ดาวลึกลับและน่าพิศวงในจักรวาล

ดาวลึกลับและน่าพิศวงในจักรวาล

ดาวลึกลับและน่าพิศวงในจักรวาล

สำหรับนักดูดาวแล้ว ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าจะส่องแสงระยิบระยับคล้ายๆกัน แต่ในความเป็นจริงดาวฤกษ์ในจักรวาลกำลังเดินไปยังเส้นทางวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน เริ่มจากการระเบิด และจุดจบของมันก็ไม่ใช่ การสิ้นสุด เพราะว่ามีความแปรเปลี่ยน มาเป็นวัตถุใหม่หลายชนิด ตั้งแต่ ดาวแคระขาว ไม่จนกระทั่งถึง หลุมดำ ซึ่งหลายชนิดมีความลึกลับ และน่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มดาว คือ กลุ่มของดาวฤกษ์ ที่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการในอวกาศสามมิติ. ส่วนใหญ่แล้ว ดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวเดียวกันที่เราเห็นอยู่ใกล้กันบนทรงกลมฟ้า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน และห่างไกลกันมากในอวกาศ. กลุ่มดาวอย่าง “ไม่เป็นทางการ” ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ได้รับการรับรองโดยนักดาราศาสตร์ หรือสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล เรียกว่า ดาวเรียงเด่น (asterism) ตัวอย่างเช่น กระบวยใหญ่
คนไทยรู้จักและตั้งชื่อกลุ่มดาวอยู่บ้าง แต่ไม่ทั่วทั้งทรงกลมฟ้า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มดาวที่มีดาวฤกษ์สว่างเป็นสมาชิก และมักใช้คำว่า “ดาว” นำหน้า เช่น ดาวจระเข้ ดาวเต่า ดาวไถ ดาวโลง เป็นต้น
สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) แบ่งพื้นที่ในท้องฟ้าออกเป็นกลุ่มดาว 88 กลุ่ม โดยกำหนดเขตแดนที่แน่นอนและแม่นยำ กลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือส่วนใหญ่มาจากกรีกโบราณจนถึงสมัยกลาง

ความคิดเห็น เกี่ยวกับ ดาวลึกลับและน่าพิศวงในจักรวาล
-หลุมดำที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่แกแล็กซี่ที่ชื่อส่าเเอนโตรบีด้ามันสามารถดูดกลืนแกแล็กซี่ก็ยังได้

-หลุมดำมีมวลมาก แม้แต่ฉายลำแสงผ่านแสงจะโค้งวอ เหมือนกราฟพาราโบลา ทฤษฎีเดียวเท่านั้น ที่จะผ่านหลุมดำ คือต้องเร็ว เท่าแสง หรือไม่ก็เร็วกว่าแสงเท่านั้น
–หลุมดำน่าจะเร็วกว่าเเสงครับ เห็นเขาบอกว่า”เเม้เเต่เเสงก็ไม่สามารถเล็ดลอดจากหลุมดำได้

-เคยสงสัยยุนะการเกิดของระบบสุริยะเกิดจากการระเบิดที่เรียกว่าบิกเเบงเเต่ทำไมดาวเเต่ละดวงรวมถึงโลกถึงได้กลมได้ส่วนขนาดนี้
–ที่จริงมันไม่ได้กลมครับ ถ้าเอาน้ำทะเลออก มันจะเป็นเหมือนก้อนหินในอวกาศ เเต่เพราะโลกมีเเรงโน้มถ่วงหรือเเม่เหล็ก มันเลยดูน้ำไว้ ทำให้โลกดูกลม

