ละครพื้นบ้าน พระสุธน-มโนราห์ 2531 ละครพื้นบ้านไทย เป็นการดัดแปลงจากวรรณกรรมพื้นบ้านไทยที่มีรากฐานจาก “สุธนชาดก” ในปัญญาสชาดก โดยถูกนำเสนอในรูปแบบละครโทรทัศน์แนว “จักร ๆ วงศ์ ๆ” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคนั้น
เรื่องราวเริ่มต้นที่เมืองอุดรปัญจาล ซึ่งปกครองโดยท้าวอาทิตยวงศ์และพระนางจันทาเทวี ทั้งสองมีพระโอรสชื่อ “พระสุธน” ผู้มีรูปโฉมงดงามและเฉลียวฉลาด วันหนึ่ง “พรานบุญ” พรานป่าผู้กล้าหาญ ออกล่าสัตว์และได้ยินจากพระกัสสปฤๅษีถึงเหล่ากินรีจากเขาไกรลาสที่มักลงมาเล่นน้ำที่สระอโนดาตทุก 7 วัน พรานบุญเกิดความคิดอยากจับกินรีไปถวายพระสุธน จึงไปขอยืมบ่วงบาศจาก ท้าวชมพูจิต พญานาคราช ซึ่งยอมให้ยืมแม้จะลังเล เพราะพรานบุญเคยช่วยชีวิตเขาไว้
ที่สระอโนดาต “นางมโนราห์” ธิดาคนเล็กของท้าวทุมราช (เจ้าเมืองกินรี) และพี่น้องกินรีทั้ง 6 นางลงมาเล่นน้ำ พรานบุญใช้บ่วงบาศจับนางมโนราห์ได้สำเร็จ ส่วนพี่น้องกินรีหนีกลับไป พรานบุญนำนางมโนราห์ไปถวายพระสุธน เมื่อพระสุธนพบเห็นก็หลงรักนางทันที และทั้งสองได้อภิเษกสมรสกันในที่สุด ท้าวอาทิตยวงศ์ยินดีที่พระโอรสได้ชายางามเช่นกินรี
ต่อมาเกิดศึกสงคราม พระสุธนต้องนำทัพไปปราบข้าศึกตามคำสั่งของพระบิดา ระหว่างที่พระสุธนไม่อยู่ ปุโรหิต ผู้มีความแค้นต่อพระสุธน (อาจเพราะไม่ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญให้บุตรของตน) ฉวยโอกาสใส่ร้ายนางมโนราห์ต่อท้าวอาทิตยวงศ์ โดยอ้างว่าพระนางจันทาเทวีฝันร้าย และเมืองจะพ้นภัยได้ต้องทำพิธีบูชายัญด้วยการเผานางมโนราห์
ท้าวอาทิตยวงศ์จำใจยินยอม นางมโนราห์รู้ตัวจึงออกอุบาย ขอคืนปีกและหางเพื่อร่ายรำถวายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าพิธี เมื่อได้โอกาส นางสวมปีกและบินหนีกลับเขาไกรลาสทันที ฝากข้อความกับพระกัสสปฤๅษีไว้ว่าอย่าให้พระสุธนตามมา เพราะเส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย พร้อมทิ้งภูษาและธำมรงค์ (แหวน) ไว้ให้
เมื่อพระสุธนกลับจากศึกและทราบว่านางมโนราห์หนีไป พระองค์เสียใจมากและตัดสินใจออกตามหานางทันที โดยมีพรานบุญร่วมทางในช่วงแรก การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก พระสุธนฝ่าป่าหิมพานต์ พบพระกัสสปฤๅษีที่มอบของที่ระลึกจากนางมโนราห์ และเดินทางต่อไปจนถึงดินแดนกินรี ระหว่างทางต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย เช่น การปีนเถาวัลย์ข้ามหุบเขา และการซ่อนตัวในรังนกอินทรีเพื่อฟังข่าวจากเมืองกินรี
เมื่อถึงเมืองกินรี ท้าวทุมราชต้องการทดสอบพระสุธนเพื่อพิสูจน์ความรักและความสามารถ พระสุธนต้องเผชิญการทดสอบ เช่น การแยกนางมโนราห์ออกจากพี่น้องทั้ง 6 ที่หน้าตาคล้ายกัน โดยได้รับความช่วยเหลือจากเทวัญ (บางฉบับระบุว่าพระอินทร์แปลงกายเป็นแมลงวันทองมาชี้บ่ง) และการยิงธนูผ่านสิ่งกีดขวางหลายชั้น ซึ่งพระสุธนทำสำเร็จด้วยบุญญาธิการและความมุ่งมั่น
ท้าวทุมราชประทับใจในความรักและความสามารถของพระสุธน จึงยอมให้ทั้งสองกลับมาครองคู่กัน พระสุธนพานางมโนราห์กลับเมืองอุดรปัญจาล ท้าวอาทิตยวงศ์สละราชสมบัติให้พระสุธนครองเมืองต่อไป และทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ลักษณะเด่นของเวอร์ชัน 2531
• การแสดงและดนตรี ละครชุดนี้เน้นการร้องเสภาและการแสดงแบบละครพื้นบ้าน ผสมผสานความสนุกสนานและคติธรรมตามแบบฉบับ “จักร ๆ วงศ์ ๆ” มีการใช้เครื่องแต่งกายสีสันสดใส โดยเฉพาะชุดกินรีของนางมโนราห์ที่โดดเด่นด้วยปีกและหาง
• ความนิยม เวอร์ชันนี้ทำให้ พระสุธน-มโนราห์ กลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้ง ด้วยการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายและการแสดงที่ตื่นเต้น
• นักแสดง แม้ข้อมูลนักแสดงในปี 2531 จะไม่ระบุชัดเจนในที่นี้ แต่เป็นที่ทราบกันว่านักแสดงในยุคนั้นมักเป็นดาวเด่นของช่อง 7 ที่มีทักษะทั้งการร้องและการแสดง
