ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด กับ บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

กาแล็กซี่ส่วนมากมักจะมีหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ที่ใจกลาง การถ่ายภาพโดยตรงจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้แต่แสงก็ไม่สามารภเดินทางออกมาได้ ทฤษฎีที่ทำนายการมีอยู่ของหลุมดำก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่ถูกคิดค้นโดย นักฟิสิกส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเจ้าตัวไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่ในปัจจุบัน นักฟิสิกส์ค้นพบหลุมดำได้แล้วมากมาย

ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด กับ บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

1.ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป โดย ShaowGuay TV 5:53
2.อวกาศและเวลา ตอนที่ 4: พิสูจน์คำทำนายของไอน์สไตน์ (ตอนจบ)โดย Sci Ways 10:05
3.ไอน์สไตน์กับทฤษฎีสัมพัทธภาพฉบับเข้าใจง่าย โดย Chanchana Sornsoontorn 16:31
4.[DEK-D 4.00:EP.18] ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ โดย Dek-D 4.00 2:32
5.ความถูกต้องกว่า 100ปี ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป) โดย Sci Ways 15:01
6.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะพลิกโลก HD โดย Documentary 7404 1:15:35
7.สารคดีใหม่ล่าสุด | ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ [HD] โดย Ella Setzer 1:42:25
8.สารคดี – ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดย Melissia PLUMADORE 1:42:25
9.ทฤษฎีสัมพันธภาพ โดย FlagLos t 2.38

ความคิดเห็น เกี่ยวกับ ภาพแรกหลุมดำมวลยิ่งยวด กับ บทพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

หลุมดำ จริงๆแล้วไม่ได้เป็นหลุม แต่เป็นก้อนทรงกลม มวลยิ่งยวด Supermassive back hole ที่จริงน่าจะเรียกว่า ดาวดำมวลยิ่งยวด น่าจะเหมาะกว่านะ ซึ่งยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่ามวลสารที่อยู่ในนั้น มีสถานะ เป็นอย่างไร อยู่นอกเหนือ กฏทางฟิสิกส์ที่เรามี หลุมดำเป็นที่ยอมรับและรับทราบกันมานานแล้ว แต่ไม่สามารถถ่ายภาพได้โดยตรง เนื่องจากมันไม่เปล่งแสง จึงต้องอาศัยกล้องดูดาวแบบโทรทัศวิทยุ รับคลื่นในย่านไมโครเวฟ แล้วนำมาประมวลผลด้วย ซุปคอมอีกที่

ก่อนนี้คนคิดว่าโลกเราแบนแต่ยุค คอมพิวเตอร์ นี้ คนคิดไกลเป็น พันล้านปีแสง🌞 ว่า กาแล็กชี ดู คล้ายกรวย … 😌

ชาวโลกแบนยังบอกว่าภาพที่นาซ่าถ่ายมาเป็นแค่ photoshop อยู่เลย เพลีย…..

แค่หลุดดำทำเป็นอึ้ง. เลยหลุมดำไปอีกหลายล้านปีแสง จะมีหลุมขาวใหญกว่าหลุมดำเป็นล้านเท่า.

สำหรับคนที่งงนะครับ เหมือนกับว่าเขาจะบอกอีกทฤษฎีนึงของไอน์สไตน์ที่มีคนเชื่อถือเยอะอยู่ คือว่าเอกภพนั่นเกิดจากบิ๊กแบงระเบิด ขยายตัวจนเต็มที่แล้วหดตัว คือจักรวาลขยายตัวได้จำกัดแล้วจึงหดตัว เหมือนลูกโป่งอ่ะเป่าได้โคตรใหญ่แต่ยังไงมันก็ขยายได้จำกัด แล้วหดตัว คือสรุปว่า อนาคตกับอดีตเหมือนลูกโป่งมีอยู่ อย่างจำกัด ไม่ได้ไร้ที่สิ้นสุดอย่างที่สุดอย่างที่เราคิดครับ

ผมเดินขึ้นทางลาดบันไดเลื่อน ผมเดินไปกับการเคลื่อนของสายพาน ตัวผมก้าวไปประมาณไม่กี่ก้าว แต่การเคลื่อนที่ของผมเร็วกว่าการเดินตามพื้นปกติ เราต้องหาสนามหรือหลุมอวกาศเพื่อเร่งการเคลื่อนที่ ถ้าคลื่นที่เร็วกว่าเเสง ทุกสิ่งจะ หยุดนึ่ง เวลาจะเหลือที่ 0 วินาที

ทฤษฎีก็คือทฤษฎีครับ แต่ในทางปฎิบัตินั้นมันไม่เหมือนกับทฤษฎีมหรอกครับ หลายๆอย่างในทางทฤษฎีนั้นเป็นไปได้(มีแนวโน้มว่าน่าจะๆ) แต่ในทางปฎิบัติแล้วมันมีเหตุปัจจัยอะไรหลายๆอย่างที่ไม่อาจคาดเดาหรือใช้ทฤษฎีเข้ามาบังคับให้เป็นไปตามนั้นได้ครับ

ตราบใดที่มนุษย์ไม่หยุดสงสัย เเละยังคงหาคำตอบของสิ่งต่างๆที่มนุษย์อยากรู้. วันนึงมนุษย์อย่างเราๆ คงจะไขปริศนาได้เกี่ยวกับอวกาศ เเละจักรวาลเเห่งนี้ได้ ในอีกร้อยปี พันปี หมื่นปีหรือเเสนปีในอนาคต ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังคงดำรงอยู่. ในอนาคตกาลนานไกล มนุษย์อาจตอบได้ทุกคำถาม ก็เป็นได้😄😄😄😄

ลองคิดถึงหลักความจิงดูว่าการระเบิดมันมีแต่ขยายออกไปทุกทิศทาง หรือหากถ้าหมดแรงส่งก้อน่าจะยุในสภาวะหยุดนิ่งไม่ไช้หรอมันจะยุบ กลับได้อย่างไร

คิดถูกแล้วครับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตย์มันยังไม่ครบยังมีอะไรที่ผิดพราดอยู่ที่สำคัญจริงๆคือเขายังไม่รู้ว่าพลังงานที่ขับเคลื่อนระบบสุริยะคืออะไรแต่ผมไม่แปลกใจเลยว่าสมองอย่างเขาไขปริสนาไม่ออกเพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นไม่พอให้เขาสืบหาค้นได้พอแต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมายสามารถให้เราค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมากสมัยนี้มันคือสมัยที่เปิดความลับของจักรวาลได้จริงๆทั้งการเกิดของจักวาลและการเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต

ในความคิดของผมวัตถุหรือสะสารไม่สามารถดึงดูดกันเองได้ครับอย่างนักวิทยาศาสตร์เขาชอบคิดว่าวัตถุจะต้องดึงดูดกันและกันให้คิดให้ดีนะครับมันไม่ได้ดึงดูดกันเลยมันดึงดูดพลังงานผมลองทบทวนค้นหาความเป็นไปได้ในหลายข้อมูลหลายที่ทั้งวัตถุสิ่งของรอบตัวทั้งในยูทูปหลายๆอย่างมารวมกันเหตุผลมันชี้บอกว่าไม่ใช่สะสารไม่สามารถดึงดูดกันเองได้มันไม่มีความสามารถที่จะดึงดูดกันได้เลยแต่ที่เราเห็นมันดึงดูดกันเป็นเพราะมันมีพลังงานที่แฝงตัวอยู่ในสะสารนั้นต่างหากในเมื่อสะสารดึงพลังงานก็ทำให้เรามองเห็นว่าสะสารหรือวัตถุนั้นมันมีแรงดึงดูดกันเองบางทีเราก็มองไม่เห็นในเรื่องพวกนี้ถ้ายากรู้ความจริงต้องดึงพลังงานออกจากสะสารดูหรือไม่ก็วิธีสร้างแม่เหล็กเทียม(รถดูดขยะที่เป็นเหล็ก)อันนั้นเห็นชัดเจนมากในทุกที่ของจักรวาลล้วนแต่มีประจุของพลังงานทั้งสิ้นเครื่องมือในการวัตของเรายังมีประสิทธิภาพไม่พอที่จะที่จะวัตค่าพลังงานที่มีความหนาแน่นน้อยมากๆได้เพราะว่าเราเคยชินกับการอยู่กับพลังงานที่มีความหนาแน่นสูงและมีแรงดันของพลังงานสูงกว่าในอวกาศเราจึงเทียบได้เฉพาะความดันพลังงานที่สูงมากๆได้แค่นั้นตัวอย่างเราสร้างพลังงานไฟฟ้าแรงดันสูงไว้ในรูปแบบต่างๆใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแรงดันของไฟฟ้าสูงเราจึงสามารถสร้างเครื่องมือวัตพลังงานเหล่านั้นมาเพื่อเฉพาะงานเราไม่ได้เผื่อวัตค่าแรงดันที่น้อยมากๆเราจึงไม่เห็นตัวของพลังงานในรูปแบบอื่นที่นอกเหนือจากพลังงานที่เราผลิตขึ้นเองอนาคตก็ต้องมีคนจับทางของพลังงานนี้ได้แต่เราก็ต้องเริ่มเพื่อให้แนวคิดทางเลือกของคนข้างหลังถ้าเราในสิ่งที่ถูกต้องเราจะมองเห็นทางออกที่ชัดเจนกว่าแต่ถ้าเราเริ่มในสิ่งที่ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรเราจะจบเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมาเขาจบกันหาทางออกไม่เจอ

