ดาวอังคาร และ โอกาสที่โลกจะรอดจากการถูกดวงอาทิตย์กลืนกิน


ดาวอังคาร และ โอกาสที่โลกจะรอดจากการถูกดวงอาทิตย์กลืนกิน

เราจะทำให้ดาวอังคารเหมือนโลกได้มั้ย คิดว่าคงยากและใช้เวลานาน ดาวอังคารสูญเสียชั้น แม็กนีโตสเฟียร์ (Magnetosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่มีแม่เหล็กกำลังสูงรอบๆ 


อันจาลี ไตรพาธี (Anjali Tripathi) | TEDxBeaconStreet โลกจะมีหน้าตาเหมือนดาวอังคารในสักวัน เพราะเหตุใด

อันจาลี ไตรพาธี (Anjali Tripathi) | TEDxBeaconStreet โลกจะมีหน้าตาเหมือนดาวอังคารในสักวัน เพราะเหตุใด

เวลาที่คุณเงยหน้ามองดาวในยามค่ำคืน สิ่งที่คุณเห็นมันสุดยอดมาก มันสวยงามมาก แต่สิ่งที่สุดยอดกว่านั้นคือ สิ่งที่คุณมองไม่เห็น เพราะตอนนี้เรารู้แล้วว่า สิ่งที่รายล้อมดาวทุกดวง หรือเกือบจะทุกดวงนั้น คือดาวเคราะห์ 1 ดวง หรืออาจจะ 2-3 ดวง สิ่งที่ภาพนี้ไม่ได้แสดงให้คุณเห็น คือดาวเคราะห์ทุกดวงที่เรารู้จัก ที่อยู่ในอวกาศ เมื่อเราคิดถึงดาวเคราะห์ เรามักจะคิดถึงสิ่งที่อยู่ไกลออกไป ดาวที่มีความแตกต่างกับเราอย่างมาก แต่ว่าตอนนี้เราก็อยู่บนดาวเคราะห์ แล้วโลกเราก็มีเรื่องที่น่าทึ่ง อยู่หลายเรื่องเลยค่ะ เราพยายามค้นหาทั่วทุกทิศ เพื่อหาดาวเคราะห์ที่คล้ายคลึงกับโลก และยิ่งเราค้นหา เราก็ยิ่งค้นพบความน่าทึ่ง แต่ฉันอยากจะบอกคุณเกี่ยวกับ เรื่องน่าทึ่งอย่างหนึ่งบนโลกของเรา นั่นคือในทุก ๆ หนึ่งนาที ไฮโดรเจน 400 ปอนด์ กับฮีเลียมเกือบ 7 ปอนด์ หลุดจากโลกไปยังอวกาศ ก๊าซเหล่านี้ หลุดออกไป และจะไม่กลับมา ไฮโดรเจน ฮีเลียม และสิ่งอื่น ๆ อีกหลายสิ่ง สร้างสิ่งที่เราเรียกว่าชั้นบรรยากาศ ชั้นบรรยากาศมีแต่ก๊าซพวกนี้ ที่เป็นเส้นสีฟ้าบาง ๆ มองเห็นได้จากสถานีอวกาศนานาชาติ นี่คือภาพที่นักบินอวกาศบางคนถ่ายมา และเส้นบาง ๆ ที่อยู่รอบโลกเรานี้เอง ที่ทำให้โลกอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิต มันปกป้องโลกของเรา จากการปะทะของอุกกาบาต และสิ่งต่าง ๆ มาอย่างมากมาย มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์มาก และความจริงที่ว่ามันกำลังค่อย ๆ หายไป อย่างน้อยก็ควรสร้างความหวาดกลัวให้กับคุณ ดังนั้น ฉันจึงศึกษา เกี่ยวกับกระบวนการนี้ และเรียกมันว่าการหลุดของชั้นบรรยากาศ การหลุดของชั้นบรรยากาศ ไม่ได้เกิดขึ้นกับโลกของเราเพียงอย่างเดียว มันเป็นสิ่งที่ทำให้ดาวดวงนั้น ถูกเรียกว่าดาวเคราะห์เลยค่ะ เพราะว่าดาวเคราะห์ ไม่เพียงแต่โลก แต่รวมถึงทุกดวงในจักรวาล สามารถเกิดการหลุดของชั้นบรรยากาศขึ้นได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้บอกเรา เกี่ยวกับดาวดวงนั้น ๆ เอง เพราะว่าหากคุณนึกถึงระบบสุริยะ คุณอาจจะคิดถึงรูปนี้ คุณอาจจะบอกว่า มีดาวเคราะห์แปดดวง หรืออาจจะเก้า ถ้าหากพวกคุณบางคน จะคิดมากกับภาพนี้นะคะ ฉันจะเพิ่มบางคนเข้าไปให้ เพื่อให้เกียรติยานนิวฮอไรซอน เราจะนับดาวพลูโตด้วยแล้วกัน สิ่งที่คุณกำลังเห็น คือเป้าหมายของการบรรยายนี้ และการหลุดของชั้นบรรยากาศ สำหรับฉัน พลูโตเป็นดาวเคราะห์นะคะ ในทางเดียวกัน ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ แม้เราจะมองไม่เห็น ก็นับเป็นดาวเคราะห์ ซึ่งลักษณะพื้นฐานของดาวเคราะห์ ประกอบด้วย ความจริงที่ว่ามันมีรูปทรง ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยแรงโน้มถ่วง วัตถุมากมายถูกดึงเข้ามารวมกัน ด้วยแรงดึงดูดนี้เอง หากรูปทรงนี้ใหญ่มาก ก็แปลว่ามีแรงโน้มถ่วงมาก นี่คือสาเหตุที่มันกลม ดังนั้น เมื่อคุณดูภาพนี้ รวมถึงดาวพลูโตด้วย พวกมันกลม ดังนั้น คุณจะเห็นบทบาท ของแรงโน้มถ่วงในภาพนี้ด้วย แต่ลักษณะพื้นฐานของ ดาวเคราะห์อีกอย่างหนึ่ง คือสิ่งที่คุณไม่เห็นในภาพนี้ และนี่คือดาวฤกษ์ค่ะ คือดวงอาทิตย์ ซึ่งดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ กำลังโคจรอยู่รอบ ๆ และยังเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้เกิดการหลุดของชั้นบรรยากาศ เหตุผลที่ดาวฤกษ์ทำให้ชั้นบรรยากาศ หลุดออกไปจากดาวเคราะห์ ก็เพราะดาวฤกษ์ให้อนุภาค และแสง และความร้อนแก่ดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ชั้นบรรยากาศ หลุดหายออกไปด้วย คุณลองนึกถึงบอลลูนลมร้อน หรือไม่ก็ดูภาพนี้ค่ะ นี่คือเทศกาลลอยโคมในประเทศไทย คุณจะเห็นว่าอากาศร้อน จะขับเคลื่อนให้ก๊าซลอยขึ้นด้านบน หากคุณมีพลังงาน และความร้อนมากเพียงพอ ซึ่งดวงอาทิตย์ของเรามี ก๊าซเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เบา และถูกดึงเข้าไว้ด้วยแรงโน้มถ่วง ก็จะสามารถหลุดลอยออกไปได้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิด การหลุดของชั้นบรรยากาศ ทั้งบนโลกของเรา และบนดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ มันคืออิทธิพลระหว่าง ความร้อนจากดาวฤกษ์ กับพลังในการยื้อยุด ของแรงโน้มถ่วงบนดาวเคราะห์ ตามที่ฉันบอกว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ในอัตราของไฮโดรเจน 400 ปอนด์ต่อนาที และฮีเลียมเกือบ 7 ปอนด์ต่อนาที แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ ย้อนกลับไปในยุค ’80 พวกเราได้ถ่ายภาพโลก ในรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ด้วยยานไดนามิคเอ็กพลอเรอร์ของนาซ่า และภาพของโลกสองภาพนี้ แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้น ของการหลุดหายไปของไฮโดรเจน ด้วยสีแดง และเรายังเห็นสิ่งอื่น ๆ อย่างเช่น ออกซิเจน หรือ ไนโตรเจน ตรงรัศมีสีขาว ในวงกลมนี้แสดงให้เห็นถึงแสงออโรร่า และเห็นเป็นปอย ๆ แถว ๆ เขตร้อน สรุปแล้ว ภาพนี้ได้แสดงให้เราเห็นว่า ชั้นบรรยากาศของเรา ไม่ได้ถูกดึงเอาไว้เพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้ว มันกระจายออกไปยังอวกาศด้วย ฉันจะเพิ่มให้ว่า ในระดับที่ควรกังวล แต่โลกไม่ได้เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียว ที่ชั้นบรรยากาศหลุดลอยออไป ดาวอังคาร เพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด มีขนาดเล็กกว่าโลกมาก จึงมีแรงโน้มถ่วง ที่จะดึงชั้นบรรยากาศเอาไว้ได้น้อยกว่า ถึงอย่างนั้น ดาวอังคารก็มีชั้นบรรยากาศ เราจะเห็นเส้นที่บางกว่าของโลกมาก ลองดูที่พื้นผิวสิคะ เราจะเห็นหลุมบ่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชั้นบรรยากาศของมัน บางเกินกว่าจะหยุดยั้งการปะทะ เราจะเห็นว่านี่คือ “ดาวแดง” ซึ่งก็เป็นผลมาจาก การหลุดของชั้นบรรยากาศ ทำให้ดาวอังคารมีสีแดง เพราะคิดว่าในอดีต ดาวอังคารเคยมีน้ำมาก่อน และเมื่อน้ำมีพลังงานมากพอ มันจะกลายเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ไฮโดรเจนเบาจนสามารถลอยขึ้นสู่อวกาศ ทิ้งไว้แต่เพียงออกซิเจน เผาผลาญตัวเองและตกลงสู่พื้นดิน ทำให้เกิดสีแดงคล้าย ๆ สนิม แบบที่เราเห็นกัน เราสามารถมองภาพของดาวอังคาร และบอกว่าอาจมีการหลุดของชั้นบรรยากาศ แต่นาซ่ากำลังค้นคว้า และขณะนี้ ได้ส่งดาวเทียมมาเวนไปยังดาวอังคาร งานของมันคือการศึกษา เกี่ยวกับการหลุดของชั้นบรรยากาศ และยานโวลาไทล์อีโวลูชั่น เพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศ มันได้ส่งผลมาเป็นภาพ ซึ่งดูแล้วคล้ายคลึงกับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกของเรา เรารู้มานานแล้วว่าดาวอังคาร สูญเสียชั้นบรรยากาศ แต่เรามีภาพที่น่าประหลาดใจกว่า นี่คือตัวอย่างค่ะ คุณจะเห็นในวงกลมสีแดง มันคือขนาดของดาวอังคาร ส่วนสีน้ำเงินคือไฮโดรเจน ที่หลุดลอยออกไปยังอวกาศ มันมีขนาดมากกว่าสิบเท่าของดาวเคราะห์ หลุดออกไปไกลจนไม่สามารถ ดึงกลับมายังดาวเคราะห์ได้อีก มันหลุดออกในอวกาศ ภาพนี้ช่วยยืนยันความคิดของเรา ที่ว่าดาวอังคารเป็นสีแดง เพราะสูญเสียไฮโดรเจน แต่ไฮโดรเจน ไม่ได้เป็นก๊าซชนิดเดียวที่เสียไป ฉันกำลังพูดถึงฮีเลียมบนโลก ออกซิเจน และไนโตรเจน และภาพจากมาเวน เราจะเห็นว่าออกซิเจน ก็กำลังหลุดออกไปจากดาวอังคาร อย่างที่คุณเห็น เพราะว่าออกซิเจนมีน้ำหนักมากกว่า มันจึงหลุดออกไปได้ไม่ไกลเท่าไฮโดรเจน แต่ก็ยังหลุดออกไปจากดาวเคราะห์อยู่ดี คุณจะไม่เห็นมันรวมตัวกัน อยู่เพียงในวงกลมสีแดง ความจริงที่ว่าเราไม่ได้เห็นเพียง การหลุดของชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ แต่เรายังเห็นสิ่งอื่น ๆ และส่งยานสำรวจออกไป เพื่อให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับ อดีตของดาวเคราะห์ ลักษณะทั่วไปของดาวเคราะห์ และอนาคตของโลก ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้เราเห็นอนาคต คือการเรียนรู้จากดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างไกลและมองไม่เห็น ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ฉันควรอธิบายเพิ่มสักเล็กน้อย ฉันไม่ได้กำลังให้คุณดูภาพแบบนี้ของพลูโต อาจจะผิดหวังกันนิดหน่อย เพราะเรายังไม่มีรูปแบบนี้ของมัน แต่ตอนนี้ ภารกิจของนิวฮอไรซอน ก็กำลังศึกษาการหลุดของชั้นบรรยากาศ ที่หายไปจากดาวพลูโต รอติดตามความคืบหน้ากันนะคะ แต่ดาวเคราะห์ที่ฉันอยากจะพูดถึง คือดาวเคราะห์นอกระบบที่โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ทุกดวงที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งไม่ใช่ดวงอาทิตย์ของเรา เราเรียกมันว่าดาวเคราะห์นอกระบบ และดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ดาวเคราะโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ มีคุณสมบัติพิเศษ คือถ้ามองดวงดาวที่อยู่ตรงกลางนี้ คุณจะเห็นว่ามันกำลังกะพริบ และเหตุผลที่มันกะพริบ ก็เพราะว่ามันมีดาวเคราะห์ ที่โคจรผ่านในตอนนั้นพอดี และมันสอดคล้องกับการบอกว่า ดาวเคราะห์เหล่านี้ไปบดบังแสงจากดาวฤกษ์ ซึ่งทำให้เราเห็นแสงกะพริบ และด้วยการสำรวจดาวฤกษ์บนท้องฟ้า ตอนกลางคืน ด้วยจังหวะการกะพริบ มันก็เลยทำให้เราค้นพบดาวเคราะห์ นี่คือวิธีที่เราใช้ตรวจจับดาวเคราะห์ มากกว่า 5,000 ดวง ในกาแลกซี่ทางช้างเผือก และเรารู้ว่ามันยังมีมากกว่านั้น อย่างที่ฉันบอก ดังนั้น เมื่อเรามองไปยังแสงของ ดาวฤกษ์เหล่านี้ อย่างที่ฉันบอก เราไม่ได้เห็นเพียงแค่ดาวเคราะห์เท่านั้น จริง ๆ เรายังเห็นความสลัวของแสง ซึ่งเราได้ทำการบันทึกไว้ ดังนั้น แสงของมันลดลงเมื่อมีดาวเคราะห์ โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ และการกะพริบที่คุณได้เห็นก่อนหน้านี้ เราไม่ได้ตรวจจับได้เพียงดาวเคราะห์ แต่เรายังเห็นแสงในความยาวคลื่น ที่แตกต่างกัน ฉันเคยบอกว่าเรามองโลกและดาวอังคาร ผ่านแสงอัลตร้าไวโอเล็ต หากเรามองดาวเคราะห์โคจรผ่านดาวฤกษ์ ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เราเห็นมันในแสงอัลตร้าไวโอเล็ต เราจะเห็นการกะพริบที่แรงกว่า ซึ่งบดบังแสงจากดาวฤกษ์มากกว่า เมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้า เราจึงคิดว่า เพราะมันมีชั้นบรรยากาศ ของก๊าซไฮโดรเจนที่แผ่ออกไปไกล ปกคลุมดาวเคราะห์นั้น ซึ่งทำให้มันดูพองกว่า ทำให้มันบดบังแสงของดาวฤกษ์ มากกว่าที่คุณเห็น ด้วยวิธีการนี้ เราสามารถที่จะค้นพบ ดาวเคราะห์นอกระบบที่โคจรผ่าน และกำลังสูญเสียชั้นบรรยากาศของตัวเอง เราเรียกดาวเคราะห์พวกนี้ “ดาวพฤหัสบดีร้อน” สำหรับบางอย่างที่เราค้นพบ พวกมันเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ เหมือนดาวพฤหัสบดี แต่มันอยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก ๆ ใกล้กว่าดาวพฤหัสบดีประมาณร้อยเท่า และพวกมันยังมีก๊าซที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งพร้อมจะหลุดออกไป และด้วยความร้อนจากดาวฤกษ์ คุณก็จะได้อัตราความรุนแรง ของการหลุดของชั้นบรรยากาศ ไม่เหมือนกับที่เราสูญเสีย ไฮโดรเจน 400 ปอนด์ไปจากโลก ดาวเคราะห์เหล่านี้ สูญเสียไฮโดรเจน 1.3 พันล้านปอนด์ต่อนาที คุณอาจจะคิดว่า มันทำให้ดาวเคราะห์นั้น ใกล้จะดับหรือเปล่า นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย เมื่อพวกเรามองมายังระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์หิน ส่วนดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไป และใหญ่กว่า เป็นดาวเคราะห์ก๊าซ เรามาเริ่มกันที่ดาวพฤหัสบดี ซึ่งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ และก๊าซกำลังหลุดหายไปหรือเปล่า ทีนี้ เรากลับไปคิดถึงดาวพฤหัสบดีร้อน ซึ่งมันจะไม่จบด้วยการเป็นโลก หรือดาวพุธ แต่ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยอะไรที่เล็กกว่า มันก็เป็นไปได้ว่าก๊าซจำนวนหนึ่ง จะหลุดหายออกไป ซึ่งมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และก็จะเหลือเพียงสิ่งที่แตกต่างกันมาก ๆ กับจุดเริ่มต้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติค่ะ แล้วเราก็กลับมาคิดถึงระบบสุริยะของเรา เราจะทำอย่างไรกับโลกของเราดี ในอนาคตอันไกลโพ้น ดวงอาทิตย์จะเริ่มสว่างขึ้น และการเกิดสิ่งนั้น ความร้อนที่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ก็จะเข้มข้นขึ้นมาก ในทางเดียวกับที่คุณเห็น ก๊าซหลุดออกจากดาวพฤหัสบดีร้อน มันก็จะหลุดออกจากโลกแบบเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเราต้องรอดู หรืออย่างน้อยเตรียมตัวตั้งรับ คือความจริงที่ว่าในอนาคตอันไกล โลกจะมีหน้าตาคล้ายกับดาวอังคาร ไฮโดรเจนที่แตกตัวออกจากน้ำ จะลอยหายไปในอวกาศอย่างรวดเร็ว เราจะเหลือแต่ดาวเคราะห์สีแดงที่แห้งแล้งแต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่ใช่ 2-3 พันล้านปีนี้หรอก ยังมีเวลาให้เตรียมตัว แต่ฉันอยากให้พวกคุณ ตื่นตัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในอนาคต ตอนที่เราพูดกันนี้ ก็มีชั้นบรรยากาศหลุดหายออกไป คุณได้ยินเรื่องเรื่องวิทยาศาสตร์น่าทึ่ง ที่เกิดขึ้นในอวกาศมามาก มันมีดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไป และเรากำลังศึกษาดาวเคราะห์เหล่านั้น เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโลก เหมือนกับที่เราศึกษาดาวอังคาร หรือดาวเคราะห์นอกระบบอย่างดาวพฤหัสบดีร้อน เราค้นพบการหลุดของชั้นบรรยากาศ และมันก็บอกเราหลาย ๆ อย่าง เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก หากยังคิดว่าอวกาศเป็นเรื่องไกลตัว อยากให้ลองคิดใหม่นะคะ ขอบคุณค่ะ


