ซีรีส์ จาฤกรติชา Memoir Of Rati 2568 ณ แผ่นดินสยามที่ความรุ่งโรจน์และชนชั้นยังคงขีดเส้นแบ่งทุกความสัมพันธ์…ยี่สิบปีที่จากไปในฐานะเด็กกำพร้า มิอาจลบเลือนร่องรอยแห่งอดีตของ ‘รติ’ ทว่าการกลับมาในคราบล่ามผู้ทรงเกียรติแห่งคณะทูตฝรั่งเศส กลับนำพาเขาให้เผชิญหน้ากับดวงตาคู่หนึ่ง… ดวงตาของ ‘ธีรธรณ์’ ขุนนางชั้นสูงผู้สง่างาม เพียงสบตาแรกก็จุดไฟแห่งรักที่ไม่ควรเกิด ท่ามกลางสังคมที่วัดค่าผู้คนด้วยยศศักดิ์ เส้นทางรักของพวกเขากลับกลายเป็นเขาวงกตที่เต็มไปด้วยขวากหนาม เช่นเดียวกับ ‘เมฆ’ (บ่าวผู้จงรักภักดี และ ‘เดช’ นายน้อยผู้มีหัวใจบริสุทธิ์… สองคู่รักที่ถูกพันธนาการด้วย ‘ชนชั้น’ จะสามารถใช้พลังแห่งรักแท้ ตัดขาดโซ่ตรวนแห่งพันธะทางสังคมนี้ได้หรือไม่?

ซีรีส์ จาฤกรติชา Memoir Of Rati 2568 เรื่องนี้มันเป็นซีรีส์ BL ย้อนยุคเรื่องแรกของค่ายเลยนะ ตั้งแต่ยุคสยามสมัย ร.ศ. 134 (ซึ่งก็คือปี พ.ศ. 2458 นั่นแหละ) เรื่องมันเกี่ยวกับความรักต้องห้ามข้ามชนชั้น สังคม และอุปสรรคสารพัด ที่ทำให้คนดูต้องลุ้นตัวโก่งไปทั้งเรื่อง เรื่องราวเริ่มจากตัวเอกอย่าง “รติ” ที่เป็นเด็กกำพร้าลูกบ่าว แต่ได้รับการอุปถัมภ์จากนายจนได้ไปเรียนเมืองนอกที่ฝรั่งเศส 20 ปีผ่านไป รติกลับมาสยามในฐานะล่ามให้คณะทูตฝรั่งเศส แล้วก็บังเอิญได้เจอกับ “ธีรธรณ์” หรือ “ธีร์”  ที่เป็นถึงปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ แถมยังเป็นหม่อมราชวงศ์อีกต่างหาก สบตาแรกปุ๊บ มันก็แบบรักแรกพบเลยอะ รติกับธีร์เริ่มจากเพื่อนสนิท พูดคุยกัน ไปไหว้พระ นัดเจอ จนคนรอบข้างเริ่มจับตามอง มีข่าวลือลอยไปถึงหู “เสด็จย่านารีรัตน์” ที่อยากให้ธีร์แต่งงานซะที ธีร์ก็ลำบากใจสิ เพราะใจมันไปอยู่กับรติหมดแล้ว

แต่ปัญหามันไม่จบแค่นั้น เพราะชนชั้นต่างกันมาก รติเป็นแค่ไพร่ ธีร์เป็นขุนนาง รติเลยคิดถอยห่าง ทำตัวเย็นชาเหมือนไม่รู้จัก ธีร์ก็เจ็บใจแต่ไม่ยอมแพ้ ตามง้อสารพัด จนรติรู้ความจริงว่าธีร์เป็นเชื้อพระวงศ์จริงๆ ยิ่งโกรธใหญ่ ทำห่างเหินไปอีก แต่ธีร์ใช้สายตาอ้อนวอน สุดท้ายรติก็ใจอ่อน ยอมไปด้วยกัน ระหว่างนั้นก็มีคู่รองอย่าง “เมฆ”  บ่าวใช้แรงงาน กับ “เดช”  นายน้อย ที่เริ่มจากไม่ชอบหน้า แต่เห็นเมฆขยันอยากเรียนภาษาฝรั่งเศส เดชเลยสอนแลกกับเรียนมวย จนใกล้ชิดกันมากขึ้น

เรื่องเดินไปเรื่อยๆ มีเหตุการณ์น่ารักๆ อย่างวันลอยกระทง ธีร์ชวนรติไปลอยด้วยกัน แต่ธีร์ดันต้องพา “หญิงภา” ไปตามคำสั่งผู้ใหญ่ รติรอเก้อ แต่สุดท้ายธีร์ก็มา รติทำงานดีจนได้เลื่อนยศเป็น “หลวงรติจารุพิตร” ธีร์ดีใจ แต่พ่อธีร์ ดันเตรียมงานแต่งธีร์กับหญิงภา รติใจหาย ทางเมฆกับเดชก็มีดราม่า เมฆล้มมวยเพราะไม่อยากเจ็บ เดชห่วงมาก

ความหวานเริ่มออก เดชจูบเมฆหลายที บอกแค่จูบเพื่อน แต่จริงๆ ชอบ ธีร์ก็หึง “เสด็จใหม่” ที่มาจีบรติ ท้าแข่งหมากรุกเดิมพันรติ เดชสารภาพรักเมฆ แต่เมฆโดนลูกน้องพ่อเดช ซ้อม ห้ามยุ่งเดช เสด็จย่านารีรัตน์ก็มาขู่รติให้เลิกยุ่งธีร์ วันหมั้นธีร์กับหญิงภา รติทุกข์ใจ ธีร์ปลอบ เดชชวนเมฆหนี แต่เมฆโดนทำร้าย

สุดท้าย ความรักเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ทุกคนยอมตามโชคชะตา ธีร์แต่งกับหญิงภา รติให้สมุดบันทึก “จาฤกรติชา” เป็นที่ระลึก รติกับธีร์สัญญาว่ารักไม่เปลี่ยน เมฆกับเดชก็แยกทางไปตามฝัน เมฆเป็นนักแปล เดชก็เช่นกัน รติกลับมาสยาม เห็นธีร์มีครอบครัวอบอุ่น ก็ยอมรับความจริงแม้ใจเจ็บ

สารบัญละคร

เรื่องนี้มันคือบันทึกความรักที่สวยงามแต่เศร้า ผสมดราม่าชนชั้นสังคมยุคเก่า ทำให้คนดูอินมาก ใครชอบแนว BL พีเรียดห้ามพลาดเลยนะ มันสอนว่าความรักแท้จริงมันอัศจรรย์แต่บางทีก็ต้องยอมรับความจริงของชีวิต ต่อไปนี้คือเนื้อเรื่องสำคัญของซีรีส์

ในยุคสยามปี พ.ศ. 2458 ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม รติ เด็กกำพร้าที่เติบโตในฝรั่งเศส กลับบ้านเกิดในฐานะล่ามคณะทูต สายตาแรกที่สบกับธีรธรณ์ ขุนนางหนุ่มรูปงาม ความรักก็เบ่งบานดั่งดอกไม้งามในฤดูฝน แต่ความลับของธีร์ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้รติถอยห่างด้วยความกลัวชนชั้น ธีร์ตามง้อด้วยสายตาอ้อนวอน จนรติยอมเปิดใจ คู่ขนานกัน เมฆ บ่าวขยัน กับเดช นายน้อยจอมดื้อ เริ่มจากทะเลาะ แต่แลกเปลี่ยนความรู้ จนใกล้ชิดเกินเพื่อน

จุดสำคัญแรกคือวันลอยกระทง ธีร์สัญญาจะไปกับรติ แต่ต้องพาหญิงภาไปตามคำสั่ง รติรอเก้อแต่ธีร์มา รักยิ่งแน่นแฟ้น รติเลื่อนยศ แต่พ่อธีร์เตรียมงานแต่งธีร์กับหญิงภา รติใจสลาย เมฆล้มมวย เดชห่วงจนสารภาพรัก แต่เมฆโดนซ้อม ห้ามยุ่งเดช เสด็จใหม่จีบรติ ธีร์หึง ท้าแข่งหมากรุก เดชจูบเมฆหลายครั้ง บอกแค่เพื่อน แต่จริงๆ ลึกซึ้ง

จุดพีคคือเสด็จย่านารีรัตน์ขู่รติให้เลิก วันหมั้นธีร์ รติทุกข์ ธีร์ปลอบ เดชชวนเมฆหนี แต่เมฆโดนทำร้าย รักทุกคู่ดิ่งลงเหว สุดท้ายยอมตามโชคชะตา ธีร์แต่งหญิงภา รติให้สมุดบันทึกเป็นที่ระลึก สัญญารักนิรันดร์ เมฆกับเดชแยกทาง เติบโตตามฝัน รติกลับสยาม เห็นธีร์มีความสุข ก็ยอมรับแม้ใจเจ็บ

ในเรื่องนี้ จุดสำคัญมันคือการต่อสู้กับอุปสรรคสังคม ที่ทำให้ตัวละครเติบโต รักแท้ไม่ชนะเสมอ แต่จารึกในใจตลอดกาลมันเหมือนเรื่องราวความรักอมตะที่เต็มไปด้วยน้ำตาและรอยยิ้ม ต่อไปนี้คือจุดเด่นของซีรีส์

การกำกับโดย ณัชชานิษฐ์ จิรรุ่งโรจน์ มันละเมียดละไมมาก บรรยากาศย้อนยุคสยามทำดี ฉากสวย คอสตูมเป๊ะ เหมือนหลุดไปในปี 2458 จริงๆ พล็อตเรื่องจากนิยายของพลอยพิชา มันโรแมนติกดราม่า เน้นความรักต้องห้ามข้ามชนชั้น แต่บางตอนรู้สึกเบาไปหน่อยสำหรับยุคสงคราม นักแสดงหลัก เกรท สพล กับ อิน สาริน เคมีดีมาก สายตาที่สบกันมันฟินสุดๆ เกรทเล่นธีร์ได้สง่ามีเสน่ห์ อินเล่นรติได้นุ่มนวลน่ารัก คู่รอง อู๋ ธนบูรณ์ กับ บูม ธราธร ก็เด่นไม่แพ้ หวานซ่อนเปรี้ยวดี นักแสดงสมทบอย่าง ก้อย ทาริกา เล่นเสด็จย่านารีรัตน์ได้ดุเด็ดเผ็ดมัน เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล เป็นพ่อธีร์ก็ขรึมดี

จุดเด่นคือเพลงประกอบ อย่าง “จารึกไว้ชั่วกาลนิรันดร์” กับ “อยาก-ให้” มันเข้ากับ mood เรื่องมาก ฟังแล้วขนลุก การถ่ายทำสวย ฉากลอยกระทงหรือแข่งหมากรุกมันชวนลุ้น แต่จุดด้อยคือบางพล็อตมันคาดเดาได้ ดราม่าชนชั้นซ้ำๆ ไปหน่อย และตอนจบเศร้าแต่ไม่ค่อย cathartic เท่าไหร่ เรตติ้งจาก MDL อยู่ที่ 7.8/10 ซึ่งโอเคสำหรับซีรีส์ BL ใหม่ๆ แฟนๆ ชอบเพราะเคมีคู่หลัก แต่บางคนบอกพล็อตเบาไป

คะแนนโดยรวม 8/10 มันเป็นซีรีส์ที่ดูเพลิน ฟินเคมีนักแสดง ใครชอบแนวพีเรียดโรแมนติกต้องดู แต่ถ้าชอบดราม่าหนักๆ อาจรู้สึกไม่สุด

จากเว็บ MyDramaList คะแนนเฉลี่ย 7.8/10 จากผู้ชมกว่า 457 คน ซึ่งถือว่าดีสำหรับซีรีส์ BL ใหม่ๆ จุดที่ได้คะแนนสูงคือเคมีนักแสดง 9/10 เพราะเกรทกับอินเล่นคู่กันได้ฟินมาก สายตา การสัมผัส มันชวนจิ้นสุดๆ คู่รองอู๋กับบูมก็ 8.5/10 หวานแบบซ่อนดราม่า การผลิต 8.5/10 ฉากสวย คอสตูมดี เพลงประกอบเพราะ เพลง OST ได้ 9/10 ฟังแล้วอิน พล็อตเรื่อง 7.5/10 เพราะแม้จะโรแมนติกแต่บางส่วนคาดเดาได้ ดราม่าชนชั้นซ้ำๆ ตอนจบ 7/10 เศร้าแต่ไม่ค่อยสะใจ เรตติ้งจาก IMDb อยู่ที่ 8.0/10 กว่าๆ แฟนๆ ใน X (Twitter) ให้สูง บอกเป็นซีรีส์แห่งปี 2025 เลย รีวิวจากเว็บ Abstract AF! ให้ 7/10 บอกนักแสดงสวยแต่พล็อตลืมง่าย Life In Cartoon Motion ให้ 8.5/10 ชอบเคมี

ตอนแรกๆ ความรู้สึกมันอบอุ่น เหมือนได้เห็นรักแรกพบที่บริสุทธิ์ระหว่างรติกับธีร์ สบตา นัดเจอ ไปไหว้พระ มันชวนยิ้มตาม ฉากพีเรียดสวยงามทำให้รู้สึกหลุดเข้าไปในสยามเก่า คู่รองเมฆกับเดชก็เริ่มจากขัดแย้งแต่ค่อยๆ ใกล้ชิด ชวนให้ลุ้นว่าจะพัฒนายังไง กลางเรื่อง ดราม่ามา ความรู้สึกเปลี่ยนเป็นตึงเครียด อุปสรรคชนชั้น ข่าวลือ การห้ามปรามจากผู้ใหญ่ มันทำให้รู้สึกหดหู่ เห็นตัวละครเจ็บปวดก็อดสงสารไม่ได้ ฉากง้อ ฉากจูบ ฉากลอยกระทง มันหวานจนใจละลาย แต่พอมีหึงหวง ท้าแข่ง มันชวนตื่นเต้น

