานให้ได้ ตายายที่เลี้ยงอุทัยตั้งข้อแม้สุดหิน คือต้องสร้างสะพานทองคำจากวังถึงบ้านพวกเขา เจ้าชายไม่ย่อท้อ ใช้ความฉลาดและบุพเพสันนิวาสจากชาติปางก่อน ทำให้พระอินทร์ลงมาช่วยเนรมิตสะพานสำเร็จ
สุรศักดิ์แสดงได้ดีในฉากนี้ ทำให้เห็นความมุ่งมั่นและรักแท้ แต่ปัญหาใหญ่คือเขามีสัญญาเก่าต้องแต่งกับเจ้าหญิงฉันทนาจากเมืองจุโลมนคร เพื่อเชื่อมสัมพันธ์สองเมือง นี่ทำให้เกิดดราม่าอิจฉาริษยาแรงกล้า ฉันทนาพยายามกำจัดอุทัย แต่เจ้าชายยืนข้างภรรยาเสมอ แม้จะเศร้าโศกคิดว่าอุทัยตายจนหนีไปบวช เขายังคงซื่อสัตย์
สุดท้ายกลับมาครองรักอย่างสุขสม ตัวละครนี้เป็นตัวแทนของผู้ชายในอุดมคติแบบไทยๆ ที่รักมั่นคง กล้าหาญต่ออุปสรรค และมีจิตใจเมตตา ไม่ยอมให้ความอิจฉาทำลายความรัก สุรศักดิ์นำเสนอได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยเสียงทุ้มและการแสดงที่ดึงดูด ทำให้ตัวละครมีมิติลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่พระเอกหล่อๆ ธรรมดา แต่เป็นฮีโร่ที่มีหัวใจแข็งแกร่ง
ฉายา เจ้าชายหัวใจเพชร
เพราะตัวละครนี้แสดงถึงความมั่นคงดุจเพชรที่ไม่แตกสลายแม้เจอแรงกดดัน ในละคร เจ้าชายสุทธราชเผชิญอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่สร้างสะพานทองเพื่อพิสูจน์รัก ไปจนถึงดราม่าจากสัญญาแต่งงานกับฉันทนา แต่เขายืนหยัดในความรักต่ออุทัยเทวีเสมอ สุรศักดิ์แสดงให้เห็นหัวใจที่แข็งแกร่งนี้ผ่านการตัดสินใจกล้าหาญ เช่น เมื่ออุทัยถูกโยนน้ำ เขาเศร้าโศกแต่ไม่ยอมแพ้ หนีไปบวชเพื่อระลึกถึงคนรัก สุดท้ายกลับมาชนะทุกอย่าง ฉายานี้เหมาะเพราะเพชรสื่อถึงความบริสุทธิ์และทนทาน เหมือนความรักของเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อการกลั่นแกล้งจากฉันทนา มันสะท้อนบุพเพสันนิวาสที่เนื้อคู่ต้องเจอกัน ทำให้ตัวละครนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นว่าหัวใจแท้จริงแข็งแกร่งกว่าอุปสรรคใดๆ
ข้อคิด ความรักแท้ย่อมชนะอุปสรรค เพราะในเรื่อง
เจ้าชายสุทธราชสอนให้เห็นว่าความรักที่มั่นคงและจริงใจสามารถเอาชนะทุกปัญหาได้ แม้จะมีข้อแม้สร้างสะพานทอง หรือดราม่าจากฉันทนาที่อิจฉาจนพยายามกำจัดอุทัย แต่ด้วยบุพเพสันนิวาสและความกล้าหาญ เขาก็ผ่านพ้นมาได้ สุรศักดิ์แสดงให้เห็นว่าคนดีจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เหมือนพระอินทร์ช่วยเนรมิตสะพาน ข้อคิดนี้เตือนว่าความอิจฉาไม่เคยนำพาสิ่งดีมา แต่ความรักที่บริสุทธิ์จะนำพาความสุขมาเสมอ มันสอนให้คนดูเชื่อในเนื้อคู่และไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางจิตใจสูง
→ วรัญภรณ์ ณ พัทลุง รับบท นางอุทัยเทวี

ลูกสาวของสมุทมาลา เจ้าหญิงนาค และรุกขเทวดา เธอเกิดจากไข่ฟองใหญ่ที่ถูกห่อสไบพ่นพิษคุ้มกัน หลังแม่กลับบาดาล ไข่ถูกคางคกกินแต่คางคกตายเพราะพิษ ทำให้อุทัยฟักออกมาคิดว่าคางคกคือแม่ อาศัยในท้องคางคกจนตายายชาวบ้านเก็บมาเลี้ยง ตั้งชื่ออุทัยเทวีเพราะฟักตอนพระอาทิตย์ขึ้น เธอเติบโตเป็นสาวสวย ผิวพรรณงาม ฉลาดหลักแหลม ใจดี กตัญญูต่อตายาย แต่แฝงพลังลึกลับจากเลือดนาคที่ทำให้ไม่จมน้ำและมีเวทมนตร์ช่วยชีวิต เรื่องเริ่มดราม่าเมื่อพบรักกับเจ้าชายสุทธราช เธอถูกตายายตั้งข้อแม้สร้างสะพานทองคำจากวังถึงบ้าน