จากความมืดมิดที่ว่างเปล่าเกิดสสารและปฏิสสารทำลายล้างกันจนเกิดบิ้กแบงปลดปล่อยพลังงานจนสภาวะคงที่กลายเป็นธาตุหลักของการก่อชีวิตคือ C คาร์บอน H ไฺฮโดรเจน O ออกซิเจนและ N ไนโตรเจน.เอกภพ ชีวิต การดำรงอยู่ และดับสลายไป แล้วใครกันที่สร้างมันเพียงแค่คิดก็นึกกลัว.คำว่า พระเจ้าสร้าง ธรรมชาติสร้างหรือมีผู้สร้างคือนิยามคำตอบที่มนุษย์ยังไม่รู้คำตอบที่แท้จริง.พระเจ้าคงไม่สร้างจักรวาลด้วยการทอดลูกเต๋า(เสี่ยงทาย)ไอน์สไตได้กล่าวไว้.มันต้องมีผู้สร้างหรือสิ่งทรงภูมิที่สุด มาร์ก พลั้ง(นักฟิสิกค์รางวัลโนเบลได้กล่าวไว้ในทฤษฎีผู้สร้าง)

เวลา” เป็นนามธรรม” แต่ไอสไตน์ บอกสามารถเบี่ยงเบนเวลาได้ มีนักวิทยาศาสตร์บางคนไม่เห็นด้วย จึงยังเป็นแค่ ทฤษฎี ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้หากมีข้อโต้แย้งดีกว่า

เราไม่สามารถเดินทางย้อนเวลา เพราะกาลเวลาและอวกาศเป็นแต่ละด้านของเหรียญ ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ การที่จะให้กาลเวลาเดินทางย้อนอวกาศ(จักรวาล)จึงเป็นไปไม่ได้

จะว่าไป จักรวาลมีสิ่งที่คงที่คือแสง แสงเป็นตัวทำให้เกิดการเห็นหรือการรู้ แล้วความเร็วหรือระยะความถี่ในการรับรู้ก็ก่อให้เกิดกาลเวลา ซึ่งแต่ละคนไม่เท่ากัน ตามเหตุปัจจัยดังที่คลิปนี้นำเสนอมา

แรงโน้มถ่วงทำให้แก่เร็วหรือเปล่านะแต่เมื่อเราอยู่ในที่ๆมีแรงโน้นถ่วงมากพลังงานที่อยู่รอบตัวเราก็มีมากตามทำให้เพิ่งการทำงานของเชลเมื่อเชลทำงานมากกว่าในอวกาศมันก็ทำให้เชลหมดสภาพได้เร็วขึ้นเหมือนกันนะ

ว่าเวลาเดินช้า หรือเดินเร็ว เวลามันเป็นนามธรรมใช่ไหม แล้วเราจะยืนยันได้ยังไงว่าขณะนี้คือเดินช้า ขณะนี้คือเดินเร็ว มีใครช่วยอธิบายได้ไหม

เวลาเดินช้าลงได้อย่างเดียวครับ ไม่มีเร็วขึ้น โดยเรากำหนดให้เวลา ขณะที่เราหยุดนิ่งเดินเร็วปกติ ถ้าอยากให้เวลาเดินช้าลงต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่การเดินช้าลงของเวลาที่เราพบได้ในชีวิตประจำวันนั้น มีเล็กน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น นักบินอวกาศอยุ่ในยานเป็นเวลา สามปี เขาเดินทางด้วยความเร็วสูงตลอดเพราะอยู่แต่ในยานที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา ทำให้เวลาของเขาเดินช้าลง แต่ช้าลงจากคนปกติไป ไม่เกิน 0.1 วินาที จากเวลาเคลื่อนที่สามปีทำให้เขาอายุเยาว์ลง 0.1 วินาที (แทบไม่เห็นข้อแตกต่าง) ถ้าเราอยากให้เวลาเดินช้ากว่านั้นเราต้องมีความเร็วสูงมากๆ คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมความเร็วที่มากขึ้นมันเปลี่ยนแปลงเวลาให้ช้าลงได้? คุณดูคลิปข้างล่างให้แน่ชัดจะเข้าใจ Age of light มันคือคลิปที่ยกตัวอย่างอนุภาคมิวออนที่มีความเร็วใกล้แสง ที่มีอายุเพียง 2.2 มิลลิวินาที ซึ่งควรจะเคลื่อนที่ได้ไกล 660 ไมล์ก่อนที่จะสลายหายไป แต่ทำไมมันถึงเคลื่อนที่ได้เป็นหมื่นไมล์กันนะ? คำตอบก็คือเพราะ มันมองเห็นทุกอย่างรอบตัวมันหดสั้นลง เห็นระยะทางหดสั้นลง ส่วนในมุมมองของคนอื่นเห็นระยะทางเท่าเดิมคือเป็นหมื่นไมล์ ทำให้คนอื่นคิดว่าเวลาของมิวออนมันต้องช้าลงแน่ๆมันถึงได้เคลื่อนที่ได้ไกลขึ้น ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษออกหรืออ่านซับอังกฤษได้ผมขอแนะนำให้ไปแชนแนลของ From Quarks to Quasars บ่อยๆครับเพราะเป็นแหล่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีมาก เขาอธิบายได้เข้าใจง่ายดี