เนื้อเรื่อง เน้นความรักที่มั่นคงของพระสุธน การเสียสละของนางมโนราห์ และการผจญภัยที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ละครเวอร์ชันนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมจนถึงปัจจุบัน
เนื้อเรื่องละครพื้นบ้าน พระสุธน-มโนราห์ เวอร์ชัน พ.ศ. 2531 แบบครบถ้วนตามลำดับเหตุการณ์สำคัญ
การพบรักที่สระอโนดาต
เรื่องเริ่มที่เมืองอุดรปัญจาล พระสุธน โอรสของท้าวอาทิตยวงศ์และพระนางจันทาเทวี เป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงามและเฉลียวฉลาด พรานบุญ พรานป่าผู้กล้าที่เคยช่วยชีวิต ท้าวชมพูจิต (พญานาค) ขอยืมบ่วงบาศวิเศษเพื่อจับกินรี หลังได้ยินจากพระกัสสปฤๅษีว่ามีกินรีจากเขาไกรลาสลงมาเล่นน้ำที่สระอโนดาตทุก 7 วัน
ที่สระอโนดาต นางมโนราห์ ธิดาคนเล็กของท้าวทุมราช (เจ้าเมืองกินรี) กับพี่น้อง 6 นางลงมาเล่นน้ำ พรานบุญใช้บ่วงบาศจับนางมโนราห์ได้ พี่น้องกินรีหนีไป ทิ้งนางมโนราห์ไว้คนเดียว พรานบุญนำนางมโนราห์ไปถวายพระสุธน พระสุธนหลงรักนางทันทีที่เห็นความงามและความอ่อนโยนของนาง ทั้งสองแต่งงานกัน โดยท้าวอาทิตยวงศ์เห็นดีเห็นงาม
การแยกจาก
ต่อมาเกิดสงคราม พระสุธนต้องนำทัพไปรบตามคำสั่งพระบิดา ปล่อยให้นางมโนราห์อยู่ที่เมืองอุดรปัญจาล ปุโรหิต ผู้ไม่ชอบพระสุธน (อาจเพราะอิจฉาหรือแค้นส่วนตัว) วางแผนใส่ร้ายนางมโนราห์ อ้างว่าพระนางจันทาเทวีฝันร้าย และเมืองจะรอดพ้นภัยได้ต้องเผานางมโนราห์ในพิธีบูชายัญ
ท้าวอาทิตยวงศ์จำใจตกลงตามคำแนะนำของปุโรหิต นางมโนราห์รู้ตัวจึงขอร้องให้คืนปีกและหางเพื่อร่ายรำครั้งสุดท้ายก่อนตาย เมื่อได้ปีกคืน นางมโนราห์ร่ายรำอย่างงดงามแล้วบินหนีกลับเขาไกรลาสทันที ฝากภูษาและธำมรงค์ (แหวน) ไว้กับพระกัสสปฤๅษี พร้อมกำชับว่าอย่าให้พระสุธนตามมา เพราะเส้นทางอันตรายเกินไป
ตามหานางมโนราห์
พระสุธนกลับจากสงครามและรู้ว่านางมโนราห์หนีไปแล้ว พระองค์เสียใจมากและตัดสินใจออกตามหานาง โดยมีพรานบุญร่วมทางในช่วงแรก พระสุธนฝ่าป่าหิมพานต์ เจอพระกัสสปฤๅษีที่เล่าเรื่องการหนีของนางมโนราห์ และมอบของที่ระลึกจากนางให้
การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรค เช่น ปีนเถาวัลย์ข้ามหุบเขา ลุยน้ำท่วม และซ่อนตัวในรังนกอินทรีเพื่อฟังข่าวจากเมืองกินรี พระสุธนต้องใช้ทั้งสติปัญญาและความกล้า
การทดสอบที่เมืองกินรี
เมื่อถึงเมืองกินรี ท้าวทุมราช พ่อของนางมโนราห์ ไม่ยอมให้พระสุธนพานางกลับง่าย ๆ จึงตั้งบททดสอบเพื่อพิสูจน์ความรักและความสามารถ บททดสอบแรก ให้พระสุธนแยกนางมโนราห์ออกจากพี่น้องกินรีทั้ง 7 ที่หน้าตาคล้ายกัน พระสุธนได้รับความช่วยเหลือจากเทวัญ (บางฉบับบอกว่าเป็นพระอินทร์แปลงกายเป็นแมลงวันทองมาชี้บ่ง) ทำให้เลือกนางมโนราห์ได้ถูกต้อง
บททดสอบที่สอง ให้ยิงธนูผ่านสิ่งกีดขวางหลายชั้น (เช่น ห่วงหรือกำแพง) โดยต้องแม่นยำ พระสุธนทำสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นและบุญบารมี
สมหวังในรัก
ท้าวทุมราชประทับใจในความรักและความสามารถของพระสุธน จึงยอมให้ทั้งสองกลับมาครองคู่กัน พระสุธนพานางมโนราห์กลับเมืองอุดรปัญจาล ท้าวอาทิตยวงศ์ลงโทษปุโรหิตที่วางแผนร้าย และสละราชสมบัติให้พระสุธนครองเมือง พระสุธนและนางมโนราห์ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป
ไฮไลต์ของเวอร์ชัน 2531
ฉากนางมโนราห์ร่ายรำก่อนหนีกลับเขาไกรลาส และฉากพระสุธนผจญภัยในป่าหิมพานต์ที่ตื่นเต้นเร้าใจ คติธรรมที่เน้นความรักที่มั่นคง ความเสียสละ และการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้สิ่งที่รักคืนมา การแสดงแบบพื้นบ้านผสมมุกตลกจากตัวละครสมทบ เช่น พรานบุญ ทำให้ดูเพลิดเพลิน
การผจญภัยของพระสุธนในป่าหิมพานต์ การฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ปีนเถาวัลย์ข้ามหุบเขา หรือการซ่อนในรังนกอินทรี คงทำให้รู้สึกตื่นเต้นและลุ้นไปกับตัวละครว่าพระองค์จะไปถึงเมืองกินรีได้หรือไม่ ฉากที่นางมโนราห์ร่ายรำก่อนหนีด้วยการสวมปีกบินกลับเขาไกรลาส น่าจะสร้างความตื่นตาและลุ้นว่าแผนของนางจะสำเร็จไหม