วรัญภรณ์แสดงให้เห็นความอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง โดยเฉพาะตอนใช้แหวนวิเศษจากแม่ช่วยเจ้าชายสร้างสะพานสำเร็จ หลังแต่งงาน เธอต้องเผชิญเจ้าหญิงฉันทนาที่อิจฉา กลั่นแกล้งสารพัด จนถูกโยนน้ำ แต่เลือดนาคช่วย เธอลอยไปพบแม่และตาที่บาดาล ได้เรียนรู้ชาติกำเนิด วรัญภรณ์สื่ออารมณ์เศร้าโศกและเมตตาได้ดี โดยเฉพาะตอนห้ามทัพนาคไม่ให้บุกเมือง เธอแปลงกายเป็นยายแก่หลอกฉันทนา โกนผม กรีดศีรษะ แล้วแปะปลาร้า กรรมสนองฉันทนาตายทรมาน อุทัยกลับมาครองรักกับเจ้าชายสุขสม ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความดีที่ชนะชั่ว ความฉลาดแก้ปัญหา และบุพเพสันนิวาส วรัญภรณ์แม้เสียงห้าวและแสดงแข็งตอนแรก แต่พัฒนาขึ้นในตอนหลัง ทำให้ตัวละครมีมิติลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่นางเอกอ่อนแอ แต่เป็นฮีโร่ผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อความรักและความยุติธรรม
ฉายา นางเอกเลือดนาค
เพราะตัวละครนี้มีสายเลือดพญานาคแฝงอยู่ ทำให้มีพลังพิเศษที่ช่วยชีวิตในยามคับขัน ในละคร อุทัยเทวีรอดจากการถูกโยนน้ำเพราะเลือดนาค ทำให้ไม่จมและลอยไปพบแม่แท้จริง วรัญภรณ์แสดงให้เห็นพลังนี้ผ่านฉากดราม่าใต้บาดาล ที่เธอเรียนรู้ชาติกำเนิดและใช้เวทมนตร์ต่อสู้ฉันทนา ฉายานี้เหมาะเพราะนาคสื่อถึงความลึกลับและอำนาจในตำนานไทย เหมือนอุทัยที่ดูเป็นสาวชาวบ้านธรรมดา แต่แฝงความแข็งแกร่งดุจนาคราช เธอใช้เลือดนี้ห้ามสงครามระหว่างมนุษย์กับนาค สะท้อนความเมตตาและปัญญา ทำให้ตัวละครนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นว่าพลังภายในสามารถพลิกชะตาได้ มันเน้นบุพเพสันนิวาสที่เชื่อมเธอกับเจ้าชาย
ข้อคิด คนดีผีคุ้ม
เพราะในเรื่อง นางอุทัยเทวีสอนให้เห็นว่าคนดีที่มีจิตใจเมตตาและกตัญญูจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเสมอ แม้ถูกกลั่นแกล้งจากฉันทนาที่อิจฉาจนโยนน้ำคิดว่าตาย แต่ด้วยความดีและเลือดนาค เธอรอดชีวิตและกลับมาแก้แค้นอย่างฉลาด วรัญภรณ์แสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เช่น ตอนใช้ไหวพริบหลอกฉันทนาให้กรรมสนอง ข้อคิดนี้เตือนว่าความอิจฉาและชั่วร้ายไม่เคยชนะ แต่ความดีจะนำพาความสุขมา มันสอนให้คนดูเชื่อในกรรมและไม่ทำชั่ว ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนสังคมไทยที่ยกย่องคนดี
→ อัญรส ปุณณโกศล รับบท องค์หญิงฉันทา

พระธิดาของท้าวกัญจาราช เจ้าเมืองจุโลมนคร เธอเป็นคู่หมั้นของเจ้าชายสุทธราชตามสัญญาเก่าเพื่อเชื่อมสัมพันธ์สองเมือง แม้จะสาวแต่มีผมหงอกขาวทั้งหัว ซึ่งปกปิดไว้ด้วยผ้าพันหัว เธอสวยแต่จิตใจอิจฉาริษยาแรงกล้า โดยเฉพาะต่ออุทัยเทวี ภรรยาหลวงของเจ้าชายที่มาจากชาวบ้านต่ำต้อย เรื่องดราม่าเริ่มเมื่อเจ้าชายต้องอภิเษกกับฉันทาตามสัญญา แต่เขารักอุทัยมากกว่า เฝ้าเชยชมรูปหล่อทองคำของอุทัย ทำให้ฉันทาโกรธแค้น สั่งคนลักรูปทองโยนทิ้งน้ำ อัญรสสื่ออารมณ์อิจฉาได้ดีผ่านสีหน้าและน้ำเสียง โดยเฉพาะตอนกลั่นแกล้งอุทัยสารพัด เช่น สั่งทหารทำร้ายแล้วโยนอุทัยลงน้ำลึก คิดว่าตายแน่ แต่เมื่ออุทัยรอดมา
ฉันทาเครียดหนักจนผมหงอกเพิ่ม สุดท้ายถูกหลอกโดยอุทัยแปลงกายเป็นยายแก่ขายขนม เสนอรักษาผมหงอกด้วยพิธีลึกลับ ฉันทาตกลงเพราะอยากสวย อุทัยโกนหัวเธอ กรีดร่างด้วยมีด หมักปลาร้าเน่า แล้วครอบหม้อแกง ห้ามเปิดก่อน 7 วัน ฉันทาทนพิษไม่ไหว สิ้นใจตายอย่างทรมาน กรรมสนองจากความชั่ว ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอิจฉาที่ทำลายตัวเอง อัญรสแม้เป็นบทแรกแต่เล่นแรง สื่อความร้ายกาจและความทุกข์ภายในได้ลึกซึ้ง ทำให้ตัวละครมีมิติ ไม่ใช่แค่นางร้ายแบนๆ แต่เป็นผู้หญิงที่ถูกความริษยาครอบงำจนพังชีวิต