–เมื่อเกิดการระเบิดขึ้นในห้วงจักรวาลอันเวิ้งว้างมืดมิด จะเกิดสะเก็จกระเด็นกระดอนกระสานซ่านเซ็นกระจายออกไปทุกทิศทางในรูปลักษ์ของสะเก็จเศษฝุ่นผง ที่เป็นสะเก็จไฟแดงๆที่ร้อนระอุหลอมเหลว เหมือนกันหมดทุกอัน เนื่องจากสะสารวัตถุแรกกำเนิดของจักรวาล คือสนามแม่เหล็กทั้งหมด เมื่อแรงระเบิดที่ร้อนระอุ ส่งสะเก็จเศษฝุ่นผงพุ่งกระเด็นล่องลอยออกไปในสภาพที่หลอมเหลว แต่มีพลังดูดในตัวเองทุกอัน จึงเกิดการดูดสูบม้วนทั้งตัวเองและสิ่งรอบๆข้างในรัศมีดูดที่มีขนาดเล็กกว่าให้ม้วนเข้าหารวมตัวกัน จนเป็นก้อนกลมๆจนมีขนาดใหญ่ขึ้นตามขนาดและพลังรัศมีดูดที่มีของแต่ละดวงไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดที่ใหญ่ใกล้เคียงกันก็จะดูดยันกัน หรือหมุนรอบกันเป็นพวง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็เริ่มที่จะเย็นลง กลายเป็นดวงดาวที่มีลักษณะกลมๆทั้งหมด ไม่มีดวงใหนที่สามารถเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมได้ นอกเสียจากจะเป็นพวกสะเก็จขนาดเล็กที่พลังดูดได้เสื่อมสลายไปหมดแล้วเช่นอุกกาบาตขนาดเล็กๆทั้งหลาย ส่วนดาวโลกที่มีลักษณะกลมเช่นนี้ได้ นั่นก็เพราะว่า ตอนที่ดวงอาทิตย์ได้เกิดการระเบิดขึ้น โลกและดาวบริวารดวงอื่นๆในระบบสุริยะ ได้ระเบิดออกมาเป็นสะเก็ดไฟที่ร้อนระอุที่มีความหลอมเหลวจากความร้อนเป็นชุดสุดท้ายตอนที่พลังการระเบิดของดวงอาทิตย์เริ่มที่จะอ่อนลงๆๆ ก่อนที่การระเบิดจะสิ้นสุดหมดพลังลง. โลกและดาวบริวาล จึงมีขนาดที่ใหญ่และไม่สามารถกระเด็นออกไปพ้นรัศมีพลังดูดของดวงอาทิตย์ได้ จึงถูกดูดไว้ให้หมุนรอบเป็นบริวาลอยู่ในวงรัศมีดูดของดวงอาทิตย์จนทุกวันนี้ ส่วนพวกที่ระเบิดตอนแรกๆที่พลังระเบิดยังรุนแรงได้แหลกละเอียดเป็นผงชิ้นเล็กชิ้นน้อย นับล้านๆๆๆๆ กระเด็นกระจัดกระจายไปทั้งใกลสุดใกล้ทุกทิศทาง ที่อยู่รายรอบในวงดูดสุริยะก็มากมายคนานับเป็นเศษฝุ่นคลอบคลุมระอุอยู่รายรอบสะเก็ดที่เป็นโลกและดาวบริวาลอื่นๆ ที่ตอนแรกเป็นสะเก็ดไฟแดงโล่ชิ้นใหญ่ที่ร้อนระอุ ที่มีพลังดูดในตัวเอง โลกและดาวบริวาลพวกนั้นจึงสูบม้วนทั้งตัวเองและเศษฝุ่นมากมายมาหลอมรวม ในลักษณะหมุนๆๆๆม้วนๆๆๆๆ จนกลายร่างมาเป็นกลมๆๆ เนื่องจากโลกอยู่ในระยะห่างจากดวงอาทิตย์ที่พอเหมาะ มีอุณภูมิที่สมดุล มีการหมุนรอบตัวเองจึงเกิดสภาวะอากาศที่หมุนเวียน