ความมุ่งมั่นของพระสุธนที่ยอมลำบากเพื่อตามหานางมโนราห์ ทำให้รู้สึกซาบซึ้งถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และไม่ย่อท้อ การที่นางมโนราห์ยอมทิ้งชีวิตในวังเพื่อหนีการบูชายัญ และฝากของที่ระลึกให้พระสุธน แสดงถึงความเสียสละและความห่วงใยที่เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้
ละครพื้นบ้านยุคนั้นมักมีมุกตลกจากตัวละครสมทบ เช่น พรานบุญ ที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้ดูแล้วรู้สึกสนุกและหัวเราะได้ โลกแฟนตาซีของกินรี ป่าหิมพานต์ และปาฏิหาริย์ต่าง ๆ (เช่น เทวัญช่วยพระสุธน) ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในเทพนิยายที่เต็มไปด้วยสีสัน
การร้องเสภาและการร่ายรำของนางมโนราห์ในชุดกินรีที่สวยงาม สร้างความประทับใจในความเป็นไทยและศิลปะพื้นบ้าน ดนตรีประกอบที่ไพเราะและเข้ากับอารมณ์ฉาก เช่น เสียงพิณหรือกลองที่เร่งเร้าในฉากผจญภัย จะทำให้รู้สึกอินไปกับเรื่องราว
ตอนจบที่พระสุธนและนางมโนราห์สมหวังในรัก และท้าวอาทิตยวงศ์ลงโทษปุโรหิตที่ชั่วร้าย ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจที่ความดีชนะ และได้ข้อคิดเรื่องความรักที่ต้องผ่านการทดสอบ สำหรับผู้ที่โตมาในยุค 2531 การดู พระสุธน-มโนราห์ อาจทำให้นึกถึงวันวานที่รอหน้าจอทุกเช้าวันหยุด รู้สึกถึงความเรียบง่ายและอบอุ่นของครอบครัวที่มานั่งดูด้วยกัน
พระสุธน-มโนราห์ 2531 ให้ความตื่นเต้นในฉากผจญภัย ความเศร้าในฉากแยกจาก ความสนุกจากมุกตลก และความสุขในตอนจบที่ลงตัว ผสมผสานกับความรู้สึกชื่นชมวัฒนธรรมไทยที่ถ่ายทอดผ่านละครได้อย่างกลมกล่อม ผู้ชมในยุคนั้นจะรู้สึกว่ามันเป็น “ความบันเทิงที่ครบรส” และยังคงเป็นความทรงจำที่หวนนึกถึงได้เสมอ
ละครพื้นบ้าน พระสุธน-มโนราห์ 2531
ละครพื้นบ้าน พระสุธน-มโนราห์ 2531
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีราชอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งชื่อว่า “นครอุดรปัญจาล” ปกครองโดยกษัตริย์ผู้ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรมทรงพระนามว่า “ท้าวอาทิตยวงศ์” พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่า “จันทาเทวี” ซึ่งต่อมาได้ประสูติพระโอรสพระนามว่า “พระสุธน” เมื่อพระกุมารเจริญวัยขึ้นก็มีความเฉลียวฉลาดและพระรูปโฉมงดงาม ยากที่จะหาราชกุมารในแว่นแคว้นอื่นเทียบเคียงได้
ครั้งนั้นมีพญานาคราชตนหนึ่งมีนามว่า “ท้าวชมพูจิตนาคราช” มีฤทธิ์อำนาจมากสามารถนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่อาณาจักรใดก็ได้ พญานาคราชเห็นพระเจ้าอาทิตย์วงศ์เป็นพระราชาที่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมจึงบันดาลให้เมืองปัญจาลนครอุดมสมบูรณ์มีฝนตกต้องตามฤดูกาล หากแต่เมืองที่มีอาณาเขตติดต่อกับปัญจาลนครคือ เมืองนครมหาปัญจาละซึ่งปกครองโดยพระราชาที่ไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม พระนามว่า “พระเจ้านันทราช” และจากการที่ทรงปกครองด้วยการกดขี่อาณาประชาราษฏร์นี้เองจึงทำให้อาณาจักรของพระองค์ ประสบกับความแห้งแล้งข้าวยากหมากแพง เพื่อหนีจากความยากเย็นแสนเข็นนี้บรรดาประชาราษฏร์จึงพากันอพยพไปอาศัยอยู่ในเมืองปัญจาลนคร ทำให้พระเจ้านันทราชมีจิตริษยาพระเจ้าอาทิตยวงศ์เป็นอย่างมาก
ในขณะเดียวกันก็แค้นเคืองท้าวชมพูจิตนาคราชด้วย เพราะเข้าใจว่ามีใจลำเอียง ในขณะบันดาลให้ฝนฟ้าตกบนพื้นโลก กลับดลบันดาลให้ตกที่เมืองอุดรปัญจาลฝ่ายเดียว เพื่อล้างแค้นท้าวชมพูจิต พระเจ้านันทราชจึงให้ปุโรหิต ออกไปรับอาสาไปหาผู้ที่สามารถฆ่าพญานาคได้ และแล้วก็ได้พราหมณ์เฒ่าผู้ซึ่งมีมนต์วิเศษสูงกว่าพญานาคราชมาปราบพญานาค ด้วยอำนาจแห่งมนต์วิเศษของพราหมณ์ ท้าวชมพูจิตเกิดความรุ่มร้อนเหมือนถูกไฟเผาจึงต้องขึ้นจากสระ แล้วแปลงกายเป็นพราหมณ์หนุ่มเพราะรู้ตัวว่าอันตรายได้เข้ามาใกล้ตนแล้ว แม้ตัวเองจะมีฤทธิ์เดชแต่ก็หาต้านทานพราหมณ์เฒ่าได้ไม่ ดังนั้นจึงคิดหาทางทำลายพิธีของพราหมณ์ผู้มีจิตคิดกำจัดตน