สตีเฟน เพทราเน็ก (Stephen Petranek) | TED2015 ลูก ๆ ของคุณอาจต้องอาศัยอยู่บนดาวอังคาร พวกเขาจะมีชีวิตรอดกันได้อย่างไร

สตีเฟน เพทราเน็ก (Stephen Petranek) | TED2015 ลูก ๆ ของคุณอาจต้องอาศัยอยู่บนดาวอังคาร พวกเขาจะมีชีวิตรอดกันได้อย่างไร

ทุกท่านโปรดเตรียมตัวให้พร้อม เรากำลังจะไปดาวอังคาร ไม่ใช่เพียงแค่นักบินอวกาศจำนวนหนึ่ง แต่ผู้คนนับพันคน กำลังจะไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร และผมบอกได้เลยว่า สิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ พวกคุณบางคนกำลังจะได้ทำงาน ในโครงการบนดาวอังคาร และผมกล้ายืนยันเลยว่า ลูก ๆ ของคุณบางคนจะได้ไปอาศัยอยู่ที่นั่น นี่อาจจะฟังดูเกินจริง ผมจะเล่าให้ฟังว่าสิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นอย่างไรและเมื่อไหร่ ก่อนอื่น ผมขอพูดถึงคำถามสำคัญข้อหนึ่งก่อน เราจะไปดาวอังคารกันทำไม เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมได้บรรยายที่ TED ในหัวข้อ 10 วิธีที่โลกจะถึงกาลอวสานแบบไม่ทันตั้งตัว พวกเรานั้นเปราะบางมาก จากความเป็นไปของกาแลคซี่ของเราเอง อุกกาบาตขนาดใหญ่เพียงลูกเดียว ก็สามารถทำลายล้างมนุษยชาติไปสิ้นซาก เพื่อที่จะอยู่รอด เราต้องก้าวพ้น ออกไปจากดาวเคราะห์บ้านเกิด ลองคิดดูสิครับว่าจะน่าเศร้าเพียงใด ถ้าอารยธรรมทั้งหมดที่มนุษย์ได้สั่งสมมา หายวับไปในพริบตา และมีอีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรต้องไปก็คือ การออกสำรวจมันอยู่ในดีเอ็นเอของเรา เมื่อสองล้านปีก่อน มนุษย์มีวิวัฒนาการอยู่ในทวีปแอฟริกา จากนั้นจึงขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก อย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ด้วยการก้าวข้ามไปยังดินแดน ที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อน สิ่งเหล่านี้อยู่ภายในตัวมนุษย์เรา และเขาเหล่านั้นได้ทำสำเร็จมาแล้ว ความก้าวหน้าทางอารยธรรม และเทคโนโลยีบางส่วนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จากการที่เราออกสำรวจ จริงอยู่ที่ว่า เราทำอะไรดี ๆ อย่างอื่นได้มากมาย จากเงินที่จะใช้ ในการตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร และจริงอยู่ ที่ว่าเราควรจะพยายาม ให้มากขึ้นในการดูแลรักษาโลกของเรา อันที่จริง ผมกังวลว่าเราจะทำร้ายดาวอังคาร เหมือนอย่างที่เราได้ทำกับโลกมาแล้ว แต่ลองหยุดคิดดูสักนิด เรามีอะไรบ้าง เมื่อตอนที่ จอห์น เอฟ เคเนดี บอกเราว่า เราจะพามนุษย์ไปดวงจันทร์ เขากระตุ้นผู้คนทั้งหลายในยุคนั้น ให้กล้าที่จะใฝ่ฝัน ลองคิดดูว่า การลงจอดบนดาวอังคาร จะสร้างแรงบันดาลใจมากเพียงใด บางที หลังจากนั้นเราจะมองกลับมายังโลก แล้วเห็นว่า นั่นเป็นเพียงคนหนึ่งคน ไม่ใช่ผู้คนมากมาย และบางที เราจะมองกลับมายังโลก ในขณะที่เรากำลังดิ้นรน เพื่ออยู่รอดบนดาวอังคาร และตระหนักว่า โลกของเรานั้นมีค่ามากเพียงใด ดังนั้น ผมจึงขอเล่าเกี่ยวกับ การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ แต่ก่อนอื่น มาดูข้อเท็จจริง เกี่ยวกับที่ที่เรากำลังจะไปก่อน รูปนี้แสดงขนาดของดาวอังคาร เปรียบเทียบกับโลก ไม่เชิงว่าดาวอังคารนั้น เป็นดาวพี่น้องของเรา มันมีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่งของโลกมาก อีกทั้ง นอกจากความจริงที่ว่า มันมีขนาดเล็กกว่า พื้นผิวที่คุณสามารถยืนอยู่ได้บนดาวอังคาร มีขนาดเทียบเท่ากับพื้นผิว ที่คุณสามารถยืนอยู่ได้บนโลก เพราะว่าพื้นผิวโลกส่วนใหญ่ เป็นมหาสมุทร ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้นบางมาก บางกว่าโลกถึง 100 เท่า และไม่สามารถใช้หายใจได้ มันประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีอากาศหนาวมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ ติดลบ 81 องศาฟาเรนไฮต์ แม้ว่าช่วงอุณหภูมิจะค่อนข้างกว้าง หนึ่งวันบนดาวอังคาร ยาวนานพอ ๆ กันกับหนึ่งวันบนโลก บวกไปอีกประมาณ ​39 นาที ฤดูกาลและปีบนดาวอังคาร ยาวนานเป็นสองเท่าเทียบกับโลก และสำหรับใครที่ฝันว่าจะหาปีกมาติดหลัง เพื่อที่จะบินได้ในสักวันหนึ่ง ดาวอังคารมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลกมาก ที่นั่นจะทำแบบนั้นได้ ที่นั่นคุณสามารถกระโดดข้ามรถของคุณ แทนที่จะต้องเดินอ้อม คุณคงจะเห็นแล้วว่า ดาวอังคารไม่ได้คล้ายกับโลกมากนัก แต่มันก็เป็นสถานที่ที่มีความเป็นไปได้ ในการดำรงชีวิตมากที่สุดในระบบสุริยะ แต่ปัญหาก็คือ ดาวอังคารอยู่ไกลมาก ไกลกว่าระยะทาง จากโลกถึงดวงจันทร์ถึงพันเท่า ดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป 250,000 ไมล์ นักบินอวกาศอพอลโล ใช้เวลาสามวันในการเดินทาง ดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก 250 ล้านไมล์ และเราต้องใช้เวลาแปดเดือน ในการเดินทาง ซึ่งคือ 240 วัน และจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อ เราปล่อยยานในวันที่จำเพาะ ในเวลาที่เฉพาะเจาะจงมาก ๆ ซึ่งจะมีเพียงหนึ่งครั้งในทุก ๆ สองปี นั่นก็คือช่วงเวลาที่ดาวอังคารและโลก อยู่ในตำแหน่งตรงกัน ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นที่สุด ที่เราจะสามารถใช้จรวดในการเดินทางได้ 240 วันนี่ถือว่าเป็นเวลาที่นานมาก ที่จะต้อง อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานในกระป๋องแคบ ๆ และในขณะเดียวกัน บันทึกเกี่ยวกับ การไปดาวอังคารของเราก็ไม่ดีนัก ทั้งเรา รัสเซีย ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย เคยส่งจรวดไปรวมทั้งหมด 44 ลำ ส่วนมากพลาดเป้าหรือไม่ก็ตก มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่สำเร็จ และขณะนี้เรายังไม่มีจรวดลำใหญ่มากพอ ที่จะพาคนไปได้ เราเคยมีจรวดลำหนึ่งคือ แซทเทิร์น ห้า (Saturn V) แซทเทิร์น ห้า สักสองสามลำ น่าจะสามารถพาเราไปได้ มันคือเครื่องจักรที่พิเศษสุด ที่มนุษย์เคยสร้างเลยล่ะครับ และเจ้าจรวดนี้นี่แหละ ที่พาเราไปดวงจันทร์มาแล้ว แต่ลำสุดท้ายที่เราใช้ คือใช้ส่ง สถานีอวกาศสกายแลบ ในปี ค.ศ. 1973 แล้วเราก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้สิ่งที่เรียกว่า กระสวยอวกาศ แทนที่จะพัฒนาจรวดต่อเพื่อไปดาวอังคาร หลังจากที่เราสามารถลงจอดที่ดวงจันทร์ได้ จรวดลำใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน มีขนาดเพียงครึ่งหนึ่ง ของลำที่ไปดาวอังคารได้ ฉะนั้น การจะไปดาวอังคารจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และนี่นำมาซึ่งคำถามสำคัญ เมื่อไหร่ที่มนุษย์คนแรก จะสามารถเหยียบดาวอังคารได้สักที ผู้เชี่ยวชาญคาดกันว่า ถ้าเราไปถึงที่นั่นได้ภายในปี ค.ศ. 2050 นั่นจะถือเป็นความสำเร็จที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ในปัจจุบัน นาซ่าคาดการณ์ว่า มนุษย์จะไปถึงดาวอังคารภายในปี ค.ศ. 2040 ไม่แน่ พวกเขาอาจทำได้ ผมเชื่อครับว่า พวกเขาสามารถพามนุษย์ ไปถึงวงโคจรของดาวอังคารภายในปี ค.