ตอนใกล้จบ ความรู้สึกเศร้าหนัก เมื่อรักต้องยอมแพ้โชคชะตา การแยกทาง การยอมรับความจริง มันทำให้รู้สึกน้ำตาคลอ แต่ก็มีหวังจากคำสัญญา เพลงประกอบยิ่งขยายความรู้สึกให้ลึกซึ้ง โดยรวม มันชวนให้คิดถึงสังคมเก่า ที่รักแท้ต้องซ่อน แต่ก็สวยงามในแบบของมัน

มันคือการผสมผสานระหว่างฟิน เศร้า และบทเรียนชีวิต เรื่องนี้ทำให้เห็นว่ารักแท้จารึกในใจได้ตลอดกาล แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยน


ซีรีส์ จาฤกรติชา Memoir Of Rati 2568


ซีรีส์ จาฤกรติชา Memoir Of Rati 2568

ซีรีส์เรื่องนี้มันคือบันทึกความรักสุดโรแมนติกแต่ก็ดราม่าหนักมาก ตั้งอยู่ในยุคสยามสมัย ร.ศ. 134 หรือประมาณปี พ.ศ. 2458 อ่ะ เหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปเห็นสังคมชนชั้น ขุนนาง ไพร่ ทูตฝรั่งเศสอะไรแบบนั้นเลย มันไม่ใช่แค่ BL หวาน ๆ นะ แต่มีประเด็นสังคม ความรักต้องห้าม อุปสรรคสารพัดที่ทำให้คนดูอย่างเราน้ำตาซึมไปหลายตอน

เรื่องราวเริ่มต้นจาก “รติ” (รับบทโดย อิน สาริน) เด็กกำพร้าลูกบ่าวที่ได้รับการอุปถัมภ์จากนายจนได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศส 20 ปีผ่านไป รติกลับมาสยามในฐานะล่ามประจำคณะทูตฝรั่งเศส แล้วก็บังเอิญได้เจอกับ “ธีรธรณ์” หรือ “ธีร์” (เกรท สพล) ที่เป็นถึงปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ แถมยังเป็นหม่อมราชวงศ์อีก! สบตาแรกปุ๊บ มันก็รักแรกพบเลยอะ ทุกคน จากนั้นทั้งคู่ก็สนิทกันเร็วมาก นัดเจอ พูดคุย ไปไหว้พระ จนคนรอบข้างเริ่มซุบซิบ มีข่าวลือลอยไปถึงหู “เสด็จย่านารีรัตน์” (ก้อย ทาริกา) ที่อยากให้ธีร์แต่งงานซะที ธีร์ก็ลำบากใจสิ เพราะใจมันไปอยู่กับรติหมดแล้วอะ

เรื่องราวเริ่มต้นจาก “รติ” (รับบทโดย อิน สาริน) เด็กกำพร้าลูกบ่าวที่ได้รับการอุปถัมภ์จากนายจนได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศส 20 ปีผ่านไป รติกลับมาสยามในฐานะล่ามประจำคณะทูตฝรั่งเศส แล้วก็บังเอิญได้เจอกับ “ธีรธรณ์” หรือ “ธีร์” (เกรท สพล) ที่เป็นถึงปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ แถมยังเป็นหม่อมราชวงศ์อีก สบตาแรกปุ๊บ มันก็รักแรกพบเลยอะ ทุกคน จากนั้นทั้งคู่ก็สนิทกันเร็วมาก นัดเจอ พูดคุย ไปไหว้พระ จนคนรอบข้างเริ่มซุบซิบ มีข่าวลือลอยไปถึงหู “เสด็จย่านารีรัตน์” (ก้อย ทาริกา) ที่อยากให้ธีร์แต่งงานซะที ธีร์ก็ลำบากใจสิ เพราะใจมันไปอยู่กับรติหมดแล้ว

แต่ปัญหาใหญ่คือชนชั้นต่างกันมาก รติเป็นแค่ไพร่ ธีร์เป็นขุนนางสูงศักดิ์ รติเลยคิดถอยห่าง ทำตัวเย็นชาเหมือนไม่รู้จัก ธีร์ก็เจ็บปวดแต่ไม่ยอมแพ้ ตามง้อสารพัด จนรติรู้ความจริงว่าธีร์เป็นเชื้อพระวงศ์จริง ๆ ยิ่งโกรธใหญ่ ทำห่างเหินไปอีก แต่ธีร์ใช้สายตาอ้อนวอนแบบจริงใจสุด ๆ ขอให้รติไปเดินทางด้วยกัน สุดท้ายรติก็ใจอ่อน ยอมตกลงอะ โอ้ย ฟินมากตอนนี้

ขนานกันไปกับคู่หลัก ก็มีคู่รอง “เมฆ” (อู๋ ธนบูรณ์) บ่าวใช้แรงงานขยัน กับ “เดช” (บูม ธราธร) นายน้อยที่แรก ๆ ไม่ชอบหน้า แต่เห็นเมฆอยากเรียนภาษาฝรั่งเศส เดชเลยสอนแลกกับเรียนมวย จนใกล้ชิดกันมากขึ้น ฉากแลกเปลี่ยนความรู้มันน่ารักอะ ทุกคน แต่สถานการณ์ก็ทำให้รติกับธีร์ใกล้ชิดลึกซึ้งขึ้น จนใจร้อนรุ่มไปหมดเลย

มาถึงจุดพีค วันลอยประทีป (หรือลอยกระทงนั่นแหละ) ธีร์ชวนรติไปลอยด้วยกัน ห้ามไปกับใครเด็ดขาด แต่ธีร์ดันต้องพา “หญิงภา” (กระปุก พลอยนิรา) ไปตามคำสั่งผู้ใหญ่ รติรอเก้อที่นั่งโดดเดี่ยวที่ท่าน้ำ แต่สุดท้ายธีร์ก็มา! โอ้ย ลุ้นตัวโก่งอะ จากนั้นรติทำงานดีจนได้เลื่อนยศเป็น “หลวงรติจารุพิตร” ธีร์ดีใจมาก แต่พ่อธีร์ “ม.จ.ราม” (เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล) ดันเตรียมงานแต่งธีร์กับหญิงภา รติใจหายflash ทางเมฆกับเดชก็ดราม่า เมฆตั้งใจล้มมวย ถูกชกจนหมดสติ เดชห่วงแทบแย่

ความหวานเริ่มออก เดชอดใจไม่ไหว จูบเมฆหลายที แต่บอกแค่จูบเพื่อนอะ ฮ่า ๆ แต่จริง ๆ ชอบมาก ธีร์ก็หึง “เสด็จใหม่” (กาย ศิวกร) ที่มาจีบรติ ชวนเล่นว่าว ท้าแข่งหมากรุกเดิมพันรติ รติลำบากใจสุด ๆ ผลแข่งนี่ลุ้นเลยนะ แล้วเดชสารภาพรักเมฆ แต่เมฆโดนลูกน้องพ่อเดช “คุณชายรุจ” (แหนม รณเดช) ซ้อม ห้ามยุ่งเดชอีก เสด็จย่านารีรัตน์ก็มาขู่รติให้เลิกกับธีร์ เพราะกลัวตระกูลเสียหาย โอ้ย ดราม่าหนัก

วันหมั้นธีร์กับหญิงภา รติทุกข์ใจแต่ใจยังมั่นคง ธีร์ปลอบว่าอย่าเพิ่งกังวล ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่เสด็จย่านารีรัตน์จับตาไม่ให้คลาด เดชรู้พ่อโหด ชวนเมฆหนี แต่ไม่ทัน เมฆโดนลอบทำร้าย เรื่องราวดิ่งลงเหว

สุดท้าย รักแท้เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ทุกคนยอมตามโชคชะตา ธีร์แต่งกับหญิงภา รติกับธีร์มีความสุขกันใน “เขตแดนศักดิ์สิทธิ์” จนวันสุดท้าย รติให้สมุดบันทึก “จาฤกรติชา” เป็นที่ระลึกความทรงจำ เดชกับเมฆก็เศร้า สัญญาอยากอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่สุดท้ายแยกทาง รติกับธีร์สัญญารักมั่นคงนิรันดร์ เดชกับเมฆเติบโตตามฝัน เมฆเป็น “มงซิเออร์ เมฆ” นักแปลกระทรวง เดชเป็นนักแปลบริษัทเอกชน รติกลับสยาม เห็นธีร์มีครอบครัวอบอุ่น ก็ยอมรับความจริงแม้ใจเจ็บปวด ลุ้นบทสรุปส่งท้ายกันเลยอะ

มันคือเรื่องราวความรักที่สวยงามแต่เศร้า ผสมดราม่าชนชั้นสังคม ทำให้เราคิดถึงชีวิตจริง ใครดูแล้วอินมาก บอกเลยว่าต้องน้ำตาไหลแน่ ๆ ถ้ายังไม่ได้ดู รีบไปดูเลยนะ รับรองติดงอมแงม

เบื้องหลังการถ่ายทำ ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สคริปต์ดี นักแสดงเด่น แต่เบื้องหลังมันทุ่มเทมากอะ GMMTV ร่วมกับ ชลลัมพี โปรดักชั่น ผลิตออกมาได้สวยงามย้อนยุคสุด ๆ ดัดแปลงจากนิยาย “จาฤกรติชา” ของ P.PICHA (พลอยพิชา) กำกับโดย ณัชชานิษฐ์ จิรรุ่งโรจน์ ผู้จัดคือ สถาพร พานิชรักษาพงศ์

GdUWDpYa0AAe5Sg
ณัชชานิษฐ์ จิรรุ่งโรจน์

เบื้องหลังการถ่ายทำมันสนุกและวุ่นวายมากอะ จากคลิปเบื้องหลังต่าง ๆ ที่ GMMTV ปล่อยออกมา เช่น “[Behind The Scenes] ณ เขตแดนศักดิ์สิทธิ์” ที่เล่าถึงฉากโรแมนติกสุด ๆ แต่จริง ๆ แล้วทีมงานต้องเจอปัญหาเยอะ เช่น ถ่ายซ้ำหลายเทคเพราะเล่นดนตรีผิด เช่น ฟลุตเล่นไม่ได้ ต้องเอานิ้วปิดรูให้แน่น ๆ หรือมีอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนิ้วเจ็บระหว่างถ่าย เพราะตัวละครต้องระวังกันมาก อีกทั้งฉากบางฉากถ่ายทีเดียวผ่าน ทำให้ทีมงานชมว่านักแสดง “ตรงเป๊ะ” ตามที่ผู้กำกับต้องการอะ

ส่วนนักแสดงหลักอย่าง เกรท สพล (ธีร์) และ อิน สาริน (รติ) ในสัมภาษณ์บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวหนักมาก อินต้องศึกษาวัฒนธรรมฝรั่งเศส-ไทย วิธีแต่งตัว เดิน พูด เพื่อให้รติดูเป็นคนผสมสองวัฒนธรรมที่พยายามหาที่ทางในสังคมสยาม เกรทก็ต้องคิดถึงตัวตนและความรู้สึกของธีร์ที่ต้องต่อสู้ระหว่างหน้าที่กับความรัก ส่วนภาษายากสุด ๆ เพราะใช้ไทยโบราณ ต้องพูดช้า ๆ และมีเวิร์กช็อปภาษาฝรั่งเศสด้วย คอสตูมก็หนักอะ ใส่หลายชั้นในอากาศร้อน 40 องศา ยากต่อการเคลื่อนไหวมาก

ฉากเด็ด ๆ อย่างฉากทะเลสาปในตอน 5 มันโรแมนติกแต่ถ่ายจริง ๆ เหมือนฉากเอาชีวิตรอดอะ เพราะปลาในน้ำมากัดนิ้วเท้า ยุงรุมบนบก แถมอากาศร้อนอบอ้าวในไทย ทำให้ถ่ายยากสุด ๆ แต่พวกเขาก็หัวเราะกันไป อีกทั้งอารมณ์ตัวละครต้องซ่อนความรัก เพราะยุคสมัยไม่เปิดกว้างแบบปัจจุบัน ทำให้การแสดงต้อง nuance มาก ทีมงานชมว่าซีรีส์นี้ต่างจาก BL ทั่วไป เพราะผู้กำกับใส่ใจรายละเอียด สคริปต์บทกวี เช่นประโยค “เมื่อฉันเลือดไหลจนตาย ฉันก็ตายด้วยรอยยิ้ม” ที่ติดใจนักแสดงอะ

เบื้องหลังยังมีคลิปอื่น ๆ เช่น “[Behind The Scenes] บู๊ก็ได้ หวานก็ดี” ที่โชว์ฉากแอ็กชันมวยผสมหวาน ๆ ของเดชกับเมฆ หรือ “[Behind The Scenes] ความอุ่นมีมาก ความร้อนมากมี” ที่เล่าถึงบรรยากาศร้อนแรงแต่อบอุ่นบนเซ็ต นักแสดงอย่าง อู๋ ธนบูรณ์ และ บูม ธราธร ก็สนุกกับการแลกเปลี่ยนบทเรียนมวยและภาษา มีตอนเล่นว่าว หมากรุก ที่ลุ้นกันงอม มีแฟนมีตติ้งตอนจบด้วยอะ สุดยอด

.