ฉายา เจ้าหญิงผมหงอก
เพราะตัวละครนี้มีผมหงอกขาวทั้งหัวแม้ยังสาว ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สะท้อนกรรมและความเครียดจากอิจฉา ในละคร ฉันทาพยายามปกปิดผมหงอกด้วยผ้าพันหัว แต่เมื่อเครียดจากแผนกำจัดอุทัยล้มเหลว ผมหงอกยิ่งเพิ่ม อัญรสแสดงให้เห็นความทุกข์นี้ผ่านการแสดงที่ดึงดูด ทำให้ฉายานี้เหมาะเพราะผมหงอกสื่อถึงกรรมสนองในตำนานไทย เหมือนฉันทาที่ชั่วร้ายจนร่างกายผิดปกติ เธอหลงเชื่ออุทัยแปลงกายรักษาผม แต่ถูกหลอกโกนหัวและทรมานตาย ฉายานี้เน้นว่าความอิจฉาทำให้ชีวิตพัง เหมือนผมหงอกที่ปกปิดไม่ได้ มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นผลของกรรม ทำให้ตัวละครนี้โดดเด่นในละครพื้นบ้าน
ข้อคิด ความอิจฉาไม่นำพาสิ่งดีมา
เพราะในเรื่อง องค์หญิงฉันทาสอนให้เห็นว่าความอิจฉาริษยาและอาฆาตพยาบาทนำแต่ความพินาศมาสู่ตัวเอง แม้จะมีตำแหน่งสูงแต่เธออิจฉาอุทัยจนพยายามกำจัด สุดท้ายกรรมสนองตายทรมาน อัญรสแสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านดราม่าที่เธอเครียดจนผมหงอกและถูกหลอก ข้อคิดนี้เตือนว่าความชั่วไม่เคยชนะ แต่จะกลับมาทำร้ายตัวเอง มันสอนให้คนดูละเว้นอิจฉา ใช้ชีวิตด้วยเมตตา ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนสังคมไทยที่เชื่อในกรรมและผลบุญ
→ นรินทร์ พรพิทักษ์วงศ์ รับบท ราฆพ

ขุนนางหรือนายทหารหนุ่มหล่อในเมืองจุโลมนคร ลูกน้องสนิทหรือพระอนุชาขององค์หญิงฉันทา เจ้าเมืองท้าวกัญจราช เขาเป็นตัวร้ายรองที่ช่วยขับเคลื่อนดราม่าอิจฉาริษยา เรื่องเริ่มจากเขาช่วยฉันทาวางแผนกลั่นแกล้งอุทัยเทวี ภรรยาหลวงของเจ้าชายสุทธราช เพราะฉันทาหมั้นหมายกับเจ้าชายตามสัญญาแต่ถูกแย่งรัก ราฆพหลงรักหรือภักดีต่อฉันทามาก สั่งทหารทำร้ายอุทัยให้หมดสติแล้วโยนทิ้งน้ำ คิดว่าตายแน่ นรินทร์สื่ออารมณ์ร้ายกาจได้ดีผ่านสีหน้าเย็นชาและน้ำเสียงเข้ม แต่แฝงเสน่ห์จากรูปร่างสูงโปร่ง ผมยาว หน้าตาคมเข้ม ทำให้ตัวละครไม่ใช่ร้ายแบนๆ แต่มีมิติเหมือนพระรองที่มีหัวใจ เมื่ออุทัยรอดมาเพราะเลือดนาค
ราฆพยังช่วยฉันทาวางแผนต่อ เช่น ลักรูปหล่อทองคำของอุทัยโยนทิ้งเพื่อให้เจ้าชายลืม แต่สุดท้ายกรรมสนอง ฉันทาตายทรมานจากแผนหลอกของอุทัย ราฆพน่าจะถูกลงโทษหรือหายไปจากเรื่องตามบทละครพื้นบ้านที่ชั่วร้ายไม่รอด นรินทร์เล่นบทนี้หลังจากบทสุวรรณราชกุมารในสี่ยอดกุมาร ทำให้แฟนๆ ชมว่าหล่อโอปป้า ทำพระเอกหมอง แต่ติว่าน้ำเสียงและแสดงยังไม่ลึกพอในฉากดราม่า ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความภักดีผิดทางที่นำพินาศ สะท้อนสังคมไทยที่ยกย่องความซื่อสัตย์แต่เตือนภัยจากความชั่ว นรินทร์ทำให้ราฆพเป็นพระรองร้ายที่มีแฟนคลับเพราะเสน่ห์ภายนอก
ฉายา พระรองหล่อร้าย
เพราะตัวละครนี้ผสมความหล่อเหลากับความร้ายกาจในแบบพระรองละครพื้นบ้าน ในละคร ราฆพช่วยฉันทากลั่นแกล้งอุทัยด้วยแผนชั่ว แต่รูปลักษณ์ผมยาว หน้าตาคมเข้มของนรินทร์ทำให้ตัวละครมีเสน่ห์ดึงดูด นรินทร์แสดงให้เห็นความร้ายผ่านการสั่งทหารทำร้าย แต่แฝงความหล่อโอปป้าที่แฟนๆ ชมว่าทำพระเอกหมอง ฉายานี้เหมาะเพราะสะท้อน duality ของตัวละครที่หล่อแต่ใจร้าย เหมือนในตำนานไทยที่ตัวร้ายมักมีเสน่ห์ล่อลวง เขาภักดีฉันทาจนช่วยแผนโยนอุทัยน้ำ แต่สุดท้ายกรรมสนอง ทำให้ฉายานี้เน้นว่าความหล่อภายนอกไม่ช่วยถ้าจิตใจชั่ว มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นผลของการเลือกทางผิดแม้หน้าตาดี