ตอนนี้ในหัวของเราคือให้จักรวาลเป็นผ้ายางขึงตึงไม่มากเท่าไหร่ผืนนึง ที่มีดวงดาวมาวางอยู่บนผืนผ้ายางตามตำแหน่งวงออร์บิทของมัน เกิดการบิดเบี้ยวหรือการหย่อนตัวลงของผืนผ้ายางเนื่องจากมวลและความเร็ว (มวลมากผ้ายางยุบลงไปมาก ความเร็วมากผ้ายางยุบตัวลงไปน้อย) ซึ่งดาวแต่ละดวงมีมวลและความเร็วที่ต่างกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เราจะอธิบายความแตกต่างของมวลและความเร็วเฉพาะตัวของดาวแต่ละดวงด้วยเวลา พูดง่ายๆคือเราเปรียบเทียบมวลกับความเร็วของมันด้วยเวลา คำว่าช้าและเร็วในที่นี้เปรียบเสมือนเราไปอยู่ ณ ดาวนั้น เช่นอยู่บนโลก โลกมีมวลอยู่ค่าหนึ่ง (ซึ่งจากสูตรแรงดึงดูดระหว่างมวลคือ F=GmM/r^2) ถ้าเราปล่อยลูกบอลหน้าผา2กิโลเมตร สมมติให้ใช้เวลา 10 นาที แต่ถ้าอยู่บนดวงจันทร์ที่มีแรงดึงดูดน้อยกว่าโลก เราอาจจะใช้เวลาในการปล่อยบอลที่ระยะทางเท่าเดิมแต่อาจใช้เวลา 30 นาที แต่ถ้าเทียบความเร็วจากการดูนาฬิกาของทั้ง2คนที่อยู่บนโลกกับดวงจันทร์ คนบนโลกเข็มนาฬิกาจะเดินช้ากว่าเพราะใช้เวลาน้อยกว่า คนบนดวงจันทร์เข็มนาฬิกาจะเดินเร็วกว่าเพราะใช้เวลามากกว่า (ลองคิดว่าการเดินของเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดเป็นเรเดียนส์ ใช้เวลาเท่ากันแต่บนดวงจันทร์ต้องกวาดเรเดียนส์ไปเยอะกว่า) ทั้งนี้เนื่องจากสูตรแรงดึงดูดระหว่างมวลข้างต้น เทียบระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ให้มวลบอล = m , G = แรงดึงดูดของทั้ง2ดาว , M = มวลของโลกกับดวงจันทร์ , r = 2 km จะเห็นได้ว่า F ของโลกจะมากกว่าเนื่องจากตัวแปร G และ M อย่างเห็นได้ชัด เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาบนโลกจึงช้ากว่าบนดวงจันทร์นั่นเอง และทฤษฎีหลุมดำ ให้หลุมดำเป็นสิ่งสมมติที่มีมวลมหาศาล จึงทำให้ผ้ายางหย่อนลงมามาก มากจนกลายเป็นหลุมท่อทรงกระบอกยาวลงไปไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อวัตถุอะไรก็ตามแต่มาโคจรใกล้หลุมดำ ผลจากการหย่อนตัวของผ้ายางจึงทำให้เป็นทางลาดเอียงและวัตถุนั้นจึงถูกกลืนเข้าไปในหลุมดำในที่สุด และอนุภาคของแสงที่แผ่กระจายเป็น radiation อยู่ทุกซอกมุมของผืนผ้ายาง(จักรวาล) ก็ไหลลงสู่หลุมดำ แต่เนื่องจากหลุมดำลึกมาก แสงจึงไม่สามารถสะท้อนออกมาให้เราเห็นอะไรได้ เป็นที่มาของคำว่าหลุม”ดำ” และความที่มีมวลมหาศาลนี้จึงทำให้เกิดแรงดึงดูดมหาศาลตามมา ทำให้เราสามารถเดินทางในบริเวณหลุมดำได้เร็วสุดยอด เวลาที่ใช้จึงน้อย (Interstella: ทีมพระเอกจึงใช้เวลาแค่นิดเดียวในการท่องอวกาศในระยะทางหลายปีแสง แต่เมิร์ฟต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการเดินทางหลายปีแสงแบบนั้น) ส่วนทฤษฎีที่ว่าด้วยการที่ไอจ้อนของสมชายหดเล็กลง เป็นทฤษฎีกำเนิดของทฤษฎีรูหนอน หากพับผ้ายางให้ทางเข้าบรรจบทางออก ไม่แปลกที่ภาพที่เห็นตรงรอยพับผ้ายางจะเกิดการ “บิดเบี้ยว”

ก็คิดเปรียบเที่ยบนะครับว่าเครื่องบิน เดินทางเท่ากะแสง เดินทางกทม.ไป เชียงใหม่ และกับมา เชียงใหม่ โดยมีผมเป็นคนปล่อยเครื่องบิน แล้วก็ถ้าความเร็วเท่าแสงจริงผมก็จะไม่เห็นว่าเครื่องบินจะไปไหนเพราะมันเร็วจนเรามองไมาเห็น แต่เวลาไม่ผ่านไปน้องกว่าวินาที แล้วเราก็ไม่แก่ ต่อครับ ให้ระยะทางจากจุดเริ่มไปจุดหยุด แล้วกลับมาจุดเริ่ม ใช้เวลา1 วินาที โดยเดินทางเท่าแสง โดยอาจใกลคือ โลกไปดาวพลูโต และกลับมาโลก โดยสมมุติว่าการเดินทางนี้เท่ากับ 1 วินาที ดังนั้นเวลาที่โลกก็เท่ากับผ่านไป 1 วินาที เครื่องบินเราก็กลับมาแล้ว แล้วตรงที่เค้าว่าเราจะแก่ หรือเวลาที่โลก จะใช้เวลามากกว่า การเดินทางของเครื่องบิน ได้ไง เพราะใช้เวลา 1 วินาที เท่ากัน ยกเว้ยว่า เวลา สามารถบิดเบื่อนได้