สถานที่ถ่ายทำส่วนใหญ่ในไทย เพื่อ recreate บรรยากาศสยามเก่า ทีมงานทุ่มทุนสร้างฉากสวย ๆ คอสตูมเป๊ะ ทำให้ซีรีส์ดู premium มาก ผู้กำกับ ณัชชานิษฐ์ เน้น fusion วัฒนธรรมฝรั่งเศส-ไทย ทำให้เรื่องมีมิติลึกซึ้งอะ

เบื้องหลัง มันแสดงให้เห็นว่าทีมงานและนักแสดงทุ่มเทขนาดไหนถึงทำให้ซีรีส์ออกมาดีขนาดนี้ ถ้าใครอยากดูคลิปเบื้องหลังจริง ๆ ไป search บน YouTube GMMTV Official เลยอะ มีเพียบ

นักแสดง

→ เกรท สพล อัศวมั่นคง รับบท ธีรธรณ์

Great 1200
เกรท สพล อัศวมั่นคง

ขุนนางชั้นสูงในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 หรือ ร.ศ. 134 มีตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ แถมยังเป็นหม่อมราชวงศ์ธีรธรณ์ธานินทร์ วิสุต หรือเคานต์ธีรธรณ์อีกด้วย ตัวละครนี้เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ เติบโตท่ามกลางขนบธรรมเนียมเข้มงวด ทำให้เขามีบุคลิกสง่าผ่าเผย ฉลาดรอบรู้เรื่องการเมืองและวัฒนธรรมต่างชาติ แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนโรแมนติกมาก รักแรกพบกับรติ ล่ามจากคณะทูตฝรั่งเศสตั้งแต่สบตาแรก แล้วพัฒนาไปเป็นความรักลึกซึ้งที่ต้องซ่อนไว้เพราะต่างชนชั้น ธีรธรณ์เป็นคนขัดแย้งในตัวเองสูง ระหว่างหน้าที่ต่อครอบครัวและสังคม กับหัวใจที่อยากตามความรู้สึกจริงๆ เขาพยายามง้อรติทุกทางแม้รติจะถอยห่างเพราะกลัวเสียศักดิ์ศรี

มีโมเมนต์หึงหวงเสด็จใหม่ที่มาจีบรติ ท้าแข่งหมากรุกเดิมพันรติ แสดงให้เห็นด้าน protective และ passionate แต่ก็เจ็บปวดเมื่อต้องหมั้นกับหญิงภาเพราะคำสั่งผู้ใหญ่ สุดท้ายยอมตามโชคชะตาแต่งงาน แต่รักรติมั่นคงนิรันดร์ เกรทถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียดยิบ สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความอ่อนโยนผสมเศร้า ทำให้ตัวละครมีมิติลึก ไม่ใช่แค่ขุนนางหล่อๆ แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับสังคมเก่าแก่ที่กดทับความรัก ธีรธรณ์ยังสะท้อนภาพผู้ชายในยุคนั้นที่ต้องแบกรับความคาดหวังจากตระกูล แต่หัวใจยังอยากเป็นอิสระ เกรทเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับธีรธรณ์คือ ขุนนางหัวใจมั่นคง
เพราะตัวละครนี้แม้จะอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และแรงกดดันจากผู้ใหญ่ แต่เขายังคงยึดมั่นในความรักที่มีต่อรติไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ต้องเผชิญอุปสรรคสารพัดอย่างข่าวลือ การห้ามปรามจากเสด็จย่านารีรัตน์ หรือการหมั้นหมายกับหญิงภาเพื่อรักษาศักดิ์ศรีตระกูล ธีรธรณ์แสดงให้เห็นความมั่นคงผ่านการตามง้อรติทุกวิถีทาง ส่งสายตาอ้อนวอนจริงใจ หรือปลอบใจรติว่าอย่าเพิ่งกังวล ขอแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แม้สุดท้ายต้องแยกทางและแต่งงานตามโชคชะตา แต่เขายังให้คำมั่นว่ารักจะจารึกมั่นคงตลอดกาล ฉายานี้สะท้อนบุคลิกที่สง่าแต่เปราะบางภายใน ทำให้คนดูเห็นว่าแม้ขุนนางสูงส่งแค่ไหน หัวใจก็ยังต้องการความจริงใจและมั่นคงในความรัก

ข้อคิดจากธีรธรณ์คือ ความรักแท้ย่อมมั่นคงแม้สังคมขวางกั้น
เพราะในเรื่องนี้ ธีรธรณ์ต้องต่อสู้กับบรรทัดฐานชนชั้นที่ทำให้ความรักกับรติกลายเป็นสิ่งต้องห้าม แต่เขายังคงรักษาความรู้สึกนั้นไว้ในใจ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้ต้องยอมตามหน้าที่ ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีอุปสรรคที่กดทับความรัก แต่ถ้าความรู้สึกจริงใจและมั่นคง มันจะกลายเป็นความทรงจำสวยงามที่อยู่คู่กันตลอดไป เหมือนธีรธรณ์ที่แม้แต่งงานกับหญิงภาและมีครอบครัวอบอุ่น แต่หัวใจยังเจ็บปวดเมื่อเห็นรติกลับมา และยอมรับความจริงโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความรักไม่จำเป็นต้องครอบครองเสมอไป แต่คือการให้เกียรติและเก็บไว้ในใจอย่างมั่นคง

→ อิน สาริน รณเกียรติ รับบท รติ

hq720
อิน สาริน รณเกียรติ

เด็กกำพร้าลูกบ่าวที่ได้รับการเอ็นดูจากนายจนได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศส กลับสยามหลัง 20 ปีในฐานะล่ามประจำคณะทูตฝรั่งเศส ชื่อเต็มรติ เดียร์ หรือวิสเคานต์รติ จารุพิช มีบุคลิกอ่อนโยน ฉลาดรอบรู้ภาษาและวัฒนธรรมตะวันตก แต่ภายในเปราะบางเพราะพื้นเพต่ำต้อย ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงในสังคมสยามที่แบ่งชนชั้นชัดเจน รติพบรักแรกพบกับธีรธรณ์ ขุนนางสูงศักดิ์ตั้งแต่สบตาแรก แล้วพัฒนาไปเป็นความรักลึกซึ้งที่ต้องซ่อนไว้เพราะต่างสถานะ เขาพยายามถอยห่างเพราะกลัวทำลายศักดิ์ศรีธีร์ ทำตัวเย็นชาเหมือนไม่รู้จักแม้ใจเจ็บปวด แต่สุดท้ายใจอ่อนเพราะสายตาอ้อนวอนจริงใจจากธีร์ รติทำงานเก่งจนได้เลื่อนยศเป็นหลวงรติจารุพิตร แสดงให้เห็นความทะเยอทะยานและขยัน แต่ก็ลำบากใจเมื่อเจอดราม่าข่าวลือ

การห้ามปรามจากเสด็จย่านารีรัตน์ และการหมั้นหมายของธีร์กับหญิงภา รติเป็นตัวแทนคนต่ำศักดิ์ที่ต่อสู้กับอุปสรรคสังคมเพื่อความรัก มีโมเมนต์เศร้าเมื่อยอมรับโชคชะตา มอบสมุดบันทึกจาฤกรติชาเป็นที่ระลึกความทรงจำ สุดท้ายกลับสยามอีกครั้งเห็นธีร์มีครอบครัวอบอุ่นก็ยอมรับความจริงแม้ใจเจ็บปวด อินถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความรักผสมเศร้า ทำให้รติมีมิติลึก ไม่ใช่แค่ล่ามหนุ่ม แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความรู้สึก รติยังสะท้อนภาพคนผสมวัฒนธรรมที่พยายามหาที่ทางในสังคมดั้งเดิม อินเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับรติคือ ล่ามหัวใจเปราะบาง
เพราะตัวละครนี้แม้จะฉลาดและขยันในหน้าที่ล่าม แต่ภายในเปราะบางมากจากพื้นเพกำพร้าที่ทำให้เขากลัวการถูกปฏิเสธในสังคมชนชั้น รติถอยห่างจากธีร์เพราะรู้ตัวต่ำต้อย คิดจะเดินออกมาเพื่อไม่ให้ความรักทำลายศักดิ์ศรีอีกฝ่าย แม้ใจเจ็บปวดก็ทำตัวห่างเหิน โกรธเมื่อรู้ธีร์เป็นเชื้อพระวงศ์ แต่สุดท้ายใจอ่อนเพราะความจริงใจ ฉายานี้สะท้อนบุคลิกอ่อนโยนแต่แข็งแกร่งภายใน ทำให้คนดูเห็นว่ารติไม่ใช่แค่ตัวละครรัก แต่เป็นสัญลักษณ์ของคนต่ำศักดิ์ที่หัวใจต้องการความเข้าใจและมั่นคงในความรัก

ข้อคิดจากรติคือ ความรักต้องยอมรับความจริงแม้เจ็บปวด
เพราะในเรื่องนี้ รติต้องต่อสู้กับอุปสรรคชนชั้นที่ทำให้ความรักกับธีร์เป็นสิ่งต้องห้าม แต่เขายังคงรักษาความรู้สึกนั้นไว้ในใจ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้ต้องยอมตามโชคชะตา ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้าความรู้สึกจริงใจ มันจะกลายเป็นความทรงจำสวยงามที่อยู่คู่กันตลอดไป เหมือนรติที่แม้เห็นธีร์มีครอบครัวอบอุ่นก็ยอมรับโดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไร ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความรักไม่จำเป็นต้องครอบครองเสมอไป แต่คือการให้เกียรติและเก็บไว้ในใจอย่างสงบ

→ อู๋ ธนบูรณ์ เกียรตินิรันดร์ รับบท เมฆ

Aou 1200
อู๋ ธนบูรณ์ เกียรตินิรันดร์

บ่าวใช้แรงงานในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพต่ำต้อยแต่ขยันหมั่นเพียร ใฝ่รู้ใฝ่เรียนโดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเพื่อยกระดับตัวเอง ตัวละครนี้เกิดมาในฐานะไพร่ ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ เก่งเรื่องต่อสู้ชกมวยเพื่อแลกเงินรางวัล แสดงให้เห็นด้านแข็งแกร่งทางกายแต่ภายในอ่อนโยนและเปราะบาง เมฆพบเดช นายน้อยที่แรกๆ ไม่ชอบหน้าเพราะต่างชนชั้น แต่ค่อยๆ ใกล้ชิดเมื่อเดชเห็นความขยันเลยสอนภาษาแลกกับเรียนมวยไทย ทำให้พัฒนาไปเป็นความรักต้องห้ามที่ต้องซ่อนไว้เพราะสถานะต่างกันมาก เขาเป็นคนซื่อตรง จริงใจ แต่กลัวเสียสหายจึงตกใจเมื่อเดชจูบหลายครั้งและสารภาพชอบ

สุดท้ายเมฆปฏิเสธไม่ใช่เพราะไม่รักแต่เพราะโดนลูกน้องพ่อเดชซ้อมสั่งห้ามยุ่ง มีโมเมนต์เศร้าเมื่อตั้งใจล้มมวยเพื่อไม่เจ็บแต่ถูกชกหมดสติ เดชห่วงมาก เมฆยังถูกชวนหนีแต่ไม่ทันโดนลอบทำร้ายเกือบตาย แสดงให้เห็นความทุกข์ทรมานจากสังคมกดทับ สุดท้ายยอมตามโชคชะตาแยกทางกับเดช แต่เติบโตกลายเป็นมงซิเออร์ เมฆ นักแปลในกระทรวง สะท้อนการต่อสู้ยกระดับตัวเอง อู๋ถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองเดชเต็มไปด้วยความรักผสมกลัว ทำให้เมฆมีมิติลึก ไม่ใช่แค่บ่าวธรรมดา แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความรู้สึก เมฆยังสะท้อนภาพคนต่ำศักดิ์ที่ใช้ความขยันเปลี่ยนชีวิตแม้หัวใจเจ็บปวด อู๋เล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับเมฆคือ บ่าวนักสู้หัวใจขยัน
เพราะตัวละครนี้แม้จะเป็นไพร่ต่ำต้อยแต่ไม่เคยยอมแพ้โชคชะตา แสดงความขยันผ่านการใฝ่เรียนภาษาฝรั่งเศสเพื่อยกระดับตัวเอง แลกเปลี่ยนความรู้กับเดชโดยสอนมวยเพื่อตอบแทน แม้เจออุปสรรคอย่างโดนซ้อมจากลูกน้องพ่อเดช ห้ามยุ่งเพราะต่างชนชั้น หรือล้มมวยเพื่อไม่เจ็บแต่ถูกชกหมดสติ เมฆยังสู้ต่อจนกลายเป็นนักแปลกระทรวง ฉายานี้สะท้อนบุคลิกแข็งแกร่งทางกายและใจที่ไม่เคยท้อ ทำให้คนดูเห็นว่าเมฆไม่ใช่แค่ตัวละครรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของคนธรรมดาที่หัวใจนักสู้ ใช้ความขยันเปลี่ยนชีวิตและรักษาความรักไว้ในใจ 

ข้อคิดจากเมฆคือ ความขยันนำพาความสำเร็จแม้พื้นเพต่ำต้อย
เพราะในเรื่องนี้ เมฆต้องต่อสู้กับอุปสรรคชนชั้นที่ทำให้ชีวิตยากลำบาก แต่เขายังคงหมั่นเพียรใฝ่รู้ เรียนภาษา สอนมวย จนพัฒนาตัวเอง ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันที่ขวางกั้นคนต่ำศักดิ์ แต่ถ้าขยันและไม่ยอมแพ้ มันจะนำไปสู่ความสำเร็จ เหมือนเมฆที่จากบ่าวกลายเป็นนักแปลมีฐานะมั่นคง แม้หัวใจเศร้าจากความรักต้องห้าม ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสำเร็จไม่ใช่แค่โชคชะตา แต่คือการต่อสู้ด้วยมือตัวเองเพื่อเปลี่ยนชีวิต

