“พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง

“พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง

บทความต่อไปนี้ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่หรือหมิ่นศาสนาใด แต่บทความต่อไปนี้เป็นบทความที่น่าสนใจ บางท่านอาจจะอึดอัด เพราะความเห็นที่แตกต่าง แต่ขอให้รับฟังและพิจารณาอย่างมีสติ ซึ่งนี้คือหนึ่ง หลักแท้แห่งปรัชญาโดยสามารถทำการเข้าใจอยู่ร่วมกับคนทีัคิดต่างจากเราได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ ผู้ที่แสวงหาความหมายของชีวิตในยุคหลังนวสมัยได้บ้าง ได้่มากก็น้อย “ทำไมพระเจ้าไม่มีอยู่จริง”

“พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง

วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป*

“พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง มีทั้งหมด 7 คลิปวีดีโอ
1.”พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” คลิปนี้อาจจะมีดราม่า ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง โดย Plodlock – ปลดล็อค
2.”วิทยาศาสตร์ พบ พระเจ้า” โดย ZTAMP CHRISTIAN
3.พิสูจน์ การมีอยู่จริงของ พระเจ้า – มหาวิทยาลัยรังสิต โดย สำนักพิมพ์อัซซาบิกูน
4.พระเจ้าคือใคร มีจริงหรือไม่ โดย GNN VDO
5.สารคดี วิทยาศาสตร์และพระเจ้า ตอน จักรวาล HD โดย Sanford Christianson
6.คำเทศนา “พระเจ้ามีจริง” (รม.1:18-21) โดย ศจ.ดร.สุรศักดิ์ ศิษย์ธนานันท์ DrKerMinistry โดย Dr Ker
7.วิทยาศาสตร์ และ พระเจ้า โดย Thai story Hd

วีดีโอในเพลย์ลิสต์อาจถูกลบ เลือกคลิปถัดไป*

ความคิดเห็นคุณภาพ เกี่ยวกับเรื่อง “พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” ความเห็นต่างเพื่อหาความจริง
พระเจ้าสร้างสวรรค์ที่มนุษย์มองไม่เห็นไม่สามารถเข้าเห็นพระเจ้าได้ พระเจ้ามีจริง
-คุณบอกว่าพระเจ้าสร้างสวรรค์ ไม่มีมนุษย์คนใหนมองเห็นพระเจ้า แล้วไดโนเสาร์ตัวใหนละที่อ้างตัวเองว่าตัวเองเปันศาสนทูต เปันตัวแทนพระเจ้า ได้รับเอาโองการเอาพระบัญญัติจากพระเจ้าบนสวรรค์ แล้วเอามาสอนมนุษย์ ตอบหน่อย
-พระเจ้าเป็นวิญญาณสากล,ปรมาตมัน,พรหมัน
,อิศวรIshwar,ปรเมศวร,ภควาน,เอกโองการ,วิศวา พระองค์มีหลายพระนามพระองค์สามารถปรากฎรูปแบบได้หลายรูปแบบ นี่คือพระเจ้าในความเชื่อของศาสนาสนาตนธรรม(ฮินดู,สิกข์)
-ถ้าคุณเจอรึเห็นพระเจ้าตัวเป็น..ผมเชื่อว่าคุณ..ก็บอกว่าไม่ไช่พระเจ้า..เหมือนเดิม…ที่จริงพระเจ้ากับมนุษย์ใกล้กันมากแต่ห่างไกลเกินกว่ามนุษย์จะมองเห็น…เพราะมีความบาปกั้นไว้นั่นเอง
-งั้นทำไมทั้งจักรวาลนี้ไม่มีแค่โลกดวงอาทิตย์ดวงจันทร์แล้วเราก็เป็นศูนย์กลางเอกภพไปเลย จะมีดาวขยะๆดาวเคราะห์น้อย อุกบาตมีทำไม ทำไมพระเจ้าไม่ปรากฏตัว จะเก็บเงียบเป็นตัวการันต์หรอ หรือพระเจ้าจะทดสอบมนุษย์? แล้วตัวเองสร้างขึ้นเอง กำหนดขึ้นเองแต่จับทดสอบกันเอง แม่งโรคจิตสัส จะให้มีอ๊อกซิเจนอะไรบ้าบอ ทำไมอวกาศไม่ให้หายใจได้ ทำไมไม่ทำให้มันดีล่ะ มันเป็นแบบนี้มานานแค่ไหน เราหาหลักฐานได้ เราเจอฟอสซิ่ลดูไข่ ทุ้ย เราพิสูจน์ได้อย่างมากก็มีเหตุกว่าการเอาแต่อ้างเรื่องพระเจ้าแหละว้า คุณพูดปาวๆๆว่าพระเจ้าๆ คุณมีหลักฐานสู้หลักวิทยาศาสตร์ได้บ้างมั้ย
-คนที่เข้าข้าง คนผิดคือคนโง่ๆ วิทยาศาสตร์กับพะเจ้า มันไปด้วยกันไม่ได้อ่ะค่ะ ขนาดในคำภีรไบเบิ้ลยังแอบดัดแปลงแก้ไขให้เรื่อยตามNaSaได้เลยค่ะ หาสาระไม่มีเลยพระเจ้า
-พี่ครับ. พี่ลองอธิฐานในพระนามของพระเจ้า วันที่พี่มีเรื่องเดือดร้อนไม่มีทางออก. ไม่มีศาสนาใดช่วยพี่ใด้. แล้วพี่จะใด้คำตอบครับ. พระเจ้าไม่ใช่ศาสนา. แต่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด
-คุณยังมีความเชื่อเรื่องบุญแบบชาวพุทธที่เข้าใจว่าทำเพื่อแลกบางอย่างที่ต้องการ
ความรู้ความเข้าใจยังไม่ถูกต้องนะครับ
ก็มีคนมาถามว่า ไปทำบุญมาแมบๆ ขับรถกลับ รถคว่ำตาย แล้วเขาถามบุญคุ้มครองตรงไหน
ที่ตอบไปก็คือ บุญขับรถไม่ได้(ไม่ใช่คนชื่อบุญนะ) เหตุปัจจัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญ
ก็การบุญที่ทำในขณะทำจิตผู้นั้นต้องแช่มชื่น ไม่ควรทำเพราะหวังผล ทำแล้วเกิดความหวงแหนในภายหลัง หรืออาจจะเพราะเจตนาใดเจตนาหนึ่งที่ต้องการ
ผลของบุญที่เห็นได้ชัดคือ เหมือนคุณไปเจอคนยากจนแล้วคุณมอบสิ่งที่เขาต้องการให้ แล้วใจคุณก็แช่มชื่นยินดีที่ให้เขาได้มีความสุข นั้นคือผลสะท้อนในขณะนั้น สังเกตุได้ครับ จากคนทำบุญบ่อยๆหน้าตาจะผ่องใส จิตใจแช่มชื่น ไม่คิดร้ายใคร มีเมตตาอยู่
ชื่อของบุญคือ การประพฤติดีด้วยกายวาจาใจ เมื่อประพฤติดีด้วยกายวาจาใจแล้ว มันส่งผลให้ผู้นั้น มีจิตแช่มชื่น เบิกบาน ไม่เป็นผู้ที่เดือดเนื้อร้อนใจในภายหลัง ( อันนนี่ที่อธิบายยังไม่ใช่อานิสงค์ทั้งหมดนะ)
ถ้าเราไปตั้งข้อแม้ว่า ทำบุญต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้แล้ว(เจตจำนงค์ด้วยการให้บุญ มีผลโดยทางใดทางหนึ่ง ด้วยการมุ่งหวังยอมเป็นไปได้ยาก) เพราะพระพุทธองค์ทรงไม่เคยตรัสรับรองผลของมันให้สำเร็จได้ดั่งใจผู้มุ่งหวังได้ เหตุเพราะกรรมอื่นของบุคคลนั้นๆด้วย.
-พระเจ้าชอบซอนตัว พระเจ้าแม่งขี้เกียจไม่แดงให้ใครเห็น พระเจ้าไม่สนใคร แต่กลับมีคนคิดถึงพระเจ้า
และรักพระเจ้าทั้งที่ พวกมันมองไม่เห็นอะไร พวกมึงน่าจะไปบวชในศาสนาพุทธ จนบรรลุ
พระอรหันต์ พวกเองจะมีอภิญญา ระลึกชาติได้
มีตาทิพย์ แล้วพวกเองจะหายโง่
-ถ้าพระเจ้ามีจริงทำไมไม่อธิบายเรื่องของจิตสภาวะของจิตเรื่องของสมาธิขันธ์ห้า สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงและทุกคนพิสูจน์ได้ด้วยตนเองแต่ในคัมภีร์ของศาสนายูดาห์ คริสต์อิสลามซึ่งมีพระเจ้าองค์เดียวกันไม่มีอธิบายเรื่องพวกนี้ไว้เลย มีแต่บอกว่าเราสร้างมนุษย์จากดินแล้วใส่วิญญานลงในร่างเขาแค่นั้นแล้ววิญญานสร้างจากอะไรพระเจ้าก็ไม่รู้ วิญญานทำงานอย่างไรพระเจ้าก็ไม่รู้ การทำสมาธิแล้วจะทำไห้วิญญานละจากขันธ์ห้าที่เป็นทุกข์ไดัอันนี้พระเจ้าก็ไม่รู้ และมีเรื่องสมาธิชั้นสูงอีกมากมายที่มีคนปฏิบัติได้จริงและเป็นพยานได้ว่ามันมีจริงแต่พระเจ้าก็ไม่รู้อีก เอาแค่เรื่องปฏิจสมุปบาทมาถามพระเจ้าก็งงแล้วไม่ต้องถึงนิพพานหรอก ฉะนั้นพระเจ้าจึงไม่มีจริงเพราะถ้ามีจริงต้องรู้เรื่องสมาธิสิ แค่ขณิกะสมาธิก็ไม่มีสอนอยู่ในคัมภีร์ใดๆของพระเจ้าแล้ว
เอาคนที่นับถือพระเจ้ามานั่งสมาธิให้จิตเขารวมเป็นสมาธิจนถอดจิตได้ดูซิว่าเขาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร
สิ่งที่ไมมีใครพิสูจน์ได้คือความมีอยู่จริงของพระเจ้า แต่พระเจ้าที่คนจินตนาการว่ามีอยู่จริงกลับไม่รู้เรื่องของสภาวะจิตการทำงานของจิต สมาธิและนิพพานมีแต่พระพุทธเจ้าที่รู้และมีผู้ปฏิบัติตามจนเห็นจริงและเป็นพยานให้กับพระพุทธเจ้าได้ เช่นเรื่องสมาธิและขันธ์ห้าอันนี้ผมเป็นพยานให้กับพระพุทธเจ้าได้ ส่วนเรื่องนิพพานก็มีคนปฏิบัติได้มากมายและเป็นพยานให้กับพระพุทธเจ้าได้ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านสมาธิก่อนจึงถึงนิพพาน
-ถ้าพระเจ้ามีจริงก็ไม่ใช่องค์ในไบเบิ้ล เพราะไบเบิ้ลผิดตั้งแต่หน้าแรกและมั่วไปจนหน้าสุดท้าย อายุของคนจากอดัมถึงเยซูแค่ 4000 ปี แปลว่าโลกอายุ 6000 ปี เป็นไปได้ไง
-โนอาห์เอาสัตว์ 2 ล้านใส่เรือที่เล็กกว่าไททานิคได้ไง สัตว์กินอะไร ใครเก็บขี้
-คนเรามีกรรมเป็นของๆตนไม่มีพระเจ้าไหนจะล้างให้หรอกพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าตนแลเป็นที่พึ่งของตนอยากจะพ้นทุกข์ได้ต้องละกิเลสให้สิ้นไปถึงจะถูกต้อง
-เคยเห็นนะ สติปัญญา มันคือ ทักษะ มาจาก ความนึกคิดแบบ มีความคิด อันซับซ้อนและหลากหลาย ที่สมเหตุสมผล เป็นเรื่องเป็นราว เป็นสิ่งที่มาจากการทำงานสมอง ทั้งทางด้านจดจำ และจินตนาการ จะเห็นปัญญาก็ต่อเมื่อคนนั้นใช้มัน ถ้าไม่ใช้ก็ไม่มีใครเห็น มึงไม่เห็นสติปัญญา คนอื่นแสดงว่ามึงไม่มีสินะ เลยมองสติปัญญาคนอื่นไม่ออก ไม่เห็น เหมือนเขาสอบได้ที่1มึงก็ไม่เห็นสติปัญญาเขา ทั้งที่เขาใช้มันแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น ชื่นชมว่าเก่งฉลาด มีสติปัญญา ไม่เหมือนมึงโง่คิดว่าพระเจ้าช่วยมัน เลยสอบได้ที่1 หรือคนเรียนจบ หมอ วิศวะ เพื่อนเก่าแต่ก่อน พอมาเจอเห้ยมึงมีปัญญาเรียนจนจบขนาดนี้ เลยสุดยอดเลยวะ และตอนนี้กูก็เห็นสติปัญญาที่มึงแสดงออกมาด้วยสติปัญญาไม่ดี จนจะไม่มี
-พระเจ้าจะมีมาให้เห็นได้ไงล่ะคะ พระเจ้าคือสติปัญญาของโมเสส แท้ที่จริงแล้ว พระเจ้า คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความด้อยปัญญาของคนโบราณที่ไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่าเด็กเพิ่งเกิดและเด็กนักเรียนในยุคนี้ ที่รู้จักดีซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ คนโบราณก็รู้แค่ว่ากลางวันดวงอาทิตย์ร้อน คิดว่ากลางคืนดวงอาทิตย์ลาไปหลับ แล้วขะรู้อะไรไปมากกว่านี้อีกล่ะ การสร้างพระเจ้าขึ้นมาให้คนเชื่อถืองมงาย มันจึงเป็นงานง่ายสำหรับในยุคโบราณ คนสมัยนี้มีวิชาความรู้ให้ศึกษา มีวิทยาฯให้เรียน แต่กลับเลือกที่จะงมงายไปกับจินตนาการของคนยุคสัมฤทธิ์ ยุคด้อยความรู้ด้อยนวัตกรรม ยุคที่ความเชื่ออยู่เหนือหลักเหตุและผล มันน่าเศร้าใจ ที่คนยุคนี้ ชอบเป็นทาสความคิดของโมเสสเจ้าพ่อแห่งยิว
-พระเจ้าคือผู้ทำลายสติปัญญา ชัดเจน
กาลิเลโอบิดาแห่งวิทยาฯ โดนสันตะปาปาหน้าโง่งมงายจับมาทรมาน เพราะดันสะเออะมาบอกว่าโลกกลม และดาวโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ไม่เป็นอย่างที่พระเจ้าเนรมิตไว้ ไม่โง่จึงยอมรับไม่ได้ ค่ะ.