ข้อคิด ความภักดีผิดทางนำพินาศ
เพราะในเรื่อง ราฆพสอนให้เห็นว่าการภักดีต่อคนชั่วหรือช่วยแผนร้ายจะนำความหายนะมาสู่ตัวเอง แม้เขาจะช่วยฉันทากลั่นแกล้งอุทัยด้วยความจงรัก แต่สุดท้ายกรรมสนองเมื่อฉันทาตายทรมาน นรินทร์แสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านดราม่าที่เขาต้องเผชิญผลจากชั่ว ข้อคิดนี้เตือนว่าความซื่อสัตย์ต้องอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม มิเช่นนั้นจะพังชีวิต มันสอนให้คนดูเลือกทางดี หลีกเลี่ยงอิจฉาและชั่วร้าย ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนสังคมไทยที่เชื่อในกรรม
→ พบศิลป์ โตสกุล รับบท พญาครุฑเวนไตย

พญาครุฑองค์สำคัญลูกของท้าวกัญจราช ผู้ปกครองเมืองครุฑ มีกายสีชมพูแดงสง่างามตามตำนานเวนไตยครุฑ เขาเป็นครุฑจอมเกเร ดื้อรั้น ชอบหาเรื่องสนุกๆ เรื่องเริ่มเด่นตอนอุทัยเทวีไปหาอาหารในป่าหิมพานต์เพื่อทำบุญ พญาครุฑเห็นนางสวยเลยจับตัวไปเล่น ทำให้แหวนวิเศษจากสมุทมาลาร่วงหล่น เจ้าชายสุทธราชเก็บได้กลายเป็นจุดเชื่อมบุพเพ พบศิลป์สื่อความเกเรได้สนุกผ่านสีหน้าและการบินทะยาน แต่ตัวละครไม่ใช่ร้ายล้วน เพราะครุฑกับนาคเป็นศัตรูคู่แค้นตามตำนาน เมื่อพญาอนันตนาคราชยกทัพนาคบุกเมืองจุโลมนครเพื่อแก้แค้นให้อุทัย
พญาครุฑเวนไตยนำทัพครุฑมาช่วยฝ่ายมนุษย์และเจ้าชายสุทธราช สู้กับนาคอย่างดุเดือด ฉากต่อสู้ CGI ปีกกว้าง บินโฉบ ปีนป่าย จิกตีพิษนาค มันส์สุดๆ พบศิลป์แสดงได้สมจริงด้วยเครื่องแต่งกายครุฑอลังการ การเคลื่อนไหวคล่องตัว ทำให้ตัวละครมีมิติเกเรแต่กล้าหาญ ซื่อตรงต่อหน้าที่ปกป้องมนุษย์ สุดท้ายอุทัยห้ามทัพทั้งสองฝ่ายเพราะไม่อยากให้สงคราม สงบสุขกลับคืน ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งธรรมชาติระหว่างครุฑกับนาค แต่ก็แสดงด้านช่วยเหลือฝ่ายดี พบศิลป์ที่เคยเล่นบทเทพบ่อยๆ นำเสนอได้ลงตัว ทำให้พญาครุฑเวนไตยเป็นตัวละครเด่นที่แฟนละครพื้นบ้านจำได้
ฉายา พญาครุฑจอมเกเร
เพราะตัวละครนี้มีนิสัยดื้อรั้น ชอบหาเรื่องสนุกแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ในละคร พญาครุฑเวนไตยจับอุทัยเทวีไปเพราะเห็นสวยอยากเล่น แต่ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างแหวนร่วง พบศิลป์แสดงให้เห็นความเกเรผ่านการยิ้มเจ้าเล่ห์และการบินโฉบ แต่แฝงความกล้าหาญ ฉายานี้เหมาะเพราะสะท้อนด้านสนุกของครุฑในตำนานที่ไม่เชื่อง แต่สุดท้ายใช้พลังช่วยฝ่ายมนุษย์สู้ทัพนาค เน้นว่าความเกเรไม่ใช่ชั่วร้ายเสมอไป ถ้ามีหัวใจยุติธรรม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นว่าตัวละครเทพก็มีนิสัยมนุษย์ ทำให้เรื่องสนุกและจำติด
ข้อคิด ความเกเรแต่มีคุณธรรมนำพาชัยชนะ
เพราะในเรื่อง พญาครุฑเวนไตยสอนให้เห็นว่าคนดื้อเกเรถ้ามีจิตใจดีและยืนหยัดในสิ่งถูกต้องจะชนะอุปสรรคได้ แม้เริ่มจากจับอุทัยไปเล่น แต่เมื่อนาคบุกเขานำทัพช่วยมนุษย์สู้อย่างกล้าหาญ พบศิลป์แสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านฉากต่อสู้ที่ใช้พลังครุฑปกป้องฝ่ายดี ข้อคิดนี้เตือนว่าความเกเรไม่ใช่จุดจบ ถ้าเลือกทางดีจะนำความสงบมา มันสอนให้คนดูมีเมตตาและยุติธรรม ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนตำนานไทยที่เทพช่วยมนุษย์