เป็นชั้นบรรยากาศใหลเวียนไม่ขาดสายอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นดวงสะเก็จไฟที่ร้อนระอุหลอมเหลวอยู่ในตอนแรก ก่อให้เกิดสภาวะความร้อนที่ระอุพวยพุ่งขึ้นเบื้องบนอยู่ตลอดเวลา เกิดการทับถมทวีจนดำมืดทมึนคลอบกลืนฟ้าเหนือทั้งใบโลกจนมืดมิดไปทั้งดวงในลักษณะเมฆาคลอบกลืนโลก นานวันเข้าก็ทับถมนานเข้า หนักเข้า เกิดสายฟ้าแลบแปรบปราบครืนครั่นเปรี้ยงปร้างไปทั่วทั้งโลกทุกอณู ทับถมๆๆนานเข้าๆๆ ในที่สุดก็ไม่อาจทานต่อน้ำหนักที่ทับถม จึงเกิดการอภิมหาโคตรพรั่งพรู ในลักษณะอภิมหาโคตรล้านๆๆๆๆๆห่าฝนที่พรั่งพรูลงสู่โลกเป็นครั้งแรก การพรั่งพรูครั้งแรกของอภิมหาโคตรล้านห่าฝนในครั้งนี้ ได้พรั่งพรูลงสู่โลกทุกตารางเมตร ติดต่อกันยาวนานอยู่ถึงสามเดือนด้วยกัน เกิดมวลอภิมหาโคตรน้ำใหลหลั่งพรั่งพรูถาโถมจมกลืนไปทุกอณูพื้นผิวดินเปลือกโลก ที่ในตอนนั้นยังมีสภาวะที่ร้อนระอุหลอมเหลวอยู่ เมื่อความร้อนระอุ ปะทะเข้ากับมวลอภิมหาโคตรน้ำที่ใหลหลั่งในระดับความสูงหลายร้อยเมตรไปทั้งดวง ทั่วพื้นผิวใบโลกที่ยังอ่อนปวกเปียกยุ่ยยวบ จึงเกิดการเดือดปุดๆๆๆๆ ยุบหนอพองหนอไปทั้งใบ พวกที่ยุบลงก็ยุบเป็นอ่างอภิมหาโคตรใหญ่ยักคลอบคลุมไปทั้งดวง ที่พองขึ้น ก็เรียงรายเป็นทิวแถวยาวเหยียดไปทั่วทั้งพื้นผิว ที่เป็นอ่างเป็นแอ่งขนาดเล็กก็ดาดดื่น เมื่ออภิมหาสายฝนพรั่งพรูไม่หยุดหย่อนตลอดสามเดือน มวลอภิมหาน้ำก็ใหลหลั่งถาโถมมาจากทั่วสารทิศ กวาดกลืนเอาเถ้าถ่านทั้งแร่ธาตุสารพัดใหลลงสู่อ่างยักษ์ทุกวันเวลา จนเกิดเป็นอ่างน้ำยักที่มีรสชาติอภิมหาโคตรเค็มคลอบคลุมอยู่ทั้งใบโลกจวบจนปัจจุบันทุกวันนี้ เมื่อวันเวลาผ่านไป นานเข้าๆๆๆ ทั้งใบโลกก็เริ่มที่จะเย็นลงๆๆๆๆ เมื่อมีการหมุนรอบตัวเอง มีอากาศหมุนเวียน มีน้ำ มีแสงแดด ก็เริ่มให้กำเนิดเซ็ลต่างๆ ที่เป็นชีวิต จุลซีในรูปลักษ์ต่างๆ เริ่มเป็นตัวนั่นตัวนี่ เปลี่ยนสายพันธุ์ไปเรื่อยจวบจนปัจจุบันทุกวันนี้ ซึ่งจุดแรกกำเนิดของชีวิตของใบโลก ก็คืออ่างน้ำยักษ์นั้นนั่นเอง!! ก่อนที่จะกระจายไปทั่วโลก!! เมื่อเวลายิ่งผ่านไปนาน นาน นาน โลกก็เย็นลงๆๆจนเย็นสนิท แต่อย่าลืม นั่นมันแค่พื้นผิวเบื้องบนเท่านั้น เพราะเบื้องล่างที่ลึกลงไป ยังคงร้อนเร่าระอุ รอวันพุ่งทลักถาโถมขึ้นสู่เบื้องบนได้ทุกเมื่อเวลา ขอให้มนุษย์ทั้งหลายจงระมัดระวังให้จงดี!! นี่แหละคือที่มาของการก่อเกิด ถือกำเนิดจักรวาล ดวงดาว และโลกที่มีลักษณะกลมๆ และการก่อเกิดของสรรพชีวิตทั้งหลาย!!บนใบโลก!! นั่นเอง!!