ในขณะเดินไปมาอยู่ในป่า ท้าวชมพูจิตในร่างของพราหมณ์หนุ่มก็พบกับพรานป่าผู้หนึ่งชื่อพรานบุญกำลังออกป่าล่าสัตว์อยู่พอดีจึงเข้าไปทักทายและถามถึงบ้านเมืองของพรานผู้นั้น พรานป่าบอกว่าเขาเป็นชาวเมืองปัญจาลนครซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากเพราะได้รับความอนุเคราะห์จากพญานาคราช หากมีใครคิดจะทำอันตรายแก่พญานาคราชพรานป่า พรานจะฆ่าบุคคลผู้นั้นเสียในทันที ท้าวชมพูจิตดีใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น จึงแสดงตนเป็นพญานาคราชและเล่าเรื่องภัยอันใหญ่หลวงให้พรานฟัง เพื่อทำลายพิธีของพราหมณ์เฒ่าเสีย พรานบุญจึงยิงเขาตายด้วยลูกธนู พญานาคราชดีใจมากและขอบคุณพรานบุญที่ได้ช่วยเหลือเขาไว้ แล้วก็ชวนพรานบุญไปเที่ยวชมนครใต้พิภพของเขา พญานาคราชสัญญาว่าจะช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่พรานบุญ ร้องขอแล้วก็มอบสิ่งมีค่าให้พรานบุญไปมากมาย พรานบุญจึงอำลาพญานาคราชและใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายแต่ก็ยังชอบล่าสัตว์อยู่
วันหนึ่งในขณะที่เดินทางเข้าไปป่าลึก ได้พบกับพระฤๅษีตนหนึ่งชื่อกัสสปะ ผู้ซึ่งเล่าเรื่องกินรีให้เขาฟัง โดยปกติหมู่กินรีจากเขาไกรลาสจะบินมาลงเล่นน้ำในสระโบกขรณีทุก ๆ 7 วัน เมื่อพรานบุญเห็นความงามของกินรีก็คิดจะจับนางกินรีสักนางหนึ่งไปถวายพระสุธนเพื่อเป็นของขวัญจากป่า แต่พระฤๅษีก็บอกเขาว่าไม่มีหนทางจะจับนางได้ นอกจากจะได้บ่วงบาศของพญานาคราชท้าวชมพูจิตเท่านั้น เพราะนางกินรีสามารถบินได้เร็ว พรานบุญจึงเดินทางไปพบท้าวชมพูจิตเพื่อขอยืมบ่วงบาศ ความจริงแล้วพญานาคราชไม่ต้องการให้พรานบุญขอยืมบ่วงบาศเพราะจะเป็นบาปแก่ตน
แต่เพราะพรานบุญเคยช่วยชีวิตตนไว้ให้พ้นภัยจากพราหมณ์เฒ่า และได้ทราบจากการใช้มนต์วิเศษของตนตรวจสอบดูก็พบว่านางกินรีที่ชื่อว่ามโนห์ราและพระสุธนเป็นเนื้อคู่กัน พญานาคราชจึงยอมมอบให้ไป หลังจากได้บ่วงบาศจากท้าวชมพูจิตมาแล้ว พรานบุญก็สามารถจับมโนราห์ซึ่งเป็นธิดาองค์หนึ่งในบรรดาธิดาทั้ง 7 คนของท้าวทุมราชได้ (ท้าวทุมราชเป็นพระราชาปกครองเขาไกรลาส) นางมโนห์ราซึ่งเป็นน้องสุดท้องไม่สามารถหนีบ่วงบาศที่พรานบุญเหวี่ยงมาคล้องได้ พรานบุญนำนางไปยังปัญจาลนครและถวายพระสุธน ทันทีที่ทั้งคู่พบกันก็มีจิตรักใคร่ด้วยเคยเป็นคู่สร้างกันมาแต่ปางก่อน ทั้งพระราชาและพระราชินีเองก็มีความรักเอ็นดูนางเพราะนางมีพระสิริโฉมงดงามและการอบรมอย่างขัตติยนารีจึงจัดพิธีอภิเษกสมรสอย่างเอิกเกริกให้ทั้งสองพระองค์ พรานบุญเองก็ได้รับรางวัลอย่างงามเช่นกัน
ฝ่ายปุโรหิตโกรธมโนห์ราเพราะเขาเองต้องการให้บุตรสาวของตนอภิเษกสมรสกับพระสุธน แต่ว่าตอนนี้มโนราห์ได้ทำให้ความฝันของเขาสลายเสียแล้วจึงคอยโอกาสที่จะได้แก้แค้นนาง และแล้วก็แอบไปคบคิดวางแผนกับเจ้าเมืองปัจจันตนครให้ ยกทัพมาตีเมืองของตนและเพื่อขับไล่ผู้รุกราน ปุโรหิตจึงทูลเสนอให้พระสุธนยกกองทัพออกปกป้องพระนคร ด้วยวิธีนี้เขาก็จะได้มีโอกาสดีกำจัดมโนห์ราออกไปเสียให้พ้นทาง
คืนวันหนึ่งพระเจ้าอาทิตยวงศ์ทรงสุบินว่ามียักษ์ตนหนึ่งเข้ามาในพระราชวังและพยายามจะควักเอาดวงพระทัยของพระองค์ พระองค์ก็ทรงสะดุ้งตื่นจากบรรทม ปุโรหิตเจ้าเล่ห์จึงได้โอกาสงามกำจัดมโนราห์ออกไปเสียให้พ้นทางของบุตรสาวตนเอง เขาจึงทำนายว่าข้าศึกจะเข้ามาในพระราชวังและประหารพระองค์เสีย ประชาชนจะพากันเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าและเมืองหลวงก็จะถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น พระเจ้าอาทิตยวงศ์ทรงสดับดังนั้นก็ตกพระทัยจึงทรงรับ สั่งให้หาทางแก้ไขโดยด่วนปุโรหิตจึงกราบทูลว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทดวงชะตาบ้านเมืองไม่ดีจะต้องใช้สัตว์สองเท้าและสี่เท้ามาทำพิธีสังเวยบูชายัญเพื่อ สะเดาะเคราะห์ บ้านเมืองจึงจะอยู่รอดปลอดภัยพระเจ้าข้า”