ตรงช่วงที่บอกว่ายิงแสงจากยานลำกลางแล้วลำซ้ายได้รับแสงก่อนเพราะความเร่งเข้าหาแสง ลำขวาจะได้รับแสงช้าเพราะมีความเร่งออกจากแสง นาฬิกาลำซ้ายเดินเร็วลำขวาจากผู้สังเกตุภายนอก(ในที่นี้คือสมหญิง)  แต่ถ้าผู้สังเกตุอยู่ภายในยานลำใดลำนึงทั้งสามยานก็จะเห็นแสงได้รับพร้อมกัน เวลาของนาฬิกาเท่ากัน ขัดแย้งกัน แต่ถูกทั้งคู่ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตุ  ถ้าจอดยานทั้งสามแล้าวเอานาฬิกามาเทียบดูจะเป็นอย่างไรครับ

สมหญิงจะเห็นว่า นาฬิกาเดินช้าเท่ากันทั้งสามลำ ส่วนคนบนยานจะเห็นว่าเดินตามปกติ เดินเร็วเท่ากันทั้งสามลำ

/ทฤษฎีสัมพัทธภาพ// เป็นรากฐานความสำคัญของฟิสิกส์ยุคใหม่  เรื่องราวส่วนใหญ่ของทฤษฎีนี้เกี่ยวกับการวัดกาล-อวกาศโดยทฤษฎีนี้ได้แยกออกเป็นสองตอน คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป 

ผมจะอธิบายง่ายๆ นะครับ ไม่ซับซ้อน จากการศึกษาพบว่า “เมื่อตัวคุณใช้ความเร็วเท่ากับแสง    การบิดเบือนจะเกิดขึ้น คือ เวลาจะหมุนช้าลง พื้นที่จะหดตัว และตัวคุณจะตัวหนักขึ้น ยิ่งไปเร็วตัวก็จะหนักขึ้น  พลังงานจากการเคลื่อนไหวทำให้ตัวคุณหนักขึ้น ( M ) ค่ามวลมาจากความเร็วนั่นเอง  หรือยกตัวอย่าง เช่น ไฟฉายที่ปล่อยลำแสงออกมา กระบอกไฟฉายจะมีน้ำหนักน้อยลง เมื่อฉายแสงออกมา ดังนั้น E ของแสง จึงมาจาก M ของกระบอกไปฉายและสัดส่วนเท่ากับ C ยกกำลัง 2

(ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป)   จะเกี่ยวข้องกับระบบที่มีความเร็วไม่คงที่เมื่อเทียบกับระบบที่มีความเร่ง เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ในเอกภพโดยใช้พื้นฐานความคิดที่แตกต่างจากฟิสิกส์ดั้งเดิมแบบนิวตัน  ส่วนใหญ่ทฤษฎีนี้จะเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดระหว่างมวลและมีการพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

(ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ) จะเกี่ยวข้องกับระบบที่มีความเร็วคงที่คือเป็นระบบที่ไม่มีความเร่ง การอธิบายทฤษฎีนี้อย่างง่ายที่สุดก็เปรียบเทียบให้เห็นว่าเมื่อเรารู้สึกว่าทุกสิ่งกำลังหยุดนิ่งหรือมีความเร็วที่เท่ากันเราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดกำลังเคลื่อนที่  เช่น   โลกหมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ เรายังรู้สึกว่าทุกสิ่งกำลังอยู่กับที่  แต่ที่จริงสิ่งที่เรานึกว่าหยุดอยู่กับที่กลับเคลื่อนที่

ไม่เข้าใจเลย โดยเฉพาะตรงที่เวลา ที่บอกว่าเราเดินทางรอบอวกาศ แล้วกลับมาโลก เราจะไปไม่กี่นาที่ แต่ที่โลกจะเป็นหลายปี เวลามันเป็นสิ่งเดียวที่บิดเบื่อนไม่ได้ ก็คิดว่าถ้าเราเดินทางด้วยเครื่องบินไปกับ กทม เชียงใหม่ จะใช้เวลาน้อยมากเพราะความเร็ว แล้วที่สำคัญเส้นทางบนฟ้าไกลกว่าบนพื้นดินเสียอีก โดยเที่ยบเป็นเส้นตรง แบบว่าเส้นรอบวงกลมนอกจะยาวกว่าเส้นรอบวงกลมใน แต่เวลาที่อยู่ที่กทมไม่เห็นจะนานกว่าเลยก็เท่าเดิมเพรียงแค่เราไปกลับมาเร็ว ต่างกับที่ขับรถ เพราะความเร็วน้อยกว่าจึงเดินทางได้ช้ากว่า แต่ถ้าจุดหมายและความเร็วเท่ากัน ขับรถจะถึงก่อนเพราะระยะทางไกล้กว่า รบกวนช่วยทำให้กระจ่างด้วยขอบคุณครับ