→ กชกร ส่งแสงเติม รับบท นางสมุทรมาลา

พระธิดาของพญาอนันตนาคราช ผู้ปกครองเมืองบาดาล เธอเป็นเจ้าหญิงนาคสาวสวย ผิวพรรณงาม ใจเบิกบานแต่เบื่อชีวิตใต้บาดาลที่จำเจ วันหนึ่งแอบหนีพ่อขึ้นมาเที่ยวโลกมนุษย์ แล้วบังเอิญพบรุกขเทวดาที่สิงในต้นไม้ริมสระน้ำ สองคนตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว รักหวานชื่นท่ามกลางธรรมชาติ แต่รุกขเทวดาถูกลงโทษจากพระอินทร์ ต้องเนรเทศไปไกล สมุทรมาลาเศร้าโศกตั้งครรภ์คนเดียว รอจนคลอดออกมาเป็นไข่ฟองใหญ่ ห่อด้วยสไบพ่นพิษนาคคุ้มกัน แล้วฝากแหวนวิเศษไว้ในไข่ก่อนรีบกลับบาดาลเพราะกลัวพ่อรู้เรื่อง กชกรสื่ออารมณ์เศร้าและเสียสละได้ดีในฉากนี้ ผ่านน้ำตาและการแสดงอ่อนโยน
ต่อมาเมื่ออุทัยเทวีถูกเจ้าหญิงฉันทนาโยนน้ำคิดว่าตาย แต่เลือดนาคช่วยให้ลอยไปเมืองบาดาล สมุทรมาลาพบลูกสาวที่พลัดพรากนาน ดีใจน้ำตาไหลแต่เศร้าที่ลูกต้องลำบาก เธอเล่าเรื่องชาติกำเนิดให้อุทัยฟัง ช่วยลูกเรียนรู้พลังนาค เมื่อพญานาคราชตาโกรธแค้นยกทัพนาคบุกเมืองมนุษย์ สมุทรมาลาขอร้องพ่อและช่วยอุทัยห้ามสงคราม ไม่ให้เกิดการฆ่าฟัน กชกรแสดงฉากใต้บาดาลได้สวยงามด้วยชุดนาคอลังการ มงกุฎเพชร เครื่องประดับทอง ทำให้ตัวละครมีมิติลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่แม่ที่รักลูก แต่เป็นเจ้าหญิงที่มีเมตตาและปัญญาแก้ปัญหา สะท้อนความเสียสละเพื่อความสงบสุข ตัวละครนี้เด่นในตอนหลังเรื่อง ขับเคลื่อนดราม่าแม่ลูกพลัดพรากและบุพเพสันนิวาส
ฉายา เจ้าหญิงนาคผู้พลัดพราก
เพราะตัวละครนี้ต้องพลัดพรากจากคนรักและลูกสาวนานหลายปีจากความรักข้ามเผ่าพันธุ์ ในละคร สมุทรมาลาทิ้งไข่ลูกไว้โลกมนุษย์แล้วกลับบาดาลด้วยหัวใจสลาย กชกรแสดงให้เห็นความพลัดพรากนี้ผ่านฉากเศร้าและน้ำตา แต่แฝงความเข้มแข็ง ฉายานี้เหมาะเพราะนาคสื่อถึงความลึกลับในตำนานไทย เหมือนสมุทรมาลาที่ดูสง่างามแต่ทุกข์ทรมานภายใน สุดท้ายได้พบอุทัยอีกครั้ง ความพลัดพรากจบลงด้วยความสุข มันเน้นบุพเพสันนิวาสที่เชื่อมแม่ลูก ทำให้ตัวละครนี้สะท้อนความเสียสละและความรักนิรันดร์ เป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นค่าความผูกพันครอบครัว
ข้อคิด ความรักของมารดาไม่มีเงื่อนไข
เพราะในเรื่อง นางสมุทรมาลาสอนให้เห็นว่าความรักแม่ต่อลูกยิ่งใหญ่และเสียสละเสมอ แม้พลัดพรากนานแต่เมื่อพบอุทัย เธอให้อภัยและปกป้องลูกเต็มที่ กชกรแสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านฉากพบลูกและห้ามทัพนาค ข้อคิดนี้เตือนว่าความรักแท้ไม่เคยจางหาย แม้เจออุปสรรคอย่างการหนีบาดาลหรือสงคราม มันสอนให้คนดูเห็นคุณค่าครอบครัวและเมตตา ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางจิตใจสูง สะท้อนสังคมไทยที่ยกย่องความผูกพันแม่ลูก
→ ณ พบ ประสบลาภ รับบท รุกขเทวา

เทพผู้สิงสถิตอยู่ในต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำในป่าหิมพานต์ เขาเป็นเทพหนุ่มรูปงาม ใจดี อ่อนโยน มีพลังวิเศษปกป้องธรรมชาติ เรื่องเริ่มเด่นตอนต้นเมื่อสมุทมาลา เจ้าหญิงนาคแอบหนีจากบาดาลขึ้นมาเที่ยวโลกมนุษย์ แล้วบังเอิญพบรุกขเทวาที่ต้นไม้ สองคนตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว รักหวานชื่นท่ามกลางใบไม้และสายน้ำ ณ พบสื่อความโรแมนติกได้ดีผ่านสายตาและรอยยิ้มอบอุ่น ชุดเทพสีเขียวมงกุฎใบไม้ ทำให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่โชคร้ายเมื่อพระอินทร์รู้เรื่องความรักข้ามเผ่าพันธุ์นี้ เพราะรุกขเทวดาทำผิดกฎสวรรค์ เขาถูกลงโทษอย่างหนัก ถูกเนรเทศไปอยู่นอกป่าหิมพานต์ ห่างไกลจากคนรัก