ผมเชื่อหลักความจริงว่าพระเจ้าไม่มีจริง
-แล้วคุณเชื่อว่าสมเด็จองปฐม หรือพระพุทธเจ้าองค์แรก มีจริงหรือเปล่าครับ
-ไม่เชื่อและก็ไม่สนใจด้วยเพราะหลักธรรมคำสอนของพุทธในปัจจุบันคือของพระศรีศากยมุณีโคดมพุทธเจ้า หรือพระสุคต หรือพระตถาคต หรืออดีตเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร อย่างอื่นไม่สนใจทั้งนั้น
-ทุกๆสิ่งที่ มนุษย์เชื่อว่ามี และไม่มี เหล่านี้คือ ตรรกะ ในการการนึกคิดขึ้นมา เท่านั้น ความจริงก็คือธรรมชาติมันเป็นย่างนี้ของมันเอง โดยอาศัยเหตุปัจจัยของมวลภาวะอากาศ
และสสาร เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของธรรมชาตจึงเป็นเหตุให้เกิดทุกสรรพสิ่งเท่านั้นเอง แต่มนุษย์ สมัยก่อนไม่รู้สาเหตุของธรรมชาติ จึงเกิด ตรรกะ ในความคิดนึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีผู้กระทำให้มันเกิดเหตุการต่างๆขึ้น แต่หาผู้กระทำไม่ได้ จึงคิดว่าเป็นการเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์เดช ที่มองไม่เห็น เป็นผู้ทำให้เกิด จึงอ้างสิ่งนั้นว่าพระเจ้า และในบางครั้งเมื่อเกิดเหตุการอันเลวร้ายขึ้น ก็เชื่อว่ามนุษย์อาจทำผิดโดนพระเจ้าลงโทษ ก็หาสิ่งสิ่งของมาเส้นใหว้เพื่อขอขมาลาโทษ ในที่สุดก็มีผู้เกิดความคิดหวังลาภสักการะหวังในความศรัทธาหวังในความยกย่องนับถือหวังในอำนาจบรมีให้สูงกว่ามวลมนุษย์ด้วยกัน จึงอวดอ้างตนเป็นศาสนทูต เป็นผู้สื่อสารจากพระเจ้า ที่มวลมนุษย์หลงเชื่ออยู่นั้น มายกย่องนับถือในตน จึงเกิดการสร้างความเชื่อว่ามีพระเจ้าเป็นผู้สร้างผู้ทำให้เกิดทุกสรรพสิ่ง นั้นเอง (นี้คือจุดกำเนิดของความเชื่อ) จะสังเกตเห็นในศาสนาที่อ้างว่ามีพระเจ้า ผู้ที่อ้างตัวเองเป็นศาสนทูต หรือเป็นศาสดานั้น (จะไม่กล่าวถึงตัวตนของพระเจ้าเลย) เพราะมันไม่มีจริง มันเป็นเพียงคำอ้างเท่านั้นๆเอง ส่วนผู้เชื่อ ก็เพราะความไม่รู้จริง จึงหลงเชื่อ ในตรรกะของคนในยุคก่อน และคำอ้างของผู้หวังมีอำนาจบารมี สร้างเรื่องความเชื่อขึ้นมาเอง และเป็นการหลงในตรรกะของตัวเอง คิดว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากพระเจ้าเท่านั้นเอง นี้คือความสัจจริง อันเป็นสัจธรรม ใครมีหลักการที่คิดว่าเป็นสัจธรรมกว่านี้ ก็ยกมาอ้างเปรียบเทียบกันได้เลยนะครับ
-ครับพวกเขาก็รู้ก็เชื่อแค่ในคำภีร์เท่านั้นแหละครับ เขาไม่มี วิจารณญาณ ยั่งรู้ที่มาของพระเจ้าของเขาหรอกครับ ถึงเราจะเปิดเผยสาเหตุที่มาจุดเริ่มแรกในความเชื่อให้เขารู้ ก็ไม่เกิดปัญญาได้ เพราะความเชื่อมันฝังในสมองของเขาแล้ว ครับ
-งมงายอยู่กับความเชื่อในคำภีร์ของตัวเองก็เหลือทนแล้วนะ ยังมีอุตส่าพยายามเอาแนวปรัชญา แนวความรู้ จากภายนอก เช่น จากพุทธ มาเข้าสวมในคำภีร์อีก เหมือนคนขี้เหล่ที่พยายามแต่งให้สวยแค่ไหน แต่เนื้อแท้ก็ขี้ริ้วขี้เหร่อยู่ดีแหละค่ะ

ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้ไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่างเราและพวกเธอทั้งหลายจึงได้ท่องเทียวไปแล้วในสังสารวัฏตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้ (ขอให้เราชาวพุทธกลับไปหา พุทธวจนะ คำพูดของพระตถาคตและประกาศไปในโลกอีกครั้ง)
-ธรรมชาติอาศัยกันและกันเกิด เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ศาสนาพุทธสอนเรื่อง เหตุ และ ผล ครับ
-ทำไมศาสนาพุทธจึงไม่เชื่อในพระเจ้าครับ
-ก็ไม่รู้อะ เนื่องจากพระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ กฎธรรมชาติ ได้ อธิบาย เหตุและผล ต่อเนื่องตั้งแต่กำเนิดโลกจักวาล . ในพระไตรปิฏก พุทธพจน์ เลยเชื่อพระพุทธเจ้า. เพราะได้อธิบาย ธรรมชาติทุกๆ อย่างอาศัยกันและกันเกิด เป็นขั้นตอน มีเหตุผล. แม้แต่ขบวนการจิตใจยังอธิบายออกมาตรงเป้ะ สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ว่าใคร. ยกตัวอย่าง. ถ้าเราไปเดินห้าง. เราเดินผ่านร้านเสื้อ. เกิดชอบเสื้อตัวนั้น. เลยซื้อ. ประเด็นคือ ก่อนจะชอบเสื้อตัวนั้น ธรรมชาติตัวไหนเกิดก่อน. เพราะไร. เพราะ มีการสัมผัส ทางตา. ธรรมชาติที่ตามมาคือ พอใจ. สิ่งที่ตามมาคือ ตัณหา. (อยาก). ถ้าได้ซื้อเสื้อตัวนั้นมา. คือ อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นแระกายเป็นของเราไปแระ นี่ยกตัวอย่าง. ธรรมชาติ อื่นๆก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน
-แต่ ศาสนาพุทธ. บางคน. ก็ไม่เคยศึกษาศาสนาพุทธนะ ไม่เข้าใจว่าศาสดาตัวเองสอนยังไง. พอเกิดเรื่องราวในสังคม ก็มักจะอ้างว่าตัวเองพุทธ ออกมาโต้แย้ง ปกป้องอย่างนั้นอย่างนี้. โทสะก็แรงแต่ละคน มีแต่คนเดือด ทั้งๆที่พระพุทธเจ้า สอนให้ลดอัตตาตัวตน สอนเรื่องการไม่จองเวร ไม่ผูกโกรธเสมอ ไม่มีใครทำตามซะคน. แต่ยังบอกตัวเองพุทธ. มันน่าอาย ยิ่ง นัก เพราะ บัวมี 3-4เหล่า
-ต้องไปอ่านเองในพระสูตร กำเนิดจักวาล เพราะ อธิบายขาดตอนไม่ได้มันยาว. เรื่องมันปะติปะต่อกัน ผมศึกษาไม่ใช่ไม่ศึกษา. ไม่ต้องอยากรุ้ในตัวผม. ถ้าอยากรู้เกี่ยวกับโลก ไปเซิตกูเกิ้ล ค้นหาดูเองนะ มีให้อ่านแน่นอน มีจนโลกเสื่อมพังพินาจ
-เอาจริงๆ พระตถาคตไม่ได้สอนเรื่องพระเจ้าครับ แม้แต่พระองค์จะเกิดในสังคมที่นับถือเทพเจ้าร้องๆ องค์ก็ตาม แต่สิ้งหนึ่งที่ไม่ควรให้คิด และ เกินความจำเป็นในการเข้านิพพาน คือ
ภิกษุทั้งหลาย ! อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด
ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
อจินไตย ๔ คืออะไรบ้างเล่า ? คือ :-
๑. พุทธวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย (คิด ค้นคว้า ความสามารถต่างๆ ของพระตถาคต)
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
๒. ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌาน (คิด ค้นคว้า เรื่องฌาน)
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
๓. วิบากแห่งกรรม (ค้นคว้า วิจัย เรื่อง ผลของกรรม เกินที่พระตถาคตตีกรอบไว้ ให้ศึกษา)
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
๔. โลกจินดา (ความคิดในเรื่องของโลก หรือ การกำเนิดของโลก รวมถึงมิติ เทวโลก พรหมโลก นรก )
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.(เพราะมันเกินความสามารถ และ วิสัยของมนุษย์ที่จะรู้ได้ ถึงเรารู้ไปไม่เกิดประโยชน์ และ ไม่ใช่หนทางในการเข้านิพพาน)
-กฏอิทัปปัจจยตา
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
เพราะความดับแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป
(จะเห็นได้ว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ ล้วนแต่ต้องอาสัย เหตุปัจจัยเกิดขึ้น เช่นเหมือนว่า ฟ้าร้องมีได้อย่างไร เพราะมีฝนมาก่อน ฝนมีมาได้อย่างไร เพราะมีเมฆมาก่อน หรือ ตึกรา บ้านช่อง สังคมการปกครอง เกิดขึ้นมาก็เพราะความสามารถ มนุษย์ และ ความมาสารถมนุษย์มีมาเพราะ ความฉลาดในตัว อะไรแบบนี้ แต่กรอบที่พระตถาคตให้ศึกษา คือ ปฏิจจสมุปบาท)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อะไรเล่า ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! :
เพราะมีอวิชชา(ความไม่รู้ว่า นี้คือเหตุให้เกิดทุกข์) เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย.
เพราะมีสังขาร(ธาตุที่มีการ ปรุงแต่ง) เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ(ธาตุที่เข้าไปรู้ในสังขาร) เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;

เพราะมีนามรูป(รูป คือ ธาตุที่รับรู้ ร้อนเย็น หิว กระหาย งามไม่งาม นามก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ (คือ รูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส หรือ ตา หู จมูก ลิน กายอันมี ใจหรือวิญญาณ เป็นธาตรู้)เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ (คือ ตา หู จมูก ลิน กาย ใจ เป็นหน่วยย้อยของ สฬายตนะ )เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา (คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ )เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา (คือความพอใจใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส )เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน (คือความยึดมั่นในตัณหา) เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ (เมือทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วภพจึงเป็นที่ตั้งของวิญญาณ)เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส-
อุปายาสทั้งหลาย(ความทุกกาย ทุกใจ ความไม่สบายใจ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ) จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. (จริงอยู่ในระบบแห่ง ขันธ์ 5 จะมีเรื่องที่น่าพอใจ แต่ในความที่น่าพอใจก็มีความที่ไม่น่าพอใจ อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องละสิ่งที่นาพอใจออกไป)
-จะเห็นได้ว่า ทุกอย่าง มีเหตุมีปัจจัย ในการเกิดขึ้น เกิดสุข เกิดทุกข์ ก็ตามเหตุปัจจัย ไม่มีบุคคล เค้า เรา เธอ ตั้งอยู่ในนั้น ไม่มีใครสามารถ ดลบันดาล ให้ เรามีความสุกได้ตลอดวันตลอดคืนหรือทุกข์ ตลอดทั้งวันทั้งคืนได้ อยู่ในใจได้
-นี้เป็น คำสอนหนึ่ง ที่ไม่ต้องอาสัย ทฤษฎี บิกแบง ดาราศาตร์ หรือ ฟิสิกส์ ผมจะใช่ภาษา และ วะลี คำพุดของตัวเองในการ อธิบาย นะครับ แน่นอนคำของคนที่ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า ย้อมมีข้อผิดพลาด ถ้าจะคำพระพุธทเจ้าเลยอาดจะยากไป เรื่องตัวเราคือ
ขันธ์ 5 ที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน
ขันธ์ 5 คืออะไร คือสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป คือ กิริยาที่รู้แจ้ง ใน ร้อน เย็น หิว กระหาย งาม ไม่งาม
เวทนา คือ สุข ทุกข์ เฉยๆ
สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้
สังขาร คือ การปรุงแต่ง
วิญญาณ คือ ธาตุรู้ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร
ธรรมชาติ 5 อย่างนี้ มีในเราทุกคน 5อย่างนี้ มันทำงานอย่างไง ไปเลยครับ
เราเห็น เสื้อสวยๆในห้าง (รูป) เมื่อเห็นก็เกิดความพอใจในเสื้อ (เวทนา) และก็เกิดการจำเสื้อตัวนี้ (สัญญา) ปรุงแต่งไปว่าตัวเองได้สวมไส่เสื้อตัวนี้แล้ว (สังขาร) เรื่องราวทั้งหมดรับรู้ด้วย(วิญญาณ) นี้คือ หลักการทำงาน ของขันธ์ 5 ที่มีในทุกคน นี้ คือต้นเหตุของความทุกข์ นิพพาน คือ ออกจากระบบ แห่ง ขันธ์ 5
-ศาสนาพุทธ คือศาสนาวิทยาศาสตร์ครับ ศาสนาพุทธพิสูตรได้ด้วยตัวเองครับ คำว่าพระเจ้า คือผู้สร้างทุกสิ่งในจักรวาลนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนครับ พระพุทธเจ้าสอนว่า จักรวาลมีเยอะมาก เช่น จักรวาลของเราชื่อ ทางช้างเผือก และจักรอื่นๆมีเปนล้านล้านๆจักรวาล(อนันตจักรวาล). และนอกเขต อนันตจักรวาล ก็เป็นอวกาศว่างๆอยู่ พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกอย่างต้องมีวันดับลง รวมถึงจักวาลทางช้างเผือกและจักรวาลอื่นๆก็ต้องดับลงเช่นกัน(ทำลายตัวเองนั้นแหล่ะ เรียกอีกอย่างคือมันมีอายุของมัน แต่นานมากๆนับเปนปีไม่ได้) พอจักรวาลตายลง มันก็จะเกิดขึ้นมาไหม่ วนไปวนมาไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงสอน การหลุดพ้นจากการเกิด พูดง่ายๆ จะไม่เกิดในจักรวาลพวกนี้แล้ว ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่านิพพานครับ พระพุทธสอนว่าทุกคนเกิดมามีกรรมเปนของตัวเอง กรรมดีกรรมชั่ว คือตัวดีไซน์ให้เรามีร่างกายสวยงาม ร่างกายครบ32 หรือ ร่างกายพิการ เกิดมาจน เกิดมารวย เกิดมาอายุสั้น เกิดมาอายุยืน ในศาสพุทธสอนทางที่จะไปมี6(หลังจากที่ตายไป)ทางคือ ทางที่ 1.นรก. ทางที่2.สวรรค์ ทางที่3.โลคมนุษย์ ทางที่4.พรมห. ทางที่5.พวกสัตว์เดรฉาน. ทางที่6.พระนิพพาน (พระนิพพาน คือที่ ที่ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว)
-ดูกร นายบ้าน ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้ สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน

ทองและเงินควรแก่ผู้ใด แม้กามคุณทั้งห้าก็ควรแก่ผู้นั้น กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า มีปกติมิใช่สมณะ มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร

เราจะกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวงหาหญ้า ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้ ผู้ต้องการเกวียนพึงแสวงหาเกวียน ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ แต่เราไม่กล่าวโดยปริยายไรๆว่า สมณะพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงิน

(ชาวพุทธ น้อยคนนักที่จะศึกษา คำพูดของ พระตถาคต เม้นนี้ไม้ได้ จะมาชนะใคร เพียงแต่ต้องการคนที่ได้ และ อยากเป็นชาวพุธทเเบบเติม 100 ทั้งตัวและหัวใจ เห็นด้วยนะ ชาวพุทธส่วนใหญ่ มักจะนำเงินใส่บาตรพระ จริงๆ แล้วพระรับเงิน ไม่ได้โดยศีล ถึงรับก็มีทางออกให้อยู่แล้ว แต่สำหรับเรา ศรัทธาในพระตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว มันอยู่ที่เราจะเชื่อมั้ย)
-แล้วคุณเชื่อเรื่องสวรรค์นรกไหม เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าเหาะไปสวรรค์ไปปราบพระมหาพรหม / ผมว่าคุณเองก็ไม่เชื่อเพราะไม่เคยเห็นด้วยตา แต่ก็ไม่กล้าลบหลู่เพราะกลัว บาป แค่นี้.คุณเข้าใจตัวเองไหม
-พระพุทธเจ้าบอกอย่าเชื่อ แม้จะเป็นคำพูดของท่าน ให้ใช้สติ วิเคราะอย่างมีเหตุผล จนเกิดปัณญา เพราะความจริงของทุกๆสิ่ง จะอธิบายได้ ด้วยเหตุและผล
-พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดในสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจหรอกเนอะท่าน ไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดของพรามหุ์ฮินดูเลยด้วย ทั้งเรื่องเทวะนิยม เรื่องชนชั้น เรื่องการฆ่าสัตว์เพื่อสังเวยเทพพระเจ้า เรื่องความเชื่อต่างๆของฮินดู พระพุทธเจ้าท่านทดลองด้วยตนเองแล้ว จนรู้ว่าความเชื่อมันทำจริงๆไม่ได้ ถึงได้ออกไปเผยแผ่ หลักของเหตุและผล แล้วท่านใจดี ท่านกินทุกอย่างที่ชาวบ้านให้ แต่แค่ไม่ต้องการเห็นสัตว์ถูกฆ่า ท่านสอนว่าทุกๆชีวิตล้วนเท่ากัน จะคน จะนก จะหมาแมว ก็มีแค่หนึ่งชีวิต แล้วเป็นทั้งหมดของเขา ไม่มีใครมีสิทพรากชีวิตของใครทั้งนั้น หากโลกคิดแบบนี้คงเป็นสวรรค์บนดินแน่ๆ
-พระเจ้ามีอยู่จริงครับ

ศาสนาพุทธอ้างในกาลมสูตร แต่ก็อ้างวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งมันย้อนแย้งกันครับ
วิทยาศาสตร์พอกำหนดเป็นทฤษฎี มันอาจจะพิสูจน์ไม่ได้ครับ ตอนนี้วิทยาศาสตร์ไม่สามารถสร้างโลกดวงที่สองได้ครับ กาลมสูตรยิ่งแล้วใหญ่เลย ทดลองด้วยตนเอง ไหนทดลองสร้างโลกให้ดูหน่อยสักดวงได้ไหม