ในชีวิตประจำวันความเร็วระดับนี้ยังถือว่าน้อยไปครับ ไม่ทำให้เกิดเวลาช้าลงอย่างเห็นได้ชัดหรอก เครื่องบินต้องเร็วกว่านี้อีกล้านเท่าครับถึงจะเห็นว่าเวลาช้าลง ทฤษฎีนี้เล่นกับสิ่งที่มีความเร็วมากๆ สังเกตได้ยากในชีวิตประจำวัน คนคิดถึงได้ถูกนับถือไงครับว่าคิดมาได้ยังไงในเมื่อในชีวิตประจำวันเราไม่เจอความเร็วระดับแสงเลย

สงสัย เรื่อง Aging กับเรื่องแรงโน้มถ่วง คือ ถ้าสมมุติว่าเราหายใจเท่ากัน อัตราการทำงานของเซลล์เท่ากัน เช่นการสร้างATP การขนส่งเลือดเท่าเดิมไม่ว่าจะเป็นดาวดวงไหน ทำไมเราแก่ไม่พร้อมกัน คือเราหายใจเร็วขึ้น หรือช้าลงไม่ได้ ถ้าเป็นดวงดาวที่มีแรงโน้มถ่วงไม่เหมือนกัน แต่ร่างกายดำเนินไปทุกอย่างเหมือนกันจะไม่ตายพร้อมกันหรอคะ ถึงแม้ว่าดาวa อาจจะเป็นที่ที่แรงโน้มถ่วงน้อยกว่า ดาวb กรณีอยู่ยานที่ความเร็วแสงนี่พอเข้าใจละ พอดีดูเรื่อง interstellar มาที่คนรอ บนยานแก่ก่อนไปมากอ่าค่ะ ก็เลยสงสัยกับทฤษฎีเซลล์คือเหมือนมนุษย์มีนาฬิกาชีวิตถ้าเราทีทุกอย่างเหมือนกันร่างกายทำงานเท่ากันก็น่าจะแก่ตายพร้อมกัน

ประเด็นคือทุกอย่างในร่างกายมันจะทำงานช้าเร็วไม่เท่ากันนะสิครับ หายใจไม่เท่ากัน การทำงานทุกอย่างในร่างกายจะช้าลงหมด ทำให้แก่ช้ากว่าคนอื่น เพราะการส่งพลังงาน ATP อะไรหรืออะไรก็แล้วแต่ เบสิกของมันคือการเคลื่อนที่ของสารในร่างกาย ซึ่งมีความเร็วแสงมาเกี่ยวข้องเสมอ

ไม่แน่ใจว่าบั่นปลายชีวิตของไอส์ไตล์ได้หันมาศึกษาพระพุทธศาสนาและบอกว่าพระพุทธศาสนาคือศาสนาแห่งจักรวาลไม่ใช่เป็นแค่คนในโลกจะนับถือแต่ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวก็ควรจะมาศึกษาศาสนาพุทธด้วยหรืออาจจะเป็นศาสตร์แห่งความรู้ความเป็นจิงของสรรพสิ่งทั้งมวล

คนที่ไม่เคยได้ไปอวกาศ กลับเปนผู้คำนวนให้นักบินออกไปนอกวงโคจรได้ มันไม่ใช่แค่เครื่องแรงแล้วบินหนีแรงโน้มถ่วง ฟิสิกนี่สุดยอดจิงๆ เสียดายที่ระบบการศึกษาไทยไม่ส่งเสริมหรือชักจูงเด็กๆให้มาทางนี้ มีแต่รอเจอเด็กอัจฉริยะแล้วส่งเขาไปแข่งฟิสิกโอลิมปิก

เห็นภาพเลยจักรวาลเหมือนดั่งทะเล ดวงดาวต่างๆก็เหมือนเกาะ คลื่นที่กระเพื่อมก็เหมือนคลื่นในทะเล หลุมดำคือพระเจ้าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากจุดนั่นและก็กลับไปเป็นจุดนั้น ถ้าเราไปเร็วกว่าแสงได้ก็จะหลุดจากวัฎจักรนี้ได้แต่ยังไม่มีอะไรทึ่ไปได้ไวกว่าแสงนอกจากจิตถ้าปล่อยได้วางได้ละได้ก็จะพ้นจากแรงดึงดูดอละไปอยู่ในอึกที่ๆเรียกว่าอมตะได้

ผมอยากจะรู้ว่า ภายในหลุมดำที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า หลุ่มดำมีพลังงานมหาศาล ดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเล็ดรอดได้ แล้ววัตถุเหล่านั้นถูกดูดเอาไปไว้ที่ไหน แล้วภายในนั้นไม่มีพลังงานที่ทำให้เกิดการระเบิดของวัตถุเหล่านั้นเลยหรือ. นี้คือข้อสงสัยที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยบอกเลย

เพราะยังไม่มีใครรู้งัยครับ นักวิทยาศาตร์ก็ยังไม่ทราบ แล้วจะบอกได้งัย มันวัดค่าไม่ได้ ที่ตรงนั้น ภายในมันเป็นที่ ที่ไม่มีเวลา ตามฮอลกี้น บอกใว้ ที่ที่ไม่มีเวลา มันจะใช้ฟิกสิกคำนวณไม่ได้ และมันไม่มีแสง เรามองไม่เห็นแม้นจะใช้วิธี ใดๆในเครื่องมือ ตามค่าฟิกสิกที่เรามี ในการสร้างเครื่องมือ และอุปกรณ์วัดค่า ต่างๆ อุปกรณ์และเครื่องมือ ไม่บอกค่าอะไรเลย นิ่งสนิท เพราะ ค่าที่เราจะวัด มันใช้กฎฟิกสิกที่เราคิดได้เท่านั้น เครื่องมือเลย วัดค่าอะไรไม่ได้ และยังไม่มีใครทราบว่าจะใช้วิธีไหนในการคำนวณ เรายังไม่ทราบจริงๆว่า พลังงานและสะสารหายไปไหน ทราบเพียงแค่ว่า หลุมดำจะใหญ่ขึ้น มีพลังงานมากขึ้น ไปตามสะสาร และพลังงานที่เข้าไปในหลุมดำ แค่นั้น ค่าที่ได้ที่พอวัดค่าได้ ได้เฉพาะ ตรงขอบฟ้าเหตุการ เมื่อเข้าไปในหลุมดำ วัดอะไรไม่ได้เลย สมุติให้เห็นความภาพ แบบในเชิงเปรียบเทียบ เหมือนเราโทรสัพไปปลายสาย มีคนรับสาย แต่ไม่มีอะไรตอบกลับเราเลย ลองวางสายไหม่ โทรไปก็มีคนรับสาย แต่ไม่มีเสียง หรือ อะไรตอบกลับมา มันก็เหมือนกับหลุมดำ ทุกสิ่งอย่างเข้าไปไนหลุดดำ มันหายไปเฉยๆ มนุษย์งงครับ ไม่ใช่คุณงง แค่คนเดียว นักวิทยาศาตร์ เก่งระดับไหนก็งง บอกไม่ได้ ไฮสไตย์ ก็พยายามอธิบายสิ่งนี้ แต่คิดไม่ออกเช่นกัน จนเสียชีวิตไป

ผมว่า ไอน์สไตน์ รู้มากกว่าที่เขาได้จดบันทึกเป็นทฤษฎี แต่เขาออกมาเพยแพร่ไม่ได้ ไอน์สไตน์ อาจรู้มาก่อนแล้วค่อยมาเขียนทฤษฎี จากเด็กที่ไม่เก่งไม่เอาไหน อยู่ๆเป็นนักวิทยาศาสตร์อันดับ 1 เป็นไปได้ที่เขาได้รับความรู้มาจาก สิ่งมีชีวิตภูมิปัญญา

ไอน์ไตน์ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าในอนาคตจะต้องมีการพิสูจน์ถึงความถูกต้องในทฤษฎีของเขาด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยเขาคงใช้ความพยายามและความอดทนเป็นอย่างมากเพื่อให้ทฤษฎีของเขามีความถูกต้องมากที่สุดแต่ประเด็นสำคัญคือเขาสามารถค้นพบและอธิบายทุกอย่างใว้ในยุคสมัยของเขาเพื่อให้คนในอีกนับร้อยปีใด้พิสูจน์ และศึกษากันต่อไปได้อีกนานแสนนาน

ทฤษฏีสัมพัทธภาพ E=mc2 นั้น ดร.โรเบิร์ต ไอสไตน์นั้นได้มาจากการทดลองที่ ฟิลาเดลเฟีย โดยใช้เรือพิฆาต เอลดริจ ในการทดลองถ้าผมจำไม่ผิดในปี คศ 1943 โดย มี ดร.นิโคล่า เทสลา ร่วมด้วย ใครจะเชื่อผมหรือไม่ก็ตามนะครับแต่ผมเชื่อแบบนั้นว่าการข้ามเวลามีมานแล้วแต่ไม่มีใครกล้านำมาใช้กับมนุษย์เพราะมันอันตรายมากและการใช้กับสิ่งอื่นๆก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขไม่สมบูรณ์พอครับ

เชื่อไหม ศพ หรือ สมอง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ต้องถูกเก็บรักษาไว้อยู่แน่นอน

ศพไม่น่าจะเหลือแล้วครับ แต่สมองรุ้สึกว่าจะยังดองไว้อยุ่ แต่อยุ่ไหนอันนี้ผมลืมแล้ว แต่สมองของไอ สไตน์ มันถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน เนื่องจากมีนักวิทยาศาสตร์ได้ขโมยไป เพื่อศึกษาสมองของ ไอ สไตน์ แล้วตอนหลัง ก็ได้เอามาเก็บไว้รวมกัน ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่ขโมยไป ก็ถุกจับกุม ปล.เคยอ่านประวัตินานมากแล้ว ผิดถุกขออภัยครับ