-รู้ไหม1ช้อนชาบนดาวนิวตรอน เท่ากับหนึ่งร้อยล้านตันบนโลกครับเพราะดาวนิวตรอน มีมวลมากๆๆๆๆ

-*ความกลม นั่นช่างสุดแสนมหัศจรรย์ อณูของโมเลกุลนั้นกลม ละอองน้ำก็กลม เม็ดฝนก็กลม ลูกเห็บก็กลม น้ำวนก็กลม น้ำกระจายก็กลม พายุก็หมุนเป็นวงกลม โลกก็หมุนเป็นวงกลม ดวงจันทร์และดวงดาวต่างก็โคจรเป็นวงกลม ดาวทุกดวงก็กลม กาแล็กฃี่ก็มองเห็นว่าโคจรเป็นรูปวงกลม กาแล็กฃี่ทั้งหมดในดาราจักรก็ถูกบรรจุอยู่ในความกลมอันสุดใหญ่ยิ่งๆนักหนา ตั้งแต่อณูอันสุดเล็ก จนถึงดาราจักรอันสุดใหญ่ ทุกสรรพสิ่งล้วนกลมทั้งสิ้น*

-วิทยาการในปัจจุบันไม่สามารถสำรวจทะเลในระดับลึกมากได้ครับเพราะว่าความกดดันในน้ำมันมีมากเหล็กที่สร้างจะถูกบีบอัดทันทีหากดำลงไปเกินระดับจนแบบราบถ้าจะให้สร้างคงต้องใช้เพชรทั้งลำซึ้งวิทยากรในตอนนี้ไม่สามารถทำได้และความดันน้ำในระดับลึกมีแรงกดดันมหาศาลP=rgsถ้าลองคำนวณดีๆแล้วไม่มีเหล็กชนิดใดที่จะรับน้ำหนักเป็น100ตันแล้วคงสภาพอยู่ได้

-จากจรวดที่เป็นกระดาษพับ…
ผ่านไปร้อยปีมนุษย์สามารถสร้างยานอวกาศขึ้นไปบนฟ้าได้
สมมุติว่า ผ่านไปอีกร้อยปีละ?
อนาคตมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเสมอ

-ความมหัศจรรย์แค่ในโลกนี้ ในทะเลลึกมีอะไรบ้าง มีสัตว์อะไรใต้นั้นอีก เรายังไม่รู้เลยครับ
ดาวอื่นๆมีแน่ๆแต่ไกลไป ผมอยากให้เราดูใต้ทะเลเราก่อน

-และถ้าว่ามีมนุษย์ที่พัฒนากว่าโลกมนุษย์ของเรา ที่เรายังไม่ได้เป็นมนุษย์มาก่อนล่ะ แล้วเขาอาจจะพัฒนาไกลกว่าที่เราคิด แล้วเขาจะพัฒนาหุ่นยนต์ที่เรากำลังสร้างมา ก็อาจเป็นไปได้นะครับ แต่มนุษย์ของเราเพิ่งพัฒนาขึ้นแค่นั้นเองคอร์ดอาจจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาก่อนเราก็เป็นไปได้

สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย
ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่? ว่าทำไมนักบินอวกาศถึงไม่มีใครได้ไปดวงจันทร์อีกเลย ทั้งที่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมาก ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง ทำไมถึงไม่มีใครขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย ความจริงพื้นที่บนดวงจันทร์นั้นถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารและทางดาราศาสตร์ต่างๆที่ดีมากๆเลยนะ ใครได้ครอบครองใครได้ไปตั้งฐานทัพบนนั้นก่อนถือว่าได้เปรียบมากๆ เคยคิดและสงสัยมานานแล้วว่าเหตุใดชาติมหาอำนาจในโลกไม่แย่งชิงพื้นที่บนดวงจันทร์กัน สาเหตุเรื่องงบประมาณนั้นส่วนตัวมองว่าฟังไม่ค่อยขึ้นนะ มันไม่น่าจะใช่ปัจจัยหรือเป็นสาเหตุหลัก เอาแค่เรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาลำล่าสุดยังปาเข้าไปตั้ง5แสนล้านแล้วก็ยังลงทุนกันได้ มันน่าจะมีสาเหตุอื่นๆมากกว่านั้นที่ทำให้ชาติมหาอำนาจต่างๆบนโลกของเราไม่คิดจะไปเหยียบดวงจันทร์อีก ผมเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดครับ ย้อนกลับไปเมื่อ20ปีก่อน ครั้งแรกที่ชาติมหาอำนาจอย่างเมกา ได้สร้างภาพนั่นคือช่วงนั่น เป็นสงครามเวียดนามนั่นเอง ...
ดวงดาวอันมืดมิด Rogue Planet ดาวเคราะห์กำพร้าในจักรวาล
ดวงดาวอันมืดมิด Rogue Planet ดาวเคราะห์กำพร้าในจักรวาล ดาวเคราะห์โรก (อังกฤษ: rogue planet; หรือเรียกกันว่า ดาวเคราะห์ระหว่างดวงดาว, ดาวเคราะห์อิสระ) คือวัตถุที่มีมวลขนาดดาวเคราะห์และมิได้มีแรงโน้มถ่วงดึงดูดอยู่กับดาวฤกษ์ดวงใด จึงเคลื่อนที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศระหว่างดาวเป็นวัตถุอิสระ มีนักดาราศาสตร์หลายคนอ้างว่าตรวจพบวัตถุดังกล่าวนี้ (เช่น Cha ...
ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด กับ บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
กาแล็กซี่ส่วนมากมักจะมีหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ที่ใจกลาง การถ่ายภาพโดยตรงจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้แต่แสงก็ไม่สามารภเดินทางออกมาได้ ทฤษฎีที่ทำนายการมีอยู่ของหลุมดำก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่ถูกคิดค้นโดย นักฟิสิกส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเจ้าตัวไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ...
ค้นพบมหาสมุทรนอกโลกบนดาวเอนเซลาดัส
ค้นพบมหาสมุทรนอกโลก ของดาวเอนเซลาดัส (Enceladus) เป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเมื่อเราได้พูดถึงมหาสมุทรนั้นก็หมายความว่าที่นั้นจะต้องเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และผลที่อาจจะตามมาจากการค้นพบที่ว่านี้ก็คือ การค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกพิภพ เอนเซลาดัส (อังกฤษ: Enceladus) หรือ Saturn II เป็นดาวบริวารขนาดใหญ่อันดับที่ 6 ของดาวเสาร์ ค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษเชื้อสายเยอรมันนาม ...
พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ
พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ พายุสุริยะ Solar storm เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดจากการที่ผิวดวงอาทิตย์ระเบิดขึ้นมาที่เรียกว่า "การระเบิดลุกจ้า" ซึ่งทำให้อนุภาคประจุไฟฟ้าพุ่งออกมาจำนวนมหาศาล ประจุไฟฟ้าที่พุ่งออกมานี้จะรบกวนระบบการสื่อสารมีผลทำให้การสื่อสารระยะไกลเป็นอัมพาต ทำให้เครื่องบินไม่สามารถติดต่อกับหอบังคับการได้ โทรศัพท์มือถือใช้งานไม่ได้รวมไปถึงดาวเทียมเสียหาย การทำนายความรุนแรงของพายุสุริยะสามารถทำได้โดยตรวจสอบจุดมืดดวงอาทิตย์ เนื่องจากจุดดำเกิดจากความแปรปรวนของสนามแม่เหล็ก เมื่อมีจุดมืดมากขึ้นก็จะส่งผลให้อนุภาคกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พายุที่น่ากลัวที่สุดในระบบสุริยะ ว พายุบนดาวเสาร์ผมคิดว่าน่าจะเป็นพายุท่เกิดจากแรงโน่มถ่วงของดาวเสาร์ทำให้มันหมุน ก็เหมือนวงแหวนของดาวเสาร์นั้นแหละ และที่ๆมันอยู่ถ้าเปรียบกับโลกก็คือขั่วโลก อันนี้ก็น่าจะขั่วดาวเสาร์ละมั้ง มันจึงไม่เคลื่อนที่ไปไหน
Copy link
Powered by Social Snap