ศ. 2035 แต่เรียนตามตรง ผมไม่คิดว่า ในปี ค.ศ. 2035 พวกเขาจะง่วนอยู่กับการส่งจรวด เพราะว่าเราจะไปถึงที่นั่นเรียบร้อยแล้ว เราจะไปถึงดาวอังคารในปี ค.ศ. 2027 และเหตุผลก็คือ ผู้ชายคนนี้ มุ่งมั่นจะทำให้มันเกิดขึ้น เขาชื่อ อีลอน มัสค์ ซีอีโอของเทสล่ามอเตอร์ และสเปซเอ็กซ์ เขาบอกกับผมว่า เราจะไปถึงดาวอังคารให้ได้ ภายในปี ค.ศ. 2025 แต่ อีลอน มัสค์ มองโลกในแง่ดีกว่าผม และออกจะดีเกินไปด้วยซ้ำ ดังนั้นผมจะให้เวลาเขาเพิ่มอีกสักสองสามปี แต่อย่างไรก็ตาม คุณยังคงต้องถามตัวเองว่า ผู้ชายคนนี้จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ภายในปี ค.ศ. 2025 หรือ ค.ศ. 2027 จริงหรือ เอาล่ะ ลองดูช่วงเวลาสิบปี ของ อีลอน มัสก์ กัน 10 ปีที่ผ่านมาเขาทำอะไรบ้าง นั่นคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ของบริษัทเทสล่า ในปี ค.ศ. 2005 คนส่วนใหญ่ในวงการ อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าต่างพูดกันว่า เราจะยังไม่มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าดี ๆ ใช้ จนกว่าอีก 50 ปีข้างหน้า แล้วมีอะไรอีก นี่คือจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่นำพาสัมภาระหนักถึงหกตัน ขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ เมื่อ 10 ปีก่อน ก่อนหน้านี้บริษัทสเปซเอ็กซ์ยังไม่เคยส่งอะไร หรือยิงจรวดไปที่ไหนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นผมว่ามันเป็นการเดิมพันที่ดีเลยแหละ ที่ว่าคนที่ปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี และคนที่ก่อตั้งบริษัทจรวดทั้งหมด ภายในเวลาน้อยกว่า 10 ปี จะสามารถพาเรา ไปดาวอังคารได้ก่อนปี ค.ศ. 2027 คุณควรจะรู้ด้วยว่า รัฐบาลและหุ่นยนต์ ไม่ใช่ผู้ควบคุมอีกต่อไปแล้ว บริษัทเอกชนได้กระโจนเข้ามามีบทบาท ในกิจกรรมทางอวกาศ และเขาก็ยินดีที่จะพาคุณไปดาวอังคาร และนั่นทำให้เกิดคำถามสำคัญคำถามหนึ่ง เราจะสามารถอาศัยอยู่ที่นั่นได้จริงหรือไม่ จริงอยู่ที่นาซ่าอาจไม่สามารถพาเราไปที่นั่น ก่อนปี ค.ศ. 2040 หรือบางทีเราอาจไปที่นั้นได้ก่อนนาซ่าหลายปี แต่นาซ่าได้ทำหน้าที่ศึกษามาตลอดว่า เราจะอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้อย่างไร ลองมามองปัญหาในลักษณะนี้ดู นี่คือสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตบนโลก อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม และต่อไปนี้คือสิ่งที่จำเป็น ต่อการดำรงชีวิตบนดาวอังคาร ทั้งหมดที่กล่าวมา รวมถึงออกซิเจน ดังนั้น ลองมาดูสิ่งที่สำคัญที่สุด ในรายการนี้กันก่อน เรารู้กันว่า น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และมันหนักเกินไป ที่จะขนน้ำจากโลกไปดาวอังคาร ดังนั้นเราต้องหาน้ำให้เจอ หากเราอยากจะอยู่รอดบนดาวอังคาร และถ้าคุณมองดาวอังคาร จะเห็นว่ามันดูแห้งแล้งมาก ดูราวกับว่าดาวเคราะห์ทั้งดวง เป็นทะเลทราย แต่จริง ๆ แล้ว มันไม่เป็นอย่างนั้น ดินบนดาวอังคารมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และยานของเราที่โคจรอยู่รอบดาวอังคาร ได้แสดงให้เเห็นว่า — อ้อ ผมจะบอกว่านั่นคือรูปถ่ายจริงนะครับ — หุบเหวจำนวนมากบนดาวอังคาร มีแผ่นน้ำแข็งอยู่ภายใน มันจึงไม่ใช่ที่ที่เลวร้ายนัก ที่เราจะไปตั้งอาณานิคม นี่คือภาพของการขุดเจาะ โดยยานฟีนิกซ์ ในปี ค.ศ. 2008 ที่แสดงให้เห็นว่าใต้พื้นผิวดินนั้นเป็นน้ำแข็ง ที่เห็นสีขาวนั่นคือน้ำแข็ง ในรูปที่สอง ซึ่งเป็นเวลาสี่วันหลังจากภาพแรก คุณจะเห็นว่าบางส่วนของมัน กำลังระเหยอยู่ ยานโคจรยังบอกเราอีกว่า มีน้ำใต้ดินปริมาณมากบนดาวอังคาร มากพอ ๆ กับธารน้ำแข็ง ที่จริงแล้ว หากน้ำแข็งทั้งหมด ที่ขั้วโลกทั้งสองของดาวอังคารละลาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวจะจมอยู่ใต้น้ำ 30 ฟุต ดังนั้น ที่นั่นมีน้ำอยู่เยอะมาก แต่เกือบทั้งหมดนั้น เป็นน้ำแข็งและอยู่ใต้ดิน เราต้องใช้พลังงานและกำลังคนอย่างมาก เพื่อให้ได้น้ำดังกล่าวมาใช้ นี่คืออุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย มหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน เมื่อปี ค.ศ. 1998 มันคือเครื่องลดความชื้นแบบโบราณ และบรรยากาศของดาวอังคาร ก็มักจะมีความชื้นถึง 100 เปอร์เซ็น ดังนั้นเจ้าเครื่องนี้จะสามารถสกัดน้ำ ได้เพียงพอกับที่มนุษย์ต้องการ จากบรรยากาศของดาวอังคารได้โดยง่าย ต่อไป เราต้องมาคิดว่าเราจะเอาอะไรหายใจ จริง ๆ แล้ว ผมตกใจมาก ที่พบว่านาซ่าแก้ปัญหานี้ได้เรียบร้อยแล้ว นี่คือนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันเอ็มไอที ชื่อ ไมเคิล เฮคท์ เขาได้พัฒนาเครื่องจักรที่ชื่อ ม๊อกซี่ ผมชอบเจ้าสิ่งนี้มาก โดยหลักแล้ว มันคือเซลล์เชื้อเพลิงแบบย้อนกลับ ที่ดูดบรรยากาศบนดาวอังคาร และปล่อยออกซิเจนออกมา และคุณจะต้องตระหนักว่า CO2 หรือคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีอยู่ 96 เปอร์เซ็นต์ของชั้นบรรยากาศดาวอังคาร มีออกซิเจนอยู่ถึง 78 เปอร์เซ็นต์ ยานสำรวจพื้นผิวดาวลำถัดไปที่นาซ่า จะส่งไปดาวอังคารในปี ค.ศ. 2020 จะมีอุปกรณ์แบบนี้ติดไปด้วย และมันจะสามารถสร้างออกซิเจนได้เพียงพอ ให้มนุษย์หนึ่งคนมีชีวิตรอดได้ไปตลอด แต่ความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้ จากการทดสอบ ก็คือมันถูกออกแบบมาตั้งแต่แรก ให้ถูกปรับเพิ่มความสามารถได้ถึง 100 เท่า ลำดับต่อไป เราจะกินอะไร เราจะปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน (hydroponics) แต่เราจะไม่สามารถปลูกพืช ได้มากเกินกว่า 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารที่เราต้องการ อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีน้ำไหลบนผิวดิน บนดาวอังคาร และจนกว่าเราจะมีโอกาส และสามารถปลูกพืชไร่ได้จริง ๆ ในระหว่างนั้น อาหารส่วนใหญ่จะมาจากโลก และมันจะเป็นอาหารแห้ง ต่อไปคือ เราต้องการที่อยู่อาศัย ตอนแรกเราสามารถใช้ ตึกแบบที่พองตัวด้วยความดัน เช่นเดียวกับการใช้ยานสำรวจเป็นที่อาศัย แต่มันเป็นไปได้เฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น มีรังสีจากดวงอาทิตย์ และรังสีคอสมิกมากเกินไป ดังนั้นเราจึงต้องลงไปอยู่ใต้ดิน บังเอิญว่าดินบนดาวอังคาร ส่วนมากเหมาะสมต่อการนำมาทำอิฐ และนาซ่าก็คิดแก้ปัญหาเรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกัน พวกเขาจะผสมพลาสติกโพลิเมอร์บางอย่าง ลงในอิฐ แล้วก็อบพวกมันในตู้อบไมโครเวฟ จากนั้นเราจะสามารถสร้างตึกที่มีผนังหนา ๆ ได้ หรือไม่เราก็อาจจะเลือกอาศัยอยู่ใต้ดิน ในถ้ำหรือในปล่องลาวา ซึ่งมีมากมายอยู่แล้ว และลำดับสุดท้ายก็คือเสื้อผ้า บนโลก มีชั้นบรรยากาศหนาหลายไมล์ ปกคลุมเราอยู่ ซึ่งทำให้เกิดความดัน 15 ปอนด์ กดทับร่างกายเราตลอดเวลา และร่างกายเราออกแรงต้านมันอยู่ตลอดเวลา บนดาวอังคารแทบจะไม่มีความดันบรรยากาศเลย ดังนั้นคุณ ดาวา นิวแมน นักวิทยาศาสตร์จากเอ็มไอที ได้สร้างชุดอวกาศสุดเจ๋งนี้ขึ้น มันจะช่วยปกป้องเรา ป้องกันรังสีและช่วยให้เราอบอุ่นด้วย ดังนั้น ลองคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูสักหนึ่งนาที อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า น้ำ ออกซิเจน เราสามารถทำได้ทั้งหมด ทำได้จริง ๆ แต่มันก็ยังค่อนข้างที่จะยุ่งยาก และลำบากอยู่พอสมควร ดังนั้น นี่จึงนำไปสู่ก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ และมันก็เป็นก้าวที่ใหญ่มาก ๆ ในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพบนดาวอังคาร และนั่นก็คือการปรับเปลี่ยนสภาพดาวเคราะห์ ทำให้มันมีสภาพเหมือนกับโลกมากขึ้น ปรับโครงสร้างดาวเคราะห์ทั้งดวง นั่นอาจฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเกินจริง แต่ความจริงก็คือว่า เทคโนโลยีที่จะใช้เพื่อทำทุกสิ่ง ที่ผมจะบอกต่อไปนี้มีอยู่แล้วทั้งสิ้น อย่างแรกคือเราต้องทำให้ดาวอบอุ่นขึ้น ดาวอังคารเย็นมากเพราะชั้นบรรยากาศที่บาง คำตอบนั้นอยู่ที่ขั้วโลกใต้และเหนือ ของดาวอังคาร ขั้วทั้งสองถูกปกคลุม ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง จำนวนมหาศาล น้ำแข็งแห้งนั่นเอง ถ้าเราให้ความร้อนกับมัน มันจะระเหิดไปอยู่ในชั้นบรรยากาศ และทำให้ชั้นบรรยากาศหนาขึ้น ในแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นบนโลก และเรารู้อยู่แล้วว่า CO2 คือตัวการสำคัญของก๊าซเรือนกระจก วิธีการที่ผมชอบที่สุดในการทำสิ่งนี้ก็คือ การวางแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ และโฟกัสมัน ให้มันทำหน้าที่เป็นกระจก และโฟกัสมันไปที่ขั้วใต้ของดาวอังคารก่อน ขณะที่ดาวหมุนรอบตัวเอง มันจะทำให้น้ำแข็งแห้งร้อนขึ้นและระเหิด และไปอยู่ในชั้นบรรยากาศ จริง ๆ แล้วมันใช้เวลาไม่นานนัก ที่อุณหภูมิบนดาวอังคารจะเริ่มสูงขึ้น บางที อาจจะน้อยกว่า 20 ปี ในตอนนี้ วันเวลาที่เหมาะเจาะที่เส้นศูนย์สูตร ในกลางฤดูร้อนบนดาวอังคาร อุณหภูมิอาจสูงถึง 70 องศาฟาเรนไฮต์ แต่เมื่อตกกลางคืน อุณหภูมิอาจติดลบ 100 องศา สิ่งที่เราต้องการก็คือปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่จะให้อุณหภูมิสูงพอที่จะทำให้น้ำแข็ง บนดาวอังคาร โดยเฉพาะน้ำแข็งที่อยู่ใต้พื้นดินละลาย แล้วต่อไปจะดูราวกับว่าเรามีเวทมนต์ เมื่อชั้นบรรยากาศหนาขึ้น ทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น เราจะมีเกราะป้องกันรังสีมากขึ้น ชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้นจะทำให้เราอบอุ่นขึ้น มันจะทำให้ดาวเคราะห์อุ่นขึ้น เราก็จะเริ่มมีน้ำที่เป็นของเหลวบนผิวดาว และการเพาะปลูกก็จะเริ่มเป็นไปได้ จากนั้น ไอน้ำจำนวนมากจะระเหยขึ้นสู่อากาศ กลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก มันจะมีฝนและหิมะตกบนดาวอังคาร ชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้น จะสร้างความดันที่เพียงพอ ที่เราจะสามารถถอดชุดอวกาศทิ้งได้ เราต้องการความดันเพียงห้าปอนด์ เพื่อดำรงชีวิต ท้ายที่สุด ดาวอังคารจะถูกทำให้เรารู้สึก เหมือนกับว่าเป็นเมืองบริทิชโคลัมเบีย แต่เรายังคงมีปัญหาที่ซับซ้อนอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการทำให้บรรยากาศ สามารถใช้หายใจได้ เรียนตามตรง มันอาจต้องใช้เวลา 1,000 ปีถึงจะสำเร็จ แต่มนุษย์ฉลาดมากและมีความสามารถ ในการปรับตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ เราคงไม่สามารถบอกได้ว่า เทคโนโลยีในอนาคตจะทำอะไรได้บ้าง และบอกไม่ได้ว่าด้วยร่างกายนี้ เราจะสามารถปรับตัวจนทำอะไรได้บ้าง ในทางชีววิทยา ณ เวลานี้ เรากำลังอยู่ในจุดที่แทบจะสามารถ ควบคุมพันธุกรรมของเราเองได้ ควบคุมสิ่งที่ยีนในร่างกายเรากำลังทำอยู่ และแน่นอน ในที่สุด ก็จะรวมถึงวิวัฒนาการของเราด้วย เราอาจกลายเป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่อยู่บนโลก ที่แตกต่างออกไปจากสายพันธุ์มนุษย์ ที่อยู่บนดาวอังคารไปเล็กน้อย แต่คุณจะทำอะไรและใช้ชีวิตอย่างไรที่นั่น จะยังคงเหมือนกันกับที่เกิดขึ้นบนโลก ใครบางคนจะเปิดร้านอาหาร ใครบางคนจะเปิดโรงงานหล่อเหล็ก ใครบางคนจะทำหนังสารคดีเกี่ยวกับดาวอังคาร และขายมันบนโลก คนโง่บางคนจะเริ่มทำรายการทีวีเรียลลิตี้ จะมีบริษัทผลิตซอฟแวร์เกิดขึ้น จะมีโรงแรม บาร์ มันจะเป็นแบบนี้แน่นอน มันจะเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ ในช่วงชีวิตของเรา และผมคิดว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด ลองถามเด็กหญิงอายุ 10 ขวบสิ ว่าอยากไปดาวอังคารไหม เด็ก ๆ ที่เรียนอยู่ในชั้นประถมในตอนนี้ จะมีโอกาสที่จะได้ไปใช้ชิวิตที่นั่น จำตอนที่เราส่งมนุษย์ไปถึงดวงจันทร์ได้ไหม เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ผู้คนต่างหันหน้าหากัน และพูดว่า “ในเมื่อเราทำสิ่งนี้สำเร็จได้ ก็ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้” แล้วผู้คนจะคิดอย่างไร เมื่อตอนที่เรา ตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารได้สำเร็จจริง ๆ และที่สำคัญที่สุด มันจะทำให้มนุษย์ กลายเป็นเผ่าพันธุ์นักท่องอวกาศ และนั่นหมายความว่ามนุษยชาติจะอยู่รอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกก็ตาม และเราจะไม่มีทางจะเป็นคนรุ่นสุดท้าย ของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ ขอบคุณครับ


นาตาลี คาโบล (Nathalie Cabrol) | TED2015 ดาวอังคารอาจจะกุมความลับของต้นกำเนิดชีวิต

นาตาลี คาโบล (Nathalie Cabrol) | TED2015 ดาวอังคารอาจจะกุมความลับของต้นกำเนิดชีวิต

คุณรู้ไหม ว่าในบางครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นกลับเดินทางมา ในภาชนะที่เล็กที่สุด และดิฉันจะพยายามทำให้คุณเชื่อ ภายในระยะเวลา 15 นาทีที่ดิฉันมี ว่าจุลินทรีย์นั้น สามารถตอบคำถามเรา ได้มากมาย อย่างเช่น “เราอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือเปล่า” และพวกมันเองก็ไม่ได้บอกเรามากขึ้นเพียงแค่ ในเรื่องของสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยะนี้ แต่ยังอาจรวมไปถึงชีวิตนอกระบบสุริยะด้วย และนี่คือสาเหตุว่าทำไมดิฉันถึงได้ติดตาม พวกมันไปยังสถานที่ต่าง ๆ บนโลกที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่อาศัย ในสภาพแวดล้อมสุดโต่งที่ที่สภาวะแวดล้อมนั้น คอยกดดันพวกมันทุกรูปแบบ ให้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ที่จริงแล้ว บางทีดิฉันเองก็โดนไปด้วย เวลาที่พยายามติดตามพวกมันจนใกล้เกินไป แต่ทีนี้ประเด็นมีอยู่ว่า พวกเราเป็นเพียงอารยธรรมก้าวหน้า หนึ่งเดียวในระบบสุริยะแห่งนี้ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า ในดาวแถบนี้ไม่มีจุลินทรีย์อยู่เลย อันที่จริงแล้ว ดาวเคราะห์และ ดวงจันทร์ทุกดวงที่พวกคุณเห็นตรงนี้ สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้ และพวกเราเองต่างก็รู้กันดีในเรื่องนั้น และความเป็นไปได้นั้นก็สูงมาก และถ้าวันหนึ่งเราสามารถค้นพบสิ่งมีชีวิต บนดวงจันทร์และดาวเคราะห์เหล่านั้นได้ เมื่อนั้น เราจะสามารถ ตอบคำถามต่าง ๆ ได้ อย่างเช่น เราอยู่อย่างเดียวดายในระบบสุริยะนี้หรือไม่ เรามาจากที่ไหน เรามีญาติอยู่บนดวงดาวใกล้เคียงไหม นอกระบบสุริยะของเรา มีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่? และพวกเราสามารถตั้งคำถามทั้งหมดนี้ได้ เพราะว่าการปฏิวัติทางความคิดได้เกิดขึ้น ในแง่ของความเข้าใจของเราที่มีต่อ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้ และจากนิยามในทุกวันนี้ ดาวเคราะห์ ที่สามารถอยู่อาศัยได้ ก็คือดาวเคราะห์ ที่มีพื้นที่ที่น้ำสามารถอยู่ได้อย่างเสถียร (มีครบทุก สถานะ พร้อม ๆ กันในสภาพเดียวกัน) แต่สำหรับดิฉันแล้ว นี่เป็นนิยามใน แนวนอนของความสามารถในการอยู่อาศัย เพราะมันเป็นเรื่องของระยะทางจากดาวฤกษ์ แต่มันยังมีอีกมิติหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ความสามารถในการอยู่อาศัย และนี่คือมิติในแนวตั้ง ให้คุณมองว่ามันคือ สภาพใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์สักดวงหนึ่ง ที่อยู่ห่างมาก ๆ จากดวงอาทิตย์ แต่คุณก็ยังมีน้ำ พลังงาน สารอาหาร ซึ่งบางส่วนก็อาจเป็นอาหาร และที่คุ้มกัน และเมื่อเรามามองที่โลกของเรา ในทะเลลึกที่แสงแดดไม่สามารถเข้าถึงได้ คุณจะเห็นชีวิตที่เติบโตอยู่ และพวกมันก็อาศัยเพียงแค่ กระบวนการทางเคมีในการดำรงชีวิต ดังนั้น เมื่อคุณคิดอย่างนั้นแล้ว กำแพงทางความคิดทั้งหมดก็จะพังทลายลง อันที่จริงแล้ว คุณจะมองไม่เห็นขอบเขตเลย และถ้าคุณได้ติดตามหัวข่าวต่าง ๆ เมื่อไม่นานมานี้ คุณจะเห็นว่า เราได้ค้นพบ มหาสมุทรใต้พื้นผิวดาวแล้ว บนดวงจันทร์ยูโรปา แกนีมีด เอนเซลาดัส ไททัน และตอนนี้เราก็กำลังค้นหาไกเซอร์ และน้ำพุร้อนบนดวงจันทร์เอนเซลาดัสอยู่ ระบบสุริยะของเรานั้นกำลัง กลายเป็นเหมือนสปายักษ์ สำหรับใครที่เคยไปสปาคงทราบว่า จุลินทรีย์ชอบสปาขนาดไหน ใช่ไหมคะ (เสียงหัวเราะ) ดังนั้น เมื่อคิดถึงจุดนั้นแล้ว เราลองมานึกถึงดาวอังคารกันบ้าง ในทุกวันนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถ อยู่อาศัยบนพื้นผิวของดาวอังคารได้เลย แต่ว่าพวกมันอาจ ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวนั้นก็เป็นได้ สรุปว่า พวกเราต่างมีความเข้าใจมากขึ้น เกี่ยวกับความสามารถในการอยู่อาศัย แต่พวกเราเองก็ยังเข้าใจ มากขึ้นด้วย ว่าสิ่งที่ทำให้ชีวิตบนโลก มีความโดดเด่นนั้นคืออะไร ทีนี้ เราอาจมีสิ่งที่เราต่างเรียกว่า โมเลกุลอินทรีย์ ซึ่งเป็นเหมือนกับก้อนอิฐของชีวิต เราอาจมีฟอสซิล เราอาจมีแร่ธาตุ แร่ชีวภาพ ที่เกิดมาจากปฏิกิริยาระหว่าง แบคทีเรียกับก้อนหินต่าง ๆ และแน่นอน เราอาจมีแก๊สต่าง ๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ และเมื่อเรามองไปที่สาหร่าย สีเขียวเล็ก ๆ เหล่านั้น ที่ด้านขวาของจอตรงนี้ พวกมันคือลูกหลานโดยตรงของ สิ่งมีชีวิตที่สร้างออกซิเจน เมื่อหนึ่งพันล้านปีที่แล้ว ให้กับชั้นบรรยากาศโลก เมื่อพวกมันทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพวกมัน วางยาพิษชีวิตที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่บนพื้นผิวโลก แต่พวกมันเองก็เป็นสาเหตุ ที่ทำให้คุณมีอากาศหายใจอยู่ทุกวันนี้ แต่ต่อให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ มากขึ้นแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังไม่อาจหาคำตอบให้กับ คำถาม ๆ หนึ่งได้ และคำถามนั้นก็คือ “เรามาจากไหน” แล้วคุณรู้ไหมว่า มันกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะว่าเราไม่สามารถหา หลักฐานทางกายภาพได้เลย ที่บอกว่าเรามาจากที่ไหน บนดาวเคราะห์ดวงนี้ และเหตุผลก็คือว่าอะไรก็ตามที่ มีอายุมากกว่า 4 พันล้านปีได้หายไปแล้ว บันทึกทั้งหมด ได้หายไปแล้ว ลบหายไปโดยการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก และการกัดกร่อนจากน้ำและลม นี่คือสิ่งที่ฉันเรียกว่า ขอบฟ้าทางชีววิทยาของโลก เมื่อเลยขอบฟ้านี้ไป เราต่างไม่รู้เลยว่า เรามาจากที่ไหนกันแน่ แล้วทุกอย่างได้สูญหายไปแล้วหรอ? ก็ อาจจะไม่ทั้งหมด และพวกเราก็อาจพบหลักฐานที่บ่งบอกถึง จุดกำเนิดที่แท้จริงของเรา ในที่ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย และที่นั่นก็คือดาวอังคาร แล้วทำไมมันถึงเป็นไปได้ล่ะ จริง ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่า ในช่วงแรกเริ่มของระบบสุริยะนั้น ทั้งดาวอังคารและโลกต่างถูกถล่มด้วย อุกกาบาตและดาวหางยักษ์จำนวนมาก และการพุ่งชนเหล่านั้นก็ก่อให้เกิด เศษกระจัดกระจายไปทั่วทุกที่ แล้วโลกและดาวอังคาร ต่างก็ผลัดกันโยนหิน ใส่อีกฝ่ายอยู่เป็นเวลานานมาก ชิ้นส่วนของหินมากมายก็ตกลงมายังโลก ชิ้นส่วนของโลกก็ตกลงไปบนดาวอังคาร เห็นได้ชัดว่า ดาวเคราะห์ทั้ง 2 ดวงนี้ อาจก่อกำเนิดขึ้นมาจากวัตถุดิบเดียวกัน ฉะนั้น ไม่แน่ว่า อาจมีผู้เฒ่าคนหนึ่ง กำลังนั่งรอเราอยู่บนนั้นก็เป็นได้ แต่นั่นก็ยังหมายความว่าพวกเราสามารถไปยัง ดาวอังคารเพื่อตามหาจุดกำเนิดของเราได้ด้วย ดาวอังคารอาจกุมกุญแจสู่ความลับไว้ให้เรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมดาวอังคาร จึงมีความพิเศษกับเรามาก แต่การที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ ดาวอังคารจะต้องเคยเป็นที่ที่อยู่อาศัยได้ ในตอนที่สภาพแวดล้อมต่าง ๆ นั้นลงตัวแล้ว ว่าแต่ดาวอังคารเคยอยู่อาศัยได้หรือเปล่าล่ะ เรามีภารกิจมากมาย ที่บอกกับเราเหมือน ๆ กันในทุกวันนี้ ในช่วงเวลาที่ชีวิตก่อกำเนิดขึ้นบนโลก ดางอังคารเองก็มีมหาสมุทร มีภูเขาไฟ มีทะเลสาบ และก็ยังมีดินดอนสามเหลี่ยมมากมายเหมือนกับ ในรูปอันสวยงามที่คุณเห็นอยู่ตรงนี้ รูปนี้ถูกส่งมาโดยยานสำรวจ Curiosity เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ มันแสดงให้เห็นถึงเศษที่เหลืออยู่ของ ดินดอนแห่งหนึ่ง และรูปนี้ก็บอกกับเรา ว่าน้ำนั้นเคยมีอยู่มากมาย และอยู่บนพื้นผิวดาวดวงนี้มาเป็นเวลานาน นี่เป็นข่าวดีสำหรับสิ่งมีชีวิต กระบวนการทางชีวเคมีนั้น ใช้เวลานานมากกว่าจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ฉะนั้น นี่คือข่าวที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว ว่าแต่นั่นหมายความว่าถ้าเราไปที่ดาวอังคาร เราจะพบสิ่งมีชีวิตได้อย่างง่ายดายหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ตอนที่สิ่งมีชีวิตต่างผุดขึ้นมา บนพื้นผิวโลก ทุกอย่างบนดาวอังคาร นั้นกลับกลับตาลปัตร จากหน้ามือเป็นหลังมือ ชั้นบรรยากาศนั้นถูกทำลายด้วยลมสุริยะ ดาวอังคารสูญเสียสนามแม่เหล็ก จากนั้นรังสีคอสมิกและยูวีก็ ถล่มลงบนพื้นผิวดาวอย่างหนักหน่วง และน้ำก็หลุดลอยไปสู่อวกาศ หรือไม่ก็ลงสู่ใต้ดิน ดังนั้น ถ้าเราอยากที่จะเข้าใจ ถ้าเราอยากที่จะค้นพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิต บนพื้นผิวของดาวอังคาร หากว่าพวกมันมีอยู่ที่นั่นจริง ๆ เราจะต้องเข้าใจก่อนว่าผลกระทบของ เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ต่อการเก็บรักษาบันทึกของมันคืออะไร มีเพียงตอนนั้นเท่านั้น ที่เราจะสามารถ รู้ได้ว่าร่องรอยเหล่านั้นซ่อนอยู่ที่ไหน และมีเพียงตอนนั้นเท่านั้น ที่เราจะสามารถ ส่งยานสำรวจของเราไปได้ถูกที่ ซึ่งเป็นที่ที่เราสามารถเก็บตัวอย่างหิน ที่อาจกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ที่สำคัญมากเกี่ยวกับตัวเราได้ หรือไม่ ก็อาจบอกเราว่า ณ ที่ใดที่หนึ่งข้างนอกนั้น ชีวิตก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นบน ดาวเคราะห์ดวงอื่นเช่นเดียวกัน และการที่จะทำแบบนั้นได้ก็ไม่ยากเลย คุณเพียงแค่ต้องย้อนเวลากลับไป ยัง 3.5 พันล้านปีที่แล้ว ไปยังอดีตของดาวเคราะห์ดวงนี้ พวกเราแค่ต้องการเครื่องเดินทางข้ามเวลา ง่าย ใช่ไหมละ ที่จริงแล้ว มันก็ง่าย มองไปรอบ ๆ ตัวคุณสิ โลกของคุณนั่นแหละ นี่แหละคือเครื่องเดินทางข้ามเวลาของเรา นักธรณีวิทยาต่างกำลังใช้มันเพื่อย้อนกลับ ไปสู่อดีตของดาวเคราะห์ของเรา ในขณะที่ดิฉันใช้มันในทางที่ต่างออกไปหน่อย ฉันใช้โลกใบนี้เพื่อไปดู สภาพแวดล้อมสุดโต่งต่าง ๆ ที่ที่สภาวะต่าง ๆ นั้น ใกล้เคียงกับดาวอังคาร ในช่วงที่สภาพอากาศได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และที่นั่น ดิฉันก็พยายาม ทำความเข้าใจสิ่งที่เคยเกิดขึ้น อะไรคือลักษณะเด่นของสิ่งมีชีวิต มีอะไรที่หลงเหลืออยู่บ้าง เราจะหามันได้อย่างไร และในตอนนี้ ฉันจะพาคุณไปกับฉัน เดินทางข้ามเวลาด้วยเครื่องข้ามเวลานั้น และตอนนี้ สิ่งที่คุณเห็นอยู่ตรงนี้ก็คือ เทือกเขาแอนดีสที่ระดับความสูง 4,500 เมตร แต่ที่จริงแล้ว เราอยู่ห่างจากช่วงเวลาที่โลก และดาวอังคารก่อตัวขึ้นไม่ถึง 1 พันล้านปี โลกและดาวอังคารในตอนนั้น มีหน้าตาแทบจะไม่ต่างจากรูปนี้ ภูเขาไฟ กระจายอยู่ทุกแห่ง ทะเลสาบที่ระเหยอยู่ กระจายอยู่ทุกที่ แร่ธาตุต่าง ๆ น้ำพุร้อนมากมาย และคุณเห็นเนินพวกนั้น ตรงชายฝั่งทะเลสาบนั่นไหม เนินพวกนั้นถูกสร้างขึ้น โดยลูกหลานของสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรก ๆ ที่ต่างกลายเป็นฟอสซิลชิ้นแรก ๆ ของโลกให้กับเรา แต่ถ้าเราอยากจะเข้าใจว่า มีอะไรขึ้น กันแน่ เราจะต้องย้อนกลับไปอีกสักหน่อย และอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่พวกนั้น ก็คือว่าพวกมันมีลักษณะเหมือนกับดาวอังคาร เมื่อ 3,500 ล้านปีก่อนเป๊ะ ๆ เลย สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ส่วนน้ำและน้ำแข็งก็กำลังค่อย ๆ หายไป แต่เราต้องกลับไปยังช่วงเวลาที่ ทุกอย่างบนดาวอังคารได้เปลี่ยนไปแล้ว และการที่จะทำแบบนั้นได้ เราจะต้องขึ้นไปสูงกว่านี้ ทำไมน่ะหรอ เพราะว่าเมื่อคุณขึ้นไปสูงขึ้น ชั้นบรรยากาศจะเบาบางลง สภาพต่าง ๆ จะเริ่มเสถียรน้อยลง อุณหภูมิจะลดลง และรังสียูวีก็จะเข้มข้นมากขึ้นด้วย โดยพื้นฐานแล้ว เราจะได้เห็นสภาพแวดล้อมของดาวอังคาร ในตอนที่ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว ทว่า ฉันไม่ได้บอกนะว่าการเดินทางด้วย เครื่องข้ามเวลานั้นจะเป็นเรื่องสบาย ๆ คุณจะไม่ได้นั่งไปบนเครื่องข้ามเวลานั้น คุณจะต้องลากอุปกรณ์น้ำหนักรวมกันกว่า 1000 ปอนด์ (453 กก.) ขึ้นไปบนยอด ของภูเขาไฟสูง 20,000 ฟุต ที่อยู่ในเทือกเขาแอนดีส นั่นคือประมาณ 6,000 เมตร และคุณก็ยังต้องนอน บนพื้นเอียง 42 องศาอีกด้วย และตั้งความหวังอย่างมากว่า จะไม่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในคืนนั้น แต่เมื่อเราไปถึงยอดแล้ว เราก็ได้พบกับทะเลสาบที่เราตามหา ที่ความสูงระดับนี้ ทะเลสาบแห่งนี้ กำลังเผชิญกับสภาวะแบบเดียวกับ สภาวะบนดาวอังคาร เมื่อ 3,500 ล้านปีก่อนโดยสิ้นเชิง และทีนี้ เราจะต้องเปลี่ยน การเดินทางของเรา เพื่อเข้าไปแหวกว่ายอยู่ในทะเลสาบนั้น และการที่จะทำแบบนั้นได้ เราก็จะต้องถอดอุปกรณ์ปืนเขาของเรา และสวมชุดดำน้ำ แล้วจึงเริ่มลุยได้ แต่วินาทีที่เราก้าวขาลงไปในทะเลสาบแห่งนั้น ทันทีที่เราเข้าไปในทะเลสาบ พวกเราก็กำลังเดินทางย้อนกลับไปยัง อดีตของดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งเมื่อ 3500 ล้านปีก่อน และจากนั้นพวกเราก็จะได้คำตอบ ที่พวกเราต่างมาเพื่อตามหา สิ่งมีชีวิตต่างกระจายอยู่ทั่วทุกที่ ทั่วทุกที่อย่างแท้จริง ทุกสิ่งที่คุณเห็นในรูปนี้ คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้หมายถึงนักประดาน้ำหรอกนะคะ แต่หมายถึงสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดน่ะ แต่รูปนี้นั้นตบตาเราอย่างมาก สิ่งมีชีวิตมากมายต่างอาศัย อยู่ในทะเลสาบเหล่านั้นก็จริง แต่ก็เหมือนกับหลาย ๆ ที่บนโลกในตอนนี้ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นถูกทำลายไปมาก ในตัวอย่างที่เรานำกลับมา แบคทีเรีย 36 เปอร์เซ็นในทะเลสาบเหล่านั้น ประกอบไปด้วย 3 สายพันธุ์ และทั้ง 3 สายพันธุ์นั้น คือ สายพันธุ์มีชีวิตรอดตลอดการกลับมา นี่เป็นทะเลสาบอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ถัดจากทะเลสาบแห่งแรกไป สีแดงที่คุณเห็นอยู่นี่ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากแร่ธาตุ จริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นมาจากสาหร่าย ขนาดเล็กมากที่อยู่บริเวณนั้น ในบริเวณนี้ รังสียูวีนั้นรุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามบนโลกใบนี้ ค่าดัชนียูวี 11 ถือว่าเข้มข้นที่สุดแล้ว แต่ในช่วงที่มีพายุรังสียูวีโถมกระหน่ำ ที่นั่น ค่าดัชนียูวีนั้นกลับพุ่งไปถึง 43 ค่า SPF 30 จะไม่มีประโยชน์ อะไรเลยเมื่ออยู่ที่นั่น และน้ำก็ในทะเลสาบเหล่านั้นก็ใส มากจนกระทั่งสาหร่ายเหล่านั้น ไม่มีที่ให้หลบซ่อนเลย ฉะนั้น พวกมันจึงพัฒนาวิธีกันแดดของตัวเอง และนั่นก็คือสีแดงที่พวกคุณเห็นอยู่ แต่ว่าพวกมันก็ปรับตัวได้อยู่เพียงเท่านั้น และเมื่อน้ำทั้งหมดได้หายไปจากพื้นผิวแล้ว จุลินทรีย์เหล่านั้นก็เหลือทางออก เพียงแค่ทางเดียวซึ่งก็คือ พวกมันลงไปใต้ดิน และจุลินทรีย์เหล่านั้น พวกก้อนหิน ที่คุณเห็นอยู่ในสไลด์นี้ จริง ๆ แล้วพวกมันกำลังอาศัย อยู่ในก้อนหินพวกนี้เอง และพวกมันก็ใช้ความโปร่งแสง ของหินเหล่านั้นเป็นที่กำบัง เพื่อให้ได้รับรังสียูวีส่วนที่ดี และละทิ้งส่วนที่จะทำร้าย DNA ของพวกมัน และนี่คือสาเหตุว่าทำไม พวกเราถึงนำยานสำรวจ มาเตรียมความพร้อมเพื่อให้ค้นหาสิ่งมีชีวิต บนดาวอังคารในพื้นที่เหล่านี้ได้ เพราะว่าถ้าสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคาร เมื่อ 3500 ล้านปีก่อนจริง ๆ พวกมันก็จะต้องใช้กลยุทธ์เดียวกัน เพื่อปกป้องตัวมันเอง ตอนนี้ เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ว่าการเดินทางไปยังสภาพแวดล้อม สุดโต่งต่าง ๆ นั้นกำลังช่วยอะไรเรามากมาย ในการสำรวจดาวอังคาร และในการเตรียมภารกิจต่าง ๆ จนถึงตอนนี้ มันได้ช่วยเราให้เข้าใจ สภาพทางธรณีวิทยาของดาวอังคาร มันได้ช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศของ ดาวอังคารในอดีตและการเปลี่ยนแปลงของมัน แต่ก็ยังรวมไปถึงความสามารถ ในการอยู่อาศัยของมันด้วย ยานสำรวจล่าสุดของเราที่อยู่บนดาวอังคาร ได้ค้นพบร่องรอยของสารอินทรีย์ ใช่แล้ว บนดาวอังคารนั้น มีสารอินทรีย์ต่าง ๆ อยู่ และมันก็ยังค้นพบร่องรอยของแก๊สมีเทน แต่พวกเราก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า