อันนี้ส่วนตัวนะผมว่าการที่แบ่งสมองเอาไปศึกษาอาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้คิดดูสิสมองคนเราแบ่งออกไปสองซีกแต่ละซีกการทำงานก็ต่างกันในแต่ละซีกก็มีหน้าที่ในส่วนของมันอีกอาจจะเป็นการปล่อยข่าวลวงเพื่อให้มีการเก็บรักษาอย่างมิดชิดและลับที่สุดจนถึงเวลาสมควรที่จะปลุกสมองนั้นให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

สารคดีที่คล้ายกันแนะนำ

ความพิศวงของหลุมดำ
ความพิศวงของหลุมดำ หลุมดำอาจจะเป็นประตูมิติข้ามเวลา ความหนาแน่นและความร้อน ทำให้หลุมดำมีคุณสมบัติที่ทำให้กาลอวกาศเกิดความบิดเบี้ยว หลุมดำคือวัตถุที่หนาแน่นที่สุดอย่างหนึ่งในเอกภพ เมื่อมีมวลจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ในปริมาตรขนาดเล็ก แรงโน้มถ่วงของมวลเหล่านี้จะมีมากพอที่จะดูดทุกอย่างเข้าไปภายใต้แรงโน้มถ่วงของมันได้ สำหรับหลุมดำแล้วนั้นแรงโน้มถ่วงนั้นมีค่าสูงมากเสียจนความเร็วหลุดพ้นจากบริเวณที่เรียกว่า "ขอบฟ้าเหตุการณ์" (Event Horizon) มีค่าเท่ากับความเร็วของแสง ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงที่สุดในเอกภพ นั่นหมายความว่าไม่มีวัตถุใดแม้กระทั่งแสงจะสามารถหลุดพ้นออกมาจากหลุมดำได้ แม้กระทั่งเราฉายไฟฉากออกมาจากภายใน Event Horizon ...
ปี 2019 ยาน New Horizons เผชิญหน้า Ultima Thule ดินแดนที่ห่างไกล
การสำรวจอวกาศไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งใช้ระยะเวลานานเท่าไร ยิ่งค้นพบดวงดาวที่อยู่ห่างไกลมากเท่านั้น นิว ฮอไรซันส์ (New Horizons) เป็นยานสำรวจอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ที่ถูกปล่อยออกจากโลกเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2006(2549) ยานถูกสร้างโดยห้องฟิสิกส์ประยุกต์และสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ ยานมีภารกิจเพื่อศึกษาดาวพลูโต(Pluto)และแถบไคเปอร์(Kuiper belt) และทุกวันนี้ยาน ...
นาซ่าส่งยานไปเยือนใกล้ดวงอาทิตย์เท่าที่เคยมีมา
นาซ่าส่งยานไปเยือนใกล้ดวงอาทิตย์เท่าที่เคยมีมา ยานอวกาศ Parker Solar Probe(ปาร์กเกอร์ โพลาร์ พรู็บ) เป็นยานอวกาศลำแรกที่จะสำรวจดวงอาทิตย์ เพียงแค่เราอยู่บนพื้นโลกคุณก็สามารถสัมผัสความร้อนระอุของดวงอาทิตย์ได้แล้ว แต่รู้มั้ยว่าต้นเดือนสิงหาคม 61 ที่ผ่านมา ทางนาซาได้ปล่อยยานอวกาศเข้าใกล้เฉือนดวงอาทิตย์มากกว่าทุกลำที่ผ่านมา นาซ่าส่งยานไปเยือนใกล้ดวงอาทิตย์เท่าที่เคยมีมา วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป* นาซ่าส่งยานไปเยือนใกล้ดวงอาทิตย์เท่าที่เคยมีมา มีทั้งหมด 9 ...
ดาวอังคาร และ โอกาสที่โลกจะรอดจากการถูกดวงอาทิตย์กลืนกิน
ดาวอังคาร และ โอกาสที่โลกจะรอดจากการถูกดวงอาทิตย์กลืนกิน เราจะทำให้ดาวอังคารเหมือนโลกได้มั้ย คิดว่าคงยากและใช้เวลานาน ดาวอังคารสูญเสียชั้น แม็กนีโตสเฟียร์ (Magnetosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่มีแม่เหล็กกำลังสูงรอบๆ  อันจาลี ไตรพาธี (Anjali Tripathi) | TEDxBeaconStreet โลกจะมีหน้าตาเหมือนดาวอังคารในสักวัน เพราะเหตุใด [su_box ...
ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับอวกาศทุกเรื่องราว
ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับอวกาศทุกเรื่องราว ทฤษฎีสมคบคิด ถือว่าเฟื่องฟูมากในยุคอินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งหลายๆทฤษฏี มีความาน่าสนใจ หลายทฤษฏีก็ชวนอ้าปากค้าง แต่บางทฤษฏีก็ดูจะเลอะเทอะเกินบรรยาย ทฤษฎีสมคบคิด (อังกฤษ: Conspiracy Theory) คือ เรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ...
Copy link
Powered by Social Snap