ศาสนาพุทธไม่ได้เจริญทางด้านวิทยาศาสตร์เลยเพราะนักวิทยาศาสตร์ดังๆนับถือคริสต์หมด แต่เค้าดันเอาคำว่าวิทยาศาสตร์มาอวดอ้างครับโคตรขี้ตู่เลย

ศาสนาพุทธไม่ได้เก่งโดดเด่นอะไร ส่วนมาก copy ศาสนาพราห์มมาทั้งนั้นแล้วมาเปลี่ยนนิดหน่อยเช่น

การนั่งสมาธิ ก็ copy ศาสนาพราห์มมา ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาตั้งลัทธิใหม่ ก็ได้ร่ำเรียนในศาสนาพราห์มจนตนเองเก่งแล้วถึงแยกตัวมาตั้งลัทธิของตนเองและสร้างความแตกต่างพอพันๆปี จากลัทธิก็กลายเป็นศาสนา

การอวตาร ก็ copy พราห์มมา เปลี่ยนจากคำว่าอวตารเป็น กลับชาติไปเกิดก็เท่านั้น

ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว มีสอนอยู่ในคำภีพระเวทย์และเรื่องราวในมหาภารตะก่อนหน้านั้นแล้วเป็นนิทานตำนานเล่าต่อกันมา นี่ก็ copy ศาสนาพราห์มาอีก

ส่วนมากไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลยยกเว้นขันขอทานสะท้านยุทธจักร

พระพุทธเจ้าเก่งเรื่องทางจิตแค่ไหน ก็ไม่สามารถนั่งย้อนไปดูเหตุการณ์ก่อนกำเนิดจิตของท่านได้หรอกครับ ดูจาก Timeline ในไบเบิ้ลแล้วพระเจ้าสร้างโลกและจักรวาลมาก่อนสร้างจิตมนุษย์อยู่แล้ว พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าก่อนจิตท่านเกิด จักรวาลมีมาก่อนแล้วทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุผลไรงี้

โลกกลม ในไบเบิ้ลบท อิสยาห์บอกว่าโลกกลมก่อนพระพุทธเจ้าเกิด 300 ปี

สวรรค์ของพระเจ้าจริงๆไม่ใช่สวรรค์ 6 ชั้นฟ้าที่มนุษย์มโนขึ้นครับสวรรค์ 6 ชั้นฟ้าของทางพุทธเป็นแค่ space ที่รวบรวมดวงวิญญาณชั่วคราวเท่านั้นรวมถึงในนิพพานด้วย พวกเทพที่มีพลังก็สมอ้างว่าตนเป็นผู้ตัดสินชี้ผิดถูกแทนพระเจ้าและเอาดวงวิญญาณต่างๆมาเป็นบริวารของตนเองก็เท่านั้นครับ พอถึงวันพิพาคษาทุกคนต้องกลับมาเกิดและโดนตัดสินจากพระเจ้าและพระเยซูอยู่ดีครับไม่ว่าจะอยู่ในนรกหรือสวรรค์มโนส่วนไหนก็ตาม เพราะดวงจิตทุกดวงคนที่เป็นเจ้าของคือพระเจ้าครับ ส่วนคนที่ไม่ได้ขึ้นสวรรค์มีที่ไปที่เดียวคือนรกจริงๆครับ(ที่ๆปราศจากความรักและพระพรของพระเจ้า) พวกเทพต่างๆก็ต้องโดนพิพาคษาด้วยครับ ข้อหาหลอกลวงดวงวิญญาณสะสมดวงจิตเป็นบริวารของตนเองเพื่อใช้งานพวกที่อยู่ในนรกเก๊ๆของเทพต่างๆก็จะถูกปลดปล่อยไปด้วยครับ พระเจ้าเท่านั้นที่จะตัดสินได้ พญายมราชเป็นใครไม่ได้เป็นเจ้าของดวงจิต จะมาตัดสินแทนพระเจ้าผู้ให้กำเนิดดวงจิตได้อย่างไร?

พระเจ้าของเราไม่มีพระนามครับ เพราะไม่มีใครใหญ่กว่าท่านและตั้งชื่อท่าน โมเสสเรียกท่านว่า ท่านเป็นซึ่งท่านเป็น ภาษายิวออกเสียงว่า ยะโอวา ครับ ส่วนเทพต่างๆที่มีชื่อทุกศาสนานั่นก็เพราะมีคนใหญ่กว่าเทพเหล่านั้นตั้งชื่อเทพนั้นๆขึ้นมาครับผม
-กาลามสูตรอ่านแล้วเข้าใจด้วยครับมันไม่ได้ยากอะไรแล้วไม่ได้ยาวอะไรด้วย
ก็แค่อย่าเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตนเอง ถามกลับ คุณพิสูจน์ให้ดูหน่อยสิคุณสร้างโลกใบที่ 2 ได้ไหม ไอ้ที่คุณบอกน่ะ

ถ้าทำไม่ได้อย่ามาอวดอ้างว่าการสร้างโลกไม่ได้มาจากพระเจ้า ไบเบิ้ลเกี่ยวกับการสร้างโลกเกิดขึ้นก่อนกาลามสูตรเป็นพันปี คุณเงียบไปได้เลยถ้าไม่มีหลักฐานอื่นที่ดีกว่านี้
-ไบเบิ้ลบอกว่าโลกกลมในอิสยาห์ ซึ่งบอกก่อนพระพุทธเจ้าเกิด 300 ปี ไปอ่านดูได้ ตาม Link นี้เลยครับจะได้ฉลาดนะคุณ
-ไบเบิ้ลแบ่งเป็น 2 ภาคใหญ่ๆครับภาคพันธะสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่ ของเดิมได้จากคนเขียนขึ้นโดยนิมิตที่พระเจ้าแสดงให้เห็นครับยกตัวอย่าง โมเสส เขียนเรื่องการสร้างโลกของพระเจ้า โดยเนื้อหาแล้วโมเสสไม่รู้ด้วยซ้ำครับว่าโลกถูกสร้างมาได้อย่างไร แต่เพียงแค่เขียนตามที่พระเจ้าให้โมเสสเห็นนิมิต ครับ สิ่งใดที่พระเจ้าไม่เปิดเผยก็จะไม่แสดงให้คนอย่าเราได้เห็นครับ ทุกข้อความที่เขียนขึ้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าสื่อกับเราผ่านการบันทึกของประกาศกในยุคต่างๆ ต่างภาษาต่างสถานที่ต่างเวลากันครับแต่ทั้งหมดไม่ขัดกันเลยครับเป็นการยืนยันว่พระเจ้ามีจริง และได้ทำนายการมาของพระผู้ไถ่และพระผู้ไถ่ปลอมครับ พระเยซูคือพระผู้ไถ่จริงที่โดนตรึงกางเขนและฟื้นจากความตายครับ ส่วน นบีอีซาตามประวัติแล้วเป็นของปลอมครับนบีท่านนี้ไม่ได้ถูกตรึงกาเขนครับรอดมาได้ดูเหมือนมีคนโดนตรึงแทนซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นพระผู้ไถ่ตัวจริงครับ ไปอ่านมาดีๆประวัติท่านสองคนนี้ไม่เหมือนกันครับผม

ส่วนไบเบิ้ลเล่มใหม่เป็นการบันทึกของสาวกสี่คนที่หลงเหลือมาเรื่องราวสี่คนนี้ดันเขียนตรงกันไม่ขัดแย้งกันเลยเป็นการยืนยันว่าพระเยซูมีจริงและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดตัวจริงครับ

เรื่องพวกนี้ถ้าคุณไม่แยกแยะอาจจะเกิดการเข้าใจผิดได้ครับผม อย่าโดนใครหลอกง่ายๆสิครับ พยายามหน่อยหาความจริงก่อนที่จะพูดออกมา ไม่งั้นเดี๋ยวจะเงิบนะครับ
-นายควรจะถามพะเจ้าว่าท่านคือตัวอะไรทำไมถึงเก่งจัง สร้างนายขึ้นมาได้แต่ทำไมถึงลืมใส่มันสมองเข้ามาด้วย สัตวใต้ทะเลลึกต่อให้มันอยู่ลึกแค่ไหนมันก็ยังมีตัวตน แต่พะเจ้าของนายไปมุดหลบอยู่ซอกอยู่รูไหนทำไมถึงยังหากันไม่เจอ โผล่หัวโผล่หางออกมาให้ได้เห็นกันหน่อยจะเป็นไรไป
-ชีวิตคนเราตายเมื่อไหร่ก็คือจบ หมดพันธะกับโลกนี้ทันทีเมื่อตาย คนเรานี่ควรหรือไงที่ต้องยอมอยู่แบบเป็นทาสยอมสยบกับจินตนาการของคนยุคขี่ลา ขี่อูฐ ถือไม้เท้า นอนกระโจมน่ะที่มาสร้างพะเจ้าให้คนเชื่อ เกิดเป็นคนอย่าให้อายหมา หมามันยังรู้จักยอมคนเพราะคนมีตัวตนและให้ข้าวมันกินได้ แต่คนมีความคิดดันไปยอมให้กับพะเจ้าที่ไม่มีแม้กระทั่งเงาหัว ชาติที่เจริญมากเช่นสหรัฐเขาออกจากพะเจ้ามาเป็นเอทิสกันบานเบอะ มีแต่คนไทยสมองพิการที่ชอบงมงายจมปรักอยู่กับขยะโบราณ การพูดแรงแค่ไหนคนดักดานย่อมไม่รู้สึก
-โลกและจักรวาลมีกฎการวิวัฒนาการอยู่ในตัว ทุกวันนี้พะเจ้ากำลังอายหมา เพราะพะเจ้าคุยว่าสร้างโลกแต่หมามันไม่รู้จักพะเจ้าด้วย มันรู้จักแต่คนเพราะคุณนั้นมีตัวตนให้หมาดู ถ้าเราดันโชว์พาวไปสร้างโลกสร้างดาวเสียเอง เดี๋ยวหมามันจะไม่อยากรู้จักกับมนุษยละเพราะคนดันจะทำตัวขี้โม้เป็นพะเจ้า พอหมามันไม่รู้จักคนเหมือนที่มันไม่เคยรู้จักพะเจ้าผู้สร้าง ที่นี้คนเลยต้องอายหมาขึ้นมาอีก ทุกวันนี้คนยังอายหมากันไม่พออยู่อีกเหรอที่ชอบไปดักดานงมงายกับสิ่งที่ไร้ตัวตนพิสูจน์ก็ไม่ได้ อายหมาได้อีกค่ะท่านผ.น.ก
-แล้วตกลงพะเจ้านี่มีจริงยังไงล่ะ นับจากอับราฮำไปโมเสสต่อ และไปเยซู ไปจบที่มูหำหมัด อ้างกันไปอ้างกันมา แย้งกันไป แย้งกันมา ในเรื่องที่ไม่มีวันเป็นจริง จะแย้งกันไปทำไม พะเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ระดับสร้างมวลสารให้กลายเป็นดวงดาวจากสิ่งว่างเปล่าในอวกาศจนได้ แต่แค่ใช้พลังอำนาจดลใจให้มนุษย์เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องร่วมกันมันง่ายกว่ามั้ย แล้วทำไมไม่ทำล่ะ จัดว่าซื่อบื้อขนาดนี้ก็ยังนับถือกันต่อไป ดักดานเข้าเส้นจริงๆ
-พุทธแต่เดิมก็ไม่ได้ให้เชื่อไปสะหมดแหละครับ ต้องถามว่าจะแยกพุทธออกจากวัฒนะธรรมดั้งเดิมยังไงดีกว่า ไม่อยากแปะกาลามสูตร10ไว้อย่ากให้ไปหาดูเอาว่าย้อนแย้งอะไรบ้าง จะให้ไปสร้างโลกคุณก็คงไม่รู้ว่าในคำภีก็คือโลกที่ถูกสร้าง และสร้างมาไม่สมบูรเสมอ
-สภาวะอสังขตธรรม แปลว่า สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ความหมายกว้าง ๆ ของคำ ๆ นี้ก็คือ สิ่งที่เกิดและดำรงอยู่ได้โดยตัวของมันเอง ไม่มีผู้สร้างหรือสาเหตุทำให้มันเกิด เมื่อมันดำรงอยู่ดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่น
ส่วนสภาวะสังขตธรรม แปลว่า สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ความหมายกว้าง ๆ ของคำๆ นี้ก็คือ สิ่งที่เกิดและดำรงอยู่ได้โดยอาศัยสิ่งอื่น มีสาเหตุทำให้มันเกิด เมื่อมันดำรงอยู่ดำรงอยู่ได้โดยอาศัยสิ่งอื่น
ทั้งอสังขตะธรรมและสังขตะธรรมมีความหมายตรงข้ามกันและแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

พระอาจารย์ทั้งหลายถกเถียงกันในเรื่องอสังขตะและสังขตะตั้งแต่ยุคแรก ต่างก็ว่าของตัวเองถูกจนแตกแยกเป็นนิกายต่างๆมากมาย เหตุเพราะพระอาจารย์เหล่านั้นตีความออกห่างจากความหมายจริงๆที่พระพุทธเจ้าต้องการสื่อครับ
-อสังขตะกับอสังขตธรรมคนละความหมายกันนะครับ อสังขตธรรมหมายถึงสิ่งที่ธรรมไม่ปรุงแต่งหรือเปล่า ธรรมที่แปลว่าคำสอนของศาสนากับอสังขตะที่แปลว่าสิ่งไม่ปรุงแต่ง
-สังขตธรรมและอสังขตธรรม

คำว่า “สังขตะ” แปลว่า มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้มีขึ้น ระหว่าง ธาตุ ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ = จิต) จึงกลายเป็นธาตุผสมระหว่างธาตุเหล่านั้น

คำว่า “อสังขตะ” แปลว่า ไม่มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้มีขึ้น หมายถึง แม่ธาตุที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม ที่ยังไม่มีเหตุปัจจัยให้เข้าผสมปรุงแต่งกัน จึงรักษาคุณสมบัติของตนเองไว้ตลอดทุกกาลสมัย

ดังนั้น คำว่า “สังขตธรรม” จึงมีความหมายว่า เป็นธรรมที่มีขึ้น โดยมีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

และคำว่า “อสังขตธรรม” ก็มีความหมายตรงกันข้ามคือ เป็นธรรมที่มีอยู่ โดยมิได้มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้เกิดขึ้น คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้=จิต) ซึ่งเป็น ธาตุประธานของสังขตธรรม ทั้งปวงในโลกนี้

ถ้าไม่มีธาตุ ๖ เป็นธาตุประธานอยู่แต่เดิมแล้ว บรรดาสรรพสิ่งของทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตรวมทั้งภูเขา ต้นไม้ พืชพันธุ์ุไม้ ฯลฯ ย่อมไม่มีอย่างแน่แท้

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ ย่อลงเหลือธาตุ ๔ เรียก มหาภูตรูป ๔ เป็นธาตุผสมปรุงแต่งกันให้เกิด รูป – รูป คือ อารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ความนึกคิดทางใจ)

และ วิญญาณธาตุ เป็น ธาตุประธานที่ปรุงแต่งกับมหาภูตรูป ๔ ให้เกิดเป็น นาม ๔ ประการ – นาม คือ อาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

กล่าวโดยข้อเท็จจริงแล้ว แม่ธาตุแต่ละอย่างที่กล่าวนี้ ไม่ได้ดำรงตัวอยู่โดยอิสระในโลก และไม่อาจแลเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่รวมตัวกันเป็น ธาตุผสม หรือ สังขตธรรม เสมอ เมื่อแตกสลายจากสิ่งหนึ่งเมื่อใด ก็จะต้องเข้าผสมกันกลายเป็นธาตุผสมอย่างอื่นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้หมายความว่า บรรดาสรรพสิ่งของทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ย่อมมีธาตุทั้ง ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) รวมตัวเข้าผสมเหมือนกันหมด จะต่างกันก็ที่จำนวนธาตุ หรือส่วนผสมของแต่ละธาตุ รูปร่าง ทรวดทรง วรรณะ สัณฐาน ลักษณะ สมบัติ และกิริยาอาการเท่านั้น ในพุทธศาสนาเรียกธาตุที่ผสมกันว่าสังขารธรรม หรือ สังขตธรรม