ในขณะเดียวกัน คนสนิทของปุโรหิตก็เข้ามากราบทูลพระราชาว่าทัพหลวงที่พระสุธนยกไปถูกข้าศึกตีพ่ายแพ้แล้ว เพื่อเป็นการปัดเป่าลางร้ายปุโรหิตจึงกราบทูลว่า ถ้าจะให้พิธีมีความศักดิ์สิทธิ์มายิ่งขึ้นจำเป็นต้องใช้สัตว์กึ่งมนุษย์กึ่งนกเช่นนางมโนราห์ก็จะเป็นการบูชายัญที่ดีเยี่ยม พระราชาและพระราชินีพยายามชักชวนให้ปุโรหิตเปลี่ยนไป ใช้สัตว์อื่นแทนที่จะใช้มโนราห์แต่เขาก็ยังยืนกรานเช่นเดิม ทั้งสองพระองค์รู้สึกสงสารมโนราห์เป็นอย่างยิ่ง และทรงคาดเดาไม่ถูกว่าพระโอรสจะรู้สึกเช่นไรเมื่อกลับจากทัพแล้วไม่พบภรรยาสุดที่รักของตน
ในพิธีพระราชาทรงให้ก่อไฟตามที่ปุโรหิตเสนอ แล้วให้ทหารไปทูลเชิญนางมโนราห์มาเข้าพิธีบูชายัญ นางมโนราห์ผู้น่าสงสารได้แต่ร่ำไห้คร่ำครวญถึงพระบิดา พระมารดาของนางและพระสุธน บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในขณะนั้นเองนางมโนราห์ได้สติและเกิดความคิดที่จะหนีจากการถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมนี้ ดังนั้นนางจึงทูลขอพระราชาขอให้ได้รำถวายเป็นครั้งสุ ดท้าย เพราะนางเป็นกินรีผู้ซึ่งรักการร่ายรำ หลังจากที่พระราชาทรงอนุญาตแล้วนางจึงขอปีกและหางมาสวมใส่แล้วนางก็ออกร่ายรำด้วยท่วงท่าอันงดงามท่ามกลางฝูงชนอันเนืองแน่น
ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเฝ้าดูการร่ายรำอันงดงามอยู่นั้นเอง นางมโนห์ราก็ได้โอกาสหนีโดยถลาบินขึ้นสู่ท้องฟ้าและบ่ายหน้าไปยังภูเขาไกรลาส ท่ามกลางความตกตะลึกของฝูงชนนั้นเอง
หลังจากชนะศึกแล้วพระสุธนก็ยกทัพกลับพระนครแต่ก็ต้องมาพบว่าภรรยาสุดที่รักของพระองค์ไม่ได้อยู่ในพระนครอีกต่อไปแล้ว พระองค์มีความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งและหลังจากทราบความจริงก็สั่งให้ประหารชีวิตปุโรหิตเสียในข้อหาทรยศ แล้วก็ทูลลาพระบิดาและพระมารดาออกตามหานางมโนราห์ แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะพยายามทัดทานประการใดก็ไม่เป็นผล พระสุธนยืนกรานที่จะเสด็จไปเพราะตนไม่อาจจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากนางมโนราห์ได้
พระสุธนให้พรานบุญนำนางไปจนถึงสระโบกขรณีและได้เข้าไปนมัสการพระฤๅษี พระฤๅษีทูลให้พระองค์ทราบว่า นางมโนราห์ได้แวะมาหาตนและได้สั่งไว้ว่า หากพระองค์เดินทางออกตามหานางก็ให้ล้มเลิกเสียเพราะว่าหนทางลำบากมากและอันตราย แล้วพระฤๅษีก็มอบผ้ากัมพลกับแหวนให้พระสุธนไปตามที่นางมโนราห์ขอร้องไว้ เมื่อได้เห็นของสองสิ่งพระสุธนถึงกับร่ำไห้ พระฤๅษีรู้สึกสงสารพระสุธนและบอกพระองค์ว่านี้เป็นผลบุญกรรมแห่งอดีตชาติจึงทำให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกัน แล้วก็มอบผลยาวิเศษให้พร้อมกับชี้ทางให้พระสุธน
พระสุธนออกเดินทางเพียงลำพังโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือของพรานบุญ ผ่านป่าทึบซึ่งมนุษย์ไม่สามารถจะผ่านไปได้ ซึ่งมีผลไม้มากมายซึ่งล้วนแล้วแต่มีพิษ ด้วยความช่วยเหลือของลูกลิง พระสุธนก็จะเสวยผลไม้ที่ลูกลิงกินได้เท่านั้น เมื่อมาถึงป่าหวายซึ่งไม่สามารถจะผ่านไปได้เพราะล้วนแต่มีหนามพิษ พระสุธนจึงใช้ผ้ากัมพลห่มแล้วนอนนิ่ง ๆ ขณะนั้นนกหัสดีลิงค์เข้าใจว่าพระสุธนเป็นอาหารจึงคาบ พระองค์ไปไว้ในรังบนยอดไม้ก่อนที่จะบ่ายหน้าไปหาอาหารเพิ่มอีก พระสุธนได้โอกาสหนีแต่ก็หวั่นพระทัยว่าจะมีอะไรรออยู่เบื้องหน้าอีก
หลังจากเดินทางมาพักหนึ่งก็ไม่สามารถจะไปต่อได้อีกเพราะมีภูเขายนต์สองลูกเคลื่อนเข้ากระทบกันตลอดเวลาโดยไม่เปิดช่องว่างให้พระองค์ข้ามไปอีกทางหนึ่งได้ แต่หลังจากร่ายมนต์ที่พระฤาษีให้พระองค์ก็สามารถข้ามไปโดยง่าย จากนั้นพระองค์ก็เดินทางมาถึงอีกป่าหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยพืชและสัตว์มีพิษ พระองค์จึงใช้ยาผงวิเศษชโลมกาย เมื่อผ่านป่าพิษแล้วก็มาพบที่อยู่ของนกยักษ์ พระองค์แอบอยู่ในโพรงไม้ใหญ่ต้นหนึ่งและรอเวลาค่ำ