→ บูม ธราธร จันทรวรกาญจน์ รับบท เดช

Boom 1200
บูม ธราธร จันทรวรกาญจน์

นายน้อยในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพสูงศักดิ์ ลูกชายคุณชายรุจ ขุนนางโหดร้าย ทำให้เขามีบุคลิกดื้อรั้น จอมเอาแต่ใจ แต่ภายในโรแมนติกและกล้าหาญ เดชพบเมฆ บ่าวใช้แรงงานที่แรกๆ ไม่ชอบหน้าเพราะต่างชนชั้น เห็นเมฆต่ำต้อย แต่ค่อยๆ เปลี่ยนใจเมื่อเห็นความขยันใฝ่เรียนภาษาฝรั่งเศส เลยตกลงสอนแลกกับเรียนมวยไทย ทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นจนพัฒนาไปเป็นความรักต้องห้ามที่ต้องซ่อนไว้เพราะสถานะต่างกันมาก เขาเป็นคนตรงไปตรงมา อดใจไม่ไหวจูบเมฆหลายครั้งแล้วแก้เขินว่าจูบสหาย แต่สุดท้ายตัดสินใจสารภาพชอบแม้กลัวเสียความเป็นเพื่อน แสดงให้เห็นด้าน passionate และ fearless ในความรัก เดชยังห่วงเมฆมากเมื่อเมฆล้มมวยถูกชกหมดสติ หรือรู้พ่อหวังทำร้ายเมฆถึงชีวิตเลยชวนหนีตามกัน แต่ไม่ทันเมฆโดนลอบทำร้ายเกือบตาย แสดงให้เห็นความทุกข์ทรมานจากแรงกดดันครอบครัว

สุดท้ายยอมตามโชคชะตาแยกทางกับเมฆ แต่เติบโตกลายเป็นนักแปลบริษัทเอกชนมั่นคงภูมิฐาน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากนายน้อยเอาแต่ใจเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ บูมถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองเมฆเต็มไปด้วยความรักผสมห่วงใย ทำให้เดชมีมิติลึก ไม่ใช่แค่นายน้อยสูงส่ง แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความรู้สึก เดชยังสะท้อนภาพคนสูงศักดิ์ที่เรียนรู้จากความรักข้ามชนชั้น ใช้ความกล้าเปลี่ยนมุมมองชีวิต บูมเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับเดชคือ นายน้อยหัวใจกล้า
เพราะตัวละครนี้แม้จะเกิดในตระกูลสูงแต่ไม่เคยกลัวที่จะแสดงความรักออกมา สารภาพชอบเมฆแม้กลัวเสียสหาย จูบหลายครั้งแล้วยอมรับความรู้สึก แม้พ่อโหดร้ายห้ามยุ่งและส่งลูกน้องซ้อมเมฆ เดชยังชวนหนีเพื่ออยู่ด้วยกัน แสดงความกล้าหาญที่ท้าทายบรรทัดฐานชนชั้น ฉายานี้สะท้อนบุคลิกดื้อรั้นแต่จริงใจ ทำให้คนดูเห็นว่าเดชไม่ใช่แค่ตัวละครรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของคนสูงศักดิ์ที่หัวใจกล้าต่อสู้เพื่อความรัก ใช้ความกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองจากเอาแต่ใจเป็นผู้ใหญ่เติบโต

ข้อคิดจากเดชคือ ความรักทำให้คนกล้าหาญแม้ครอบครัวขวางกั้น
เพราะในเรื่องนี้ เดชต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากพ่อที่โหดร้ายและสังคมชนชั้นที่ทำให้ความรักกับเมฆเป็นสิ่งต้องห้าม แต่เขายังคงกล้าสารภาพและปกป้อง ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีอุปสรรคจากครอบครัวที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้าความรู้สึกจริงใจ มันจะจุดประกายความกล้าให้ต่อสู้ เหมือนเดชที่แม้แยกทางแต่เติบโตเป็นนักแปลมั่นคง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความรักไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่คือแรงผลักดันให้กล้าหาญและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

→ กาย ศิวกร เลิศชูโชติ รับบท เสด็จใหม่

Guy 1200
กาย ศิวกร เลิศชูโชติ

ราชวงศ์หนุ่มในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีตำแหน่งสูงศักดิ์ในตระกูลขุนนาง เติบโตท่ามกลางขนบธรรมเนียมเข้มงวด ทำให้เขามีบุคลิกสง่างาม ฉลาดแกมเจ้าเล่ห์ และมั่นใจในตัวเองสูง เสด็จใหม่ปรากฏตัวกลางเรื่องในฐานะคู่แข่งรักของธีรธรณ์ สนใจรติ ล่ามหนุ่มเป็นพิเศษตั้งแต่แรกพบ ชวนเล่นว่าว ทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมเพื่อจีบแบบไม่ปิดบัง แสดงให้เห็นด้าน playful และ persistent ในความรัก แต่ลึกๆ แล้วมีด้าน possessive ที่ทำให้เกิดดราม่า เช่น ท้าแข่งหมากรุกกับธีร์โดยมีรติเป็นเดิมพัน ทำให้รติลำบากใจมากเพราะรู้สึกถูกใช้เป็นวัตถุเดิมพัน เสด็จใหม่เป็นตัวแทนราชวงศ์ที่ใช้สถานะสูงเพื่อเข้าหาคนที่ชอบ แต่ก็เจออุปสรรคจากสังคมเดียวกันที่ไม่ยอมรับความรักข้ามเพศหรือชนชั้น

เขายังมีบทบาทจุดประกายหึงหวงให้ธีร์ไม่พอใจ ทำให้เรื่องราวความรักหลักเข้มข้นขึ้น แม้จะไม่ใช่ตัวเอกแต่เสด็จใหม่เพิ่มสีสันด้วยบุคลิก charming แต่ manipulative เล็กน้อย สุดท้ายเขายอมถอยเมื่อเห็นความรักจริงใจระหว่างธีร์กับรติ สะท้อนการเติบโตจากคนเอาแต่ใจเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น กายถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความสนใจผสมท้าทาย ทำให้เสด็จใหม่มีมิติลึก ไม่ใช่แค่ราชวงศ์หล่อๆ แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความปรารถนา เสด็จใหม่ยังสะท้อนภาพขุนนางหนุ่มที่ใช้เสน่ห์และอำนาจเพื่อไล่ตามหัวใจ แต่เรียนรู้ว่าความรักแท้ไม่ใช่การแข่งขัน กายเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับเสด็จใหม่คือ ราชวงศ์นักจีบเจ้าเสน่ห์
เพราะตัวละครนี้ใช้บุคลิกสง่างามและมั่นใจในการจีบรติอย่างเปิดเผย ชวนเล่นว่าว ทำตัวใกล้ชิดเพื่อสร้างความสนิทสนม แม้รู้ว่ามีธีร์เป็นคู่แข่งก็ไม่ถอย ท้าแข่งหมากรุกเพื่อชิงรติ แสดงความกล้าและเจ้าเล่ห์ที่ผสมเสน่ห์ ทำให้รติลำบากใจแต่ก็อดยิ้มไม่ได้ ฉายานี้สะท้อนบุคลิก charming ที่ทำให้คนดูเห็นว่าเสด็จใหม่ไม่ใช่แค่วิลเลน แต่เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์หนุ่มที่ใช้เสน่ห์ไล่ตามความรัก ท้าทายบรรทัดฐานสังคมด้วยวิธี playful

ข้อคิดจากเสด็จใหม่คือ ความรักต้องรู้จักถอยแม้ใจอยากได้
เพราะในเรื่องนี้ เสด็จใหม่ต่อสู้เพื่อชิงรติด้วยวิธีต่างๆ แต่สุดท้ายยอมรับความจริงเมื่อเห็นความรักจริงใจระหว่างธีร์กับรติ ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีคู่แข่งและอุปสรรคในความรัก แต่ถ้ากล้าไล่ตามด้วยเสน่ห์ มันจะจุดประกายให้เรียนรู้การถอยเพื่อไม่ทำร้ายคนอื่น เหมือนเสด็จใหม่ที่จากนักจีบกลายเป็นผู้ใหญ่เข้าใจว่าความรักไม่ใช่การแข่งขัน ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความรักแท้คือการให้เกียรติและยอมรับความสุขของอีกฝ่ายแม้ตัวเองเจ็บปวด

→ กระปุก พลอยนิรา หิรัญทวีศิลป์ รับบท หญิงภา

Kapook 1200
กระปุก พลอยนิรา หิรัญทวีศิลป์

สาวสูงศักดิ์ในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 ลูกสาวตระกูลขุนนางดี มีบุคลิกอ่อนโยน บริสุทธิ์ และสง่างามตามขนบผู้หญิงชั้นสูงในยุคนั้น เธอเติบโตท่ามกลางสังคมที่เน้นศักดิ์ศรีและการคลุมถุงชน ทำให้หญิงภาเป็นตัวแทนเหยื่อของระบบสังคมเก่าแก่ที่กดทับความรู้สึกส่วนตัว หญิงภาไม่ใช่ตัวร้ายแต่เป็นอุปสรรคโดยไม่ตั้งใจในความรักของธีรธรณ์กับรติ เพราะถูกจับคู่ให้หมั้นหมายและแต่งงานกับธีร์ตามคำสั่งผู้ใหญ่จากทั้งสองตระกูล เธอปรากฏตัวในฐานะคู่หมั้นที่ถูกพาไปงานลอยกระทงแทนรติ ทำให้ธีร์ลำบากใจและรติรอเก้อโดดเดี่ยว มีโมเมนต์เศร้าเมื่อยกพานพุ่มหมั้นหมายต่อหน้าผู้ใหญ่ สร้างความทุกข์ให้รติแม้ใจยังมั่นคงกับธีร์

หญิงภาแสดงให้เห็นด้านไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องความรักต้องห้ามของธีร์เพราะถูกเลี้ยงดูให้เชื่อฟังและรักษาศักดิ์ศรีตระกูล เธอยังมีบทบาทจุดประกายดราม่าครอบครัว เช่น เสด็จย่านารีรัตน์คอยจับตาไม่ให้ธีร์กับรติใกล้ชิด สุดท้ายหญิงภาแต่งงานกับธีร์ตามโชคชะตา ทำให้ธีร์มีครอบครัวอบอุ่นที่รติเห็นแล้วยอมรับความจริงแม้ใจเจ็บปวด กระปุกถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความหวังผสมเศร้า ทำให้หญิงภามีมิติลึก ไม่ใช่แค่สาวสูงส่งแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความปรารถนา หญิงภายังสะท้อนภาพผู้หญิงในยุคนั้นที่ถูกกำหนดชีวิตโดยสังคมและครอบครัว แต่ยังคงรักษาความอ่อนโยนและศักดิ์ศรี กระปุกเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับหญิงภาคือ สาวสูงศักดิ์ใจบริสุทธิ์
เพราะตัวละครนี้แม้จะเกิดในตระกูลขุนนางแต่มีจิตใจไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องดราม่าความรักต้องห้ามระหว่างธีร์กับรติ ยอมรับการหมั้นหมายและแต่งงานตามขนบเพื่อรักษาศักดิ์ศรี แม้ถูกพาไปลอยกระทงแทนรติหรือยกพานพุ่มต่อหน้าผู้ใหญ่ หญิงภาแสดงความบริสุทธิ์ผ่านบุคลิกอ่อนโยนที่ไม่เคยร้ายกาจหรือหึงหวง แต่เป็นเหยื่อของระบบสังคม ฉายานี้สะท้อนบุคลิกสง่างามแต่เปราะบาง ทำให้คนดูเห็นว่าหญิงภาไม่ใช่แค่อุปสรรค แต่เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงชั้นสูงที่หัวใจบริสุทธิ์ ใช้ความอ่อนโยนรับมือกับโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้

ข้อคิดจากหญิงภาคือ การแต่งงานคลุมถุงชนอาจไม่นำความสุขแท้
เพราะในเรื่องนี้ หญิงภาต้องยอมรับการหมั้นหมายกับธีร์ตามคำสั่งผู้ใหญ่ แม้ธีร์หัวใจอยู่กับรติ ทำให้ทั้งคู่ทุกข์ทรมานจากสังคมที่กดทับ ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันจากครอบครัวที่ขวางกั้นความรักจริง แต่ถ้าความรู้สึกไม่ตรงกัน มันจะกลายเป็นความทรงจำเศร้า เหมือนหญิงภาที่กลายเป็นภรรยาในครอบครัวอบอุ่นแต่ไม่ใช่จากความรัก ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสุขแท้ในชีวิตคู่คือการเลือกด้วยหัวใจ ไม่ใช่ตามขนบหรือศักดิ์ศรี

→ ฟอร์ด อรัญญ์ อัศวสืบสกุล รับบท ทิวา

Ford 1200
ฟอร์ด อรัญญ์ อัศวสืบสกุล

พี่ชายของธีรธรณ์ในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 ชื่อเต็มหม่อมราชวงศ์ทิวา วิสุต มีพื้นเพสูงศักดิ์ในตระกูลขุนนางเดียวกับธีร์ ทำให้เขามีบุคลิกสง่างาม ฉลาดรอบรู้ และเข้าใจโลกกว้าง ทิวาเติบโตท่ามกลางสังคมชนชั้นสูงที่เน้นศักดิ์ศรีและขนบธรรมเนียม แต่ต่างจากพ่อที่เข้มงวด ทิวาเป็นคนเปิดกว้างมากกว่า แสดงให้เห็นด้าน supportive และ empathetic ในครอบครัว ทิวาปรากฏตัวในฐานะพี่ชายที่คอยให้คำปรึกษาธีร์เรื่องความรักต้องห้ามกับรติ ล่ามหนุ่มต่ำศักดิ์ เขาเข้าใจความขัดแย้งภายในของธีร์ระหว่างหน้าที่ตระกูลกับหัวใจ มีโมเมนต์สำคัญเมื่อช่วยปกปิดความสัมพันธ์หรือให้กำลังใจธีร์ตอนลำบากใจจากข่าวลือและแรงกดดันจากเสด็จย่านารีรัตน์

ทิวายังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น การเตรียมงานแต่งธีร์กับหญิงภา ที่เขาพยายามหาทางออกแต่สุดท้ายยอมตามบรรทัดฐานสังคม แม้ปรากฏเพียงไม่กี่ฉากแต่ทิวาเพิ่มมิติให้เรื่องราวโดยสะท้อนมุมมองคนสูงศักดิ์ที่เห็นอกเห็นใจคนต่ำต้อย สุดท้ายเขาสนับสนุนธีร์ให้เก็บความรักไว้ในใจมั่นคงแม้ต้องแยกทาง ฟอร์ดถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความห่วงใยผสมเข้าใจ ทำให้ทิวามีมิติลึก ไม่ใช่แค่พี่ชายขุนนางแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความรู้สึก ทิวายังสะท้อนภาพพี่ชายในยุคนั้นที่ต้องแบกรับศักดิ์ศรีแต่ยังคงความเมตตาและเปิดใจ ฟอร์ดเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับทิวาคือ พี่ชายนักปรึกษาใจดี
เพราะตัวละครนี้แม้จะสูงศักดิ์แต่คอยให้คำแนะนำธีร์เรื่องความรักข้ามชนชั้นด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสินแต่ช่วยปกปิดและให้กำลังใจตอนธีร์ลำบากใจจากอุปสรรคครอบครัว เช่น การหมั้นหมายกับหญิงภาและแรงกดดันจากพ่อ ทิวาแสดงความใจดีผ่านบุคลิกเปิดกว้างที่ต่างจากสังคมเข้มงวด ฉายานี้สะท้อนบุคลิกสง่างามแต่ empathetic ทำให้คนดูเห็นว่าทิวาไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของพี่ชายที่หัวใจนักปรึกษา ใช้ความเมตตาช่วยน้องชายฝ่าฟันดราม่าสังคม

ข้อคิดจากทิวาคือ การสนับสนุนครอบครัวสำคัญในอุปสรรคสังคม
เพราะในเรื่องนี้ ทิวาต้องต่อสู้กับบรรทัดฐานชนชั้นที่กดทับน้องชาย แต่เขายังคงให้คำปรึกษาและปกป้องด้วยความใจดี ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้ามีพี่น้องคอยสนับสนุน มันจะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ เหมือนทิวาที่แม้ยอมตามโชคชะตาแต่ช่วยธีร์เก็บความรักไว้ในใจมั่นคง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าครอบครัวไม่ใช่แค่ศักดิ์ศรี แต่คือการเข้าใจและให้กำลังใจกันในยามยาก

→ ภวิน ธนิก กมลธรานนท์ รับบท กุ่ย

5b1877b0 dc3d 11ee 9b36 f738821ac94f webp original
ภวิน ธนิก กมลธรานนท์

เพื่อนสนิทของรติในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพต่ำต้อยคล้ายรติ เป็นคนใกล้ชิดในคณะทูตฝรั่งเศสหรือคนรู้จักที่ช่วยเหลือรติในชีวิตประจำวัน ทำให้เขามีบุคลิกซื่อตรง ร่าเริง และเข้าใจโลกกว้างจากวัฒนธรรมผสม กุ่ยเติบโตท่ามกลางสังคมไพร่ที่ต้องต่อสู้เพื่ออยู่รอด แต่ต่างจากตัวละครอื่นด้วยด้าน playful และ observant ที่สังเกตความสัมพันธ์รอบตัวได้ดี กุ่ยปรากฏตัวในฐานะเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษารติเรื่องความรักต้องห้ามกับธีรธรณ์ ขุนนางสูงศักดิ์ เช่น เมื่อรติลังเลเพราะต่างชนชั้น กุ่ยช่วยชี้ให้เห็นมุมมองบวกหรือเตือนภัยจากสังคม มีโมเมนต์สำคัญเมื่อไปงานลอยกระทงแทนธีร์ที่ต้องพาหญิงภา หรือสังเกตสายตาที่ธีร์มองรติเต็มไปด้วยความสุขแล้วเล่าให้แจ่มฟังเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์

กุ่ยยังเกี่ยวข้องกับดราม่าเพื่อนฝูง เช่น ช่วยรติปกปิดความลับจากข่าวลือและแรงกดดันจากผู้ใหญ่ แม้ปรากฏเพียงไม่กี่ฉากแต่กุ่ยเพิ่มสีสันให้เรื่องราวโดยสะท้อนมุมมองคนต่ำศักดิ์ที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนในอุปสรรคสังคม สุดท้ายเขาสนับสนุนรติให้ยอมรับโชคชะตาแม้ใจเจ็บปวด ภวินถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความห่วงใยผสมขบขัน ทำให้กุ่ยมีมิติลึก ไม่ใช่แค่เพื่อนตัวประกอบแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับความรู้สึก กุ่ยยังสะท้อนภาพเพื่อนในยุคนั้นที่ใช้ความร่าเริงช่วยเหลือกันในยามยาก ภวินเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับกุ่ยคือ เพื่อนนักสังเกตใจดี
เพราะตัวละครนี้แม้จะต่ำต้อยแต่คอยสังเกตความสัมพันธ์รอบตัวเพื่อช่วยเหลือรติ เช่น เห็นสายตาที่ธีร์มองรติเต็มไปด้วยความสุขแล้วเล่าให้แจ่มฟังเพื่อวิเคราะห์ หรือเตือนรติเรื่องอุปสรรคชนชั้นด้วยความจริงใจ แม้เจอข่าวลือหรือดราม่าครอบครัว กุ่ยยังให้คำปรึกษาด้วยบุคลิกร่าเริง ฉายานี้สะท้อนบุคลิกซื่อตรงแต่ empathetic ทำให้คนดูเห็นว่ากุ่ยไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของเพื่อนที่หัวใจนักสังเกต ใช้ความใจดีช่วยเพื่อนฝ่าฟันปัญหาสังคม

ข้อคิดจากกุ่ยคือ มิตรภาพแท้ช่วยฝ่าอุปสรรคสังคมได้
เพราะในเรื่องนี้ กุ่ยต้องต่อสู้กับบรรทัดฐานชนชั้นที่กดทับเพื่อน แต่เขายังคงสังเกตและให้คำปรึกษาด้วยความใจดี ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้ามีเพื่อนคอยสนับสนุน มันจะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ เหมือนกุ่ยที่แม้ต่ำศักดิ์แต่ช่วยรติยอมรับความจริง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่ามิตรภาพไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือการสังเกตและให้กำลังใจกันในยามยาก

→ เดวิด อัศวนนท์ รับบท ลูติน

05c16780 44af 11ed 8cc2 57e48ecfd1d0 webp original
เดวิด อัศวนนท์

ชาวฝรั่งเศสในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 ชื่อเต็มลูติน เดียร์ เป็นพ่อบุญธรรมของรติ มีพื้นเพเป็นนายทูตหรือชาวต่างชาติที่อาศัยในสยาม เอ็นดูรติเด็กกำพร้าลูกบ่าวตั้งแต่เด็กแล้วรับมาเลี้ยงกับภรรยาไทย พาไปฝรั่งเศสเพื่อให้ได้รับการศึกษาดีๆ 20 ปี ทำให้รติเติบโตเป็นล่ามประจำคณะทูตฝรั่งเศสที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน ลูตินมีบุคลิกใจดี เปิดกว้าง และฉลาดรอบรู้เรื่องวัฒนธรรมตะวันตก แสดงให้เห็นด้าน compassionate และ progressive ในยุคที่สังคมสยามยังแบ่งชนชั้นชัดเจน เขาเป็นคนเปลี่ยนชีวิตรติจากไพร่ต่ำต้อยให้มีโอกาสเรียนรู้โลกกว้าง สะท้อนธีมการยกระดับตัวเองผ่านการเอ็นดูจากผู้ใหญ่ใจกว้าง ลูตินปรากฏตัวในฐานะที่ปรึกษาและผู้ปกป้องรติ โดยเฉพาะเมื่อรติกลับสยามและพบอุปสรรคความรักกับธีรธรณ์ ขุนนางสูงศักดิ์

เขาช่วยให้รติมั่นใจในตัวเองและให้คำแนะนำเรื่องการปรับตัวเข้ากับสังคมสยามที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ มีโมเมนต์สำคัญเมื่อเล่าย้อนอดีตการรับเลี้ยงรติ ช่วยรติปกปิดความลับความรักจากข่าวลือ หรือให้กำลังใจตอนรติลังเลเพราะต่างชนชั้น ลูตินยังเกี่ยวข้องกับดราม่าคณะทูต เช่น ช่วยรติทำงานล่ามจนได้เลื่อนยศ แม้ปรากฏเพียงไม่กี่ฉากแต่ลูตินเพิ่มมิติให้เรื่องราวโดยสะท้อนมุมมองชาวต่างชาติที่เห็นอกเห็นใจคนต่ำต้อย สุดท้ายเขาสนับสนุนรติให้ยอมรับโชคชะตาแม้ใจเจ็บปวด เดวิดถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความรักผสมภูมิใจ ทำให้ลูตินมีมิติลึก ไม่ใช่แค่พ่อบุญธรรมแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับโอกาส ลูตินยังสะท้อนภาพชาวต่างชาติในยุคนั้นที่ใช้ความใจกว้างเปลี่ยนชีวิตคนอื่น เดวิดเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับลูตินคือ พ่อบุญธรรมใจกว้าง
เพราะตัวละครนี้แม้จะเป็นชาวฝรั่งเศสแต่เอ็นดูรติเด็กกำพร้าต่ำต้อย รับมาเลี้ยงกับภรรยาไทยและพาไปฝรั่งเศสเพื่อให้ได้รับการศึกษาดีๆ 20 ปี แสดงความใจกว้างที่ท้าทายบรรทัดฐานชนชั้น ลูตินช่วยรติปรับตัวกลับสยาม ให้คำปรึกษาเรื่องความรักต้องห้ามกับธีร์ และปกป้องจากอุปสรรคสังคม ฉายานี้สะท้อนบุคลิก compassionate ที่ทำให้คนดูเห็นว่าลูตินไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของพ่อบุญธรรมที่หัวใจกว้างใหญ่ ใช้ความเมตตาเปลี่ยนชีวิตคนอื่นให้มีโอกาสเท่าเทียม

ข้อคิดจากลูตินคือ การเอ็นดูคนอื่นเปลี่ยนชีวิตได้แม้ต่างวัฒนธรรม
เพราะในเรื่องนี้ ลูตินต้องต่อสู้กับสังคมแบ่งชนชั้นแต่ยังรับเลี้ยงรติและให้การศึกษาจนรติประสบความสำเร็จ ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันที่ขวางกั้นโอกาส แต่ถ้ามีผู้ใหญ่ใจกว้าง มันจะจุดประกายให้คนต่ำต้อยเติบโต เหมือนลูตินที่แม้ชาวต่างชาติแต่ช่วยรติยอมรับตัวเอง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าการเอ็นดูไม่ใช่แค่ให้ทาน แต่คือการเปิดโอกาสและให้คำปรึกษาเพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้อื่น

→ เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล รับบท ม.จ.ราม

hq720
เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล

หม่อมเจ้าพ่อของธีรธรณ์ในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 ชื่อเต็มหม่อมเจ้าราม วิสุต มีพื้นเพสูงศักดิ์ในตระกูลขุนนางชั้นนำของราชสำนัก ทำให้เขามีบุคลิกเข้มงวด ขรึมขลัง และยึดมั่นในขนบธรรมเนียมสังคมชั้นสูง ม.จ.รามเติบโตท่ามกลางระบบชนชั้นที่เน้นศักดิ์ศรีและหน้าที่ต่อตระกูล แสดงให้เห็นด้าน authoritative และ traditional ที่กดทับความรู้สึกส่วนตัวของลูกชาย เขาปรากฏตัวในฐานะผู้กำหนดชะตาความรักของธีร์ โดยเตรียมงานแต่งกับหญิงภาเพื่อรักษาเส้นเลือดตระกูลและสถานะทางสังคม ทำให้ธีร์ลำบากใจระหว่างหัวใจกับหน้าที่ มีโมเมนต์สำคัญเมื่อรับรู้ข่าวลือความสัมพันธ์ธีร์กับรติ ล่ามต่ำศักดิ์ แล้วสั่งห้ามโดยไม่ฟังเหตุผล แสดงให้เห็นด้าน rigid ที่ไม่ยอมรับความรักข้ามชนชั้น

ม.จ.รามยังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น สนับสนุนเสด็จย่านารีรัตน์ในการจับตาธีร์ และยืนกรานให้ลูกยอมตามโชคชะตาแม้ธีร์เจ็บปวด สุดท้ายเขามีบทบาทในตอนจบที่ธีร์แต่งงานตามแผน ทำให้ครอบครัวดูอบอุ่นจากภายนอกแต่ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพ็ญเพ็ชรถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความคาดหวังผสมเย็นชา ทำให้ม.จ.รามมีมิติลึก ไม่ใช่แค่พ่อขุนนางแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่ตัวเองยึดถือ ม.จ.รามยังสะท้อนภาพผู้ใหญ่ในยุคนั้นที่ใช้ศักดิ์ศรีปกป้องตระกูลแต่ละเลยความสุขลูก เพ็ญเพ็ชรเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับม.จ.รามคือ พ่อขุนนางยึดศักดิ์ศรี
เพราะตัวละครนี้แม้จะรักลูกชายแต่ยึดมั่นในขนบสังคมชั้นสูงสุดๆ เตรียมงานแต่งธีร์กับหญิงภาเพื่อรักษาเส้นเลือดตระกูล สั่งห้ามความสัมพันธ์กับรติเพราะกลัวเสียชื่อเสียง แม้ธีร์ลำบากใจจากข่าวลือหรือแรงกดดัน ม.จ.รามแสดงความยึดมั่นผ่านบุคลิกเข้มงวดที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ฉายานี้สะท้อนบุคลิก authoritative ที่ทำให้คนดูเห็นว่าม.จ.รามไม่ใช่แค่วิลเลน แต่เป็นสัญลักษณ์ของพ่อขุนนางที่หัวใจยึดศักดิ์ศรี ใช้ขนบปกป้องตระกูลแม้ละเลยความรู้สึกลูก