สมุทมาลาตั้งครรภ์คนเดียว คลอดไข่แล้วทิ้งไว้โลกมนุษย์ รุกขเทวาไม่มีโอกาสเลี้ยงลูกหรือกลับมาพบสมุทมาลาอีก บทของเขาจึงจบลงตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ไม่มีฉากกลับมาในตอนหลัง ไม่ได้พบอุทัยเทวีลูกสาวที่เติบโตมา ณ พบที่เคยเล่นบทร้ายมาก่อน เปลี่ยนมาเล่นบทนี้เป็นพระเอกพ่อเรื่องแรก ทำให้ตัวละครมีเสน่ห์สงบสุขแต่เศร้าลึกๆ สะท้อนความเสียสละจากความรักที่ผิดกฎฟ้า ตัวละครนี้เป็นจุดเริ่มต้นบุพเพสันนิวาสของอุทัยเทวี ที่ทำให้เธอมีเลือดเทพแฝงแต่ต้องพลัดพรากจากพ่อแท้ตั้งแต่เกิด แม้บทสั้นแต่ณ พบทำให้รุกขเทวาเป็นเทพที่น่าจดจำในความโรแมนติกและโศกนาฏกรรม
ฉายา เทพต้นไม้ผู้พลัดพราก
เพราะตัวละครนี้ต้องพลัดพรากจากคนรักและลูกตั้งแต่ต้นเรื่องจากโทษทัณฑ์สวรรค์ ในละคร รุกขเทวาถูกเนรเทศหลังรักสมุทมาลา ไม่ได้กลับมาพบครอบครัวอีก ณ พบแสดงให้เห็นความพลัดพรากนี้ผ่านฉากลาแยกที่เต็มไปด้วยความเศร้า ฉายานี้เหมาะเพราะต้นไม้สื่อถึงการหยั่งรากมั่นคงแต่ถูกตัดขาด เหมือนรุกขเทวาที่รักมั่นคงแต่โชคชะตาไม่เอื้อ สุดท้ายลูกสาวอุทัยเติบโตโดยไม่รู้จักพ่อ มันเน้นด้านโศกของตำนานไทยที่ความรักเทพมนุษย์หรือนาคมักจบด้วยการจากลา ทำให้ตัวละครนี้สะท้อนความเสียสละและบุพเพที่ไม่สมหวังเต็มที่
ข้อคิด ความรักที่ผิดกฎย่อมนำอุปสรรค
เพราะในเรื่อง รุกขเทวาสอนให้เห็นว่าความรักข้ามเผ่าพันธุ์หรือฝ่าฝืนกฎสวรรค์นำแต่ความพลัดพรากและทุกข์มา แม้รักสมุทมาลาจริงใจแต่เขาถูกลงโทษเนรเทศ ไม่ได้เลี้ยงลูก ณ พบแสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านฉากโรแมนติกที่จบด้วยโศก ข้อคิดนี้เตือนว่าความรักต้องคำนึงถึงผลกระทบ มิเช่นนั้นจะนำความสูญเสีย มันสอนให้คนดูเห็นค่าบุพเพสันนิวาสที่บางครั้งไม่สมบูรณ์ ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางจิตใจสูง สะท้อนตำนานไทยที่เตือนภัยจากรักต้องห้าม
→ รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์ รับบท นาคา

พญานาคราชองค์หนึ่งในนครบาดาล บริวารใกล้ชิดหรือนาคราชรองของพญาอนันตนาคราช ผู้ปกครองสูงสุด เขาเป็นนาคหนุ่มรูปงาม สง่างาม แข็งแกร่ง มีพลังวิเศษดุจพญานาคทั่วไป ใจภักดีต่อราชวงศ์นาคและสมุทมาลา เจ้าหญิงนาค เรื่องเด่นตอนฉากใต้บาดาล เมื่อสมุทมาลาหนีขึ้นโลกมนุษย์หรือกลับมาพร้อมอุทัยเทวี นาคาปรากฏตัวช่วยเหลือหรือปกป้องราชวงศ์ รัฐศิลป์สื่อความสง่างามได้ดีผ่านชุดนาคสีเขียวทอง มงกุฎงาม พลองทอง ปีกนาค และการแปลงร่างเป็นงูยักษ์ โดยเฉพาะตอนพญานาคราชโกรธแค้นยกทัพนาคบุกเมืองจุโลมนครเพื่อแก้แค้นให้อุทัย
นาคานำทัพหรือช่วยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนาคอื่นๆ สู้กับทัพครุฑของพญาครุฑเวนไตย ฉากต่อสู้ CGI นาคพ่นพิษ บินโฉบ มันส์สุดๆ รัฐศิลป์ที่เคยเล่นบทเทพหรือกุมารหล่อๆ มาเยอะ นำเสนอนาคาได้ลงตัว หล่อคมเข้ม น้ำเสียงเข้มแข็ง ทำให้ตัวละครมีมิติภักดีแต่ดุดัน ไม่ใช่แค่นาคธรรมดา แต่เป็นนาคราชที่มีบทเด่นในตอนสงครามนาค-ครุฑ สุดท้ายเมื่ออุทัยห้ามทัพได้ นาคากลับสู่บาดาลพร้อมความสงบ ตัวละครนี้เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีในราชวงศ์นาค สะท้อนตำนานไทยที่นาคมีทั้งด้านปกป้องและโกรธแค้น รัฐศิลป์ทำให้แฟนๆ จำได้ในความหล่อและการแสดงที่มั่นคง