คืนนั้นนกผัวเมียคู่หนึ่งคุยกันถึงเรื่องการได้รับเชิญให้ไปร่วมพิธีล้างกลิ่นสาบมนุษย์ให้นางมโนราห์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น พิธีนี้จัดให้มีขึ้นหลังจากมโนราห์กลับมาบ้านเมืองครบ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน หลังจากได้ยินนกทั้งคู่สนทนากัน พระสุธนก็ปีนขึ้นไปในรังนกและซ่อนตัวอยู่ในขนนกตัวหนึ่งโดยรอเวลาให้นกไปยังภูเขาไกรลาส ครั้นนกมาถึงสวนก็เกาะบนต้นไม้พระสุธนจึงเร้นกายออกจากขนนกแล้วซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ พระองค์เห็นเหล่านางกินรีกำลังนำน้ำจากสระอโนดาตเพื่อไปสรงน้ำ นางมโนราห์จึงแอบเอาแหวนใส่ลงในหม้อน้ำ ขณะสรงน้ำนางมโนราห์เห็นแหวนก็จำได้ นางก็รู้ทันทีว่าพระสุธนได้มาถึงเขาไกรลาสแล้ว นางมีความยินดียิ่งนักและออกตามหาพระองค์
ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้พบกัน มโนราห์พาพระสุธนเข้ามายังปราสาทของนาง ท้าวทุมราชทรงทราบข่าวและทรงเห็นใจที่พระสุธนมีความรักนางมโนราห์อย่างมาก มิฉะนั้นก็คงจะไม่เดินทางมาไกลท่ามกลางอันตรายนานับประการ พระองค์คิดว่าเจ้าชายหนุ่มผู้นี้จะต้องมีความเป็นอัจฉริยะและความสามารถเป็นพิเศษ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ต้องทดสอบความรักที่พระสุธนมีต่อธิดาของพระองค์
ครั้นถึงวันทดสอบท้าวทุมราชรับสั่งให้นางกินรีพี่น้องทั้ง 7 ซึ่งมีรูปร่างสิริโฉมงดงามและคล้ายคลึงกันมากออกร่าย รำให้พระสุธนหาตัวนางมโนราห์ พระสุธนเองรู้สึกหนักใจมากเพราะทั้งหมดดูคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ความรักของพระองค์สมหวัง พระอินทร์จึงลงมาช่วยโดยการกระซิบบอกว่าถ้านางใดมีแมลงวันทองบินมาจับที่ใบหน้านางนั้นคือพระชายาของพระองค์ พระสุธนยินดียิ่งนักและมองเห็นแมลงวันสีทองเกาะอยู่บนหน้าของมโนราห์จึงรีบดึงพระกรของนางมาทันที
พระราชาและทุก ๆ คนต่างก็มีความยินดียิ่งนักที่ได้เห็นทั้งคู่สวมกอดกัน พิธีอภิเษกสมรสอย่างยิ่งใหญ่จึงจัดให้ทั้งสองพระองค์อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ที่มาบางแห่งก็กล่าวว่า พระสุธนจำนางมโนราห์ได้ก็เพราะพระองค์เห็นแหวนในนิ้วมือของนางและไม่ได้กล่าวถึงพระอินทร์มาช่วยแต่อย่างใดเลย แต่ถึงกระนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ต้องพลัดพรากจากกันไปนาน
หลังจัดพิธีอภิเษกสมรสแล้ว พระสุธนก็ทูลขอพระราชานุญาตจากท้าวทุมราชให้พระองค์และนางมโนราห์กลับไปเยี่ยมบ้านเมืองของพระองค์ ท้าวทุมราชทรงอนุญาตและร่วมเสด็จไปยังเมืองปัญจาลนคร ด้วย ท้าวทุมราชได้พบกับพระบิดาของพระสุธน กษัตริย์ทั้งสองทรงแลกเปลี่ยนของขวัญและร่วมเป็นพระสหายกันแต่บัดนั้น หลังจากประทับอยู่ในพระราชวัง 7 วันแล้ว ท้าวทุมราชลาธิดาของพระองค์และทุก ๆ คนเดินทางกลับพระนครของพระองค์ ภายหลังพระสุธนได้ขึ้นครองราชย์และใช้ชีวิตร่วมกับนางมโนราห์จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์
ผู้สร้าง บริษัท สามเศียร จำกัด
ผลิตโดย ดาราวิดีโอ
กำกับโดย สมชาย สังข์สวัสดิ์
นักแสดงหลัก
→ ศักดิ์สิทธิ์ ทวีกุล รับบทเป็น พระสุธน
ตัวละครเอกของเรื่อง ความเป็นเจ้าชายผู้สง่างาม พระสุธนเป็นโอรสของท้าวอาทิตยวงศ์แห่งเมืองอุดรปัญจาล มีบุคลิกสง่างาม ฉลาดหลักแหลม และมีเสน่ห์ตามแบบฉบับเจ้าชายในละครพื้นบ้าน ความรักที่มั่นคง เขาหลงรักนางมโนราห์ตั้งแต่แรกพบ และแสดงถึงความทุ่มเทอย่างมากในการตามหานางเมื่อนางหนีกลับเขาไกรลาส แม้ต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย
ความกล้าหาญและอดทน การผจญภัยของพระสุธนในป่าหิมพานต์และการผ่านบททดสอบของท้าวทุมราชสะท้อนถึงความกล้าและความพยายามที่ไม่ย่อท้อ ความอ่อนโยน แม้จะเป็นนักรบและผู้นำ พระสุธนก็มีด้านที่อ่อนโยน โดยเฉพาะในฉากที่แสดงความรักต่อนางมโนราห์
ศักดิ์สิทธิ์ ทวีกุล ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น นำเสนอคาแร็กเตอร์นี้ได้อย่างลงตัว โดยผสมผสานความเป็นวีรบุรุษเข้ากับความอบอุ่นตามสไตล์ละคร “จักร ๆ วงศ์ ๆ” ทำให้ผู้ชมประทับใจและจดจำบทบาทนี้ได้ดีในฐานะพระเอกที่ทั้งหล่อเหลาและมีจิตใจดีงาม