ข้อคิดจากม.จ.รามคือ ศักดิ์ศรีสังคมอาจทำลายความสุขครอบครัว
เพราะในเรื่องนี้ ม.จ.รามต้องยึดมั่นในชนชั้นที่ทำให้ลูกชายทุกข์ทรมานจากความรักต้องห้ามกับรติ แต่เขายังคงสั่งการตามขนบ ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันจากศักดิ์ศรีที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้ายึดติดมากเกิน มันจะกลายเป็นบาดแผลในครอบครัว เหมือนม.จ.รามที่สร้างครอบครัวอบอุ่นภายนอกแต่ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสุขแท้คือการสมดุลระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ไม่ใช่แค่ยึดศักดิ์ศรี

→ รณเดช วงศาโรจน์ รับบท คุณชายรุจ

42ae28d0 3f10 11ed bd66 6f6e5f0bb9b6 webp original
รณเดช วงศาโรจน์

ขุนนางโหดร้ายในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 พ่อของเดช นายน้อยลูกชาย มีพื้นเพสูงศักดิ์ในตระกูลขุนนางชั้นนำ ทำให้เขามีบุคลิกดุเดือด เจ้าเล่ห์ และยึดมั่นในระบบชนชั้นอย่างสุดโต่ง คุณชายรุจเติบโตท่ามกลางสังคมที่เน้นอำนาจและการปกป้องศักดิ์ศรีตระกูล แสดงให้เห็นด้าน tyrannical และ unforgiving ที่กดทับลูกชายและคนต่ำต้อย เขาปรากฏตัวในฐานะผู้ขัดขวางความรักต้องห้ามของเดชกับเมฆ บ่าวใช้แรงงาน โดยไม่พอใจตั้งแต่แรกที่เดชสนิทกับเมฆต่ำศักดิ์ สั่งลูกน้องซ้อมเมฆจนช้ำไปทั้งตัวและห้ามยุ่งอีกเพราะกลัวเสียชื่อเสียงตระกูล มีโมเมนต์สำคัญเมื่อเดชสารภาพชอบเมฆแล้วคุณชายรุจยิ่งโกรธ ส่งลูกน้องลอบทำร้ายเมฆเกือบตายเพราะหวังกำจัดอุปสรรค แสดงให้เห็นด้าน cruel ที่ไม่ลังเลใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาสถานะ

คุณชายรุจยังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น ชวนเดชชินกับขนบสังคมชั้นสูง แต่สุดท้ายเดชชวนเมฆหนีแต่ไม่ทันเพราะการแทรกแซงของเขา ทำให้เรื่องราวดิ่งลงเหว สุดท้ายเขายืนกรานให้เดชยอมตามโชคชะตาแยกทางกับเมฆ แม้เดชเติบโตเป็นนักแปลมั่นคงแต่บาดแผลจากพ่อยังหลงเหลือ รณเดชถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองเดชเต็มไปด้วยความคาดหวังผสมโหดร้าย ทำให้คุณชายรุจมีมิติลึก ไม่ใช่แค่พ่อขุนนางแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่ตัวเองยึดถือ คุณชายรุจยังสะท้อนภาพผู้ใหญ่ในยุคนั้นที่ใช้ความรุนแรงปกป้องตระกูลแต่ละเลยความสุขลูก รณเดชเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับคุณชายรุจคือ ขุนนางโหดหัวใจหิน
เพราะตัวละครนี้แม้จะรักลูกชายแต่ยึดมั่นในชนชั้นสุดๆ สั่งลูกน้องซ้อมเมฆเพราะกลัวเดชสนิทกับบ่าวต่ำต้อย ห้ามยุ่งเพื่อรักษาศักดิ์ศรีตระกูล แม้เดชสารภาพชอบเมฆแล้วคุณชายรุจยังส่งลูกน้องลอบทำร้ายเกือบตาย แสดงความโหดร้ายที่ไม่ยอมอ่อนข้อ ฉายานี้สะท้อนบุคลิกดุเดือดแต่ rigid ทำให้คนดูเห็นว่าคุณชายรุจไม่ใช่แค่วิลเลน แต่เป็นสัญลักษณ์ของขุนนางที่หัวใจหิน ใช้ความรุนแรงปกป้องขนบแม้ทำร้ายคนใกล้ตัว

ข้อคิดจากคุณชายรุจคือ ความโหดร้ายจากชนชั้นทำลายครอบครัวได้
เพราะในเรื่องนี้ คุณชายรุจต้องยึดมั่นในศักดิ์ศรีที่ทำให้ลูกชายเดชทุกข์ทรมานจากความรักต้องห้ามกับเมฆ แต่เขายังคงใช้ความรุนแรงซ้อมและลอบทำร้าย ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันจากชนชั้นที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้าปล่อยให้โหดร้ายครอบงำ มันจะกลายเป็นบาดแผลถาวรในครอบครัว เหมือนคุณชายรุจที่สร้างช่องว่างระหว่างพ่อลูกแม้เดชเติบโตมั่นคง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสุขครอบครัวคือการเปิดใจ ไม่ใช่ยึดติดศักดิ์ศรีจนทำร้ายกันเอง

→ ทาริกา ธิดาทิตย์ รับบท เสด็จย่านารีรัตน์

ทาริกา ธิดาทิตย์

เสด็จพระองค์ชั้นสูงในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีสถานะราชวงศ์ที่ใกล้ชิดกับตระกูลธีรธรณ์ ทำให้เธอมีบุคลิกสง่างาม เข้มงวด และยึดมั่นในขนบสังคมชั้นสูงอย่างสุดโต่ง เสด็จย่านารีรัตน์เติบโตท่ามกลางระบบราชสำนักที่เน้นศักดิ์ศรีและการรักษาเส้นเลือดตระกูล แสดงให้เห็นด้าน authoritative และ protective ที่กดทับความรู้สึกส่วนตัวของคนรุ่นใหม่ เธอปรากฏตัวในฐานะผู้ขัดขวางความรักต้องห้ามของธีรธรณ์กับรติ ล่ามต่ำศักดิ์ โดยรับรู้ข่าวลือจากคนรอบข้างแล้วอยากให้ธีร์ออกเรือนซะทีเพื่อรักษาชื่อเสียงตระกูล มีโมเมนต์สำคัญเมื่อพูดตรงไปตรงมาหารติ ยื่นคำขาดให้เลิกติดต่อกับธีร์เพราะกลัวตระกูลเสียหายย่อยยับ แสดงให้เห็นด้าน straightforward แต่ cruel ที่ไม่ลังเลใช้สถานะกดดัน

เสด็จย่านารีรัตน์ยังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น คอยจับตาความสัมพันธ์ธีร์กับรติแบบไม่ให้คลาดสายตา สนับสนุนการหมั้นหมายกับหญิงภา และยืนกรานให้ธีร์ยอมตามโชคชะตาแม้ธีร์ลำบากใจ สุดท้ายเธอมีบทบาทในตอนจบที่ธีร์แต่งงานตามแผน ทำให้ครอบครัวดูมั่นคงจากภายนอกแต่ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทาริกาถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความคาดหวังผสมเย็นชา ทำให้เสด็จย่านารีรัตน์มีมิติลึก ไม่ใช่แค่เสด็จพระองค์แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่ตัวเองยึดถือ เสด็จย่านารีรัตน์ยังสะท้อนภาพผู้ใหญ่ราชวงศ์หญิงในยุคนั้นที่ใช้ศักดิ์ศรีปกป้องตระกูลแต่ละเลยความสุขคนรุ่นหลัง ทาริกาเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับเสด็จย่านารีรัตน์คือ เสด็จผู้พิทักษ์ศักดิ์ศรี
เพราะตัวละครนี้แม้จะใกล้ชิดตระกูลธีร์แต่ยึดมั่นในขนบราชสำนักสุดๆ อยากให้ธีร์ออกเรือนเพื่อรักษาชื่อเสียง พูดตรงหารติยื่นคำขาดให้เลิกติดต่อเพราะกลัวตระกูลเสียหาย คอยจับตาความสัมพันธ์แบบไม่คลาดสายตา แม้ธีร์ลำบากใจจากข่าวลือหรือการหมั้นหมาย เสด็จย่านารีรัตน์แสดงความพิทักษ์ผ่านบุคลิกเข้มงวดที่ไม่ยอมอ่อนข้อ ฉายานี้สะท้อนบุคลิกสง่างามแต่ rigid ทำให้คนดูเห็นว่าเสด็จย่านารีรัตน์ไม่ใช่แค่วิลเลน แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสด็จพระองค์ที่หัวใจพิทักษ์ศักดิ์ศรี ใช้สถานะกดดันเพื่อปกป้องตระกูลแม้ทำร้ายหัวใจคนอื่น

ข้อคิดจากเสด็จย่านารีรัตน์คือ การยึดศักดิ์ศรีอาจทำลายความสุขรุ่นหลัง
เพราะในเรื่องนี้ เสด็จย่านารีรัตน์ต้องยึดมั่นในขนบที่ทำให้ธีร์ทุกข์ทรมานจากความรักต้องห้ามกับรติ แต่เธอยังคงยื่นคำขาดและจับตา ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันจากศักดิ์ศรีที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้าปล่อยให้ครอบงำ มันจะกลายเป็นบาดแผลข้ามรุ่น เหมือนเสด็จย่านารีรัตน์ที่สร้างช่องว่างในครอบครัวแม้ธีร์ยอมตามโชคชะตา ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสุขแท้คือการสมดุลระหว่างหน้าที่กับความรู้สึก ไม่ใช่ยึดศักดิ์ศรีจนละเลยหัวใจคนใกล้ชิด

→ สมภพ เบญจาทิกุล รับบท ม.จ.รณเรศ

IMG 1038
สมภพ เบญจาทิกุล

หม่อมเจ้าในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีสถานะสูงศักดิ์ในราชสำนัก ใกล้ชิดกับตระกูลวิสุตของธีรธรณ์ ทำให้เขามีบุคลิกขรึมขลัง เข้มงวด และยึดมั่นในขนบราชสำนักอย่างสุดโต่ง ม.จ.รณเรศเติบโตท่ามกลางระบบชนชั้นที่เน้นศักดิ์ศรีและหน้าที่ต่อราชวงศ์ แสดงให้เห็นด้าน authoritative และ traditional ที่กดทับความรู้สึกส่วนตัวของคนรุ่นใหม่ เขาปรากฏตัวในฐานะญาติผู้ใหญ่ที่ขัดขวางความรักต้องห้ามของธีร์กับรติ ล่ามต่ำศักดิ์ โดยรับรู้ข่าวลือจากสังคมแล้วสนับสนุนให้ธีร์ออกเรือนซะทีเพื่อรักษาเส้นเลือดตระกูล มีโมเมนต์สำคัญเมื่อร่วมกับเสด็จย่านารีรัตน์จับตาความสัมพันธ์ธีร์กับรติแบบไม่ให้คลาดสายตา สั่งห้ามโดยไม่ฟังเหตุผลเพราะกลัวเสียชื่อเสียงราชสำนัก แสดงให้เห็นด้าน rigid ที่ไม่ยอมรับความรักข้ามชนชั้น

ม.จ.รณเรศยังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น สนับสนุนการหมั้นหมายธีร์กับหญิงภา และยืนกรานให้ยอมตามโชคชะตาแม้ธีร์ลำบากใจจากแรงกดดัน สุดท้ายเขามีบทบาทในตอนจบที่ธีร์แต่งงานตามแผน ทำให้ตระกูลดูมั่นคงจากภายนอกแต่ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สมภพถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความคาดหวังผสมเย็นชา ทำให้ม.จ.รณเรศมีมิติลึก ไม่ใช่แค่ญาติขุนนางแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่ตัวเองยึดถือ ม.จ.รณเรศยังสะท้อนภาพผู้ใหญ่ราชวงศ์ในยุคนั้นที่ใช้ศักดิ์ศรีปกป้องตระกูลแต่ละเลยความสุขคนรุ่นหลัง สมภพเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับม.จ.รณเรศคือ หม่อมเจ้าผู้พิทักษ์ราชสำนัก
เพราะตัวละครนี้แม้จะใกล้ชิดตระกูลธีร์แต่ยึดมั่นในขนบราชสำนักสุดๆ สนับสนุนให้ธีร์ออกเรือนเพื่อรักษาเส้นเลือด จับตาความสัมพันธ์กับรติเพราะกลัวเสียชื่อเสียง แม้ธีร์ลำบากใจจากข่าวลือหรือการหมั้นหมาย ม.จ.รณเรศแสดงความพิทักษ์ผ่านบุคลิกเข้มงวดที่ไม่ยอมอ่อนข้อ ฉายานี้สะท้อนบุคลิกขรึมขลังแต่ rigid ทำให้คนดูเห็นว่าม.จ.รณเรศไม่ใช่แค่วิลเลน แต่เป็นสัญลักษณ์ของหม่อมเจ้าที่หัวใจพิทักษ์ราชสำนัก ใช้สถานะกดดันเพื่อปกป้องขนบแม้ทำร้ายหัวใจคนอื่น

ข้อคิดจากม.จ.รณเรศคือ การยึดขนบราชสำนักอาจทำลายความสุขรุ่นหลัง
เพราะในเรื่องนี้ ม.จ.รณเรศต้องยึดมั่นในศักดิ์ศรีที่ทำให้ธีร์ทุกข์ทรมานจากความรักต้องห้ามกับรติ แต่เขายังคงจับตาและสนับสนุนการหมั้นหมาย ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันจากขนบที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้าปล่อยให้ครอบงำ มันจะกลายเป็นบาดแผลข้ามรุ่น เหมือนม.จ.รณเรศที่สร้างช่องว่างในตระกูลแม้ธีร์ยอมตามโชคชะตา ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสุขแท้คือการสมดุลระหว่างหน้าที่กับความรู้สึก ไม่ใช่ยึดศักดิ์ศรีจนละเลยหัวใจคนใกล้ชิด