แก๊สมีเทนที่ว่านี้ เกิดมาจากปฏิกิริยาทางธรณีวิทยา หรือชีววิทยากันแน่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรารู้ก็คือว่า เนื่องจากการค้นพบนั้น สมมุติฐานที่ว่าสิ่งมีชีวิต ยังคงมีอยู่บนดาวอังคาร ก็ยังคงใช้การได้อยู่ จนถึงตอนนี้ ฉันคิดว่าฉันได้ทำให้คุณเชื่อ แล้วว่าดาวอังคารนั้นพิเศษต่อเรามากจริง ๆ แต่มันอาจไม่ถูกเสียทีเดียวที่จะคิดว่า ดาวอังคารเป็นสถานที่แห่งเดียว ในระบบสุริยะแห่งนี้ที่เหมาะสำหรับ การค้นหาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่าง ๆ และเหตุผลก็คือว่าทั้งดาวอังคารและโลกนั้น อาจมีแหล่งกำเนิดของสายใยแห่งชีวิตร่วมกัน แต่ถ้าคุณไปไกลกว่าดาวอังคารแล้ว มันก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น หลักการทางกลศาสตร์ท้องฟ้าทำให้ การแลกเปลี่ยนวัตถุระหว่างดวงดาว เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก และสมมติว่าเราค้นพบชีวิต บนดาวเคราะห์เหล่านั้น มันก็จะแตกต่างจากเรา มันจะเป็นชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดอาจมีแค่เรา ทั้งหมดอาจมีแค่เราและดาวอังคาร หรือมันอาจมีสายใยแห่งชีวิตอื่น ๆ อีก มากมายในระบบสุริยะแห่งนี้ ดิฉันยังไม่ทราบคำตอบดี แต่ดิฉันบอกคุณได้เลยว่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ไม่ว่าจำนวนนั้นจะออกมาเป็นเท่าไร มันจะเป็นเกณฑ์ให้เรา ที่เราจะนำไปใช้วัด ความเป็นไปได้ของการมีสิ่งมีชีวิต รวมถึงความหนาแน่นและความหลากหลาย ของพวกมันนอกระบบสุริยะของเรา และสิ่งนี้ก็สามารถบรรลุได้ ในรุ่นของเรา สิ่งนี้สามารถเป็นมรดกตกทอดต่อไป เพียงแค่เรากล้าที่จะออกสำรวจ ทีนี้ สรุปว่า หากมีใครซักคนบอกคุณว่าการค้นหาจุลินทรีย์ นอกโลกนั้นไม่เห็นจะเจ๋งตรงไหน เพราะว่าคุณไม่สามารถแลกเปลี่ยนความนึกคิด ในเชิงปรัชญากับพวกมันได้ งั้นฉันขอบอกวิธีที่คุณสามารถใช้ได้ เพื่อบอกว่าพวกเขาผิดอย่างไรและผิดตรงไหน ก็คือ สารอินทรีย์จะบอกกับคุณ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในเรื่องความซับซ้อน และในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ดีเอ็นเอหรือสารที่นำพาข้อมูลใด ๆ ก็ตาม จะบอกคุณในเรื่องการปรับตัว ในเรื่องวิวัฒนาการ ในเรื่องการเอาชีวิตรอด ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของดาวเคราะห์ และในเรื่องการขนย้ายข้อมูล ทั้งหมดนั้น พวกมันกำลังบอกเราว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก และทำไมสิ่งที่ก่อกำเนิด ชีวิตเหล่านั้น ในบางครั้ง ก็กลายมา เป็นอารยธรรมในท้ายที่สุด หรือในบางครั้งกลับต้องเจอกับทางตัน ลองมองมาที่ระบบสุริยะของเรา และมองไปที่โลกดูสิ บนโลกนั้น มีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีความฉลาดมากมาย แต่มีเพียงแค่สายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่ สามารถคิดค้นเทคโนโลยีได้สำเร็จ ที่นี่ ในการเดินทาง ไปในระบบสุริยะของเรา มันมีข้อความที่ทรงพลังมาก ๆ ข้อความหนึ่ง ที่บอกว่าเราควรค้นหาชีวิตต่างดาว ทั้งที่มีขนาดเล็กและใหญ่อย่างไร ดังนั้น ใช่แล้ว จุลินทรีย์ต่างกำลังพูดอยู่ ส่วนพวกเราเองก็กำลังฟังมัน และพวกมันก็กำลังพาเราไป ยังดาวเคราะห์แต่ละดวง และดวงจันทร์แต่ละดวง เพื่อไปหาพี่ใหญ่ของพวกมัน ที่อยู่ข้างนอกนั้น และพวกมันก็กำลังบอกเราในเรื่องความหลากหลาย พวกมันกำลังบอกเราถึง ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต และพวกมันก็กำลังบอกเราว่า ชีวิตของพวกเราอยู่รอดมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จนก่อให้เกิดอารยธรรม ความฉลาด เทคโนโลยี และแน่นอน ปรัชญา ขอบคุณค่ะ

สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

บันทึกเสียงที่เกิดขึ้นจากโลกและดาวเพื่อนบ้านของเรา ที่คุณต้องขนลุก!
บันทึกเสียงที่เกิดขึ้นจากโลกและดาวเพื่อนบ้านของเรา ที่คุณต้องขนลุก! เสียงที่เกิดขึ้นจริงจากอวกาศ หลายคนคงอาจจะเคยได้ยินมาว่า อวกาศนั้นไม่มีเสียงแต่ความจริงแล้วไม่ถูกต้องซะทีเดียว เสียงในอวกาศในรูปของแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดการสั่นสะเทือนที่ขยายมากกว่าตัวเป็นจังหวะ ในช่วงความคลื่นที่ใกล้เคียงกันจึงเกิดเป็นเสียง บันทึกเสียงที่เกิดขึ้นจากโลกและดาวเพื่อนบ้านของเรา ที่คุณต้องขนลุก! วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป* บันทึกเสียงที่เกิดขึ้นจากโลกและดาวเพื่อนบ้านของเรา ที่คุณต้องขนลุก! มีทั้งหมด 7 คลิปวีดีโอ 1.บันทึกเสียงที่เกิดขึ้นจริงจากอวกาศต่างดาว ที่คุณต้องอึ้งกันทั้งโลก!! 2.เสียงของดาวเคราะห์แต่ละดวง ที่ฟังแล้วต้องหลอนไปตามๆกัน 3.5 อันดับ ...
ค้นพบ เนินทรายมีเทน บนดาวพลูโต
"พบเนินทรายมีเทน" บนดาวพลูโต นาซาเผยข้อมูลใหม่ที่ได้จากยานสำรวจ New Horizons(นิวฮอไรซันส์) ว่าพบเนินทรายที่เกิดจากเม็ดมีเทนแข็งบนดาวพลูโต ทั่งที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า ดาวเคราะห์แคระนี้มีบรรยากาศเบาบาง จนไม่อาจมีลมพัดให้เกิดเนินทรายขึ้นได้ ผลวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุด เมื่อ ก.ค ปี2015 และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science ...
เตรียมพบ ดาวเสาร์ใกล้โลก 27 มิถุนายน 2561 นี้
เตรียมพบ ดาวเสาร์ใกล้โลก 27 มิถุนายน 2561 นี้ ในปี 2018 นี้ การเกิดทวิเพ็ญหรือ Blue moon ในเดือนมกราคมและมีนาคม (จันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน) ...
ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด กับ บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
กาแล็กซี่ส่วนมากมักจะมีหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ที่ใจกลาง การถ่ายภาพโดยตรงจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้แต่แสงก็ไม่สามารภเดินทางออกมาได้ ทฤษฎีที่ทำนายการมีอยู่ของหลุมดำก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่ถูกคิดค้นโดย นักฟิสิกส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเจ้าตัวไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ...
ความพิศวงของหลุมดำ
ความพิศวงของหลุมดำ หลุมดำอาจจะเป็นประตูมิติข้ามเวลา ความหนาแน่นและความร้อน ทำให้หลุมดำมีคุณสมบัติที่ทำให้กาลอวกาศเกิดความบิดเบี้ยว หลุมดำคือวัตถุที่หนาแน่นที่สุดอย่างหนึ่งในเอกภพ เมื่อมีมวลจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ในปริมาตรขนาดเล็ก แรงโน้มถ่วงของมวลเหล่านี้จะมีมากพอที่จะดูดทุกอย่างเข้าไปภายใต้แรงโน้มถ่วงของมันได้ สำหรับหลุมดำแล้วนั้นแรงโน้มถ่วงนั้นมีค่าสูงมากเสียจนความเร็วหลุดพ้นจากบริเวณที่เรียกว่า "ขอบฟ้าเหตุการณ์" (Event Horizon) มีค่าเท่ากับความเร็วของแสง ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงที่สุดในเอกภพ นั่นหมายความว่าไม่มีวัตถุใดแม้กระทั่งแสงจะสามารถหลุดพ้นออกมาจากหลุมดำได้ แม้กระทั่งเราฉายไฟฉากออกมาจากภายใน Event Horizon ...
Copy link
Powered by Social Snap