ฉายา นาคราชผู้ภักดี
เพราะตัวละครนี้แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพญานาคราชและสมุทมาลาอย่างมั่นคง ในละคร นาคาช่วยปกป้องเมืองบาดาลและยกทัพแก้แค้นให้อุทัยเทวี รัฐศิลป์แสดงให้เห็นความภักดีผ่านการรบเคียงข้างโดยไม่หวั่นเกรงครุฑ ฉายานี้เหมาะเพราะนาคราชสื่อถึงตำแหน่งสูงในบาดาล เหมือนนาคาที่ดูดุดันแต่ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์ เขาไม่ทรยศและยืนหยัดในหน้าที่ สุดท้ายช่วยนำความสงบเมื่ออุทัยห้ามสงคราม มันเน้นว่าความภักดีนำพาความสงบสุข ทำให้ตัวละครนี้เป็นตัวอย่างดีในตำนานนาคไทย เป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นค่าความซื่อตรง
ข้อคิด ความภักดีต่อครอบครัวนำความสงบ
เพราะในเรื่อง นาคาสอนให้เห็นว่าการจงรักภักดีต่อราชวงศ์และลูกหลานนำพาความสงบสุขมา แม้โกรธแค้นยกทัพบุกแต่สุดท้ายยอมห้ามทัพเพราะอุทัย รัฐศิลป์แสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านฉากรบและถอยทัพ ข้อคิดนี้เตือนว่าความภักดีต้องอยู่บนเมตตา มิเช่นนั้นจะนำสงคราม มันสอนให้คนดูเห็นค่าครอบครัวและการให้อภัย ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนสังคมไทยที่ยกย่องความจงรักภักดี
→ พศิน กรรณสูต รับบท พญาอนันตนาคราช

ผู้ปกครองสูงสุดแห่งนครใต้บาดาล พญานาคราชผู้ทรงอำนาจ มีพระธิดาเพียงองค์เดียวชื่อสมุทมาลา เขาเป็นนาคราชดุดัน เข้มงวด แต่รักลูกหลานสุดหัวใจ เรื่องเด่นตอนสมุทมาลาแอบหนีขึ้นโลกมนุษย์ไปรักรุกขเทวา คลอดไข่แล้วทิ้งไว้ พญานาคราชอาจไม่รู้เรื่องตอนแรก แต่เมื่ออุทัยเทวีถูกเจ้าหญิงฉันทนากลั่นแกล้ง สั่งโยนน้ำคิดว่าตาย แต่เลือดนาคช่วยให้ลอยมาถึงเมืองบาดาล สมุทมาลาพาหลานสาวมาพบพ่อ พญานาคราชรู้ชาติกำเนิดและเรื่องราวที่หลานถูกทำร้าย โกรธแค้นสุดขีด พศินสื่อความพิโรธได้เข้มข้นผ่านน้ำเสียงก้อง นัยน์ตาแดงก่ำ การแปลงร่างเป็นงูยักษ์พ่นพิษ เขายกทัพนาคทั้งปวงบุกเมืองจุโลมนครเพื่อแก้แค้น สู้รบกับทัพครุฑของพญาครุฑเวนไตยอย่างดุเดือด
ฉากสงคราม CGI นาคพ่นพิษ บินโฉบ มันส์สุดๆ พศินที่มักเล่นบทร้ายในละครพื้นบ้าน นำเสนอได้สมจริงด้วยชุดนาคอลังการ มงกุฎสูงประดับเพชร พลองทอง ปีกนาคกว้างใหญ่ ทำให้ตัวละครน่าเกรงขาม แต่แฝงความเป็นพ่อตาที่รักหลาน เมื่ออุทัยขอร้องด้วยน้ำตาและเมตตา ไม่ให้เกิดการฆ่าฟัน เขายอมระงับความแค้น ห้ามทัพนาคถอยกลับ สงบสุขคืนมา พศินทำให้ตัวละครมีมิติลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่นาคราชโหด แต่เป็นผู้ปกครองที่มีปัญญาและหัวใจ ตัวละครนี้เด่นในตอนหลัง ขับเคลื่อนสงครามนาค-ครุฑและบทเรียนครอบครัว สะท้อนตำนานไทยที่นาคปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไข
ฉายา พญานาคราชผู้พิโรธ
เพราะตัวละครนี้โกรธแค้นรุนแรงเมื่อลูกหลานถูกทำร้าย จนยกทัพบุกเมืองมนุษย์ ในละคร พญาอนันตนาคราชรู้เรื่องอุทัยถูกโยนน้ำ โกรธจนสั่งทัพนาครบ สู้ครุฑดุเดือด พศินแสดงให้เห็นความพิโรธผ่านการแปลงร่างและคำรามก้อง ฉายานี้เหมาะเพราะพิโรธสื่อถึงไฟแค้นในตำนานนาค แต่สุดท้ายยอมระงับเพราะเมตตาจากหลาน เขาไม่ใช่โหดล้วนแต่มีเหตุผล สะท้อนนาคราชที่ปกป้องราชวงศ์สุดชีวิต มันเน้นว่าความโกรธต้องควบคุม มิเช่นนั้นนำสงคราม ทำให้ตัวละครนี้เป็นตัวอย่างอำนาจที่มาพร้อมความรักครอบครัว
ข้อคิด ความแค้นต้องระงับด้วยเมตตา
เพราะในเรื่อง พญาอนันตนาคราชสอนให้เห็นว่าความโกรธแค้นแม้ชอบธรรมแต่ถ้าไม่ยั้งคิดจะนำหายนะมา แม้ยกทัพแก้แค้นให้หลานแต่สุดท้ายยอมห้ามทัพเพราะอุทัยขอร้อง พศินแสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านฉากพิโรธที่จบด้วยความสงบ ข้อคิดนี้เตือนว่าความเมตตาชนะความแค้นเสมอ มันสอนให้คนดูให้อภัยและเห็นค่าครอบครัว ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนสังคมไทยที่เชื่อในกรรมและสันติภาพ
→ เพชรฎี ศรีฤกษ์ รับบท ท้าวกัญจราช

พระบิดาขององค์หญิงฉันทนาและพญาครุฑเวนไตย ผู้ปกครองเมืองจุโลมนครที่มีครุฑเป็นบริวารหลัก เขาเป็นราชาผู้ทรงอำนาจ เข้มงวด กล้าหาญ รักลูกสาวสุดชีวิตแม้ฉันทนาจะอิจฉาริษยาและกลั่นแกล้งอุทัยเทวีสารพัด เรื่องเด่นตอนฉันทนาสั่งโยนอุทัยลงน้ำคิดว่าตาย แต่เลือดนาคช่วยให้อุทัยลอยไปบาดาล พญาอนันตนาคราชโกรธแค้นยกทัพนาคบุกเมืองจุโลมนครเพื่อแก้แค้นให้หลาน ท้าวกัญจราชเห็นเมืองถูกบุก โกรธหนัก นำทัพครุฑทั้งปวงสู้รบปกป้องแผ่นดิน เพราะครุฑกับนาคเป็นศัตรูคู่แค้นตามตำนานโบราณ เพชรฎีสื่อความเป็นราชาที่เด็ดเดี่ยวได้ดีผ่านน้ำเสียงดังก้อง สีหน้าเคร่งขรึม การแต่งกายครุฑอลังการ มงกุฎสูงประดับเพชร ปีกกว้างใหญ่ พลองอาวุธทอง ทำให้ฉากสงครามครุฑโฉบ นาคพ่นพิษ มันส์สุดๆ
เขาสั่งการทัพเคียงข้างลูกชายพญาครุฑเวนไตย สู้อย่างไม่ย่อท้อ แต่สุดท้ายเมื่ออุทัยเทวีออกมาห้ามทัพทั้งสองฝ่ายด้วยน้ำตาและเมตตา ขอไม่ให้เกิดการฆ่าฟันเพราะทุกฝ่ายคือญาติ ท้าวกัญจราชยอมฟังเหตุผล ระงับความแค้น ถอยทัพกลับ สงบสุขคืนมา แม้ลูกสาวฉันทนาจะกรรมสนองตายทรมานจากความชั่ว เพชรฎีที่เคยเล่นบทเทพหรือราชามาก่อน ทำให้ตัวละครมีมิติลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ราชาโหด แต่เป็นผู้ปกครองที่มีปัญญาเลือกสันติภาพเพื่อบริวารและเมืองชาติ ตัวละครนี้เด่นตอนหลังเรื่อง ขับเคลื่อนสงครามเผ่าพันธุ์และบทเรียนความขัดแย้ง
ฉายา ราชาครุฑผู้เด็ดเดี่ยว
เพราะตัวละครนี้เด็ดเดี่ยวในการปกป้องเมืองและบริวารจากทัพนาคบุก ในละคร ท้าวกัญจราชนำทัพครุฑสู้รบดุเดือดโดยไม่หวั่นเกรงพลังนาค เพชรฎีแสดงให้เห็นความเด็ดเดี่ยวผ่านการสั่งการและยืนหยัด ฉายานี้เหมาะเพราะครุฑสื่อถึงความกล้าหาญในตำนานไทย เหมือนท้าวกัญจราชที่ดูเข้มงวดแต่แฝงความรักแผ่นดิน สุดท้ายยอมถอยทัพเพราะเหตุผลจากอุทัย มันเน้นว่าความเด็ดเดี่ยวต้องมาพร้อมปัญญา มิเช่นนั้นนำหายนะ ทำให้ตัวละครนี้เป็นตัวอย่างราชาที่สมดุลระหว่างกำลังและเมตตา เป็นแรงบันดาลใจให้คนดูเห็นค่าการตัดสินใจเพื่อส่วนรวม
ข้อคิด การปกป้องต้องด้วยปัญญาไม่ใช่แค่กำลัง
เพราะในเรื่อง ท้าวกัญจราชสอนให้เห็นว่าการสู้รบแม้เพื่อปกป้องเมืองแต่ถ้าไม่ยั้งคิดจะนำความพินาศมา แม้นำทัพครุฑสู้ทัพนาคอย่างกล้าหาญแต่สุดท้ายยอมห้ามทัพเพราะอุทัยขอร้องด้วยเมตตา เพชรฎีแสดงให้เห็นข้อคิดนี้ผ่านฉากสงครามที่จบด้วยสันติภาพ ข้อคิดนี้เตือนว่าความขัดแย้งเผ่าพันธุ์หรือครอบครัวแก้ได้ด้วยเหตุผลและการให้อภัย มันสอนให้คนดูเลือกทางสงบเพื่อความสุขส่วนรวม ทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูง สะท้อนสังคมไทยที่เชื่อในสันติภาพเหนือสงคราม