→ พิมดาว พานิชสมัย รับบท แม่รุ่ง

6e85ff20 2fca 11f0 8da2 c7f353074d49 webp original
พิมดาว พานิชสมัย

แม่ของเมฆ บ่าวใช้แรงงานในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพไพร่ต่ำต้อยแต่เป็นแม่ที่เสียสละและรักลูกสุดใจ แม่รุ่งเติบโตท่ามกลางสังคมที่คนจนต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ทำให้เธอมีบุคลิกเข้มแข็ง ตรงไปตรงมา และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีกินมีใช้ เธอปรากฏตัวในฐานะผู้ปกป้องเมฆจากอุปสรรคสังคมชั้นสูง โดยเฉพาะเมื่อเมฆสนิทกับเดช นายน้อยลูกคุณชายรุจ มีโมเมนต์สำคัญเมื่อสั่งเมฆให้ไปลอยกระทงกับน้องหญิงแทนเดช เพราะกลัวลูกถูกทำร้ายจากตระกูลสูง แสดงให้เห็นด้าน realistic ที่รู้ดีว่าความรักข้ามชนชั้นอันตราย แม่รุ่งยังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น รู้ว่าเมฆตั้งใจล้มมวยเพื่อไม่เจ็บหนัก แต่สุดท้ายเมฆโดนลูกน้องคุณชายรุจซ้อมและลอบทำร้ายเกือบตาย

เธอเป็นคนที่สะท้อนความทุกข์ของแม่ชนชั้นล่างที่อยากให้ลูกปลอดภัยมากกว่าฝันสูง สุดท้ายเมฆเติบโตเป็นนักแปลกระทรวงได้ก็เพราะแม่ผลักดันให้ขยันเรียนรู้ พิมดาวถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองเมฆเต็มไปด้วยความรักผสมกังวล ทำให้แม่รุ่งมีมิติลึก ไม่ใช่แค่แม่ไพร่แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับลูก แม่รุ่งยังสะท้อนภาพแม่ในยุคนั้นที่ใช้ความเสียสละปกป้องลูกจากสังคมโหดร้าย พิมดาวเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับแม่รุ่งคือ แม่ไพร่หัวใจนักสู้
เพราะตัวละครนี้แม้จะจนแต่ไม่เคยยอมให้ลูกอด สั่งเมฆไปลอยกระทงกับน้องแทนเดชเพราะรู้ว่าความรักข้ามชนชั้นอันตราย กลัวลูกถูกทำร้ายจากตระกูลสูง แม้เมฆโดนซ้อมและลอบทำร้าย แม่รุ่งแสดงความนักสู้ผ่านการผลักดันให้ลูกขยันจนกลายเป็นนักแปลกระทรวง ฉายานี้สะท้อนบุคลิกเข้มแข็งแต่เสียสละ ทำให้คนดูเห็นว่าแม่รุ่งไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของแม่ชนชั้นล่างที่หัวใจนักสู้ ใช้ความรักปกป้องลูกจากสังคมกดขี่

ข้อคิดจากแม่รุ่งคือ ความรักของแม่คือเกราะป้องกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะในเรื่องนี้ แม่รุ่งต้องเผชิญสังคมที่โหดร้ายกับคนจน แต่เธอยังคงปกป้องเมฆด้วยการสั่งห้ามหรือผลักดันให้เรียนรู้ ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีอันตรายกับคนตัวเล็ก แต่ถ้ามีแม่คอยคุ้มครอง มันจะช่วยให้ลูกเติบโตได้แม้เจ็บปวด เหมือนแม่รุ่งที่แม้เมฆต้องแยกทางกับเดชแต่ก็มีชีวิตมั่นคง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความรักแม่ไม่ใช่แค่ให้เงิน แต่คือการเสียสละและมองการณ์ไกลเพื่อลูก

→ นะโม เรอบิเย รับบท ฟลอริย็อง

7ae31050 4878 11ed ae58 ed382b982433 webp original
นะโม เรอบิเย

สมาชิกคณะทูตฝรั่งเศสในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 ชื่อเต็มฟลอริย็อง เป็นชาวต่างชาติที่อาศัยในสยามเพื่อหน้าที่การทูต มีพื้นเพจากวัฒนธรรมตะวันตกที่เปิดกว้าง ทำให้เขามีบุคลิกสุภาพ ชาญฉลาด และปรับตัวเข้ากับสังคมสยามได้ดี ฟลอริย็องเติบโตท่ามกลางยุคปฏิรูปการทูตที่สยามต้องรับมือกับชาติตะวันตก แสดงให้เห็นด้าน diplomatic และ observant ที่สังเกตความขัดแย้งชนชั้นรอบตัว เขาปรากฏตัวในฐานะเพื่อนร่วมงานของรติ ล่ามหนุ่มที่กลับสยามหลัง 20 ปี โดยช่วยรติปรับตัวกับคณะทูตและสังคมสยาม มีโมเมนต์สำคัญเมื่อฟลอริย็องให้คำปรึกษารติเรื่องความรักต้องห้ามกับธีรธรณ์ ขุนนางสูงศักดิ์ โดยชี้ให้เห็นมุมมองวัฒนธรรมที่เปิดกว้างกว่าสังคมสยาม แสดงให้เห็นด้าน supportive ที่ไม่ตัดสินแต่ช่วยปกปิดความลับจากข่าวลือ

ฟลอริย็องยังเกี่ยวข้องกับดราม่าทูต เช่น ช่วยรติทำงานล่ามจนได้เลื่อนยศหลวงรติจารุพิตร หรือสังเกตสายตาหึงหวงของธีร์กับเสด็จใหม่ที่มาจีบรติ แล้วแซวเบาๆ เพื่อคลายเครียด สุดท้ายเขาสนับสนุนรติให้ยอมรับโชคชะตาแม้ใจเจ็บปวดจากความรักที่ต้องซ่อน นะโมถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความเข้าใจผสมขบขัน ทำให้ฟลอริย็องมีมิติลึก ไม่ใช่แค่ทูตฝรั่งเศสแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับเพื่อน ฟลอริย็องยังสะท้อนภาพชาวต่างชาติในยุคนั้นที่ใช้ความสุภาพช่วยเหลือคนสยาม นะโมเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับฟลอริย็องคือ ทูตนักปรับตัวใจดี
เพราะตัวละครนี้แม้จะชาวฝรั่งเศสแต่ปรับตัวเข้ากับสยามได้ดี สุภาพชาญฉลาด ช่วยรติปรับตัวกับคณะทูตและสังคม ให้คำปรึกษาเรื่องความรักข้ามชนชั้นด้วยมุมมองเปิดกว้าง แม้เจอข่าวลือหรือดราม่าทูต ฟลอริย็องยังปกปิดความลับและแซวคลายเครียด ฉายานี้สะท้อนบุคลิก diplomatic ที่ทำให้คนดูเห็นว่าฟลอริย็องไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของทูตที่หัวใจนักปรับตัว ใช้ความใจดีช่วยเพื่อนฝ่าฟันอุปสรรควัฒนธรรม

ข้อคิดจากฟลอริย็องคือ การปรับตัววัฒนธรรมนำพาความเข้าใจ
เพราะในเรื่องนี้ ฟลอริย็องต้องเผชิญสังคมสยามที่ต่างจากฝรั่งเศส แต่เขายังคงสุภาพและให้คำปรึกษารติด้วยมุมมองกว้าง ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีอุปสรรคจากความแตกต่างวัฒนธรรม แต่ถ้าปรับตัว มันจะช่วยให้เข้าใจและสนับสนุนกันได้ เหมือนฟลอริย็องที่แม้ต่างชาติแต่ช่วยรติยอมรับความรัก ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความเข้าใจไม่ใช่แค่รู้ แต่คือการปรับตัวเพื่อช่วยเหลือคนใกล้ชิด

→ ธนัชพร อุตสาหจิต รับบท แจ่ม

hq720
ธนัชพร อุตสาหจิต

สาวใช้คนสนิทของรติในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพไพร่ต่ำต้อยแต่ซื่อสัตย์และร่าเริง แจ่มเติบโตท่ามกลางสังคมที่คนใช้ต้องรู้หน้าที่ แต่เธอต่างจากคนอื่นด้วยความซุกซน ขี้เล่น และเข้าใจหัวใจนายมากกว่าใคร แจ่มปรากฏตัวในฐานะเพื่อนสนิทและคนช่วยเหลือรติ ล่ามหนุ่มที่กลับสยามหลัง 20 ปี โดยคอยดูแลชีวิตประจำวันและเป็นที่ปรึกษาเรื่องความรักต้องห้ามกับธีรธรณ์ มีโมเมนต์สำคัญเมื่อแจ่มสังเกตสายตาที่ธีร์มองรติเต็มไปด้วยความสุขแล้วเอาไปเม้าท์กับกุ่ยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ หรือแซวรติเบาๆ เมื่อเห็นรติเขินธีร์ แสดงให้เห็นด้าน observant และ playful ที่ช่วยคลายเครียดให้รติท่ามกลางดราม่าชนชั้น

แจ่มยังเกี่ยวข้องกับดราม่าเพื่อนฝูง เช่น ช่วยรติปกปิดความลับจากข่าวลือ หรือไปงานลอยกระทงด้วยกันเพื่อไม่ให้รติโดดเดี่ยว สุดท้ายเธอเป็นคนที่เห็นรติยอมรับโชคชะตาแม้ใจเจ็บปวดจากความรักที่ต้องซ่อน ธนัชพรถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความห่วงใยผสมขบขัน ทำให้แจ่มมีมิติลึก ไม่ใช่แค่สาวใช้แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับนาย แจ่มยังสะท้อนภาพสาวใช้ในยุคนั้นที่ใช้ความร่าเริงช่วยเหลือนายในยามยาก ธนัชพรเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับแจ่มคือ สาวใช้ขี้แซวใจดี
เพราะตัวละครนี้แม้จะเป็นคนใช้แต่คอยสังเกตความรักของรติกับธีร์แล้วเอาไปเม้าท์กับกุ่ย แซวรติเบาๆ เมื่อเห็นเขิน หรือช่วยคลายเครียดท่ามกลางดราม่าชนชั้น แม้เจอข่าวลือหรืออุปสรรค แจ่มยังปกปิดความลับและอยู่เคียงข้างรติ ฉายานี้สะท้อนบุคลิกซุกซนแต่ faithful ทำให้คนดูเห็นว่าแจ่มไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของสาวใช้ที่หัวใจขี้แซว ใช้ความใจดีช่วยนายฝ่าฟันความเศร้า

ข้อคิดจากแจ่มคือ มิตรภาพเล็กๆ ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้
เพราะในเรื่องนี้ แจ่มต้องเผชิญสังคมที่กดทับนาย แต่เธอยังคงใช้ความร่าเริงและการแซวช่วยรติคลายเครียด ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีดราม่าหนัก แต่ถ้ามีเพื่อนคนใช้คอยอยู่ข้างๆ มันจะช่วยให้หัวใจเบาขึ้น เหมือนแจ่มที่แม้รติต้องแยกทางกับธีร์แต่ก็ยังมีเธอคอยยิ้มให้ ข้อคิดนี้ชวนคิดว่ามิตรภาพไม่ต้องยิ่งใหญ่ แค่ความซื่อสัตย์และขี้แซวก็พอเยียวยาได้แล้ว

→ วรัตตา วัชราธร รับบท ฤดี

58ef549ef83311e2b65722000a9e00be 7
วรัตตา วัชราธร

สาวใช้คนสนิทในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพไพร่ต่ำต้อยแต่ฉลาดและซื่อสัตย์ต่อนาย ฤดีเติบโตท่ามกลางสังคมคนใช้ที่ต้องรู้จักก้มหัวและสังเกตการณ์รอบตัว ทำให้เธอมีบุคลิกขยัน อ่อนน้อม และ observant ที่ช่วยเหลือรติ ล่ามหนุ่มที่กลับสยามหลัง 20 ปี ฤดีปรากฏตัวในฐานะคนดูแลชีวิตประจำวันของรติ โดยเฉพาะในคณะทูตฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมผสม มีโมเมนต์สำคัญเมื่อฤดีช่วยรติปกปิดความสัมพันธ์ลับกับธีรธรณ์ ขุนนางสูงศักดิ์ จากข่าวลือที่ลอยไปถึงหูผู้ใหญ่ หรือแซวรติเบาๆ เมื่อเห็นรติเขินธีร์ แสดงให้เห็นด้าน playful ที่คลายเครียดท่ามกลางดราม่าชนชั้น ฤดียังเกี่ยวข้องกับดราม่าเพื่อนฝูง เช่น สังเกตเสด็จใหม่ที่มาจีบรติแล้วเตือนรติให้ระวัง หรือช่วยรติเตรียมตัวงานลอยกระทงที่รติรอธีร์เก้อ