→ สินี หงษ์มานพ รับบทเป็น นางมโนราห์
ตัวละครเอกหญิงของเรื่อง ความงามและความอ่อนช้อย นางมโนราห์เป็นกินรีจากเขาไกรลาส มีรูปลักษณ์งดงามดุจนางฟ้า และมีความสามารถในการร่ายรำที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนผ่านฉากที่เธอร่ายรำก่อนหนีกลับเขาไกรลาส ความฉลาดและมีไหวพริบ เมื่อถูกใส่ร้ายให้ต้องเผาในพิธีบูชายัญ เธอใช้อุบายขอคืนปีกและหางเพื่อร่ายรำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนฉวยโอกาสหนีไปได้อย่างแยบยล
ความรักที่มั่นคง แม้จะต้องแยกจากพระสุธน นางมโนราห์ยังคงมีความรักและห่วงใยต่อเขา เห็นได้จากการฝากภูษาและธำมรงค์ (แหวน) ไว้เป็นที่ระลึก ความอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง เธอมีจิตใจอ่อนโยนในฐานะคู่ครองของพระสุธน แต่ก็มีความเข้มแข็งในการเผชิญชะตากรรมและการตัดสินใจเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง
สินี หงษ์มานพ ซึ่งเป็นนางเอกชื่อดังของช่อง 7 ในยุคนั้น ถ่ายทอดบทนางมโนราห์ได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการผสมผสานความงามตามแบบฉบับกินรีเข้ากับอารมณ์ดราม่าที่ลึกซึ้ง ทำให้ตัวละครนี้กลายเป็นที่จดจำในหมู่ผู้ชมละครพื้นบ้านยุค 2531 คู่กับศักดิ์สิทธิ์ ทวีกุล ที่รับบทพระสุธน
→ วิทยา สุขดำรงค์ รับบทเป็น พรานบุญ
เป็นตัวละครสำคัญที่มีบทบาทเด่นในเรื่อง ความกล้าหาญและฝีมือเยี่ยม พรานบุญเป็นพรานป่าผู้เชี่ยวชาญในการล่าสัตว์ มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น การจับนางมโนราห์ด้วยบ่วงบาศวิเศษที่ยืมมาจากท้าวชมพูจิต (พญานาค)
ความซื่อสัตย์และจงรักภักดี เขามีความภักดีต่อพระสุธน เริ่มจากการจับนางมโนราห์ไปถวาย และต่อมาได้ร่วมเดินทางผจญภัยไปกับพระสุธนในช่วงแรกเพื่อตามหานางมโนราห์ ความตลกและเป็นสีสัน ตามสไตล์ละครพื้นบ้าน “จักร ๆ วงศ์ ๆ” พรานบุญเป็นตัวละครที่แทรกมุกตลกและความสนุกสนาน ช่วยผ่อนคลายอารมณ์จากฉากดราม่าหรือตื่นเต้นของเรื่อง
ความเป็นมนุษย์ธรรมดา แม้จะเก่งกาจ แต่พรานบุญก็ไม่ใช่เทพหรือกินรี เขาคือคนธรรมดาที่มีทั้งความกล้าและข้อจำกัด ทำให้ผู้ชมรู้สึกเข้าถึงได้
วิทยา สุขดำรงค์ ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีฝีมือและมักรับบทตัวละครสมทบที่มีสีสันในละครยุคนั้น ถ่ายทอดบทพรานบุญได้อย่างน่าจดจำ โดยเฉพาะการผสมผสานความกล้าหาญเข้ากับอารมณ์ขัน ทำให้ตัวละครนี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม และเป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนถึงช่วงกลางเรื่อง
→ เกษริน พูนลาภ รับบท หนึ่งในพี่น้องกินรีของนางมโนราห์
เป็นกินรีที่มีความงามและสง่างาม คล้ายนางมโนราห์ แต่มีบทบาทรองลงมา อาจปรากฏในฉากที่ลงมาเล่นน้ำที่สระอโนดาต และหนีไปเมื่อนางมโนราห์ถูกจับ หรือในฉากทดสอบของพระสุธนที่ต้องแยกนางมโนราห์ออกจากพี่น้องทั้ง 6
→ ทัศนีย์ สีดาสมุทร รับบทเป็น พระนางจันทาเทวี
เป็นมารดาของพระสุธน ความเป็นแม่ผู้สูงศักดิ์ พระนางจันทาเทวีเป็นพระมเหสีของท้าวอาทิตยวงศ์ ผู้ปกครองเมืองอุดรปัญจาล มีบุคลิกสง่างาม สมกับเป็นราชินีแห่งเมือง ความรักและห่วงใยต่อลูก เธอรักและเอ็นดูพระสุธน โอรสของเธออย่างมาก และมักแสดงความกังวลเมื่อพระสุธนต้องเผชิญอันตรายหรือออกเดินทางตามหานางมโนราห์
ความอ่อนไหวต่อคำยุยง ในเรื่อง พระนางถูกปุโรหิตหลอกให้เชื่อว่าต้องทำพิธีบูชายัญนางมโนราห์เพื่อแก้เคราะห์ร้ายของเมือง ซึ่งสะท้อนถึงความที่เธอเป็นคนใจอ่อนและไว้ใจผู้อื่นง่าย แม้จะมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง บทบาทดราม่า ตัวละครนี้มีฉากที่ต้องแสดงอารมณ์เสียใจและสำนึกผิด เมื่อรู้ว่านางมโนราห์หนีไป และพระสุธนต้องออกตามหา ทำให้เธอเป็นตัวละครที่เพิ่มมิติความรู้สึกให้กับเรื่อง