สรุปแล้ว ตัวแม่ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ (ธาตุรู้=จิต) เป็นธาตุที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เดิม ซึ่งต่างก็รักษาคุณสมบัติของตัวเองไว้ทุกกาลสมัย ไม่มีการเปลี่ยนแปรหรือดับตายหายสูญไปไหน ใครๆจะทำให้แต่ละธาตุเพิ่มหรือลดปริมาณไปจากเดิม,ไม่ได้เลย เป็นธาตุแท้ที่ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ ปรุงแต่ง จึงเรียกว่า อสังขตธรรม.
-เขาบอกว่าแม่ธาตุมีอยู่แต่ดั้งเดิม ทำไมคุณถึงเชื่อ
ทีบอกว่าพระเจ้ามีอยู่แต่ดั้งเดิมคุณกลับไม่เชื่อ

ในการที่จะผสมกันระหว่างแม่ธาตุให้เป็นแต่ละสิ่ง แม่ธาตุมันรู้ได้ยังไงว่าธาตุแต่ละตัวต้องมีส่วนผสมกี่% เช่นต้นกล้วย1ต้น มีธาตุดินกี่% น้ำกี่% ลมกี่% ไฟกี่% แม่ธาตุมันรู้ยังไงครับ
-วิเคราะห์ตามนี้ พิจารณาตามนี้หลายๆรอบ ก็จะเข้าใจ
ในพระพุทธศาสนาได้แยกรูปธาตุ (สสาร) ให้เล็กลงๆ จนในที่สุดถึงอณู ปรมาณู แล้วในปรมาณูหนึ่งนั้น เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ อันหมายถึงรูปที่จำแนกออกไปเป็น ๘ ส่วน คือ

๑. ปถวีธาตุ ธาตุดิน
๒. อาโปธาตุ ธาตุน้ำ
๓. วาโยธาตุ ธาตุลม
๔. เตโชธาตุ ธาตุไฟ
๕. วัณณธาตุ ธาตุสี
๖. คันธธาตุ ธาตุกลิ่น
๗. รสธาตุ ธาตุรส
๘. โอชธาตุ ธาตุที่ย่อยแล้วสร้างความเจริญเติบโตแก่สัตว์ได้

ท่านที่ได้ติดตามเรื่อง รูปธาตุ ในพระพุทธศาสนามาแล้วตั้งแต่ต้น ย่อมจะเห็นได้ว่า “ธาตุ” ที่ใช้กันในวิชาวิทยาศาสตร์นั้น แตกต่างกันกับคำว่า “ธาตุ” ที่ใช้ในทางธรรมอย่างไร ทั้งในคำแปล และในความหมายในทางวิทยาศาสตร์ เพราะเอาคำว่า “ธาตุ” ของพระพุทธศาสนาไปใช้ แล้วบัญญัติคำแปลและความหมายขึ้นมาใหม่
นอกจากนี้จะได้พบคำศัพท์ในธรรมะที่ไปซ้ำกับคำศัพท์ในวิชาวิทยาศาสตร์อีกคือ คำว่า อณูกับปรมาณู ทางวิทยาศาสตร์เอาคำว่า อณู ปรมาณู ซึ่งเป็นภาษาบาลีไปใช้เหมือนกัน
คำว่า อณูและปรมาณู เป็นศัพท์ธรรมะที่ใช้กันมาแล้วหลายพันปีแล้ว คำแปลและความมุ่งหมายที่ใช้ก็เป็นไปในแนวทางที่จะแสดงถึงรูปธาตุ เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจถึงความจริงของรูปทั้งหลายว่า มิได้เป็นไปอย่างที่ตาได้เห็น หรือที่หูได้ยิน รูปทั้งหลายที่เรามองเห็นและสัมผัสได้มาจากหน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่า อณู และปรมาณูทั้งนั้น
รูปทั้งหมดล้วนแต่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป ล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน คน สัตว์ ทั้งบังคับบัญชาไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในรูปนั้นว่าจริงแท้แน่นอน

ปรมาณูในพระพุทธศาสนาแยกจากเม็ดข้าวเปลือกให้เล็กลงๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงปรมาณู
ดังคาถาจาปลินิคัณฑุ (อภิธานนัปปทีปิกา) คาถาที่ ๑๙๔ และคาถาที่ ๑๙๕ ในภูมิกัณฑ์ว่า
ฉตฺตึส ปรมาณูน เมโก ณุจ ฉตึ เต
ตชฺชรี ตาปี ฉตฺตึส รถเรณูจฺ ฉตึส เต
ลิกฺขา ตา สตฺต อูกา ตา ธญฺญมาโสติ สตฺเต
๓๖ ปรมาณู เป็น ๑ อณู
๓๖ อณูเหล่านั้น เป็น ๑ ตัชชารี
๓๖ ตัชชารีเหล่านั้น เป็น ๑ รถเรณู
๓๖ รถเรณูเหล่านั้น เป็น ๑ ลิกขา
๗ ลิกขา เป็น ๑ อูกา
๗ อูกาเหล่านั้น เรียกว่า ธัญญามาส
-แม่ธาตุในความหมายปัจจุบัณก็ตารางธาตุแหละ อธิบายได้หมดเลยในโลก ไม่ใช่แค่ดินน้ำลมไฟหรอก แล้วก็ในศาสนาพุทธให้นิยามของวิญญาณว่าอัตตาครับ ส่วนความหมายของวิญญาณที่พุทธเจ้าเคยอธิบายเขาแบ่งใด้เป็น6อย่าง แต่รวมแล้วเรียกว่าวิญญาณ ไปหาอ่านในวิญญาณในศาสนาพุทธจะแบ่งออกมา คือมันคล้ายกันละหว่างวิญญาณกับอัตตา แต่อัตตาก็คือวิญญาณในความเชื่อเก่าๆแหละครับ ส่วนวิญญาณในศาสนาพุทธไม่เหมือนคำว่าวิญญาณในศาสนาอื่น
-ความจริงที่เรารู้ทุกวันนี้คือ H2O
อะตอมของธาตุไฮโดรเจน2ตัวผสมกับอะตอมของอ็อกซิเจน1ตัว จะได้โมเลกุลของน้ำ1โมเลกุล
ที่ผมจะถามคือธาตุไฮโดรเจนกับธาตุอ็อกซิเจนมันรู้ได้ยังไงว่าถ้ามันผสมกันจะได้โมเลกุลของน้ำ1โมเลกุล
ที่ผมเอาน้ำมาถามเพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าน้ำมีขึ้นเป็นอันดับแรกในจักรวาลครับ
-คืองี้ ต้องถามว่าองความรู้มาจากไหนในยุคพระพุทธเจ้า ก็พรามหุ์แหละ ไอ่เรื่องราวต่างๆอย่างเรื่องโลกเกิดมายยังไงก็ไม่ต่างกับคำถามที่ว่าไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน หากรู้แล้วจะทำให้ได้กินไก่หรือไข่ไหม มันต้องรู้จริงๆเหรอ กับในยุคที่มีระบบวรรณะ พหุเทพ หรือความเชื่อเรื่องญาณภพชาติ ก็เก่งเเล้วที่อธิบายสิ่งต่างๆไว้อย่างมีเหตุมีผล มีความรู้ ที่พระพุทธอธิบายจริงๆในหลักธรรมส่วนใหญ่ก็พูดถึงระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะภพชาติทวยเทพ หรือญาณพิเศษที่ไม่มีศาสนาไดแฝงเป็นหลักธรรมไว้อย่างชาณฉลาด

เชื่อหรือไม โลกเราเคยมี 26 ชัวโมง
-ตอนนี้ก็ไม่ถึง 24 ชั่วโมงด้วยนะ 23.56 ชั่วโมงเวลาจริงๆอะ
-ในช่วงเวลา 100 ปี จะมีการลดวันไป 1 วัน เนื่องจากนับเวลาเกินมาประมาณ 1วัน นอกจากปีที่หารด้วย 400 ลงตัว เพราะ 1 ปีตามสุริยคติมีประมาณ 365.24 วัน มันไม่ถึง 0.25 ใน 4 ปีเราบวกวันเพิ่มมา 1 วัน คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ แสดงว่า ในแต่ละปีเวลาจะเกินมาประมาณ 0.01 วัน เป็นการนับปฏิทินแบบ”แกรกลอเรียล”
-โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 24 ชม. เป็นการคิดจาก การหมุนครบรอบ 360° ดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็นจากขอบบนถึงขอบล่างทำมุมเท่ากับ 1° ใช้เวลาเคลื่อนที่ 4 นาที
1° = 4 นาที
360×4 = 1,440 นาที
1,440 ÷ 60 = 24 ชม.

ลิงมีบรรพบุรุษสุดท้ายร่วมกันกับมนุษย์ ไม่ใช่ลิงกลายพันธุ์เป็นมนุษย์ แค่ก่อนจะมาเป็นแบบปัจจุบัณ มนุษย์ยุคหินจะค่อนข้างเหมือนลิง แถมมีหลายพันธุ์นอกจากโฮโมเซเปียน คลายๆแมวบ้านกับเสือสิงโตแหละ เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน พอรู้เรื่องนี้ถึงจะมีคำถามว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ตามพื้นฐานของพระองค์ พระองค์ก็ต้องมีบรรพบุรุษเป็นลิง หรือเป็นญาติกับลิง แล้วกระบวนการวิวัฒนาของสัตว์มันช้า ต้องใช้เวลาเป็นหมื่นเป็นแสนปี ไม่เหมือนพืช ขนาดผลไม้ในสมัยก่อนหลายๆอย่างมีรูปร่างและรสชาติไม่เหมือนบัจจุบัณ แต่มนุษย์ไปวิวัฒนาการด้านสติปัณยา ทำให้ก้าวข้ามการวิวัฒนาการโดยใช้เวลาเร็วกว่าธรรมะชาติมาก

ขออนุญาติตอบในความเห็นส่วนตัวนะครับ ในพวกเราชาวคริตส์เตียนเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง, มนุษย์คู่แรก ที่พระองค์สร้างทำผิดบาปเพราะไปเชื่อซาตานไปกินผลไม้ต้องห้ามกลางสวนเอเดนจึงถูกพระเจ้าลงโทษ,ทำไมมนุษย์ถึงตายทำไมพระเจ้าไม่ช่วย? เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนถูกพระเจ้าทดสอบต่างคนต่างเรื่องราวพระองค์ไม่ได้ถอดทิ้งพระองค์ส่งบุตรของพระองค์(พระคริตส์)พระเยซูลงมาเพื่อไถ่บาปแก่มนุษย์ , หลังจากพระเยซูตาย 3วันให้หลังพระองค์ทรงฟื้นแก่ความตาย แล้วสั่งให้ บรรดาสาวกพระองเผยแพร่พระคำของพระเจ้า ผู้ที่เชื่อคือทางรอดเพราะมนุษย์ใดที่ไม่เชื่อพระเจ้าผู้นั้นก็จะไม่ได้อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าวันพิพากษามาถึงคุณจะรู้เอง,พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยให้มนุษย์มีความคิดการดำรงขีวิตเป็นของตัวเองนี่คือคำถามที่หลายคนสงสัยทำไมพระเจ้าถึงไม่รับเราไปอยู่สวรรค์เลยเพราะพวกเราคือคนบาปไงครับเพราะพระเจ้าทรงบรสุทธิ์แผ่นดินของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์พระองค์ทรงให้พระเยซูมาไถ่บาปแก่มวลมนุษย์ให้มนุษย์ที่เชื่อในพระเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์นั้นเอง, ผมอธิบายตกหล่นก็ขอภัยพี่น้องด้วยอยากให้ลองมาฟังพระวจณะของพระเจ้าในพระคำภีร์ไบเบิ้ลจังแค่คุณเปิดใจรับพระองค์พระองค์จะแสดงให้คุณเข้าใจเอง#จากคนเคยนับถือพุทธอย่างผมและเคยตั้งคำถามมากมายเช่นเดียวกับคุณและเคยค้านเรื่องพระเจ้าจนผมได้พบความจริงแล้ว ขอพระเจ้าเสริมกำลังพี่น้องและคนทุกคนครับอาเมน

ทำคลิปละเมิดศาสนาอื่น
คุณก็ไม่ต่างอะไรกับบังโต
ถ้าคุณเชื่อในศาสนาพุทธ
คุณก็ทำคลิปแนะนำศาสนาพุทธสิ
พูดไปในความรู้เกี่ยวกับชาวพุทธ
เอาความรู้ไปบอกคนอื่นต่อๆไป
ไม่ใช่มาตัดคะแนน ศาสนาอื่นแบบนี้
แล้วอีกอย่าง พระพุทธเจ้าที่คุณนับถือ
เกิดมาแล้วเดินได้7ก้าวจริงหรือไม่
ผมยังไม่เสือกศนาพุทธเลย
ตายไปแล้วใครจะมาดมกลิ่นธูป
ที่คุณจุดมั้ย อย่าคิดว่าตัวเอง
จะตั้งคำถามได้แค่คนเดียวดิ
นับถือใครถือมันดีกว่า

ผมคนพุทธน่ะพุทธถึงแก่นเลยล่ะ คุณแอดมิน ไม่ควรเอาความเชื่อของคนมาพูดแบบนี้ มันไม่สมควร คือคุณไม่ให้เกียจความเชื่อของศาสนาอื่น (คุณก็รู้อยู่เต็มอกว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เบียดเบียนใคร ตอนนี้คุณกำลังเบียดเบียนทางด้านจิตใจผู้อื่นอยู่ คุณมาพูดแบบนี้เหมือนคุณไปตบหน้า คนคริส อิสลาม อย่างแรง คุณไม่พูดก็ไม่มีใครมาว่าคุณไม่เก่งไม่แตกฉานพระไตรปิฎกหรอกครับ )สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยไปบังคับใครให้มาเชื่อมาศรัทธาในตัวพระองค์เลย อย่าทำคลิปแบบนี้อีกเลยน่ะครับ เดี๋ยวคนนอกศาสนาจะมาจ๊าบจ้วงพระพุทธเจ้าทำให้เป็นบาปเป็นกรรมกับพวกเค้าเหล่านั้นโดยใช่เหตุ ทางสายกลางจงอย่าลืมครับ

ที่ว่าพะเจ้าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล
เพราะพะเจ้าคือสิ่งที่ไร้เหตุผล
แล้วสิ่งที่ไร้เหตุผล จะมาสร้างสิ่งที่มีเหตุผลอย่างธรรมชาติได้อย่างไร เพราะธรรมชาติคือกฏที่มีเหตุและผล
+เห็นด้วยกับคลิปนี้เลยค่ะ

อนึ่ง ศรัทธาของผู้ใดแลตั้งมั่นในตถาคต ฝังลงรากแล้ว ดำรงอยู่ได้มั่นคง อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใคร ในโลกก็ตามไม่ชักนำไปทางอื่นได้ ผู้นั้นควรที่จะกล่าวอย่างนี้ว่า ” เราเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากพระโอดฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดโดยธรรม เนรมิตโดยธรรม เป็นทายาทโดยธรรม ” ดังนี้ (เมนนี้ เพื่อจะดึง ศรัทธาของชาวพุทธกลับมาในธรรมวินัยจาก พุทธวจน คำพูดของพระตถาคตอย่างมั่นคง เป็นบุตรจากธรรมวินัยนี้)

ง่ายๆ… ถ้ารู้จักพระเจ้า จะไม่มีคำถามว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง
ยกตัวอย่างคนที่รู้จักพระเจ้า ดังนี้

กาลิเลโอ กล่าวว่า ข้าพระเจ้าขอแสดงความขอบคุณ อย่างไม่สิ้นสุดต่อพระเจ้า ที่ทรงกรุณาทำให้ข้าพระเจ้าเป็นคนแรกและคนเดียวที่สังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาดที่ถูกซ่อนไว้ในความมืดมาตลอดหลายศตวรรษก่อนหน้านี้

ไอเซ็คนิวตันกล่าวว่า พระเจ้าทรงเป็นนิรันดร์และไม่มี่ที่สิ้นสุด มีอำนาจทุกอย่าง รอบรู้ในทุกด้าน ระยะเวลาของพระองค์เริ่มจากความเป็นนิรันดร์ไปยังความเป็นนิรันดร์ การเป็นอยู่ของพระองค์เริ่มจากไม่มีที่สิ้นสุดไปยังไม่มีที่สิ้นสุด พระองค์ทรงปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นหรือสามารถถูกทำให้เป็น เรารู้จักพระองค์ได้ก็ด้วยการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ด้วยความปราดเปรื่องและลำลึกเป็นที่สุดของพระองค์เท่านั้น เราเคารพนับถือพระองค์และบูชาพระองค์ในฐานะผู้รับใช้ของพระองค์

วอนเอ็ลมอนท์ ผู้ประดิษเทอร์โมมิเตอร์ ประกาศว่าวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา
จอร์จ คูเวียร์ ผู้วางรากฐานวิชาว่าด้วยสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์ กล่าวว่า ฟอสซิวส์ เปรียบเสมือนหลักฐานที่เหลือรอดอยู่จากการสร้างสรรค์ สิ่งมีชีวิตทุกสายพันธ์นั้นถูกสร้างโดยพระเจ้า
คาร์ล ลินนอส คนแรกที่แยกวิทยาศาสตร์ประเภทต่างๆออกเป็นระบบกล่าวว่า กฎเกณฑ์ธรรมชาติคือข้อพิสูจน์ที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า
หลุยส์ ปาสเตอร์ กล่าวว่า ชีวิตไม่สามารถถูกสร้างขึ้นได้โดยวัตถุที่ไม่ประกอบกับวัตถุอื่น และชีวิตนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์จากพระเจ้า
วิลเลียม เทอร์รี นักชีวะวิทยายาผู้มีชื่อเสี่ยง กล่าวว่า ตราบใดที่นาฬิกาทุกเรือน เป็นข้อพิสูจน์ของการมีอยู่ของคนทำนาฬิกา รูปแบบของธรรมชาติเป็นข้อพิสูจน์ของการมีอยู่ของพระเจ้า
โรเบิร์ท คริสฟิกส์ (ฮิวจ์ รอสส์ )นักฟิสิกส์ อเมริกัน กล่าวว่า ถ้าเราต้องการนักปฏิเสธพระเจ้าในการโต้วาที ผมจะไปที่แผนกปรัชญา เพราะที่แผนกฟิสิกส์ ใช้การไม่ค่อยได้
แมกซ์ แพลงก์ นักฟิสิกส์ ที่มีชื่อเสียงชาวเยอรมัน กล่าวว่า ผู้สร้างจักวาลคือพระเจ้า ความศรัทธาคือคุณลักษณะที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์
อัลเบิร์ด ไฮน์สไตน์ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ไม่สามารถขาดพระเจ้าได้ และวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีศาสนาเป็นสิ่งไม่สมประกอบ
จริงๆคำตอบเกี่ยวกับคำถามพระเจ้า มีอยู่เยาะแยะมากมาย ถ้ารู้จักค้นหาก็จะเจอไม่ยาก คนส่วนใหญ่ของโลก นับพันล้าน ล้วนมองคนส่วนน้อยนั้นว่าหลงทาง แต่คนส่วนน้อยนั้น กลับทนงว่าสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นอยู่นั้น ถูกแล้ว ทั้งๆที่สิ่งที่ถืออยู่ นั้น ไม่ได้เยาะไปกว่าใบไม้ในกำมือ

ฝากถึงคนทำคลิป มึงเป็นพุทธศาสนิกชนให้ดีก่อน แล้วค่อยไปว่าศาสนาอื่นเค้า แค่ทำคลิปว่าศาสนาอื่นไม่มีจริงนี่ก็บาปแล้ว เป็นพุทธแต่เปลือกแล้วมาเหยียบศาสนาอื่นขึ้นไป มันดูกระจอกไปหน่อยนะ ใครจะเคารพศาสนาใด จะมีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะขนาดศาสนาที่มึงนับถือ ยังพิสูจน์ไม่ได้เลย ทั้งเรื่องพญานาคอยากบวช เรื่องเจ้าชายเกิดมาแล้วเดินได้เลยเจ็ดก้าว และอีกหลายๆเรื่อง เหนือจริงๆทั้งหลายแหล่ แต่ไม่เคยมีศาสนาไหนออกมาโจมตี!!! แค่นี้ก็รู้แล้วมั้งว่าใครจิตใจสูงกว่ากัน
– ในคลิป คำไหนที่มันไม่จริงคุนมึงก็แย้งมาสิคะ สาทยายให้คนอื่นๆเขาได้ร่วมเข้าใจกันด้วยดีกว่าค่ะ ไม่ใช่คุนมึงจะมาบ่นๆเห่าๆอย่างเดียว มันไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกค่ะ มีสมองหัดใช้บ้าง
-อ้างอิงข้อความของคุณเรื่องพญานาคอยากบวช กับ การเดินได้เจ็ดก้าว ผมบรรยายเพื่อไขข้อสงสัย เพื่อคนอื่นเข้ามาอ่านจะได้ เข้าใจไม่ผิด
1. พญานาคอยากบวช หากไม่จริง คงไม่มีประเพณีแห่งนาคก่อนบวชของผู้ที่จะเข้ามาบวชหรอกครับ หากจะเทียบเคียงเหมือนการทานเศษขนมปังกับน้ำแดงแทนการรำลึกถึง เช่นกัน
2. หากนกมีปีกย่อมบินได้เป็นปกติ หากปลามีคลีบและหางย่อมว่ายน้ำได้เป็นปกติ ฉันใด พระโพธิสัตวต์ผู้บารมีเต็มพร้อมแล้วของการเกิดชาติสุดท้ายย่อมแสดงสิ่งที่เป็นปกติวิสัยของพระโพธิสัตย์ แต่สิ่งปกติวิสัยของท่านย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปกติของคนธรรมดาจนเราคิดว่าเกินความจริง ฉันใดก็ฉันนั้น
..
หวังว่า ท่านคงจะรับทราบข้อเท็จจริงแล้วนะครับ
-อย่าไปสนครับเพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนพุทธไปเที่ยวกล่าวเท็จกล่าวร้ายให้คนอื่นพวกนี้คือพวกของปลอมครับยังกราบรูปปั้นยิกๆอยู่เลยเหนื่อยใจครับ พูดตรงก็ดราม่าอีก ผมเคยพุทธมาก่อนเคยบวชมา ไม่ใช่พวกหนอนหนังสือ อิงแต่ หลักฐานง้องแง้ง ท้าเปิดหน้าคุยเลย ไม่กล้ากูหมุดต่อไป ไร้สาระ ปัญญาอ่อน!

ออกตัวก่อน ผมเก่งในวิทยาศาสตร์ เป็นอศาสนา แต่มีความเชื่อที่ผูกอยู่ในหัว คือพระพุทธเจ้าแบ่งธรรมะชาติเป็นสองสิ่งใหญ่ๆ
คือสิ่งมีชีวิต กับสิ่งไม่มีชีวิต ไอ้ธรรมะชาตินี้มีวัฐจักรมีระบบของมัน แต่มนุษย์รู้จักตัวตน ยึดติดตัวตน และกลัวที่จะเสียตัวตน เลยหันไปพึ่งอวิชา หรือแปลตรงๆว่าความไม่รู้ แล้วก็สร้างรูปแบบของการเวียรว่ายตายเกิดและยึดติดพึงพอใจในวัฐจักร แต่ธรรมะชาติยังคงเป็นในแบบของมัน ไม่ได้สนใจ อะไรมนุษย์ ก็ยังคงเป็นวัฐจักรของมัน มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ และมีตาย ในแบบของธรรมะชาติ เปลี่ยนจากสิ่งมีชีวิต ให้ไม่มีชีวิต แล้วเปลี่ยนสิ่งไม่มีชีวิต ให้เป็นสิ่งไม่มีชีวิตรูปแบบอื่น เปลี่ยนมนุษย์เป็นดิน เปลี่ยนดินเป็นสารอาหาของต้นไม้ และเข้าสู่กระบวนการธรรมะชาติ มันเป็นเเก่นแท้

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระเจ้า
พระเจ้าจะทรงกำหนดให้เป็นไปยังไง่ ก็แล้วแต่พระองค์ แท้จริงพระองค์นั้น คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย ผู้ทรงเยียมในการวางแผน และแผนของพระองค์นั้น ย้อมสำเร็จเสมอ.
ทำใมหน้อ มนุษชอบเปรียบพระเจ้าให้เสมือนกับมนุษ ชั่งโง่เสิยะจริง มนุษไม่เห็นดอกรือ ว่าพระองค์ทรงสร้างท้องฟ้าใว้อย่างไร มนุษเคยเห็นเส้าสักต้นไหม? ไม่เห็น
นั้นคือข้อพิสูตธ์ว่า ผู้ที่สร้างท้องฟ้านั้นจะต้องมีอำนาจยิ่งใหญัเหนือคำบรรยาย. ทำใมถึงคิดไม่ได้หน้อ. โง่…….บัตสบ. ซ่ะจริงๆ

ความตายเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจย์ความจริง
คุณไม่เชื่อพระเจ้าก็เเล้วเเต่พวกคุณ ข้อสังเกตที่ในคลิปกล่าว เป็นการตั้งข้อสังเกตุโดยใช้อคติ บางข้อก็คิดเเบบเด็กๆเช่น ทำไมพระเจ้าสร้างสัตว์มาให้มนุษย์เบียดเบียน เป็นอาหารของมนุษย์ ถ้าคุณคิดว่าสัตว์ควรถูกสร้างมาเพื่ออาศัย เสมือนมนุษย์ความเป็นจริงมันเป็นไปได้หรอ ไม่ให้กินสัตว์ ถ้าอย่างงั้นคงต้องห้ามสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าสัตว์เล็ก-ใหญ่
ตามที่คัมภี อธิบาย คือ มนุษย์มนุษย์ถือเป็นสิ่งถูกสร้างที่พิเศษที่สุด สำหรับพระเจ้า สัตว์กับมนุษย์เเตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อีกข้อหนึ่งคือข้อที่บอกว่าทำไมพระเจ้าถึงไม่ลงมาเพื่อที่จะจัดการความขัดเเย้งเองบนโลกมนุษย์ ตามคัมภี มนุษย์เกิดมาเพื่อทดสอบ การใช้ชีวิตตลอดชีวิตเพื่อที่จะทดสอบ ความตายคือการสิ้นสุดการทดสอบ ดั้งนั้นการใช้ชีวิตของคนที่เชื่อในพระเจ้าคือการทำตาม กฎเกณที่พระเจ้าทรงใช้ เพื่อที่จะได้รับผลตอบเเทน ในสิ่งที่เราทำ คือนรกหรือสวรรค์ การที่บอกว่าทำไมพระเจ้าไม่ลงมาล่ะ ถ้าพระเจ้าลงมามันคงไม่ใช่การทดสอบล่ะมนุษย์ทุกคนคงเชื่อพระเจ้ากันหมด เเต่พระองค์ส่งศาสดาต่างๆมาเเทน
สุดท้าย ถ้าคุณจะตัดสิ้นว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดีขอให้ได้ลองเปิดใจที่จะศึกษา
เพื่อนผมเป็นพุทธเเต่ปัจจุบันเป็นเอทิส เพราะมีอคติกับเรื่องข้อบังคับเเละกฎเกณฑ์ต่างๆจึงหันมาเป็นเอทิส

คหบดี! ธรรม 4 ประการนี้ น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
ธรรม4 ประการ เป็นอย่างไรเล่า? คือ
ขอโภคทรัพย์จงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางธรรม นี้เปินธรรม ประการที่ 1 อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
เราได้โภคคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ขอยศจงเฟื่องฟูแก่เราพร้อมด้วยญาติและมิตรสหาย นี้เป็นธรรม ประการที่ 2 อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว
ได้ยศพร้อมด้วยญาติเเละมิตรสหายแล้ว ขอเราจงเป็นอยู่นาน จงรักษาอายุให้ยั่งยืน นี้เป็นธรรม ประการที่ 3 อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหาย เป็นผู้อยู่นานรักษาอายุให้ยั่งยืนแล้ว
เมื่อตายแล้วขอเราจงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นธรรม ประการที่ 4 อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
คหบดี! ธรรม 4 ประการนี้แล น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
คหบดี!
ธรรม 4 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ ธรรม 4 ประการนี้ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม 4 ประการ เป็นอย่างไรเล่า คือ
สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) 1
สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) 1
จาคสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) 1
ปัญญาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)1

คหบดี! ก็ สัทธาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า ” เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ คหบดี ! นี้เรียกว่า สัทธาสัมปทา

ก็ สีลสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้เวนขาดจากอทินนาทาน เป็นผู้เวนขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้เวนขาดจากมุสาวาท เป็นผู้เวนขาดจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่า สีลสัปทา

ก็ จาคสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทิน คือความตระหนี่ มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา

ก็ ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า.
บุคคลมีใจอันความโลภอย่างแรงกล้า คือ อภิชฌาครอบงำเเล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำและละเลยกิจที่ควรทำเสีน ย่อมเสื่อมจากยศเเละความสุข บุคคลมีใจอันพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อันมีวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำและละเลยกิจที่ควรทำเสีย ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข
คหบดี ! อริยสาวกนั้นแลรู้ว่า อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภอย่างแรงกล้า) เป็นอุปกิเลส (โทษเครื่องเศร้าหมอง) แห่งจิต ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะอันเป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสียได้ รู้ว่า พยาบาท (คิดร้าย) ถ้าว่า(ความหดหู่ซึมเซา) อุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่านรำคาญ)วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ย่อมละเสียซึ่งสิ่งที่เป็นอุปกิเลสแห่งจิตเหล่านั้น
คหบดี ! เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าอภิชฌาวิสมโลภะเป็นอุปกิเลสแห่งจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละเสียได้ เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลศแห่งจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละสิ่งเหล่านั้นเสียได้ อริยสาวกนี้เราเรียกว่า

พระเจ้ามาจากไหนไม่รู้ รู้แต่ว่า ยะโฮวา มาจากจอมมโน นามว่าโมเสส
ผู้เป็นดั่งพ่อของทาสชาวยิว ที่พาเหล่าลูกทาสหนีตายจากอียิปต์เรืองอำนาจ จนทาสต้องอดอยากเจียนตายกลางทะเลทราย กลุ่มลูกทาสเริ่มแตกความสามัคคี และเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ได้มีการต่อต้านโมเสสอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นต้นเหตุพาหนีมาให้ลำบากกว่าเก่า โมเสสจึงต้องหนีขึ้นไปอยู่บนเขา เพื่อเอาชีวิตรอดจากสหบาทาของลูกทาส จะกลับลงไปก็ไม่ได้เพราะอาจโดนรุมประชาทันฑ์ถึงตาย แต่ก็สามารถคิดหาวิธีได้สำเร็จ คือการแต่งพระเจ้าขึ้นมา พร้อมแกะสลักข้อบัญญัติ 10 ประการลงบนหิน โดยอ้างว่าเป็นของพระเจ้า แบกลงมาเพ้อเจ้อให้เหล่าทาสยิวเชื่อถือกันจนงมงาย รอดพ้นจากฝ่าเท้าลูกทาสอย่างน่าอัศจรรย์ สมกับคำว่าพระเจ้าช่วย จนก่อกำเนิดเป็นศาสนายูดาร์ขึ้นมา

คนมีความรู้ในยุคนี้ เหตุใดจึงโง่งมงายไม่แพ้ทาสในยุคนั้น คนยุคนี้นิยมเป็นทาสยิว

พวกมึงควรจะขอบคุณอุกกาบาตนะ ตอนที่มันพุ่งชนโลกในช่วงแรกๆมันได้นำเอาแบททีเรียชนิดเซลล์เดียวมายังโลก แล้วก็ค่อยๆวิวัฒนาการมาเรื่อยๆในภูมิอากาศโลกในเวลานั้น จนกระทั้งปัจจุบัน ถ้าพระเจ้าของพวกมึงมีจริงทำไมเขาไม่นำมนุษย์ไปยังดวงดาวต่างๆในจักวาลละ เช่น ระบบสุริยะของเรา เอามนุษย์ไปลงแล้วก็ปรับรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมกับการมีชีวิต
ทำไมไม่สร้างละ พวกมึงควรจะนับถือ อุตกาบาต มากกว่า พระเจ้านะ

มนุษย์เรา ยึดหลักการที่ว่า ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ และทุกอย่างย่อมมีที่มาและที่ไป หลักวิทย์ยาศาสตร์คือความจริงนะผมว่า แค่ความเห็นส่วนบุคคลไม่เอาดราม่านะครับ

ถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมถึงสร้างให้คนเราเกิมมาจนหรือรวย มีความต่างชั้นในสังคม
แล้วทำไมท่านถึงปล่อยให้เด็กในเอฟริกาตายวันนึงไม่รู้กี่คน ทำไมท่านถึงสร้างโลกที่มีแต่ความไม่เท่าเทียม ทำไมท่านถึงไม่สร้างให้โลกนี้เป็นโลกที่สมบูรแบบ ไม่มีสงความ หรือสร้างโลกที่อุดมสมบูรไม่มีความอดอยากในบางประเทศ
หรืพระเจ้ารำเอียง ?

ถ้าศาสดาที่คิดค้นพระเจ้าเกิดพร้อมๆกับอีสป ก็นิทานดีๆนี้เอง 555 คนสร้างพระเจ้าขึ้นมาเพื่อใช้ในการปกครองคนหมู่มาก ด้วยการให้เชื่อ เพื่อง่ายต่อการปกครองของคนในสมัยนั้น 555 บอกให้ฆ่าก็ฆ่าฝ่ายที่ไม่เชื่อ พวกสาวกก็พร้อมจะทำตาม 555 รีบๆตื่นจากความมืดบอดที่คนสมัยก่อนแต่งมาหลอกเด็กได้แล้ว

พระเจ้าคือ”กรรม”
ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี

คนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เขาก็คงมีเหตุผลของเขาแหละ เขาคงได้เจอกับปฏิหาร์ในชีวิต เขาคงได้เห็นในสิ่งที่คนที่ไม่เชื่อไม่เห็น ถ้าผู้บรรยายศึกษาแก่แท้ของศาสนาคริสต์ หรือศาสนาที่นับถือพระเจ้า เขาจะไม่กล่าวเช่นนี้.

คนทำคลิปนี้ พยายามบอกว่า พระเจ้าไม่มี แต่..การเวียนว่ายตายเกิดมี…..คงนับถือพุทธ
เขาคงลืมไปว่า…ถ้าทุกอย่างเกิดมาเองด้วยความ่บังเอิญ..งั้นชีวิตก็แค่ สิ่งที่บังเอิญเกิดขึ้นความรู้สึก
ก็แค่..ปฎิกริยาเคลือนไฟฟ้าทีกระทำต่อสมอง..นั้นก็คือ
ถ้าไม่มีพระเจ้า .. ไม่มีการสร้าง .. ก็คือ..ไม่มีชีวิตจริง ๆ ที่เราเรียกว่า วิญญาน
และเมือไม่มีวิญญาน ก็ จะเอาอะไรไปเวียนว่ายตายเกิด นั้นคือ
ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดไปด้วย….ทุก ๆ ชีวิตที่เห็น เกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียวจบ

หาคำตอบทั้งหมดได้ที่ พระเจ้า&วิทยาศาตร์ โดย อ.นายแพทย์ ภากร จันทนมัฏฐะ เมื่อก่อนนักวิทยาศาตร์ไม่มีใครเชื่อเรื่องพระเจ้า และคำภีไบเบิลได้พูดถึงเรื่องพระเยซูทั้งยังอ้างถึงภูมิศาตร์และเมืองที่ไม่มีในแผนที่โลกในปัจจุบัน จนค้นหาความจริงและพิสูจน์ตามที่มีเทคโนโลยี..จะทำได้ตามลำดับของความก้าวหน้าและทันสมัย ถ้าโลกเกิดขึ้นโดยบังเอินเราก็ช่างไร้ค่า และคนที่คิดว่าตนไร้ค่าก็มีมาก อย่าเห็นแก่สิ่งที่มองเห็นเพราะสิ่งที่มองเห็นย่อมศูนย์สลายและเชื่อว่าคลิปนี้จะไม่ได้เปลี่ยนอะไรโลกได้มาก เดี๋ยวก็กลายเปนคลิปขยะในโซเชียล

ในความคิดผมนะ พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่อธิบายได้ถึงทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเหตุ เป็นผล และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง ผิดกับศาสนาอื่นๆที่ถึงแม้ว่าจะมีบทบัญญัติไว้ซึ่งความสงบสุขของมนุษยชาติ แต่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับทุกๆคำถาม นั่นคือ เพราะความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

ศาสนาทุกศาสนา ทำให้คนเป็นคนดี ถึงเค้าจะเชื่อแบบงมงายก็เถอะ มันทำให้คนนั้นกลัวการทำบาป เอาง่ายๆก็คือ บาปบุญไม่มีจริง ถ้าทุกวันนี้ไม่มีศาสนาและกฎหมาย โลกจะปั่นป่วนแค่ไหน ใครๆก็สามารถฆ่ากันได้เพื่อแย่งชิง คนยุคแรกๆจึงนำความเชื่อเรื่องศาสนามาเพื่อควบคุมมนุษย์ให้กลัวการทำผิด รู้ถึงบุญคุณโทษ เมื่อก่อนมันไม่มีกฎหมายเค้าเลยใช้ศาสนานี่แหล่ะ เป็นตัวควบคุมให้มนุษย์ทำผิดน้อยลง คนที่เชื่อเรื่องศาสนา ก็เชื่อต่อไปครับ ถ้ามันทำให้ท่านสบายใจและมีความสุข สำหรับผมแล้ว ผมไม่เชื่อกับสิ่งที่มองไม่เห็น เวลาเค้าทำพิธีอะไรก็ไม่ไปยุ่งกับเค้า ต่างคนต่างอยู่ครับ อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ดีกว่าถกเถียงกันเรื่องศาสนาไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าคนทั้งโลก นับถือศาสนาพุทธหมด แล้วเคร่งครัดในหลักคำสอนกันทุกคน ทุกคนบวชเป็นพระหมดทั้งโลก มนุษย์สูญพันธุ์ภายในหนึ่งร้อยปีแน่ เพราะพระห้ามมีภรรยา เมื่อไม่มีภรรยาก็ไม่มีลูก จบกันเผ่าพันธุ์มนุษย์
1เหตุใดที่เราไม่เชื่อในศาสนาพุทธ เพราะพระพุทธเจ้าได้บอกเอาใว้ว่า อย่าเชื่อคนง่ายๆ แม้แต่ตัวท่านเองท่านก็ไม่ให้เชื่อ ลองคิดๆดูแล้วท่านเองยังไม่มั่นใจเลยว่าท่านได้ทำในสิ่งที่ถุกต้องหรือเปล่า ท่านเองยังไม่มั่นใจ แล้วเหตุไฉนที่เราต้องตามท่าน
2 ศาสนิกชนเชื่อว่าท่านได้ปรินิพาน คำถามคือใครเป็นคนบอกว่าได้นิพาน ท่านบอกเองรึ?? หรือว่าสาวกบอกเอง แล้วที่สำคัญใครผู้รับรองว่าท่านได้นิพาน
3 ศาสนาพุทธบอกว่ามนุษย์เกิดมาล้วนชดใช้กรรม ตามหลักตรรกทางวิทยาศาสตร์แล้ว ต้องตอบให้ได้ว่า มนุษย์กับกรรมใครเกิดขึ้นมาก่อน จะอันไหนเกิดขึ้นมาก่อนล้วนแล้วขัดกับหลักตรรกศาสตรทั้งสิ้น

นับถือศาสนาพุทธค่ะ แต่เราเข้าโบสถ์คริสบ่อยมากเพราะอยู่เมืองนอก ห่างไกลวัด ถึงเราจะนับถือศาสนาพุทธและซาบซึ้งในรสพระธรรมคำสอนสั่งของพระพุทธเจ้าของเรา แต่เวลาเข้าโบสถ์ก็จะรู้สึกซาบซึ้งใจและเคารพมากค่ะ จะเข้าไปเคารพและนั่งสงบทำสมาธิ มีความรู้สึกศัทธาเท่าศาสนาของตัวเอง ศาสนาพุทธไม่เคยสอนให้เกลียดศาสนาอื่น ทุกๆศาสนามีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป เราไม่ควรไปว่ากล่าวหรือวิจารณ์ศาสนาอื่น ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี มีแต่คนนี่แหละที่เอาไปบิดเบือนทำให้บางศาสนากลายเป็นศาสนาที่คนไม่ชอบและโดนรังเกียจ เป็นเรื่องน่าเศร้ามากจริงๆค่ะ

การระเบิดแต่ละครั้งของ Big Bang เหตุการเกิดขึ้นต่างกัน เหมือนกันสุ่ม ไม่มีอะไรคงทีและเหมือนเดิม อายุขัยของหนึ่งชาติระยะเวลาไม่เท่ากัน สิ่งที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตเทรียบกับสะสารทั้งเอกภพ สิ่งมีชีวิตแทบไม่มีตัวตน ตรรกะใด หลักการและภูมิปัญญาแบบเราไม่สามารถกำหนดและเข้าใจทุกอย่างได้หมด ต่อให้จะพยายามแค่ไหน
ไม่มีใครสร้างใคร เราไม่เข้าใจ มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด มันคือสิ่งที่เรียกว่า โปรแกรมอัตโนมัติ ที่มีกฎเกณ ไม่ตายตัว อยุ่ในจุดที่เล็กที่สุดในเอกภพ

พิสูจน์ได้ด้วยการอธิษฐานรับเชื่อพระเยซูครับ ก่อนรับเชื่อก็ไปหาดูว่าเขาให้ทำอย่างไร พระเยซูเป็นใคร ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม.หรอกครับในการศึกษาแล้วลองรับเชื่อดู แล้วก็ลองอธิษฐาน(คุยกับพระเจ้าโดยเชื่อว่าพระองค์ฟังเราอยู่)ขอในสิ่งที่ดีไม่ใช่สิ่งชั่วหรือสิ่งไร้สาระ หรือเรื่องกิเลสตัณหาการใฝ่ต่ำหรือเห็นแก่ตัว เช่น คุณทะเลาะกับพ่อแล้วอยากขอคืนดีแบบง่ายๆ ทำของที่สำคัญจริงๆๆหาย ต้องการเลิกเหล้า บุหรี่ ต้องการความสัมพันธ์ที่ดี ต้องการเรียนให้เข้าใจ ต้องการหายโรคต่างๆ ลองดูครับ

เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ อย่างศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้าแต่บางคนก็ยังบูชาพระเจ้าของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั่นแหละ พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแต่พระพุทธเจ้าคือศาสดา ที่ได้ตรัสรู้ได้เข้าถึงคามจริง อันสูงสุด ได้เข้าพระนิพพาน เป็นอรหันต์ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ชาตินี้ชาติหน้าศาสดาคือพระพุทธเจ้า

ตอนวินาทีที่2:31-3ฟังคนอธิบายมานะโง่มากๆจริงๆใครเป็นผู้สร้างพระเจ้า….ขอตอบความจริงที่เรามนุษ์ตัวเล็กๆซึ่งไม่รุ้เรื่องพระเจ้า..ถ้าพระเจ้าถูกสร้างเขาจะเรียกว่าพระเจ้าหรอ…โง่จริงๆเขาบอกแล้วว่าพรัเจ้าสร้งทุกอย่าง..แล้วยังถามใครสร้างพระเจ้า..เอ๊..คนเรามองถึงภูเขาแต่ขณะเดียวกันมองไม่เห็นคิวตัวเอง…น่าสงสารเจ้าจริงๆที่ไม่มีวันยุในดินแดนของพระเจ้า….วันของพระเจ้าใกล้มาแล้วเจ้าจงเตรียมตัวไว้เถาะ…เรือโนอาร์ก็ถุกค้นพบแล้วตามที่พระเจ้ากล่าวไว้เหมือนทุกอย่างนักวิทยาศาสต์หลายคนออกมายอมรับตรงกับคำภีใบเบิร์ลทุกประการณ์…อธิบายผิดลองศึกษาใหม่นะท่าน…ใช้ใจเป็นกลางในการศึกษาดูดีๆท่านจะเข้าใจ…ยังไม่สายพระเจ้าให้อภัยคุณ….

ฟังจนจบก็สัมผัสได้ว่า ผู้ทำคลิป ท่านเต็มไปด้วยความไม่รู้ มีอคติ และศึกษาหาความจริงเรื่องพระเจ้ามาน้อยมาก อาศัยเพียงความเห็นส่วนตัว ความรู้สึกคิดไปเองและใช้เพียงความรู้พื้นฐานสามัญชนมาตัดสินและสรุปการไม่มีอยู่ของพระเจ้า ถ้าท่านมีหัวใจที่แสวงหาความจริงของธรรมชาติและชีวิตแบบพระพุทธเจ้า ท่านจะไม่มีอคติว่า พระเจ้าเป็นของศาสนาเขา ไม่ใช่ศาสนาเรา ท่านจะไม่ยึดว่าพระเจ้า เป็นแค่เรื่องงมงายของศาสนา ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่า ผู้ทำคลิป ผู้แสดงตนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แต่ท่านจะกลับเชื่อเรื่องยมบาล เชื่อเรื่องเทวดา เชื่อเรื่องวิญญาณของตน ท่านไม่ขอพรจากพระเจ้า แต่ท่านกลับขอพรจากรูปปั้น ขอจากศาลเจ้าที่ ขอจากสิ่งศักสิทธิ์ในสากลโลก ข้าพเจ้าหวังใจว่า ท่านจะเปิดหัวใจศึกษาแสวงหา เรื่องพระเจ้า จากคนผู้ซึ่งเข้าใจเรื่องพระเจ้าอย่างจริงจัง เพื่อท่านเองจะได้ดวงตาเห็นธรรม และชี้นำจิตวิญญาณผู้อื่นได้ถูกต้อง

ผมเป็นคนศาสนาพุทธนะ แต่ตอนนี้ศึกษาพระคำภีอยู่ (ผมไม่ได้ศึกษาจากศาสนาได้นะ และผมไม่ได้เข้าข้างศาสนาใดศาสนาหนึ่ง) และตอนนี้ก็รู้แล้วว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ผมอยากถามคุณว่าคุณเอาความรู้มาจากไหน ทำไมผมฟังทัง20ข้อของคุณแล้วมันไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวเลยแม้แต่นิดเดียว ผมก็ยังเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เพราะสิ่งทีคุณพูดมานั้นคุณไม่รู้จริง คุณรู้เพียงแต่พายนอกเท่านั้น คุณไม่รู้พระประสงค์ของพระเจ้าที่แท้จริง

ขออนุญาตแสดงความคิดนะครับคนที่มาเผยแพร่ก็ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงแค่ยกตัวอย่างและเหตุผลขึ้นมาเพื่อปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าเท่านั้นเอง คุณเองเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่มีทางเข้าใจผู้สร้างได้หรอกครับว่าทำไมอย่างไรจึงสร้างเราทุกคนมาเป็นแบบนี้ นอกจากถามพระเจ้าคือผู้สร้างนั่นแหล่ะครับ และทุกอย่างที่ผิดเพื้ยนไปจากสิ่งที่เป็นความจริงคือความบาป ที่เกิดขึ้น ขี้เกียจะอธิบายเยอะล่ะเพราะอธิบายไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะถ้าคุณรู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้ คุณจะไม่มีทางพูดว่าใครสร้างพระเจ้า เพราะไม่มีใครสร้างพระเจ้าครับ สติปัญญาระดับมนุษย์ไม่มีทางเข้าใจพระองค์หรอกครับนอกนอกพระองค์จะเปิดเผยสำแดง ขอบคุณครับ

ทุกคนค่ะคนที่ไม่เชื่อก้ม่ต้องพูดให้คนอื่นว่าไม่ดีกว่าเหรอคะในเมื่อไม่เชื่อก้ไม่ต่องเชื่อสิค่ะ ในเมื่อบอกว่าพระเจ้าไม่มีจริงศาสนาพุทธของพวกคุณก็ไม่มีจริงเหมือนกันแหละค่ะทุกศาสนามีประวัติของศาสนานิค่ะทำไมต้องมาพูดแบบนี้ในเมื่อพวกคุณม่เชื่อก้ไม่ต้องเชื่อสิมาลบลู่แบบนี้ทำไมค่ะคนที่เขาเชื่อก้เชื่อแต่นี้คุณลองไปอ่านคัมภีร์ก่อนไหมค่ะคุณถึงจะเข้าใจอ่ะ

คนโบราณที่มีอำนาจเขาไม่เข้าวิทยาศาสตร์เขาต้องสร้างอะไขึ้นมาให้ดูมีอำนาจและน่ากลัวเพื่อใช้เป็นเครื่องจักจุงหล่อหลอมจิตใจคนเพื่อง่ายต่อการปกครองบังคับควบคุมใครขัดฝืนก่มีโทษตามบัญญัติมันก่เลยกลายเป็นลัทธิความเชื่อประเพณีเหมือนกาลิเลโอบอกโลกกลมนะโดนเขาจับขังคุกเกือบตายเพราะเขาบัญญัติว่าโลกแบนแต่โลกมันกลมมาตั้งแต่มันเกิดหลายพันล้านปีมาแล้วสรุปใครจะเชื่ออะไรก่สุดแท้แต่ระดับสติปัญญาของเขาครับว่ากันไม่ได้ อัตตาๆๆๆ

เอกภพ มันไม่มีเวลา ไม่มีที่อยู่ ไม่เป็นวัตถุ พระเจ้า
ยุไหน นั่งบนอะไร สร้างโลกเวลาไหน ใครสร้างดวงอาทิตย์ ใครสร้างดวงจันทร์ พระเจ้าเอ่ย ลูกๆของท่านโง่ ใช่เเต่อารมย์ ไม่น่านับถือ ธรรมชาติต่างหากที่มีอยู่ ธรรมชาติสร้างตัวของมันเอง

ทุกสรรพสิ่งมีกำเนิดจากความว่างเปล่าสุดท้ายต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่า

ถ้ามีคนพูดว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก…ก็ให้เราถามกลับไปว่าให้เล่าสร้างพระเจ้า…ถ้าเขาบอกว่าพระเจ้าเกิดขึ้นเอง…ให้เราตอบกลับไปว่าธรรมชาติก็เกิดขึ้นเองได้เช่นกัน..

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ ไม่มีใครสร้างพระเจ้าหรอกครับ แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้ามีจริงครับ ผมขอขัดแย้งว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างจริงๆครับ พระผู้สร้างไม่ได้สร้างให้โลกโหดร้ายครับ แต่ว่าเพราะความบาปของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้โลกโหดร้าย เปรียบเสมือนพ่อแม่ที่ให้กำเนิดลูกมา แต่ไม่สามารถสร้างจิตใจของลูกได้ ลูกจะดำเนินชีวิตแบบไหนพ่อแม่ก็ไม่สามารถสร้างจิตใจลูกได้ครับ พระเจ้าก็เปรียบเสมือนผู้เขียนหนังสือครับ ตัวละครในหนังสือสามารถรู้ได้รึเปล่าครับว่าใครคือผู้เขียนตัวเองขึ้นมา ความเป็นจริงก็บอกไว้อยู่แล้วว่า ธรรมชาติ ก็คำว่าธรรมชาตินั่นแหละครับที่เราเรียกว่าพระเจ้า เหมือนคนเรายังเรียกคำว่าแม่ต่างกันเลยครับ แม่ ม๊า มัม อามอนี โอก้าซัง ถ้าเราไม่รู้ความหมายเราก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าคำเหล่านี้ก็แปลว่าแม่ นั่นแหละครับ บางครั้งมนุษย์ก็เหมือนอยู่ในกล่องครับ รู้แค่ภายในกล่อง แต่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่านอกกล่องมีอะไรบ้าง กล่องวางอยู่ตรงไหน ใครเป็นคนถือกล่อง ไม่มีใครบอกได้ เพราะว่าไม่รู้ มีแค่การสันนิษฐานไปหลากหลาย แต่ก็ไม่มีใครรู้จริงๆอยู่ดีครับ ที่โลกนี้โหดร้ายไม่ใข่เพราะพระเจ้าสร้างให้โหดร้าย จิตแรกเริ่มของมนุษย์โหดร้ายรึเปล่าครับ แต่เพราะมีความมัวหมองต่างๆมาทำให้จิตขุ่นมัวไม่ใช่หรอกหรอครับ โลกก็เหมือนกัน ศาสนาก็ไม่ได้สอนให้คนเกลียดกัน ฆ่ากัน แต่เพราะคนเองต่างหากที่เอาศาสนามาเป็นข้ออ้าง ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่มีเหตุของมันครับ มันถึงเกิดมาได้ ไม่ใช่อยู่ๆก็มีมาเลย ทุกอย่างก็มีเหตุ เราไม่สามารถบอกได้หรอกครับว่าพระเจ้าไม่มาช่วยและปล่อยให้โลกโหดร้าย ศาสนาพุทธเราก็สอนอยู่ไม่ใช่หรอครับที่ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกสิ่งที่เลวร้ายก็เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ทั้งนั้นแหละครับ บางสิ่งบางอย่างสิ่งศักดิ์สิทเองก็ทำได้แค่เฝ้ามองครับ เพราะหากช่วยหมดทุกอย่าง โลกคงวินาศแน่ครับ ผมเชื่อว่าถ้ามนุษย์เห็นพระเจ้าจริงๆ และขออะไรกับพระเจ้าได้ทุกอย่าง ล้านเปอร์เซ็นต์เลยครับ มนุษย์ต้องขอในสิ่งที่สนองความต้องการของตัวเอง เพราะความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด

แล้วที่ทุกวันนี้พวกคุณกราบไหว้ก้อนหินทาลิปสติกนี้ล่ะ
แล้วพวกคุณกราบไหว้นิทานหลอกเด็กว่าเดินได้ตั้งแต่เกิดละ
แล้วที่คุณไหว้ต้นไม้เน่าละ
ต้นไม่ที่พระเจ้าสร้างคูณก็คิดว่าเป็นพระเจ้า
ถ้าคุณอากศึกษาก็มีพระคำภีไว้อ่านยังดีกว่าใบลานที่แต่งขึ้นจากคนไม่รู้เรื่อง
ก่อนจะว่าจงคิดก่อนจะคิดจงไตร่ตรองก่อนจะไตร่ตรองจงคิดว่าเราเป็นใครก่อนจะคิดว่าเราเป็นใครจงนึกว่าใครเป็นผู้สร้างเรา
สัตว์สร้างมาให้เรากินไม่ได้สร้างให้มาเป็นพี่น้องจงคิดว่าสัตว์อยู่กับคนไม่ได่
พระเจ้าทรงสร้างสันเเรงงานและสัตว์ไว้เป็นอาหาร
ถ้าคุณคิดว่าพระเจ้าลำเอียงก็ซื้อสัตว์และมหาสมุทรไว้เป็นของตนเองเเละเลี้ยงสัตว์เหมื่อนเป็นพี่น้องของตน. จงคิดเถิดคิดเสียว่าความมืดพระเจ้าไม่ได้สร้างแต่เะราะว่าไม่มีความสว่างจึงมีความมืดและความหนาวพระเจ้าไม่ได้สร้างแต่เพราะว่าไม่มีความร้อนไนความหนาว
ใครอยากท้วงอะไรก็ได้ไม่ได้ว่ากันแค่ความคิดเห็นเล็กน้อย
-ใช่ครับ พวก โง่เท่านั้น แหละ กราบไหว้ก้อนหิน กราบไหว้คนด้วยกัน นี่ยังไม่พูดถึง ไอ้ที่ หลอกลวงชาวบ้าน นะ เอาจริงๆ ตามหลักคำสอน ของ พระพุทธเจ้า ของชาวพุท นะ พระองค์พูดกับพระอานนท์ ห้ามไม่ให้ สร้าง รูปปั้น หรือ สิ่งเทียม พระองค์ หลังพระองค์ สวรรค์นาคด แล้ว แต่ ชาวพุทไม่ได้ ทำตามคำสอนที่พระองค์บอกไว้ ก็ยัง หน้าโง่ สร้างพระองค์ใหญ่ที่สุดในโลก พระเครื่อง หลอกลวง มากมาย ไหนจะ พระในวัด เล่นยา เล่น ผญ เล่น เงิน เล่นทุกคน น่านับถือ มากครับ อยากได้บุญต้องทำบุญครับ ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก ผมนี่งง เลย ถ้าคนจนเขาไม่มีเงินทำ ก็ไม่มีบุญไปสิครับ ศาสนาพุทธ เงิน ต้อง มากก่อน ครับ
-ผู้ข้อง อยู่ในพระโพธิญาณ
7 เดือนที่ผ่านมา
เห็นต่าง ไม่ได้หรือ คนจนไม่มีเงินก็ทำบุญได้ครับ หลายๆครั้งการทำบุญของคนจนยังได้รับผลตอบแทนมากกว่าคนรวยซะอีกครับ บุญไม่ได้เกิดจากใช้เงินมากน้อยหรอกครับ มันอยู่ที่เจตนาต่างหาก อีกอย่างพระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้พระรับเงินทองนะครับ พระอรหันต์ก็มีอยู่ท่านไม่รับเงินทองหรอกครับคุณไปหาดูถ้าคุณเจอให้รีบหาทางทำบุญกับท่านเลยนะครับ คุณจะได้รับผลบุญอย่างมหาศาล ตายไปก็ไปสู่สวรรค์
-พวกโง่ ต้องถามตัวคุณเองก่อนว่าเคยศึกษาศาสนาพุทธแท้ๆหรือยัง? ถ้ายังไม่เคยศึกษามาคอมเม้นแบบนี้ ความโง่ตกอยู่กับพวกคุณเอง มันเท่ากับว่าโกหก เขาสอนไม่ให้คุณโกหกไม่ใช่หรือ ถ้าไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธอย่างแท้จริงแล้วเท่ากับว่าคุณกำลังโกหกอยู่น่ะ
-ใช่ครับเรากราบและบูชา ก้อนหินทาลิป ที่รู้แจ้งเห็นจริง๔เรื่อง ๑เรื่องทุกข์ ๒เรื่องบ่อเกิดกับการทุกข์ ๓เรื่องการดับทุกข์ และ๔เรื่องที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ และยังโง่ขนาดเพ้อไปอีกว่ามี ๘อย่างที่จะดับทุกข์ ได้แก่ ๑สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ ๒สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ ๓สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ ๕สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖สัมมาวายามะ-พยายามชอบ ๗สัมมาสติ-ระลึกชอบ ๘สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ โง่มากครับรู้ทุกเรื่องแบบนี้ แล้วพวกเรายังเชื่อนิทานหลอกเด็กอีกว่า เกิดมาเดินได้๗ก้าวแล้วยังโกหกว่าสถานที่จริงยังอยู่อีก ยังรู้แจ้งแล้วยังโกหกว่าสถานที่จริงยังอยู่อีก และตายก็มีสถานที่จริงอีกนั้นละ พร้อมกับโกหกอีกว่าทั้งสามเรื่องนี้เกิดขึ้นในยามค่ำคืนหรือราตรีที่ตรงกันอีกเขาหลอกได้สมบูรณ์มากครับนับถือๆ และที่บอกว่าอ่านใบบาลนี้ พวกเขาท่องจำมาปากต่อปากแล้วก็จนมั้งเลยเอาใบลานไม่มีหนังสืออ่านแต่พวกเขาเขียนไม่เหมือนปรกติด้วยถ้าไม่ใข่พวกเดียวกันนี้หลอกให้อ่านและเข้าใจไม่ได้จริงๆ เอาแค่นี้พอนะ คนอะไรหลอกได้นานตั้ง๒๕๖๐ปี โอ้พระเจ้าใครเชื่อนี้หลอกง่ายสุดๆ ปล.รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก
-ไอ้สัสนรกอิสลาม เข้ามาบิตเบือนพระสัจธรรม
ศาสนาพุทธ เป็น อเทวนิยม เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ เชื่อได้ เห็นได้ ปฎิบัติได้ พิสูจน์ได้ เป็นเหตุได้ เป็นผลได้ไม่จำกัดกาล เเม้ผู้รู้ใดๆในโลก เเม้นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับ พระสัจธรรม เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ที่สุดในโลกนี้
ส่วนฮินดูที่ป่นมากับพุทธ ที่ไม่ใช่พุทธ เช่น เทวนิยม เทวรูป//ความเชื่อทรงเจ้าไหว้ผี เชื่อพระเจ้า เลขผาหน้าไม้ นับถือวัตรผิดๆ บูชายันต์ พลีกรรม บ่วงทร่วง นับถือเดรฉาน ไสยศาสตร์ อวิชา สักยันต์ หรือเชื่อ ภูเขาสูง ต้นไม้ใหญ่ ((นั้นทั้งหมดไม่ใช่พุทธ. /พุทธที่เเท้ คือ พระธรรม “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”. เเม้เเต่พระพุทธเจ้าก็เคารพในพระธรรมให้พระธรรมเป็นศาสดาเเทนในกาลล่วงไป. ))
(() ควรหรือ. ที่มารศาสนาเเบบมึง. จะมากล่าวหมิ่นพระสัจธรรม. อันสูงสุดเหนืออนันตจักวาลนี้ได้ พระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ เหล่าเทพ พระเจ้า พระพรหม มาร เเละปวงสัตว์โลก ())
-เเล้ว นบี มูฮับหมัด กระทำชำเลาข่มขืนเด็ก9ขวบล่ะ ???
เเล้วนบี มูฮับหมัด ยังไปขโมยไบรเบิลคริสต์ มาลอกในถำ. (จะเชื่อได้ไง ไอ้นบี มูฮับหมัด. คนโรคจิตวิตถารเเบบนั้น. มาเขียนอังกุรอ่าน เพิ่มบ้ากามมีเมีย4คน ลูกเป็นฝูงๆไว้ครองโลก ) มุสลิมนี้โง่ บ้าเชื่อไอ้นบี โรคจิต เลยกลายเป็นว่าไปเบียดเบียน ทำลายล้าง กลืนศาสนาอื่นด้วยกามเเล้วดึงลากเข้าศาสนา. ปล้นชิงทรัพย์สิน ดินเเดนถือว่าได้บุญ. ล้าง ศาสนาอื่นๆไปหมด. ((กล่าวได้เต็มปาก ว่าไอ้นบี บ้าบอ. เเต่งเรื่องไอ้สัสอัลลาห์ มาล้างโลก))
-ไอ้สัสอัลลอห์หังดอ. มึงพูดบิตเบือนความจริงอะไร??!!!// (()ศาสนาพุทธเขาสืบต่อพระไตรปิฎก พระเจ้าอโศกมหาราชร่วมเหล่าพระอริยะสาวกมีพระอานนท์เป็นประทานทำสังคยาณาพระไตรปิฎกขึ้นมา. เเละพระเจ้าอโศกมหาราชจัดสร้างพระไตรปิฎก เเล้วสั่งทหารขี้ม้านำพระไตรปิฎกนั้นไปใน9ทิศทาง 1ในนั้นก็มาถึงสุวรรณภูมิ จนกลายเป็นพระไตรปิฎก(ฉบับสยามรัฐ ที่เก่าเเก่ที่สุดในโลก)ใช้ในประเทศไทย เเละเพื่อนบ้านจนถึงทุกวันนี้ (()
-ผมไม่เคยสงสัย เพราะ ทุกๆวันนี้เห็นแต่ ธรรมชาติดำเนินไปเอง ไม่เห็นมีใครไปกุมบังเหียนมันเลย ธาตุ ต่างๆ สสารต่างๆ ปฏิกิริยาต่างๆ มีสถานะของมันเอง ทำงานด้วยตัวมันเอง แล้วก็ยังมีสภาพที่มัน ยึดติด ดึงดูด ผลักออก มันก็ทำงานเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทั้งหมดล้วน ทำงานด้วยตัวมันเอง จะไปเอาอะไรมาบอกว่ามันมีใครสร้างได้อีก
แต่มนุษย์พยายามค้นหามัน ในจุดกำเนิดมันอีก ความสงสัยจึงเกิดขึ้น คือ พยายามค้นสิ่งที่มันดำเนินไปได้ด้วยตัวมันเอง ในหลักพุทธเรียก ธรรมชาติ แต่ในศาสนาอื่น คิดลึกกว่านั้นไปอีก จนไปซ้อนความคิดที่ว่ามันจะต้องมีมากกว่านั้นขึ้นมา จนมันไปจบที่ คำว่า”พระเจ้า”
จริงแล้ว!! ผมคิดว่ามันเป็นคำๆเดียวกัน คำว่า”ธรรมชาติ” ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่คำว่า”พระเจ้า” ดูยิ่งใหญ่กว่าในความคิดของมนุษย์
พูดง่าย ศาสนาพุทธจบที่คำว่า ธรรมชาติ แต่ในศาสนาที่มีพระเจ้า ต่อยอดไป เช่น ต้นกำเนิดการมีขึ้น ความที่มันมหัศจรรย ์ในสิ่งมีชีวิตต่างๆ คิดไปจนมันมีคำว่า จะต้องมีผู้สร้าง ขึ้นมา แล้วก็ต้องยิ่งใหญ่กว่า คำว่า “พระเจ้าผู้สร้าง” จึงมีขึ้น
แล้วถ้าจะบอกว่า พระเจ้า มีตามหลัก ศาสนาที่มี”พระเจ้า”แล้ว พระเจ้าก็จะมีขึ้นมา
แต่ผมจะขอชี้แจ้งความคิดตนเองว่า จะมานั่งคิดว่า มีสิ่งเหนือจินตนาการเหล่านี้ มันเป็นไปได้ยากเหตุเพราะ มันมีความขัดแย้ง ในตัวของพระเจ้าเองอยู่แล้ว ที่บอกว่า พระเจ้ามีขึ้นเอง มีมายังไง? ตัวท่านไม่มีผู้สร้างอีก แถมมาเป็นผู้สร้าง ทั้งๆที่จักรวาลยังไม่มี ที่ให้อาศัย ฯลฯ อีกมากมาย
เพราะมันมีตัวเราเองอยู่ คือ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ
เวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว แต่พระเจ้าเหนือขึ้นไปอีก คิดดูแล้วมันมีแต่ความที่ว่า ล่ำจินตนาการเกินไป จนคำว่า”เหตุและผลไม่มี” ในสถานะนี้ ความเห็นต่างจึงมี

มีคนบอกว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง สร้างทุกอย่าง ดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า แล้วใครเล่าสร้างพระเจ้า เขาตอบว่าพระเจ้าเกิดขึ้นเอง พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า ถ้าพระเจ้าเกิดขึ้นเอง เราก็บอกได้ว่าธรรมชาตินั่นก็เกิดขึ้นเอง ธรรมชาตินั่นย่อมตั้งอยู่นั่นนั้นเที่ยว เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

การที่บอกศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เป็นแก่นแท้โดนเหยียดศาสนาอื่น อย่างนั้นถูกแล้วหรือ เหตุใดจึงเห็นเศษผงในตาของผู้อื่น แต่ไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของท่านเองจึงไม่รู้ การที่บอกว่าตนเองเป็นผู้รู้ผู้เผยแพร่มันจะต่างอะไรกับมารซาตานกันเล่า เผยแพร่ศาสนาแต่กลับเหยียดศาสนาให้เกิดความแตกแยก สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นล่ะคือความจริง น้ำท่วมโลกเคยเกิดขึ้นจริง ในหลายประเทศที่มีเมืองที่ หลับไหลอยู่ใต้น้ำมีอยู่จริงรวมถึงประเทศไทยที่เรียกกันว่า เมืองบาดาล ประวัติศาสตร์จริงหลักฐานมีอยู่ แต่คุณเลือกที่จะมองข้ามปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องจริง การว่าร้ายใส่ความไม่ผิดศีลธรรมหรือ เคยรักและนับถือมาก ทุกวันนี้คนเผยแพร่เริ่มไม่หน้าเชื่อถือ สิทธิ์ของบุคคล ไม่ควรเหยียดกัน ความปรับปรุงอคติในใจก่อนนะ ผู้ใส่ผ้าสีสว่างสวยงาม ใจไม่ได้สว่างอย่างผ้าแล้วจะนำทางไปถึงสวรรค์ได้อย่างไร ขอบคุณค่ะ

ไม่คิดจะลบหลู่ศาสนาไหนนะคะ แต่สำหรับความคิดเราแล้ว เราเคยเชื่อว่าพระเจ้านั้นมีอยู่จริง แต่ในสภาวะที่ต้องเดินด้วยตัวเอง กลับมีแค่ตัวเราเองกับเพื่อนร่วมโลกที่คอยช่วยเหลือกัน ไม่มีปาฏิหาริย์อะไรทั้งสิ้นที่เกิดรึเห็นในครอบครัว ทั้งที่ก็ทำบุญมาเยอะแท้ๆ ลบล้างความทุกข์ยากไม่ได้เลย นอกจากดิ้นรนด้วยตัวเอง

พวกเราคือหนูทดลอง พระเจ้าดูอยุ่ เหมือนเราส่องกล้องจุลทัดดูการเติบโตของแบคทีเรีย พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าความว่างเปล่า ความว่างเปล่าเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ผุ้สร้างหรือออกแบบ เราอาจเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองสิ่งยิ่งใหญ่ไม่เห็น มันไกลตัวเกินกว่าที่พระเจ้าขีดเส้นกําหนดให้มนุษย์ได้แค่ดํารงและพัฒนาสมองตัวเองโดยให้ไร้ขีดจํากัด แต่สัมผัสเข้าถึงพระเจ้าได้ว่าท่านมีอยุ่จริงตามความเชื่อ คุณอาจจะไม่เคยเห็นเทพีเสรีภาพที่อเมริกากับตา ถ้าคุณไม่เคยไปเห็นมันกับตา ได้เห็นแต่รูปในอินเตอเน็ท มันอาจไม่มีจริงในรูปก็ได้เทพี 555 แต่คนที่ศรัทธาจะบอกว่าเทพีมีจริงเพราะฉันยืนอยุ่ที่เทพีเนี่ย ฉันอยุ่เมกายืนอยุ่ที่เทพีเนี่ย คนไม่เชื่อก็บอกขี้โม้ เทพีไม่มีอยุ่จริงหรอก # จะไม่มีได้ไงเพราะฉันเป็นคนสร้างเทพีนี้ขึ้นมา พระเจ้าก็เช่นกัน ที่สร้างจุดเริ่มต้น และให้ตัวของมันสร้างตัวของมันเองแบบautoวนเวียนจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน “จูฬนีสูตร” พระไตรปิฎก หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า
จักรวาล ประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจร ไปร่วมกัน
จะมีขุนเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) (เป็นภูเขาทิพย์ที่เห็นได้เฉพาะผู้มีอภิญญา) ทวีปต่างๆ ที่ตั้งชื่อกันในสมัย
นั้นคือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป มหาสมุทรทั้ง ๔ (นับกันได้ในสมัยนั้น)
มีนรกขุมต่างๆ สวรรค์ชั้นต่างๆ และพรหมโลกชั้นต่างๆ
โลกธาตุ มี ๓ ขนาด คือ โลกธาตุอย่างเล็กมีจำนวนพันจักรวาล โลกธาตุอย่างกลางมีจำนวนล้านจักรวาล
โลกธาตุอย่างใหญ่มีจำนวน แสนโกฏิจักรวาล

ทั้งโลกธาตุอย่างเล็กก็ดี อย่างกลางก็ดี อย่างใหญ่ก็ดี ยังมีอีกจำนวนมากมาย
“ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับไปในที่สุด”
กำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน “อัคคัญญสูตร” พระไตรปิฎก หน้า ๖๑ เล่ม ๑๑ ว่า
เกิดมีน้ำขึ้นในห้วงอวกาศอันมืดมิดก่อนแล้วนานๆไปเกิดการรวมตัวงวดเข้าเป็นง้วนดิน แล้วพัฒนาเป็นกระบิดิน
ต่อไปเป็นเครือดิน จากนั้นมีต้นข้าวและพืชทั้งหลายเกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หมู่ดาว
นรกขุมต่างๆ เทวโลกและพรหมโลกชั้นต่างๆ ก็เกิดขึ้นเอง

กำเนิดชีวิตพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “เพราะมีความอยาก จึงมีการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา
เมื่อไม่มีความอยากการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่มี”

จักรวาลอันหนึ่ง โดยยาวและโดยกว้าง ประมาณ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร)
ส่วนโดยรอบปริมณฑลทั้งสิ้น (ของจักรวาลนั้น) ประมาณ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์

ขนาดหนาของแผ่นดิน ในจักรวาลนั้น
แผ่นดินนี้ กล่าวโดยความหนา มีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์

ขนาดหนาของน้ำรองแผ่นดิน สิ่งที่รองแผ่นดินนั้นหรือ
คือน้ำอันตั้งอยู่บนลม โดยความหนามีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์

ขนาดความหนาของลมรองน้ำ
ลมอัน (พัดดัน) ขึ้นฟ้า (โดยความหนา) มีประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ นี่เป็นความตั้งอยู่พร้อมมูลแห่งโลก

ขนาดภูเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) และต้นไม้ประจำทวีป
อนึ่ง ในจักรวาลที่ตั้งอยู่พร้อมมูลอย่างนี้นั้น มี
ภูเขาสิเนรุอันเป็นภูเขาสูงที่สุด หยั่ง (ลึก) ลงไปในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไป (ในฟ้า) ก็ประมาณเท่ากันนั้น
ภูเขาใหญ่ทั้งหลาย คือภูเขายุคันธร ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวีกะ ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขาเนมินธระ
ภูเขาวินตกะ ภูเขาอัสสกัณณะ อันตระการไปด้วยรัตนะหลากๆ ราวกะภูเขาทิพย์ หยั่ง (ลึก) ลงไป
(ในมหาสมุทร) และสูงขึ้นไป (ในฟ้า) โดยประมาณกึ่งหนึ่งแต่ประมาณแห่งภูเขาสิเนรุไปตามลำดับ
ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ นั้น (ตั้งอยู่) โดยรอบภูเขาสิเนรุเป็นที่อยู่ของ (จาตุ)มหาราช เป็นที่ๆ เทวดา และยักษ์อาศัยอยู่

ภูเขาหิมวาสูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ (เท่ากัน) ประดับไปด้วยยอดถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด
ต้นชมพู (หว้า) ชื่อนคะ วัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และกิ่ง (แต่ละกิ่ง)
ก็ยาว ๕๐ โยชน์ แผ่ออกไปวัดได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ และสูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ด้วยอานุภาพของ
ต้นชมพู (นี้) ไรเล่า ทวีปนี้จึงถูกประกาศชื่อว่า ชมพูทวีป
ก็แลขนาดของต้นชมพูนี้ใด ขนาดนั้นนั่นแหละเป็นขนาดของต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย) ของพวกอสูร
ต้นสิมพลี (งิ้ว) ของพวกครุฑ ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม) ในอมรโคยานทวีป ต้นกัปปะในอุตตรกุรุทวีป
ต้นสิรีระ (ซึก) ในบุพพวิเทหทวีป ต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านโบราณจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
(ต้นไม้ประจำภพและทวีป คือ) ต้นปาฏลี ต้นสิมพลี ต้นชมพู ต้นปาริตฉัตตะของพวกเทวดา
ต้นกทัมพะ ต้นกัปปะ และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ ดังนี้

ขนาดภูเขาจักรวาล

ภูเขาจักรวาล หยั่ง (ลึก) ลงไปในมหาสมุทร ๘๒,๐๐๐ โยชน์
สูงขึ้นไป (ในฟ้า) ก็เท่ากันนั้น
ภูเขาจักรวาลนี้ตั้งล้อมโลกธาตุทั้งสิ้นนั้นอยู่

ขนาดของภพและทวีป
ในโลกธาตุนั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภพดาวดึงส์ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ภพอสูร มหานรกอเวจี และชมพูทวีปก็
เท่ากันนั้น อมรโคยานทวีป ๗,๐๐๐ โยชน์ บุพพวิเทหทวีปก็เท่านั้น อุตตรกุรุทวีป ๘,๐๐๐ โยชน์ อนึ่ง ในโลกธาตุนั้น
ทวีปใหญ่ๆ ทวีป ๑ ๆ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ทวีปละ ๕๐๐
สิ่งทั้งปวง (ที่กล่าวมานี้) นั้น (รวม) เป็นจักรวาล ๑ ชื่อว่า โลกธาตุอัน ๑ ๑ในระหว่างแห่งโลกธาตุ
ทั้งหลายมีโลกันตนรก (แห่งละ ๑)

อจินไตย “ สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง ในจักรวาลนี้ไม่ได้มีแค่สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้หรอกค่ะ สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้นั้นมีอีกเยอะ หากใครเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ ก็ไม่มีใครว่าอะไรคุณหรอกค่ะ แต่คุณก็ควรเคารพในความเชื่อของผู้อื่นที่ต่างจากคุณด้วย อย่าเอาความคิดตัวเองมายัดเยียดผู้อื่น อย่างเช่นเรื่องบาปกรรม นรกสวรรค์ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ก็มีคนเชื่อว่ามีจริง และมีคนไม่เชื่อว่ามี

พระพุทธองค์ไม่ทรงชี้ว่าพระเจ้าสร้างโลกมีจริงหรือไม่มี เพราะไม่เป็นหนทางให้พ้นทุกข์ เป็นข้อถกเถียงกันไม่รู้จบ ทำให้เกิดความขัดแย้งและสงครามทางความคิดความเชื่อได้ ทรงให้อยู่กับโลกปัจจุบัน สั่งสมบุญบารมีไปทุกภพชาติ(แบบพระเวสสันดร) เมื่อถึงเวลาอันควรก็จะค้นพบสัจจธรรมด้วยตนเอง ใช้ประสบการณ์ของตนในการยกระดับจิต-วิญญาณ หาใช่คำสอนจากผู้อื่นมาบอกให้เราเชื่อ แม้แต่เรื่องพระเจ้ามีหรือไม่มีนั้น แต่ละคนจะต้องค้นพบด้วยประสบการณ์ของตนเองเช่นกัน

เขาบอกว่าทุกอย่างต้องมีผู้สร้าง มีผู้วางระบบ ไม่มีสักสิ่งใดเลยที่เกิดขึ้นลอยๆโดยไม่มีใครสร้างแล้วพวกเขาก็สรุปกันง่ายๆไปเลยว่า มีพระเจ้าเป็นผู้สร้าง แล้วถ้าลองย้อนกลับไปคิดอีกทีใครสร้างพระเจ้านะเหรอ เออมันต้องมีผู้สร้างอีกนะซิ พระเจ้าอยู่จะเกิดขึ้นมาได้อย่างลอยๆได้ไง ก็ไม่พ้นมนุษย์คนจอมโกหกนั่นละสร้างพระเจ้าขึ้นมา พระเยซูสร้างพระยะโฮวา นบีมูหมัดก็สร้างอัลเลาะห์

พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงสอนไว้เรื่อง
จักรวาล และเรื่องการกำเนิดของจักรวาล เพราะมันไม่ช่วยให้บรรลุ
ได้ง่าย พระองค์ทรงเน้นเรื่องการ
ดับทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากวัฏฐสงสาร
แต่ท่านทรงบอกว่า ผู้ไดเห็นธรรม
ผู้นั้นเห็นเรา หากเรามั่วหาคำตอบ
เรื่องนี้จิตก็ไม่ไปไหน หากจิตสงบ
ใด้ธรรมแล้ว ก็จะเห็นรู้ทุกอย่าง
เองโดยไม่สงสัยในสิ่งอื่นได

ผมว่าพระเจ้าท่านไม่มีรูปนามมีแต่ดวงจิตอันบริสุทธิ์คือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติทั้งหมดคือจากรูปกายแล้วมีแต่ดวงจิตดังนั้นจึงมองรูปกายไม่เห็นเวลาปรากฎพระเจ้าก็จะเป็นแสงหรือมาด้วยเสียง พระเจ้าท่านไม่เคยปรากฎตัวให้เห็นในแบบรูปกายแต่มาในแบบเสียงหรือมาแบบเป็นแสงหรือดวงจิตที่ไม่มีรูปนาม แต่เรื่องที่ทำให้โลกวุ่นวายผมว่าเป็นเพราะมนุษย์นะ ที่เข้าใจพระเจ้ากันแบบผิดๆ

” ธรรมชาติสร้าง!!
ธรรมชาติที่ว่าใครก้รุ้ว่าไม่ใช่ธรรมชาตทั่วไปตามที่เข้าใจกัน แต่เปนสิ่งหนึ่งที่มีสติปัญญา มีเจตจำนงเสรีที่จะวางระบบต่างๆที่ซับซ้อนอย่างสมดุลและเปนเอกภาพขั้นสุดยอดดแล้ว แถมเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของมนุษกับสัตวอีก อย่างนี้มันจะเก่งเกินไปละ55 ธรรมชาติที่ว่าก้พระเจ้าดีๆแหละ. แค่เปลี่ยนคำว่าธรรมชาติสร้างเปนพระเจ้าสร้างและไปพิสูจน์ผู้เปนเจ้าที่แท้จริงก้จบ

ผมเชื่อว่า วันพิพากษามีจริง สถานที่พิพากษาแห่งนี้เรียกว่ายมโลก สถานที่แห่งนี้ไม่มีใครมาช่วยเราได้หรอกนะครับ มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะรอดหรือไม่รอดขึ้นอยู่กับผลบุญและผลบาปที่เรากระทำไว้ครับ

ความเชื่อของใคร ก็ความเชื่อของมัน เราจะไม่เบียดเบียนศาสนาของกันและกัน ถ้าเชื่อแล้วเป็นคนดีก็เชื่อไปเถอะครับดีแล้ว
สำหรับผม ศาสนาไม่มีอิทธิพลต่อชีวิต ตัวเองเองต่างหากเป็นคนกำหนดชีวิตตัวเอง การทำบุญควรทำให้ผู้ยากไร้ ที่เค้าเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ ผมไม่ทำให้กับพระ เพราะว่ามันเป็นการให้แบบสูญเปล่า และผมไม่เชื่อเรื่องบุญบาป เชื่อแค่บุญคุณเท่านั้น
“เราทำดีกับเขา เขาก็ทำดีกับเรา เราไม่สามารถทำดีกับพระ เพื่อให้คนอื่นดีกับเราได้” นี่คือหลักที่ผมยึดมั่น

Copy link
Powered by Social Snap