สุดท้ายเธอเป็นคนที่เห็นรติยอมรับโชคชะตา มอบสมุดบันทึกจาฤกรติชาเป็นที่ระลึกแม้ใจเจ็บปวดจากความรักต้องซ่อน วรัตตาถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความห่วงใยผสมขบขัน ทำให้ฤดีมีมิติลึก ไม่ใช่แค่สาวใช้แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับนาย ฤดียังสะท้อนภาพสาวใช้ในยุคนั้นที่ใช้ความขยันและอ่อนน้อมช่วยเหลือนายจากสังคมโหดร้าย วรัตตาเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับฤดีคือ สาวใช้นักสังเกตอ่อนน้อม
เพราะตัวละครนี้แม้จะต่ำต้อยแต่คอยสังเกตความสัมพันธ์รติกับธีร์แล้วช่วยปกปิดจากข่าวลือ แซวเบาๆ เพื่อคลายเครียด หรือเตือนรติเรื่องเสด็จใหม่ที่มาจีบ แม้เจอดราม่าชนชั้นหรืออุปสรรค ฤดีแสดงความอ่อนน้อมผ่านการขยันดูแลนาย ฉายานี้สะท้อนบุคลิกฉลาดแต่ faithful ทำให้คนดูเห็นว่าฤดีไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของสาวใช้นักสังเกต ใช้ความซื่อสัตย์ช่วยนายฝ่าฟันความลับรัก

ข้อคิดจากฤดีคือ ความอ่อนน้อมนำพาการปกป้องที่แท้จริง
เพราะในเรื่องนี้ ฤดีต้องเผชิญสังคมที่กดทับคนใช้ แต่เธอยังคงสังเกตและช่วยรติด้วยความขยันและอ่อนน้อม ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีอันตรายจากข่าวลือ แต่ถ้าอ่อนน้อมและสังเกตดี มันจะช่วยปกป้องคนที่รักได้ เหมือนฤดีที่แม้รติต้องแยกทางกับธีร์แต่ก็ยังมีเธอคอยเคียงข้าง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าการปกป้องไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่คือการอ่อนน้อมและอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ

→ ดวงใจ หิรัญศรี รับบท บัวผัน

ดวงใจ หิรัญศรี

สาวใช้คนสนิทในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีพื้นเพไพร่ต่ำต้อยแต่ขยันและซื่อสัตย์ต่อนาย บัวผันเติบโตท่ามกลางสังคมคนใช้ที่ต้องรู้จักก้มหัวและสังเกตการณ์รอบตัว ทำให้เธอมีบุคลิกอ่อนน้อม ร่าเริง และ observant ที่ช่วยเหลือรติ ล่ามหนุ่มที่กลับสยามหลัง 20 ปี บัวผันปรากฏตัวในฐานะคนดูแลชีวิตประจำวันของรติ โดยเฉพาะในคณะทูตฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมผสม มีโมเมนต์สำคัญเมื่อบัวผันช่วยรติปกปิดความสัมพันธ์ลับกับธีรธรณ์ ขุนนางสูงศักดิ์ จากข่าวลือที่ลอยไปถึงหูผู้ใหญ่ หรือแซวรติเบาๆ เมื่อเห็นรติเขินธีร์ แสดงให้เห็นด้าน playful ที่คลายเครียดท่ามกลางดราม่าชนชั้น

บัวผันยังเกี่ยวข้องกับดราม่าเพื่อนฝูง เช่น สังเกตเสด็จใหม่ที่มาจีบรติแล้วเตือนให้ระวัง หรือช่วยรติเตรียมตัวงานลอยกระทงที่รติรอธีร์เก้อ สุดท้ายเธอเป็นคนที่เห็นรติยอมรับโชคชะตา มอบสมุดบันทึกจาฤกรติชาเป็นที่ระลึกแม้ใจเจ็บปวดจากความรักต้องซ่อน ดวงใจถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองรติเต็มไปด้วยความห่วงใยผสมขบขัน ทำให้บัวผันมีมิติลึก ไม่ใช่แค่สาวใช้แต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่กดทับนาย บัวผันยังสะท้อนภาพสาวใช้ในยุคนั้นที่ใช้ความขยันและอ่อนน้อมช่วยเหลือนายจากสังคมโหดร้าย ดวงใจเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับบัวผันคือ สาวใช้นักปกปิดใจดี
เพราะตัวละครนี้แม้จะต่ำต้อยแต่คอยปกปิดความลับความรักรติกับธีร์จากข่าวลือ แซวเบาๆ เพื่อคลายเครียด หรือเตือนรติเรื่องเสด็จใหม่ที่มาจีบ แม้เจอดราม่าชนชั้นหรืออุปสรรค บัวผันแสดงความใจดีผ่านการขยันดูแลนาย ฉายานี้สะท้อนบุคลิกอ่อนน้อมแต่ faithful ทำให้คนดูเห็นว่าบัวผันไม่ใช่แค่ตัวรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของสาวใช้นักปกปิด ใช้ความซื่อสัตย์ช่วยนายฝ่าฟันความลับรัก

ข้อคิดจากบัวผันคือ ความซื่อสัตย์นำพาการปกป้องที่แท้จริง
เพราะในเรื่องนี้ บัวผันต้องเผชิญสังคมที่กดทับคนใช้ แต่เธอยังคงปกปิดและช่วยรติด้วยความขยันและอ่อนน้อม ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีอันตรายจากข่าวลือ แต่ถ้าซื่อสัตย์ มันจะช่วยปกป้องคนที่รักได้ เหมือนบัวผันที่แม้รติต้องแยกทางกับธีร์แต่ก็ยังมีเธอคอยเคียงข้าง ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าการปกป้องไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่คือความซื่อสัตย์และอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ

→ ตุลยเทพ เอื้อวิทยา รับบท เจ้าพระยากดิษศร

ตุลยเทพ เอื้อวิทยา

ขุนนางชั้นสูงในสมัยสยามปี พ.ศ. 2458 มีตำแหน่งเจ้าพระยากดิษศร ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการหรือราชสำนักใกล้ชิดธีรธรณ์ ทำให้เขามีบุคลิกขรึมขลัง เข้มงวด และยึดมั่นในขนบราชสำนักอย่างสุดโต่ง เจ้าพระยากดิษศรเติบโตท่ามกลางระบบชนชั้นที่เน้นศักดิ์ศรีและหน้าที่ต่อราชวงศ์ แสดงให้เห็นด้าน authoritative และ traditional ที่กดทับความรู้สึกส่วนตัวของคนรุ่นใหม่ เขาปรากฏตัวในฐานะผู้ขัดขวางความรักต้องห้ามของธีร์กับรติ ล่ามต่ำศักดิ์ โดยรับรู้ข่าวลือจากสังคมแล้วสนับสนุนให้ธีร์ออกเรือนซะทีเพื่อรักษาเส้นเลือดตระกูล มีโมเมนต์สำคัญเมื่อร่วมกับม.จ.รามและเสด็จย่านารีรัตน์จับตาความสัมพันธ์ธีร์กับรติแบบไม่ให้คลาดสายตา สั่งห้ามโดยไม่ฟังเหตุผลเพราะกลัวเสียชื่อเสียงราชสำนัก แสดงให้เห็นด้าน rigid ที่ไม่ยอมรับความรักข้ามชนชั้น

เจ้าพระยากดิษศรยังเกี่ยวข้องกับดราม่าครอบครัว เช่น สนับสนุนการหมั้นหมายธีร์กับหญิงภา และยืนกรานให้ยอมตามโชคชะตาแม้ธีร์ลำบากใจจากแรงกดดัน สุดท้ายเขามีบทบาทในตอนจบที่ธีร์แต่งงานตามแผน ทำให้ตระกูลดูมั่นคงจากภายนอกแต่ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ตุลยเทพถ่ายทอดบทนี้ได้ละเอียด สายตาที่มองธีร์เต็มไปด้วยความคาดหวังผสมเย็นชา ทำให้เจ้าพระยากดิษศรมีมิติลึก ไม่ใช่แค่ขุนนางแต่เป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ต่อสู้กับบรรทัดฐานเก่าแก่ที่ตัวเองยึดถือ เจ้าพระยากดิษศรยังสะท้อนภาพผู้ใหญ่ราชสำนักในยุคนั้นที่ใช้ศักดิ์ศรีปกป้องตระกูลแต่ละเลยความสุขคนรุ่นหลัง ตุลยเทพเล่นได้สมจริงจนคนดูรู้สึกเห็นใจและชื่นชอบตัวละครนี้มาก

ฉายาเดียวที่เหมาะกับเจ้าพระยากดิษศรคือ ขุนนางผู้พิทักษ์ราชสำนัก
เพราะตัวละครนี้แม้จะใกล้ชิดตระกูลธีร์แต่ยึดมั่นในขนบราชสำนักสุดๆ สนับสนุนให้ธีร์ออกเรือนเพื่อรักษาเส้นเลือด จับตาความสัมพันธ์กับรติเพราะกลัวเสียชื่อเสียง แม้ธีร์ลำบากใจจากข่าวลือหรือการหมั้นหมาย เจ้าพระยากดิษศรแสดงความพิทักษ์ผ่านบุคลิกเข้มงวดที่ไม่ยอมอ่อนข้อ ฉายานี้สะท้อนบุคลิกขรึมขลังแต่ rigid ทำให้คนดูเห็นว่าเจ้าพระยากดิษศรไม่ใช่แค่วิลเลน แต่เป็นสัญลักษณ์ของขุนนางที่หัวใจพิทักษ์ราชสำนัก ใช้สถานะกดดันเพื่อปกป้องขนบแม้ทำร้ายหัวใจคนอื่น

ข้อคิดจากเจ้าพระยากดิษศรคือ การยึดขนบราชสำนักอาจทำลายความสุขรุ่นหลัง
เพราะในเรื่องนี้ เจ้าพระยากดิษศรต้องยึดมั่นในศักดิ์ศรีที่ทำให้ธีร์ทุกข์ทรมานจากความรักต้องห้ามกับรติ แต่เขายังคงจับตาและสนับสนุนการหมั้นหมาย ข้อคิดนี้สอนว่าสังคมเก่าหรือใหม่ก็มักมีแรงกดดันจากขนบที่ขวางกั้นความรัก แต่ถ้าปล่อยให้ครอบงำ มันจะกลายเป็นบาดแผลข้ามรุ่น เหมือนเจ้าพระยากดิษศรที่สร้างช่องว่างในตระกูลแม้ธีร์ยอมตามโชคชะตา ข้อคิดนี้ชวนคิดว่าความสุขแท้คือการสมดุลระหว่างหน้าที่กับความรู้สึก ไม่ใช่ยึดศักดิ์ศรีจนละเลยหัวใจคนใกล้ชิด


ถ้าซีรีส์จาฤกรติชา Memoir Of Rati ได้ต่อภาค 2 จริงๆ มันจะเป็นยังไง เนื้อเรื่องจะไปต่อแบบไหน หลังจากที่ภาคแรกจบแบบเศร้าสลดแต่สวยงามมาก ทุกคนยังคงคิดถึงธีร์กับรติ เดชกับเมฆ กันอยู่ใช่ไหม

ภาค 2 ตั้งชื่อว่า “จาฤกรติชา : บันทึกที่ยังไม่จบ” หรือ “Memoir of Rati : Unfinished Pages”

เปิดเรื่องด้วยปี พ.ศ. 2476 หรือ 18 ปีหลังจากภาคแรก สยามกลายเป็นประเทศไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รติ (อิน สาริน) ในวัย 50 ต้นๆ ยังคงเป็นนักการทูตอาวุโสที่เดินทางไปมาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ชีวิตดูสงบแต่หัวใจยังคงมีรอยแผลเก่าจากธีร์ เขากลับมาประเทศไทยอีกครั้งในฐานะที่ปรึกษาคณะทูตเพื่อเจรจาสนธิสัญญาใหม่ แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือการได้พบกับ “หม่อมราชวงสานนท์” (เกรท สพล) ลูกชายคนโตของธีร์กับหญิงภา ที่หน้าตาเหมือนธีร์สมัยหนุ่มเป๊ะจนรติตกใจจนตัวสั่น

หม่อมราชวงสานนท์เติบโตมาโดยรู้แค่ว่าพ่อมีเพื่อนสนิทชื่อ “คุณรติ” ที่เคยช่วยเหลือครอบครัว แต่ไม่เคยรู้ความลับความรักต้องห้ามในอดีต เมื่อทั้งสองเจอกัน บันทึกจาฤกรติชาที่รติเคยมอบให้ธีร์ก็ถูกส่งต่อมาถึงลูกชายโดยบังเอิญ ทำให้หม่อมราชวงสานนท์เริ่มสงสัยและค้นหาความจริงของพ่อกับชายที่ชื่อรติ

อีกฟากหนึ่ง เมฆ (อู๋ ธนบูรณ์) ที่กลายเป็น “มงซิเออร์ เมฆ” นักแปลอาวุโสในกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบเดช (บูม ธราธร) อีกครั้งโดยบังเอิญในงานเลี้ยงการทูต เดชในวัยกลางคนกลายเป็นนักธุรกิจส่งออกที่ประสบความสำเร็จแต่ยังโสด ความรู้สึกเก่าที่เคยถูกฝังไว้ 18 ปีถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

เนื้อเรื่องหลักของภาค 2 จะวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า

“ความรักที่เคยถูกบังคับให้จบไปแล้ว จะมีสิทธิ์ได้เริ่มต้นใหม่ในยุคที่สังคมเริ่มเปิดกว้างขึ้นบ้างหรือไม่”
และ “คนรุ่นลูกจะเลือกเดินตามรอยบาดแผลของพ่อแม่ หรือจะสร้างทางเดินใหม่ให้ตัวเอง”

มีฉากสำคัญที่รติกับธีร์ในวัยชราต้องเจอกันครั้งสุดท้ายก่อนธีร์จากไป มีฉากที่เมฆกับเดชตัดสินใจหนีตามกันจริงๆ ในวัยที่ไม่มีใครขวางได้แล้ว และมีตอนจบที่หม่อมราชวงสานนท์อ่านบันทึกจาฤกรติชาจบ แล้วยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนเดินไปหาคนรักของตัวเองที่เป็นผู้ชายเช่นกัน พร้อมพูดเบาๆ ว่า “ขอบคุณที่พ่อกับคุณรติสอนผมว่า ความรักไม่เคยผิด”