ทัศนีย์ สีดาสมุทร ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีประสบการณ์ในวงการละครไทยยุคนั้น ถ่ายทอดบทพระนางจันทาเทวีได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะการแสดงออกถึงความเป็นแม่ที่ทั้งเข้มแข็งและเปราะบางในเวลาเดียวกัน ทำให้ตัวละครนี้เป็นที่จดจำในหมู่ผู้ชมละครพื้นบ้าน พระสุธน-มโนราห์ 2531 คู่กับนักแสดงหลักอย่าง ศักดิ์สิทธิ์ ทวีกุล (พระสุธน) และ สินี หงษ์มานพ (นางมโนราห์)
พระสุธน มโนราห์ หรือในละครโทรทัศน์บางเวอร์ชันสะกดว่า พระสุธน มโนห์รา เป็น นิทานพื้นบ้านที่มีเค้าโครงเรื่องมาจากชาดกเรื่อง สุธนชาดก ชาดกย่อยเรื่องหนึ่งใน ปัญญาสชาดก โดยตัวละครเอกของเรื่องนี้คือเรื่อง พระสุธน โอรสของท้าวอาทิตยวงศ์แห่งเมืองอุดรบัญจาล ที่ออกผจญภัยเพื่อตามหา นางมโนราห์ ราชินีชาวกินรีที่หนีออกจากเมือง ตามคำสาปแช่งของนางมโนราห์ที่สาปแช่งไว้ในอดีตชาติ ครั้งที่กำเนิดเป็น พระรถเสน และ นางเมรี ซึ่งเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมที่นิยมมากในอดีต ซึ่งมีหลักฐานปรากฎว่าว่าถูกนำไปดัดแปลงเป็นการแสดงหลากหลายรูปแบบ เช่น ละครนอกในสมัยอยุธยา, ละครชาตรีในสมัยปัจจุบัน เป็นต้น
รูปแบบโครงเรื่อง
สมัยอยุธยา
จากที่มีบันทึกในหลักฐาน ระบุได้ว่าเรื่องพระสุธน มโนราห์ เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ นิยมเล่นกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาในรูปแบบ ละครนอก ซึ่งเนื้อหาต้นฉบับที่หลงเหลือมีไม่สมบูรณ์ ปรากฏหลักฐานเพียงแค่ บทละครเรื่อง มโนราห์ ตอน นางมโนราห์ถูกจับไปถวายพระสุธน ต้นฉบับที่หลงเหลือนี้ถูกจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2462 ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
จนต่อมาได้มีการดัดแปลงไปแสดงในเมืองนครศรีธรรมราช โดยขุนศรัทธา ได้นำเอาแบบแผนของการแสดงละครนอกลงไปดัดแปลง และแสดงออกเป็นละครอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า ละครโนรา ซึ่งมีเรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่นางเทพกินรี มเหสีของท้าวทุมพร เจ้าเมืองกินรา พระมารดาของนางมโนราห์ฝันและโหรทำนายฝันว่านางมโนราห์ พระธิดาองค์ที่ 7 ซึ่งเป็นองค์สุดท้องกำลังมีเคราะห์ร้าย ห้ามไปเล่นน้ำที่สระ แต่นางมโนราห์ไม่เชื่อฟัง นางเทพกินรีจึงยึดปีกหางมาเก็บไว้ แต่นางมโนราห์กับพี่ ๆ ก็ขโมยปีกหางมาได้ และพากันไปเล่นน้ำในสระ แม้นางมโนราห์จะระแวงภัยในตอนแรก แต่ในที่สุดก็ยอมถอดปีกถอดหาง ลงเล่นน้ำตามคำชวนของพี่ ๆ
ฝ่ายพรานบุญซึ่งมาคอยซุ่มดูอยู่ ก็ใช้บ่วงนาคโยนลงไปเป็นงูรัดเท้านางมโนราห์ไว้ พี่ ๆ ทั้ง 6 นางไม่สามารถช่วยได้ จึงสวมปีกหางบินหนีกลับเมืองไปทูลเรื่องราวแก่พระบิดาและพระมารดา นางมโนราห์พยายามอ้อนวอนและหลอกล่อพรานบุญให้คืนปีกหางของนางแต่ก็ไม่สำเร็จ ต่อจากนั้นพรานบุญก็พานางไปถวายพระสุธน ระหว่างทางนางสำนึกถึงความผิดที่ไม่เชื่อฟังคำตักเตือนของพระมารดา
สมัยรัตนโกสินทร์
จากที่มีบันทึกในหลักฐาน ระบุได้ว่าเรื่องพระสุธน มโนราห์ ถูกนำมาแสดงในภาคกลาง ในรูปแบบละครชาตรี ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีพื้นฐานเค้าโครงรูปแบบการแสดงมาจากละครนอกของภาคกลาง ผสมกับการแสดงโนราห์ของภาคใต้ ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคสมัยนั้น ซึ่งต่อมาในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ความนิยมเริ่มลดน้อยถอยลงไป ในปี พ.ศ. 2498 กรมศิลปากร จึงได้แต่งเค้าโครงเรื่องขึ้นใหม่ เพื่อนำมาใช้ในการแสดง เช่น ตอน พระสุธนเลือกคู่, ตอน มโนห์ราบูชายัญ-ลุยไฟ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ยังจัดการแสดงอยู่เสมอในทุก ๆ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 สถานีวิทยุโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 (ปัจจุบันคือช่อง 7HD) ได้นำเค้าโครงเรื่องมาดัดแปลงแล้วสร้างเป็นละครโทรทัศน์แนวจักร ๆ วงศ์ ๆ ทำให้วรรณคดีเรื่องนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง